บุรุษหนุ่มใช้แขนสอดใต้ขาพับแล้วยกขาของหญิงสาวขึ้นข้างหนึ่งเพื่อให้จุดเชื่อมต่อประสานได้แนบชิดติดกันมากยิ่งขึ้น จะได้ส่งแก่นกลางกายเข้าไปในโพรงเนื้อได้ล้ำลึกกว่าเก่า
เขาตอกย้ำความเสียวซ่านด้วยการเพิ่มความเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิมให้สมกับที่เขาอดใจรอมาเนิ่นนาน การกระหน่ำกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ทั้งคู่เสียวซ่านจนแทบคลั่ง
ยิ่งเสียงครางกระเส่าของหญิงสาวดังขึ้นมากเท่าใด ร่างสูงก็ยิ่งกระแทกถี่รัวมากขึ้นเท่านั้น ทุกจังหวะที่สอดประสานทำให้หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความรักอันเร่าร้อนของอ๋องหนุ่ม ส่วนลึกของสตรีร่างบางถูกจ้วงแทงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน เสียงน่าอายผสานรับกับเสียงครางและเสียงหายใจหอบเหนื่อยของคนทั้งคู่
หญิงสาวมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหายยามที่กำลังโยกเอวกระแทกนางผ่านแสงจันทร์ที่ส่องลงมา ใบหน้าของเขายามนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกลุ่มหลงยิ่งนัก แต่นางจะไม่ยอมเป็นฝ่ายหลงใหลเขาแต่เพียงผู้เดียวอย่างแน่นอน
หญิงสาวมิคิดรอให้ตนเองและอีกฝ่ายปลดปล่อยความกำหนัดที่มีด้วยลีลารักของคนร่างสูง เพราะบุรุษในยุคนี้สามารถมีภรรยาได้มากมายโดยเฉพาะเชื้อพระวงศ์อย่
“อื้มมมม เสียวเหลือเกินเพคะท่านอ๋อง” ร่างบางเอ่ยเสียงหวานหู“ข้าก็เสียวจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว” เสียงของเขาหอบเหนื่อยขาดห้วงเพียงได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวก็ไม่รอช้า มือสวยยกขึ้นเกาะบ่าแกร่งไว้ นางเร่งจังหวะรัวเร็วขึ้นส่วนบุรุษหนุ่มก็เด้งเอวสวนถี่ขึ้นกว่าเก่า ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มเชื้อเพลิงราคะให้แก่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆโพรงเนื้อด้านในเกร็งกระตุกเมื่อความเสียวซ่านท่วมท้นจนสู่จุดสูงสุด “หม่อมฉันไม่ไหวแล้วเพคะ” หญิงสาวหวีดร้องอย่างสุขสม ในเวลาเดียวกันอ๋องหนุ่มก็ไม่อาจกลั้นน้ำเหนียวข้นที่อยู่ในแก่นกายเอาไว้ได้อีกต่อไป เสียงคำรามต่ำถูกเปล่งออกมาพร้อมกับน้ำขาวขุ่นที่พุ่งเข้าสู่โพรงรักคับแน่น ก่อนที่ร่างของบุรุษหนุ่มจะกระตุกอีกสองสามคราหญิงสาวยกสะโพกขึ้นลงอีกสามสี่ครั้งราวกับจะรีดน้ำที่อยู่ในแท่งเอ็นเนื้อให้หมดสิ้นจนหยดสุดท้าย ก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นแต่ทว่าบุรุษหนุ่มกลับไม่ยินยอม เขาโอบเอวบางให้นางนั่งอยู่ท่านั้น ก่อนที่จะจุมพิตลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบาและตามด้วยจูบปากของนาง ปลายลิ้นอันเร่าร้อนสอด
เว่ยเหวินเซียนหลังจากออกจากจวนตระกูลเผยก็กลับจวนอ๋องไปอาบน้ำแต่งตัวเข้าวังหลวง เพื่อให้เสด็จพี่ของเขาออกพระราชโองการแต่งตั้งพระชายาให้ แต่เมื่อเข้าวังมาก็พบว่าเหวินหลิงฮ่องเต้ยังว่าราชกิจในท้องพระโรงไม่เสร็จ เว่ยเหวินเซียนจึงได้ไปหามู่หรงไทเฮาที่ตำหนักฉู่ซิวกงเมื่อมาถึงอ๋องหนุ่มจึงได้รู้ว่ามารดาจะออกจากวัง จึงได้ไต่ถามถึงสาเหตุที่จะต้องรีบออกไปจากวังหลวงก่อนที่จะถึงวันงานมงคลของเขา ครั้นมู่หรงไทเฮาไม่อยากบอกเหตุผลแต่เมื่อถูกโอรสตะล่อมถามในที่สุดก็ไม่อาจปิดบังได้ และอีกอย่างสตรีผมสองสีก็คิดว่าบอกบุตรชายเอาไว้ก็ดี เพราะอย่างน้อยบุตรชายของนางจะได้ระวังภัยที่อาจเกิดกับเผยตั้นเยี่ยนเอาไว้ก่อนครั้นอ๋องหนุ่มทราบสาเหตุที่มารดาหนักใจจึงไม่คิดรั้งมารดาเอาไว้ เพราะหากเขามีเรื่องที่ต้องขัดใจกับเหวินหลิงฮ่องเต้ หากเป็นเรื่องที่สามารถหลบได้เขาเองก็มิอยากจะเผชิญแต่การที่มู่หรงไทเฮาไม่อยู่จนถึงงานมงคลของเขาก็ทำให้เว่ยเหวินเซียนหนักใจอยู่เช่นกัน เพราะกลัวว่าเผยตั้นเยี่ยนจะเข้าใจผิดคิดว่ามู่หรงไทเฮาไม่อยากรับนางเป็นลูกสะใภ้มู่หรงไทเฮามองหน้าบุตรชายก็รู้ว่าบุตรชายกำลังค
“ฮูหยิน เจ้าคิดมากไปแล้ว เจ้าคิดว่าสำนักศึกษาต้องลงทุนเท่าใด จะทำจะเลิกง่าย ๆ ได้อย่างนั้นหรือ?” เผยจือคุนเอ่ยอย่างใจเย็น“นั่นสิท่านแม่ ถึงแต่ก่อนเยี่ยนเอ๋อร์กับพวกเราจะไม่ลงรอยกันนัก แต่ตอนนี้นางโตขึ้นแล้วคิดได้แล้ว จะทำเรื่องทำร้ายคนในครอบครัวไปทำไมกัน” เผยจือชิ่นเอ่ยช่วยบิดาโน้มน้าวมารดา“ใช่ ๆ พวกเจ้าอย่างไรเสียก็มีสายเลือดเดียวกัน ครอบครัวเดียวกันกับนาง แต่ข้าเล่าข้ามีอันใดให้นางต้องเมตตา” หลินเยว่ฉีเอ่ยกับบุตรชายก่อนจะหันมายังสามี“ท่านพี่ท่านคงไม่ลืมหรอกกระมังว่ามารดาของนางตายเพราะเหตุใด หากวันหนึ่งนางรู้เข้าและคิดแก้แค้น ท่านและข้าจะมีทางเลือกอย่างนั้นหรือ” ความจริงเมื่อวันก่อนที่พูดกับเผยตั้นเยี่ยนเผยฮูหยินก็เห็นด้วย แต่เพียงคิดถึงเรื่องที่นางทำไว้กับหลิวเหมยเหมยก็ทำให้นางเปลี่ยนใจทันทีบุรุษทั้งสองคนใบหน้าเศร้าสลดในพริบตาเมื่อพูดถึงหลิวเหมยเหมยฮูหยินคนก่อนที่ตายจากไป“หากไม่มีใครเผลอพูดเยี่ยนเอ๋อร์จะรู้เรื่องได้เช่นไร แต่หากนางได้รู้ก็ถือเสียว่าเป็นชะตากรรมที่ข้าต้องได้รับแล้วกัน&rdqu
เมื่อส่งไป๋กงกงเสร็จแล้วเผยตั้นเยี่ยนก็ไม่รอช้า นางสั่งบ่าวรับใช้ให้ปิดประตูจวนทันที และยังกำชับกับบ่าวเฝ้าประตูอีกว่าหากมีคนมาขอพบหากไม่มีเรื่องจำเป็นมากนักก็ให้มาใหม่ในวันพรุ่งนี้“ข้าจะไปรอท่านพ่อที่ห้องหนังสือนะเจ้าคะ” เผยตั้นเยี่ยนเอ่ยเสียงราบเรียบกับเผยจือคุน ก่อนจะหันไปกล่าวกับลี่มี่และเหมิงเหมิง“พวกเจ้ามีอันใดต้องไปทำก็ไปทำเถอะ ให้ฉุยฉุยตามข้าไปคนเดียวก็พอ” ถึงน้ำเสียงจะอ่อนโยนกว่าที่เอ่ยกับผู้นำตระกูลเผย