ฮุ่ยหมิ่นยืนเงียบเขาสังเกตสายตาของเสี่ยวเหลียนที่มีท่าทีหวาดกลัว ยามสาวใช้ที่เขาส่งให้มาช่วยงานลี่อินเดินผ่านไปเมื่อสักครู่ เด็กน้อยไม่ได้เปิดปากบอกว่าผู้ใดทำ เพียงแต่มองไปทางสาวใช้นางนั้นไม่ยอมมองไปทางอื่น เขามั่นใจแล้วว่าคงจะดูไม่ผิดแน่“เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น” ฮุ่ยหมิ่นเรียกสาวใช้นางนั้นให้หยุด ก่อนจะก้าวอาด ๆ เข้าไปหาพร้อมกับแผ่รังสีกดดันออกมา“จะ เจ้าค่ะ นายท่านมีอันใดจะเรียกใช้ข้าหรือเจ้าคะ” ท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนของนางมันช่างชวนสงสัย แต่ในเมื่อนางเด็กนั่นไม่ยอมปริปาก และนางก็ไม่ยอมรับมีหรือจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น“เจ้ามีอะไรจะสารภาพหรือไม่” เมื่อเห็นท่าทีของสาวใช้ ฮุ่ยหมิ่นมั่นใจแล้วว่าสตรีผู้นี้อย่างแน่นอน เขาจึงได้ถามอีกครั้ง เพื่อให้นางสารภาพออกมาด้วยตนเอง“คุณชายพูดถึงเรื่องอะไรเจ้าคะ ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้ยังคงยืนกรานไม่รู้สิ่งใดเช่นเดิม อีกทั้งยังทำทีใสซื่อไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้านายถามเมื่อสักครู่“เสี่ยวเหลียน บอกลุงมาผู้ใดเป็นคนทำเจ้า ไม่ต้องกลัวลุงจะปกป้องเจ้าเอง” ฮุ่ยหมิ่นพยายามข่มกลั้นอารมณ์เพื่อไม่ให้ขาดการควบคุม เพราะในตอนนี้เขาอยากจะจัดการบีบคอสาวใช้ให้ตาย
กิจการของลี่อินก็เป็นไปด้วยดีขนมขายหมดในทุกวัน อีกทั้งยังขายในราคาไม่แพงชาวบ้านธรรมดา ก็ยังสามารถเลือกซื้อได้ หากถามถึงกำไรลี่อินก็ได้มาเต็ม ๆ เพราะนางมิได้ลงทุนซื้ออะไรเลย ของที่ได้ก็มาจากสวนและกระเป๋าสารพัดนึกนั่นเองยามนี้เข้าฤดูร้อนแล้วอากาศก็ร้อนอบอ้าว ผืนป่าที่เคยเขียวขจีบัดนี้ก็มีแต่แห้งเหี่ยว บางต้นก็เหลือแต่กิ่งก้าน ดินก็เริ่มแตกระแหงน้ำในบ่อลดลงจนน่าใจหาย ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฤดูแล้งปีนี้คงจะลำบากกว่าปีก่อน ๆ เป็นแน่ตั้งแต่เข้าช่วงหน้าแล้งมาฮุ่ยหมิ่นก็ได้หายหน้าหายตาไป มิได้แวะเวียนมาหาดั่งเช่นแต่ก่อน ลี่อินก็ได้แต่เป็นห่วงสุขภาพของอีกฝ่าย กลัวว่าเขาจะหักโหมทำงานมากเกินไปจนทำให้ป่วยไม่สบายอีกแต่ว่าอากาศร้อนเช่นนี้กินอะไรเย็น ๆ สิถึงจะสดชื่น เมื่อคิดได้ดังนั้นลี่อินจึงหายเข้าไปในห้องแต่งตัว พร้อมกับปิดประตูให้แน่นหนา เพื่อป้องกันมิให้ท่านน้าทั้งสองเข้ามาเห็น ถึงแม้จะสนิทอยู่ด้วยกันมาได้สักพักรู้ว่าไว้ใจได้ แต่เรื่องของวิเศษก็ไม่ควรให้ใครรู้ดีที่สุดลี่อินนั่งลงกับพื้นก่อนจะเรียกกระเป๋าสารพัดนึกออกมา กระเป๋าปรากฏตรงหน้าพร้อมกับบริการเปิดให้โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิ
สองแม่ลูกผลัดกันกินคนละคำจนแทบจะหมดถ้วย ยิ่งตักวิปครีมกับสตรอว์เบอร์รีกินพร้อมกัน เสี่ยวเหลียนน้อยต้องทำปากจู๋อย่างถูกใจทุกที ลี่อินก็ได้แต่หัวเราะคิกคักกับท่าทางน่ารักของบุตรสาว“มีผู้ใดอยู่หรือไม่ขอรับ” อาเปากับอาฉือชะเง้อคอมองข้างรั้วบ้านหลังน้อย แต่ว่าก็ยังเงียบไม่มีผู้ใดตอบรับกลับมา“แม่นางลี่อินอยู่หรือไม่ขอรับ” อาฉือลองเรียกคนในบ้านอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีคนอยู่จริง ๆ“อยู่เจ้าค่ะ อ้าวท่านฉือท่านเปามีอันใดหรือเจ้าคะ” ลี่อินให้ได้สงสัยนักเหตุใดคนสนิททั้งสองของคุณชายฮุ่ยหมิ่น ถึงได้มาหานางถึงที่บ้านกัน“แม่นางลี่อินคือว่าคุณชายเป็นลมอยู่กลางทาง ดูเหมือนจะไม่สบายด้วยขอรับ พวกข้าไม่รู้จะทำเช่นไร เห็นว่าอยู่ใกล้ก็เลยพาคุณชายมาหาท่านน่ะขอรับ” อาฉือตอบด้วยความร้อนใจ เดิมทีคุณชายก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนี้ต้องโหมงานหนักแทบไม่ได้พักผ่อน ร่างกายแบกรับไม่ไหวจึงได้เป็นลมในระหว่างทางช่วยเหลือชาวบ้าน“เชิญพวกท่านเข้าด้านในก่อนเจ้าค่ะ ตามข้ามาทางนี้” นั่นปะไรไม่สบายจริงด้วย หญิงสาวรีบเดินนำทางอาเปากับอาฉือที่แบกคุณชายไว้บนหลัง เข้าไปในเรือนหลังเล็กโดยเร็ว เพราะอากาศด้านนอกร้อ
ฮุ่ยหมิ่นพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนของลี่อินจนหายดี แต่ก็ยังไม่ยอมกลับไปพักที่จวนนายอำเภอของตนเช่นเดิม ไม่ว่าลี่อินจะพูดอย่างไรชายหนุ่มก็เพียงแค่ตีมึนนิ่งเฉยใส่ จนแล้วจนรอดนางก็คร้านจะไล่ เลยปล่อยให้เขายึดเรือนเล็กไปโดยปริยายเมื่อท่านนายอำเภอไม่ยอมกลับไปอยู่จวนตนเอง ยิ่งทำให้เกิดข่าวลือจนหนาหู ทำให้ลี่อินกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านหนักกว่าเดิมมีครั้งหนึ่งลี่อินทนรำคาญเสียงนินทาไม่ไหว คิดจะออกไปตามแก้ข่าว แต่ทว่าคุณชายฮุ่ยหมิ่นบอกให้นางไม่ต้องไปสนใจ เพราะเดี๋ยวเขาจะเป็นผู้จัดการแก้ปัญญาให้เองแต่ผู้ที่บอกจะจัดการเองนั้นก็ยังไม่ได้สะสางเรื่องราวสักที กลับต้องมานั่งกุมขมับตนเอง เพราะคิดไม่ตกกับเรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้นในอำเภอฉงชิ่งไม่เพียงแค่อำเภอฉงชิ่งที่เกิดปัญหา ทั่วทั้งแคว้นต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ชาวบ้านขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคอย่างหนัก พืชผักที่ปลูกก็ไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็นทางการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการแจกจ่ายเสบียงอาหาร เพื่อช่วยบรรเทาความอดอยากของประชาชน แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านตาดำ ๆ “คุณชายของพวกท่านเป็นอันใดหรือเจ้าคะ ถึงได้นั่งหน้าดำ
“ข้าขุดสระตรงที่มีตาน้ำเจ้าค่ะ ตรงไหนมีตาน้ำพอเราขุดลงไปลึกพอสมควร ส่วนที่เป็นตาน้ำก็จะมีน้ำไหลออกมาจากใต้ดิน น้ำที่ได้ก็จะใสและสะอาดเจ้าค่ะ” ลี่อินบอกถึงวิธีการทำ ที่นางใช้ในการหาน้ำไว้ใช้เองฮุ่ยหมิ่นตาลุกวาวทันที เมื่อหญิงสาวบอกถึงวิธีการที่นางใช้ แต่มันดันติดตรงที่เขาจะหาตาน้ำได้อย่างไรนี่สิ“หากจะขอร้องให้เจ้าช่วยสักหน่อยได้หรือไม่ แค่ให้คำแนะนำข้าก็พอ จะไม่รบกวนเจ้ามากไปกว่านี้แน่นอน” ลำพังตัวเขาหน้าด้านพักอยู่บ้านของนางก็มากพอแล้ว แต่ครั้นจะให้กลับจวนใจมันก็ไม่อยากจะกลับไปแล้วจะทำเช่นไรได้ คราวนี้ยังมีเรื่องมาให้นางช่วยแก้ปัญหาให้อีก จึงไม่กล้าที่จะรบกวนไปมากกว่านี้“ได้สิเจ้าคะ เรื่องแค่นี้เองทำไมจะไม่ได้เล่า แค่หาตาน้ำไม่มีอะไรต้องให้ลำบากเลยเจ้าค่ะ” ลี่อินเข้าใจถึงความลำบากของชาวบ้านดี นางมิได้หวงความรู้ หากพอจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ นางก็ยินดีจะช่วยอยู่แล้ว“ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ ลี่อิน” ฮุ่ยหมิ่นคว้ามือบางขึ้นมากุมไว้อย่างลืมตัว ด้วยเพราะดีใจมากเกินไปทำให้ไม่ได้คิดถึงความเหมาะสม“มะ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าว่าเราไปทานอาหารกันเถอะได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว” มือบางค่อย ๆ ดึงออกจาก
ลี่อินได้ออกสำรวจพื้นที่กับฮุ่ยหมิ่นเป็นวันแรก หญิงสาวออกเดินทางตั้งแต่เช้าส่วนเสี่ยวเหลียนก็เอาแต่นั่งหน้ามุ่ย เมื่อท่านแม่และท่านลุงจะไปข้างนอกแต่เด็กน้อยไม่ได้ไปเที่ยวด้วย กว่าจะได้ออกเดินทางกันก็เสียเวลาโอ๋เจ้าเด็กอ้วนอยู่เป็นนานและแน่นอนการเดินทางก็จะต้องไปทั้งวัน หญิงสาวจึงต้องพกเอาเสบียงอาหารนำติดตัวไปด้วย ลี่อินจึงได้ห่อข้าวใส่ปิ่นโตสำหรับกินสี่คน ในนั้นมีข้าวสวยร้อน ๆ หมูผัดพริกหยวก ไข่ม้วน เนื้อทอดแดดเดียวทำอย่างง่าย ๆ ไว้ไปกินในระหว่างวันลี่อินแอบเข้าไปหยิบของในกระเป๋าสารพัดนึก หากจะแอบหยิบในตอนออกไปหาตาน้ำ ก็เกรงว่าจะมีคนมาเห็นเข้า นางจึงตัดสินใจว่าจะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ติดตัวไปด้วยเสียแต่ตอนนี้เลยร่างบางหยิบลวดทองแดงเส้นเล็กขนาดความยาวหนึ่งฉื่อ (1ฟุต) ออกมาหลายเส้น และท่อพีวีซีขนาดเล็กสั้นเท่ากับหนึ่งฝ่ามือ เป็นอุปกรณ์สำหรับการวัดหาตาน้ำ จากนั้นนางจึงได้นำเอาเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ดังหัวกระทิงชนกันออกมาหนึ่งแพ็ค เปิดเทใส่ถุงใส่น้ำที่ทำจากหนังสัตว์จนเต็มก็เป็นอันเสร็จลี่อินจัดเก็บของสำหรับวัดตาน้ำไว้ในกระเป๋าสะพาย ส่วนกระเป๋าน้ำและปิ่นโตเป็นหน้าที่ของอาฉือและอาเปาเป็นผู้น
ลี่อินใช้ลวดที่นำมาด้วยหักงอตรงส่วนท้ายเล็กน้อย ให้เกี่ยวกับท่อพีวีซีที่เตรียมมาไว้ไม่ให้ร่วงหล่น ทำเช่นนี้ทั้งสองอัน จากนั้นจับท่อพีวีซีไว้ให้เส้นลวดขนานกัน หากว่าตรงไหนมีตาน้ำเส้นลวดทั้งสองจะค่อย ๆ หันมาไขว้กันเอง นั่นหมายความว่าตรงที่นางยืนอยู่จะมีตาน้ำ“พวกท่านไม่เชื่อว่าตรงนี้มีตาน้ำใช่หรือไม่ เช่นนั้นลองขุดดูสิเจ้าคะ” ลี่อินท้าทายให้ผู้นำหมู่บ้านทั้งหลายได้ลองขุดตรงจุดที่นางบอกอาเปากับอาฉือเป็นผู้อาสาขุดดินตรงจุดที่ลี่อินชี้บอก ขุดลงไปไม่ลึกพอสมควรได้มีไหลออกมาไม่หยุด สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ที่ตรงนั้น มันมีน้ำออกมาจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ จะมีน้ำไหลออกมามากมาย“โอ้ มีน้ำจริงด้วย”ทุกคนต่างร้องออกมาด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าสิ่งของแปลก ๆ ที่แม่นางน้อยนำมา จะสามารถชี้จุดได้ว่ามีน้ำอยู่ที่ใด มันช่างวิเศษนักพวกเขามองนางผิดไปจริง ๆ ต่อจากนี้คงต้องขอให้นางสอนเสียแล้ว และเมื่อรอให้ดินโคลนให้ตกตะกอนตามที่ลี่อินบอก น้ำที่ได้ทั้งใสและไม่มีกลิ่นเหม็น พอดื่มเข้าไปกลับมีรสชาติหวานอร่อย ไม่แพ้น้ำที่ได้จากน้ำตกที่พวกเขาเอาไว้กินเลยสักนิด“แม่นางข้าต้องขออภัยที่พวกเรา
ตั้งแต่วันที่ลี่อินโดนฮุ่นหมิ่นรุกหนักจนหญิงสาวตั้งรับไม่ทัน นางก็แทบจะไม่กล้าสบสายตากับเขาเลย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรือรังเกียจ แต่ลี่อินรู้สึกเขินอายจนไม่สามารถข่มความรู้สึกให้สงบได้เลย และยิ่งนางหลบหน้าเขายิ่งพาเอาตัวเองเข้าใกล้นางเสมอ เช่นวันนี้ที่ไม่ว่าลี่อินไปที่ใดฮุ่ยหมิ่นก็เอาแต่ตามติดนางเหมือนเงาตามตัวไม่ว่าจะสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดเสียที จนในที่สุดลี่อินต้องยอมให้ชายหนุ่มนั่งรถม้าเดินทางเข้าเมืองด้วยกัน ตัวต้นเหตุก็เอาแต่นั่งจ้องหน้านางตั้งแต่ขึ้นมานั่งบนรถม้า ลี่อินได้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นนั่งเงียบทำเป็นเมิน มองออกหน้าต่างไม่สนใจอีกฝ่ายตลอดการเดินทางเข้าเมืองหลังจากเข้ามาถึงในเมืองแล้ว ฮุ่ยหมิ่นจึงขอตัวไปสะสางงานที่คั่งค้างกองเท่าภูเขา ด้วยตัวเขาทิ้งงานทิ้งการ เอาแต่ตามติดลี่อินมาถึงสามวันเต็ม ๆ ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะมีกองหนังสือรายงาน รอให้เขาตัดสินใจท่วมหัวแล้วกระมัง ดังนั้นวันนี้จึงถือโอกาสเข้าเมืองมาพร้อมกัน จะได้สะสางงานให้แล้วเสร็จเสียทีส่วนลี่อินเมื่อแยกจากฮุ่ยหมิ่น นางจึงตรงมาที่ร้านขนมของตนเองโดยไม่แวะที่ใด แต่สิ่งที่เห็นมันแทบจะทำให้นางปวดเศียรเวียนเกล้าเหลือเกิน แจกันลายคราม
“ไหนดูสิว่าเรตติ้งจะดีไหม” ร่างบางเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องมือทำมาหากินคู่กาย ได้แอบลุ้นว่ายอดวิวจะดีไหม“ยอดวิวห้าหมื่นในหนึ่งวัน ไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ยฉัน” แต่พอลองตบหน้าตัวเองดูมันก็เจ็บ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้ ปกติแล้วในความทรงจำของอ้อมแอ้ม นิยายของเธอหนึ่งวันยอดวิวหลักสิบ ครึ่งหนึ่งจากแฟนคลับเดนตายของเธอ อีกครึ่งคือคนที่แวะเข้ามาด่าหญิงสาวรีบกดรีเฟรชหน้าเว็บดูอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบนิยายไม่ได้รวน แต่กดเท่าไหร่ก็มียอดเท่าเดิม ไม่สิมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก‘ฮือออ ไรท์คะ นางเอกกับลูกสาวสู้ชีวิตมาก’‘ติดตามเลยค่า นิยายสนุกมาก’‘อู๊ยยย พระเอกคือดีงาม’‘น้อนน่าร๊ากกก’‘ไรท์เปลี่ยนแนวนิยายแล้วหรือคะ นิยายเรื่องเก่าของไรท์ประสาทแดกมากค่ะ’และยังมีอีกหลายคอมเมนต์แต่ก็มาในทิศทางที่ดี แสดงว่าตัวเธอมาถูกทางแล้ว ที่เหลือก็รอยอดอีบุ๊กอีกสองวัน เปิดขายวันแรกจะเป็นอย่างไรก็ต้องมาวัดกันแล้ว ว่าเธอควรจะสามารถยึดอาชีพนักเขียนต่อไปไหม ถ้าไม่โอเคก็จะหาอย่างอื่นทำเสริมสองวันผ่านไป“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง” อ้อมแอ้มกำลังนับถอยหลัง เธอกำลังลุ้นกับยอดขายอีบุ๊กเรื่องแรกในฐานะอ้อมแอ้มคนใ
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โลกใบนี้ช่างตื่นตาตื่นใจเสียจริง ลี่อินฟื้นขึ้นมาในห้องที่ดูแปลกประหลาดไม่คุ้นตา กับใบหน้าของเธอที่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ในตอนแรกลี่อินก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องน่าอัศจรรย์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ลี่อินฟื้นขึ้นมาในวันหนึ่งพบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาว มีเครื่องมือแปลกประหลาด มีสายอะไรต่อมิอะไรห้อยระโยงระยางตามตัวเธอเต็มไปหมด ความทรงจำเดิมเริ่มกลับมากเป็นสาย เรื่องราวมากมายไหลเวียนเข้ามาภายในหัวไม่หยุดอ้อมแอ้มหรือก็คือชื่อใหม่ของเธอ ไม่เพียงแค่ความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง แต่ยังมีอีกอย่างที่เธอได้ อ้อมแอ้มตัวจริงสลับไปเป็นลี่อิน พวกเธอทั้งสองต่างสลับกันอยู่ในโลกต่างมิติของกันและกัน ไม่สิไม่ใช่เธอสองคนแต่เป็นคนเดียวกันต่างหาก คนหนึ่งเป็นมิติอนาคตส่วนอีกคนเป็นมิติโบราณ มิติที่ควรจะเป็นไปตามครรลองของกาลเวลาที่มันควรจะเป็น มันกลับเปลี่ยนสลับเธอให้กลับไปในมิติต่างเวลาหลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลในประเทศจีนจนหายดีแล้ว อ้อมแอ้มก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย ต่อจากนี้ไปเธอคืออ้อมแอ้ม และจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามใจของตัวเอง ที่แห่งนี้มีทั้งอิสระไม่มีกฎระเบีย
“หนูซื้อหมดเลย คุณยายขายเท่าไหร่คะ” อ้อมแอ้มรับของมาถือไว้ ก่อนที่หญิงสาวจะล้วงเอากระเป๋าเงินออกมา เพื่อจะจ่ายเงินค่าโสมให้กับคุณยาย“หนึ่งร้อยหยวนลูก” เห็นไหมหลานของนางน่ารักถึงเพียงนี้ ตาแก่นั้นทำหลานสาวนางได้ลงคอ“นี่ค่ะคุณยาย แต่ทำไมขายถูกนักล่ะคะ” เธอคิดว่ามันถูกมากเกินไป เงินหนึ่งร้อยหยวนเทียบกับเงินไทยแล้วเป็นเงินแค่ห้าร้อยยี่สิบห้าบาทเอง ถูกกว่าร้านอาหารบางที่ที่เธอเข้าไปทานมาอีก โสมสามต้นเธอก็เปิดดูแล้ว หากเอาไปขายก็คงจะได้ราคาดีอยู่ ถึงจะไม่มีความรู้เรื่องโสมแต่หญิงสาวก็มั่นใจว่ามันจะต้องแพงกว่านี้“ยายคิดแค่นี้ หนูก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้ดี มันจำเป็นหนูจะต้องได้ใช้มัน”“คุณยายคะ อะอ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ” เธอแค่ก้มเก็บของใส่กระเป๋าแป๊บเดียวเอง จะว่าคุณยายเดินเร็วก็คงจะไม่ใช่ เวลาแค่ไม่ถึงนาทีจะหายตัวไปได้อย่างไรกัน อย่าบอกนะว่าเป็น...? ยิ่งอยู่ในวัดด้วย วิ่งสิคะรออะไร“อ๊ากกกกกกกก”อีกหนึ่งโลกมิติ‘ลี่อินเอ๊ย’ลี่อินที่วันนี้นอนซมเพราะพิษไข้ นอนอยู่บนเตียงทำจากไม้ไผ่กลางเก่ากลางใหม่ ตัวนางที่ดูเหมือนจะหลับลึกตั้งแต่หัวค่ำ แต่ตอนนี้หูกลับได้ยินเสียงของใครบางคนแว่วอยู่ข้างหู หญิงส