แต่ใบหน้ากลับเรียบเฉยไม่ต่างกันกับยามที่พูดกับเผยจือคุนเลยแม้แต่น้อย“เพคะพระชายา” ลี่มี่กับเหมิงเหมิงตอบพร้อมกัน“พวกเจ้าเรียกข้าคุณหนูเช่นเดิมเถอะ รอให้ข้าเข้าพิธีก่อนค่อยเรียกพระชายาก็ยังไม่สาย”“เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองคนที่เว่ยเหวินเซียนส่งมาตอบรับพร้อมเพรียงกัน แต่เมื่อเผยตั้นเยี่ยนเดินผ่านไปแล้วทั้งคู่ก็มองหน้ากันด้วยความฉงน เพราะสีหน้าของเผยตั้นเยี่ยนนอกจากจะไม่มีความยินดีปรากฏอยู่บนใบหน้าแววตาของนางยังสะท้อนโทสะออกมาอีกด้วย แต่เนื่องจากสาวใช้ทั้งสองเห็นสีหน้าซับซ้อนที่ยากจ
หลินเยว่ฉีไม่คิดว่าจะได้ยินเผยตั้นเยี่ยนเรียกสามีและบุตรชายของนางเช่นนี้ การที่หญิงสาวคิดจะตัดขาดกับตนเองไม่ได้ทำให้เผยฮูหยินหนักใจ แต่การที่หญิงสาวคิดจะตัดขาดกับสองบุรุษย่อมไม่ส่งผลดีใด ๆ ต่อตระกูลเผยแน่นอนเพราะหากเผยตั้นเยี่ยนตัดขาดกับสองบุรุษแล้ว เผยตั้นเยี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงตระกูลเผยอีกต่อไป เช่นนั้นเผยตั้นเยี่ยนอาจจะไปแจ้งทางการว่าเผยจือคุนรู้เห็นเป็นใจกับอนุฆ่าฮูหยินเอกหากเป็นแต่ก่อนหลินเยว่ฉีก็ไม่กลัวเพราะยังอ้างได้ว่าเผยตั้นเยี่ยนไม่ชอบนางและมักทะเลาะกับบิดาของตนเองบ่อยครั้งจึงคิดจะใส่ร้ายนาง แต่ยามนี้เผยตั้นเยี่ยนเป็นพระชายาที่ฮ่องเต้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้วต่อให้หญิงสาวโกหก ขุนนางที่ตัดสินก็คงเข้าข้างเผยตั้นเยี่ยนอยู่ดี และด้วยเหตุนี้เผยจือคุนก็จะถูกไล่ออกจากขุนนาง มิเพียงเท่านั้นทั้งนางและสามีก็ต้องถูกลงทัณฑ์ตามกฏหมายอีกด้วยหลินเยว่ฉีรู้ว่าหากเผยตั้นเยี่ยนแจ้งทางการจริง ไม่เพียงแค่ส่งผลกับเผยจือคุนและนางเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงบุตรชายบุตรสาวของนางอีกด้วย เพราะเสนาบดีกรมคลังไหลมู่เสวียนคงไม่ยินยอมจะให้บุตรสาวคนรองของเขาแต่งกับบุตรชายของนางอ
“หากพระชายาคิดว่าการเสียบุตรที่ยังมิได้พบหน้าอภัยให้ได้ แต่การเสียมารดาที่เลี้ยงดูมาอภัยให้ไม่ได้หม่อมฉันก็พอเข้าใจ เพราะพระชายายังไม่เคยพบเจอกับตัวมาก่อน และหม่อมฉันหวังว่าเมื่อถึงวันที่พระชายาตั้งครรภ์เรื่องที่เกิดกับหม่อมฉันจะไม่เกิดกับพระชายานะเพคะ” เผยฮูหยินเอ่ยน้ำเสียงประชดประชัน“ท่านแม่/ฮูหยิน” บุรุษแซ่เผยทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน เพราะคำพูดนี้หากผู้อื่นได้ยินและนำไปทูลชินอ๋องหัวของเผยฮูหยินคงไม่อาจตั้งอยู่บนบ่าได้ทว่าเผยตั้นเยี่ยนก็ยังคงนิ่งเฉยไม่คิดเอ่ยโต้ตอบอันใด นางเพียงฟังและใช้สายตามองดูคนทั้งสาม หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหญิงสาวก็เข้าใจความรู้สึกของหลินเยว่ฉีดี เมื่อไม่มีใครให้ความเป็นธรรมกับอนุ ก็ไม่แปลกที่หลินเยว่ฉีจะเอาคืนด้วยตนเองเช่นนี้ เพราะแค่คนรับใช้ข้างกายของนางบาดเจ็บและตนเองเกือบต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมหญิงสาวยังคิดแค้นเอาคืน ไหนเลยมารดาผู้เสียบุตรไปจะไม่คิดชำระแค้นให้กับบุตรของตนเอง“เผยฮูหยินพูดในส่วนของนางแล้ว แล้วใต้เท้าเผยกับคุณชายใหญ่เผยมีอะไรจะพูดหรือไม่เจ้าคะ” เผยตั้นเยี่ยนเอ่ยถามบุรุษแซ่เผยทั้งสอง
ยังไม่ทันที่จ้าวฉือลี่ที่อยู่ในร่างของเผยตั้นเยี่ยนจะหายตกตะลึงกับวีรกรรมอันร้ายกาจของเจ้าของร่าง ดวงตาของนางก็เบิกโตขึ้นมาอีก เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเยว่ฉี“นี่ยังไม่นับเรื่องเล็ก ๆ ที่เจ้าทำลงไปอีกมากมาย แต่ทุกเรื่องที่ผ่านมาข้าพยายามคิดว่าเจ้ายังเยาว์วัยจึงข่มใจไม่ถือสา แต่ที่ข้าไม่อาจทนฝืนคิดได้อีกต่อไปว่าการกระทำของเจ้าเป็นเพราะเจ้ายังเด็กไม่รู้ประสา นั่นก็คือเจ้าพาเหม่ยเอ๋อร์ออกไปนอกจวนโดยหลอกนางว่าเจ้าจะไปหาท่านตาของเจ้า และจะแวะไปซื้อขนมแต่ความจริงคือเจ้าเอานางไปทิ้งไว้ในตลาด หากวันนั้นจูฮูหยินที่ขายไข่ในตลาดไม่เจอเข้าและจำเหม่ยเอ๋อร์ได้วันนั้นข้าอาจต้องเสียลูกไปอีกคนแล้ว” แววตาของเผยฮูหยินสั่นขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องในวันนั้นจ้าวฉือลี่จับขมับตนเองทันทีเมื่อรู้สาเหตุที่เผยจือคุนกับหลินเยว่ฉีทำกับเผยตั้นเยี่ยน เพราะหญิงสาวเชื่อสนิทใจว่าหลินเยว่ฉีไม่กล้าพูดโกหกเพื่อใส่ความเผยตั้นเยี่ยน เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เผยตั้นเยี่ยนตัวจริงต้องรู้อยู่แล้วเผยจือชิ่นที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ด้วยความตั้งใจ เพราะเรื่องของผู้ใหญ่บางเรื่องเขาเ
“นั่นสิ อย่างไรพวกเราก็ครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้เจ้ากับเหม่ยเอ๋อร์ก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นแล้ว พวกเราปล่อยวางเรื่องอดีตแล้วเริ่มกันใหม่เถอะนะเยี่ยนเอ๋อร์” เผยจือคุนเอ่ยกับบุตรสาวพร้อมมองอย่างคาดหวังเผยตั้นเยี่ยนหันมองหน้าบิดาที่ดวงตาแสดงเจตนาชัดเจน ก่อนจะหันหน้ามองบุรุษอีกคน ถึงดวงตาของบุรุษหนุ่มยังมีความผิดหวังแสดงอยู่ แต่สีหน้าของเขาก็มีความหวังเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ว่าอยากให้นางตอบตกลง“ขอเพียงเจ้าให้อภัยที่ข้าวางยามารดาของเจ้า เรื่องที่เจ้าและมารดาของเจ้าทำกับข้าทั้งหมดที่ผ่านมา ข้าก็จะลืมมันไปราวกับไม่เคยมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น แล้วต่อไปข้าจะรักและดีกับเจ้าไม่ต่างจากเหม่ยเอ๋อร์เลย เจ้าว่าดีหรือไม่” หลินเยว่ฉียกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดวงตาของนางทอประกายอย่างมีเลศนัยเผยตั้นเยี่ยนยืนฟังแต่มิได้หันไปมองหลินเยว่ฉี ดวงตาของนางยังคงมองหน้าบุรุษหนุ่มราวถูกสะกด ความรู้สึกเศร้าเสียใจที่อยู่ในใจของเผยจือชิ่นเหมือนถูกถ่ายทอดมาถึงร่างของหญิงสาวที่มองอยู่ หัวใจของนางราวถูกเข็มนับพันทิ่มแทงพลอยให้วิญญาณสาวที่สิงอยู่รู้สึกผิดราวกับตนเองเป็นผู้กระทำเอง ‘ตั
“แล้วฝ่าบาทต้องการให้เหวินเซียนทำอันใดอีกเล่าเพคะ หรือท่านอยากเล่นเป็นบทคนดีแล้วให้เขาเป็นคนเลวอย่างนั้นหรือ ฝ่าบาทบอกว่าเขาติดอิสตรีจนไม่เอาการเอางาน เช่นนั้นใยฝ่าบาทไม่ย้อนคิดหน่อยหรือเพคะ ว่าตอนที่ฝ่าบาทหลงใหลสนมอวี๋มีสภาพเช่นไร” สตรีเจ้าของวังหลังที่เพิ่งเดินเข้ามาตรัสด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันเจือโทสะเสิ่นฮองเฮาวางถ้วยโอสถลงบนโต๊ะเล็กที่วางอยู่บนตั่ง ถ้วยยากระทบกับโต๊ะจนเกิดเสียงดัง แรงกระแทกทำให้ยากระฉอกออกมาจากถ้วย เหล่านางกำนัลขันทีก้มหน้าก้มตาเป็นพัลวัน ก่อนจะรีบออกไปจากห้องทรงอักษรเมื่อเห็นไป๋กงกงสะบัดมือไล่ท่าทางและน้ำเสียงของเสิ่นฮองเฮาทำให้บุตรชายถึงกับตกตะลึง เพราะปกติมารดาของเขาจะไม่ยุ่งเรื่องของวังหน้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ และมิว่าจะโกรธเพียงใดก็จะเก็บอารมณ์เอาไว้เสมอ แต่ครานี้กลับต่างจากที่เขาเคยเห็นอย่างลิบลับ ทำให้เจ้าของตำหนักบูรพานึกขยาดกลัว จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด ไม่เพียงเท่านั้นเว่ยหลิงเฮ่อยังก้มหน้าเพื่อหลบสายตาเจ้าของบัลลังก์ เพราะกลัวว่าเสด็จพ่อจะส่งสายตามาขอความช่วยเหลือไม่เพียงแต่บุตรชายที่แปลกใจ แม้แต่เจ้าของบัลลั
หลังจากเว่ยเหวินเซียนกับเผยตั้นเยี่ยนทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้ฉุยฉุยไปตามคุณหนูอีกสองคนมาพบ พร้อมกับให้เรียกองครักษ์สาวใช้ทั้งสองคนมาด้วย เพื่อบอกองครักษ์หญิงทั้งสองให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องคุ้มกันคุณหนูสามเผิงกับคุณหนูรองเผยกลับเมืองหลวง และหากใครถามถึงเผยตั้นเยี่ยนก็ให้บอกไปว่านางยังไม่หายป่วยครั้นบอกรายละเอียดทุกอย่างแล้วเว่ยชินอ๋องก็ไล่ให้พวกนางออกจากห้องไป แต่ทว่าก่อนที่สตรีทั้งห้าจะออกไป เว่ยเหวินเซียนก็ไม่ลืมเอ่ยคาดโทษพวกนางทั้งห้าที่ลงไปแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อน ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงขึงขัง“เรื่องที่พวกเจ้าลงไปในบ่อน้ำพุของข้า ข้าจะยังมิลงโทษ แต่มิใช่ว่าข้าให้อภัยพวกเจ้าหรอกนะ เพียงแต่เมื่อวานนี้ข้าลงทัณฑ์คนมามากแล้ว เหนื่อยแล้ว เอาไว้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทีหลังแล้วกัน” เขามิได้จะลงโทษพวกนางจริง ๆ เพียงแค่อยากให้พวกนางทั้งห้าติดค้างเขาเอาไว้เท่านั้น“ขอบพระทัยเพคะ” สตรีทั้งห้ารีบตอบพร้อมกัน ก่อนจะรีบยอบกายแล้วถอยหลังออกจากห้องไปเช้าวันต่อมาเผยตั้นเยี่ยนได้เดินมาส่งสตรีทั้งสี่ที่หน้าจวนด้วยใบหน้าเบิกบาน ต่างจากเว่ยเหวินเซียนที่ใบหน้าหม