ผู้เฒ่าดวงชะตาแทบจะนั่งไม่ติด เดินวกไปวนมาคิดจนหัวแทบจะระเบิด แต่ก็ยังไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ไขความผิดของตนเองได้ สองวันที่แล้วในขณะกำลังทำหน้าที่ของตนอยู่นั้น ด้วยเพราะความเผอเรอทำให้เขาขีดเขียนเส้นดวงชะตาสลับกันทำให้คนอีกช่วงเวลาแห่งมิติที่ถึงเวลาตายกลับไม่ตาย ส่วนคนที่ชะตายังไม่ถึงฆาตกลับสลับดวงวิญญาณเป็นคนที่ต้องตายแทน ตอนนี้วงล้อแห่งดวงชะตาของพวกนางทั้งสองได้หมุนสลับมั่วกันไปหมด ผู้เฒ่าดวงชะตาไม่รู้จะทำเช่นไรดี คนที่ต้องตายแต่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่คนที่ยังไม่ถึงชะตานี่สิคือปัญหาใหญ่เหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิด ก็จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงตามวงล้อแห่งชะตาแล้ว หากจะขีดเขียนเส้นดวงชะตาขึ้นใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกสักพัก เวลานี้ตาเฒ่าหัวหงอกเช่นเขาก็ยังคิดวิธีไม่ออกจะแก้เช่นไรได้ทันกัน“ตาเฒ่าเหตุใดถึงหน้าไม่สู้ดีนักเล่า” แม่ซื้อเห็นเฒ่าดวงชะตามีสีหน้าไม่สู้ดีมาหลายวันแล้ว นางรู้สึกเป็นห่วงจึงได้ลองมาถามไถ่ถึงสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ“คือว่า เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะยายเฒ่า” เฒ่าดวงชะตาตัดสินใจเล่าให้กับแม่ซื้อฟัง เขาพยายามคิดแก้ปัญหาเรื่องนี้คนเดียวมาหลายวันแล้ว คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเสียทีโป๊ก
“อะแฮ่ม ท่านแม่ของพวกเจ้ากำลังจะมีน้อง” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืดออก พูดอย่างภูมิใจแจ้งข่าวดีให้กับลูก ๆ ทั้งสาม ส่วนใบหน้าหรือก็ยิ้มไม่หุบ“ข้าไม่เอาน้องสาวนะเจ้าคะ” อี้หลานฮวา“ข้าก็ไม่ชอบน้องสาว” หวงหลานฮวา พร้อมกับเหล่ตาไปทางน้องเล็กสุด ที่มือไม่เคยว่างเว้นกัดกินหมั่นโถวเต็มปาก จากนั้นก็เคี้ยวจนแก้มตุ่ย“ข้าจะได้เป็นพี่” ไป๋หลานฮวา ต่อไปนางก็ไม่ต้องคอยทำตามคำสั่งของใครแล้ว นางจะได้เป็นผู้สั่งบ้างเสียที แค่คิดก็มีความสุขแล้วนางจะใช้น้องเล็กไปเอาของกินในครัวมาให้ ยามที่ถูกท่านแม่จำกัดมื้ออาหารเด็ก ๆ ทั้งสามเมื่อรู้ว่าท่านแม่จะมีน้อง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขอเป็นน้องชายบ้าง เพราะว่าท่านพี่หลี่เจี๋ยบุตรชายของท่านป้าเฟยฮวาทั้งฉลาดและเก่งกาจ พวกนางก็อยากจะได้น้องชายแล้วเก่งดั่งเช่นท่านพี่หลี่เจี๋ยบ้าง ด้วยตนเป็นสตรีต้องทำตามขนบธรรมเนียม บางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ จึงอยากจะให้น้องที่กำลังจะเกิดมาเป็นชายมากกว่าสตรี“ท่านพี่แล้วเสี่ยวเหลียนไปไหนเจ้าคะ ไม่เห็นสองสามวันแล้ว” ลี่อินถามถึงบุตรสาวอีกคนเสี่ยวเลียนพอโตเป็นสาวรูปโฉมงดงามไม่แพ้หญิงงามอันดับหนึ่ง เป็นถึงท่านหญิงมู่ตานผู้เลื่องชื่อ ใน
“ยินดีด้วยขอรับ ฮูหยินน้อยตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะจัดเทียบยาบำรุงครรภ์ให้นะขอรับ” ท่านหมอประจำตระกูลกล่าวแสดงความยินดี“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ”ลี่อินที่มีสีหน้าซีดเซียวนอนดมยาดมอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน หญิงสาวคิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ก็ในเมื่อสามีตัวดีไม่เคยว่างเว้นเลยสักวัน นี้ก็ผ่านมาสิบปีแล้วสามีก็ยังคงตัวติดกันมิได้ห่าง เมื่อก่อนเป็นเช่นไร ผ่านไปสิบปีแล้วก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนางก็อุตส่าห์กินยาคุมกำเนิดมิได้ขาดแล้วเชียวนะ ก่อนกินยังตรวจดูให้ดีเสียก่อนจะกินทุกครั้ง ด้วยกลัวว่าสามีตัวดีจะแอบเปลี่ยนเม็ดยาคุมกำเนิดอีก ก็ระวังตัวดีแล้วเชียวเหตุใดถึงได้ตั้งครรภ์อีกจนได้เอ๊ะ!หรือว่านางเองที่เป็นคนลืมกินยาคุมกำเนิดกันนะ แล้วจะเป็นตอนไหนกัน หรือว่าจะเป็นตอนที่แอบหนีไปท่องเที่ยวกันสองคน หรือจะเป็นตอนแอบหนีลูก ๆ ไปเที่ยวงานประจำเมือง หรือจะเป็นตอนที่สามีกลับจากทำภารกิจตึง ตึงปัง“ภรรยารักเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง พี่ดีใจเหลือเกินที่เรากำลังจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว” แม้เวลาจะเปลี่ยนไปกว่าสิบปี แต่ทว่ากาลเวลาก็ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มดูแก่ลงเลย เขายังคงดูหนุ่มแน่นทั้งยังดูสง่างามยิ่งกว่
งานเลี้ยงฉลองภายในครอบครัวเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนต่างกล่าวยินดีและคุยกันอย่างสนุกสนาน ลี่อินที่คอยดูแลสามีเพราะเจ้าตัวเอาแต่นั่งกระแอมเสียงดังไม่ได้หยุด มองจ้าวหรงตาขวางทุกครั้งที่อีกฝ่ายป้อนอาหารให้กับเสี่ยวเหลียน จนตนเองก็หลงลืมที่จะเอาใจภรรยา แต่ก็มีบางครั้งที่เขาจะหันกลับมาคีบอาหารให้กับลี่อินบ้างเป็นบางครา“อุ๊บ!” ลี่อินที่กำลังจะคีบปลาหมึกย่างเข้าปาก นางกลับรู้สึกเหม็นคาวและคลื่นไส้อยากจะอาเจียนขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่ไม่ว่าจะพยายามกลืนก้อนที่จุกอยู่ตรงคอลงไปเท่าไหร่ เมื่อได้กลิ่นอาหารทะเลมันกลับตีรวนขึ้นมาอยู่ร่ำไป“น้องหญิงเจ้าไม่สบายหรือ” ฮุ่ยหมิ่นรีบวางถ้วยกับตะเกียบลงทันที ที่เห็นว่าภรรยาเอามือปิดปากใบหน้าซีดเซียว“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ คงจะเหม็นกลิ่นคาวอาหารทะเล” หญิงสาวรีบเอามือผลักถ้วยปลาหมึกออกห่างตัว เพียงแค่ได้กลิ่นเล็กน้อยก็ทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้“พี่ว่าเชิญท่านหมอมาตรวจดูดีหรือไม่” ภรรยาเขาคงจะไม่สบายเป็นแน่ อาหารทุกอย่างก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นจนถึงขั้นต้องอาเจียน เหมือนดั่งเช่นที่ภรรยาเขาบอก ฮุ่ยหมิ่นรีบสั่งให้บ่าวชายไปเชิญท่านหมอทันทีไม่รั้งรอคำตอบ
“ก่อนอื่นให้เอามันหมูวางไว้ส่วนบนสุดของกระทะนะเจ้าคะ พอน้ำมันเริ่มออกก็ถูมันหมูให้ทั่วกระทะเสียก่อน เวลาเราเอาเนื้อลงย่างจะได้ไม่ติดกระทะเจ้าค่ะ” ลี่อินจัดการสาธิตทำเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนดู เพียงแค่นำมันหมูถูไปจนทั่วกระทะที่กำลังร้อน ก็เกิดเสียงฉ่าออกมาทันทีทุกคนเห็นทำตามลี่อินทุกขึ้นตอน เสียงมันหมูดังฉ่าเมื่อถูกกับความร้อนของกระทะ กับเนื้อที่เอาลงไปย่างจนสุกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ แต่ละคนที่ตั้งตารอต่างก็กลืนน้ำลายดังอึกกันถ้วนหน้า อยากจะลิ้มลองเสียเต็มประดา“ระหว่างรอเนื้อสุก เราก็จะนำผักข้าวโพดหรือเห็ดที่ชอบลงต้นในน้ำซุปด้วยเจ้าค่ะ พอเนื้อสุกได้ที่แล้ว เราก็นำมาจิ้มกับน้ำจิ้ม จากนั้นก็กินได้เลยเจ้าค่ะ” ลี่อินนำเนื้อที่นางย่างแล้วจิ้มน้ำจิ้มที่ปรุงรสมาอย่างดี กระเทียม พริกสับ ผักชีหั่นฝอย ใส่น้ำมะนาวอีกนิด เป็นอันว่าเลิศรสที่สุดแล้วเนื้อสุกกำลังดีจิ้มกับน้ำจิ้มเลิศรสถูกส่งเข้าปากของฮุ่ยหมิ่นเป็นคำแรก ชายหนุ่มได้แต่นั่งยิ้มหน้าบาน ที่ภรรยาเอาอกเอาใจตนเอง ท่ามกลางสายตาของทุกคนทั่วทั้งจวนเช่นนี้“องค์รัชทายาทเสด็จ”ทุกคนที่กำลังกินหมูกระทะกันอย่างเอร็ดอร่อยจึงได้หยุดชะงัก พ
หลังจากจบเรื่องราวอันแสนวุ่นวาย ความสงบสุขก็ได้กลับมาอีกครั้ง ไม่นานมานี้ลี่อินได้มีโอกาสกลับไปที่หมู่บ้านหงชุน บ้านหลังเล็กของนางในตอนนี้มันไม่เล็กอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้ว่าฮุ่ยหมิ่นให้คนไปต่อเติมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตัวบ้านถูกขยายเต็มพื้นที่ มิหนำซ้ำยังซื้อที่ขยายเพิ่มออกไปอีกท่านน้าทั้งสองที่เป็นผู้ดูแลบ้าน พวกเขาก็ได้มีสมาชิกเพิ่มทั้งบุตรชายบุตรสาว เพียงเท่านี้ลี่อินก็มีความสุขมากแล้วจากนั้นหญิงสาวจึงได้แวะไปดูร้านขนมเซียงเจียว มันได้กลายเป็นร้านขนมขึ้นชื่อของอำเภอไปแล้ว หากผู้ใดได้มาอำเภอฉงชิ่งเป็นต้องแวะซื้อขนมที่ทำจากกล้วยเพื่อเป็นของฝาก ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงอำเภอฉงชิ่งสถานที่สุดท้ายที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ได้แวะไปที่ว่าการอำเภอก่อนกลับเมืองหลวง เพราะเสี่ยวเหลียนน้อยไม่ได้พบกับเหมยเหมยนานนับปีแล้ว และเสี่ยวเหลียนเองก็บ่นหาสหายรักอยู่เสมอ ฮุ่ยหมิ่นจึงได้พาบุตรสาวมาพบกับเพื่อนเก่า จนเสี่ยวเหลียนยิ้มไม่หุบก็ว่าได้“เหมยเหมย ข้ามีของฝากมาให้เจ้าเยอะแยะเลย” เสี่ยวเหลียนที่ตัวสูงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เห็นสหายแล้วก็ได้แต่คิดถึงช่วงเวลาที่ได้เล่นด้วยกัน“ขอบใจนะเสี่ยวเหลียน เจ้าตัวสูงขึ