เว่ยชินอ๋องพยายามลุกออกจากเตียงด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้สตรีที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมา แต่ดูท่าจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ครั้นบุรุษสายเลือดมังกรเห็นภรรยาตัวน้อยตื่นก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที“ปล่อยนางเข้ามา” น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากจนหญิงสาวที่เพิ่งตื่นนอนสะดุ้งกลัวกระแสเสียงของอ๋องหนุ่มทำเอาหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นเต็มตา หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมจัดแจงอาภรณ์ของตน เพียงครู่เดียวสตรีที่ทำให้เจ้าของเรือนอารมณ์เสียก็เดินเข้ามา เผยตั้นเยี่ยนเบิกตาโตเมื่อรู้ว่าคนของตนเองทำให้บุรุษตรงหน้ามีโทสะ“หม่อมฉันขออภัยเพคะที่เข้ามารบกวน เพียงแต่ใกล้ถึงเวลาที่คุณหนูต้องดื่มยาแล้ว หม่อมฉันจึงได้ทำอาหารมาให้คุณหนูรับประทานก่อนดื่มยาเพคะ อาการของคุณหนูเกี่ยวกับภายในของสตรีมีผลถึงการสืบสายเลือดของท่านอ๋อง หม่อมฉันจึงมิอาจปล่อยผ่านไปได้เพคะ หวังว่าท่านอ๋องจะให้อภัยหม่อมฉันนะเพคะ” ฉุยฉุยพยายามควบคุมความกลัวของตนเองเอาไว้ เพราะรู้ว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เว่ยชินอ๋องหงุดหงิดความโกรธก่อนหน้าหายไปในช่ว
ตั้งแต่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในเรือนเขาก็รู้แล้วว่าสตรีทั้งหกอยู่ที่บ่อน้ำพุ ถึงยามแรกจะไม่คิดว่าสตรีทั้งหมดจะลงไปแช่ตัว แต่เมื่อเห็นองครักษ์ตะโกนเสียงดัง อีกทั้งเผยตั้นเยี่ยนเดินมาหาเขาเพียงลำพัง จึงทำให้มั่นใจว่าสตรีที่เหลือลงแช่บ่อน้ำพุร้อน ไม่เช่นนั้นคนใช้ทั้งสามจะปล่อยให้เผยตั้นเยี่ยนไปไหนมาไหนโดยไม่เดินตามได้เช่นไรเผยตั้นเยี่ยนรู้ดีว่าไม่อาจขัดขืนบุรุษตัวสูงได้จึงไม่เอ่ยอันใด เพราะนี่คงเป็นวิธีการทรมานนางอย่างหนึ่งที่เขาใช้ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่กล้าที่จะขัดขืนเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนครั้งก่อนที่ถูกเขากระทำอย่างรุนแรง“ถอยออกไป หากข้าไม่ได้เรียกอย่าคิดเข้ามาใกล้ และอย่าให้ผู้ใดมารบกวนข้ากับพระชายาเข้าใจหรือไม่” เว่ยชินอ๋องหันมาเอ่ยกับองครักษ์ที่เดินตามมาก่อนจะเดินต่อไปยังห้องนอนของตนเองเมื่อมาถึงห้องบุรุษหนุ่มวัยกำหนัดก็มิรอช้าวางหญิงสาวในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างนิ่มนวล ทว่าภาพอุ่นเตียงคราก่อนยังฝังลึกอยู่ในหัวของสตรีร่างบาง ร่างกายจึงสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้“กลัวข้าสินะ ต่อไปข้าจะไม่รุนแรงกับเจ้าเช่นนั้นอีก ดีหรือไม่”
หลังจากทรมานบุรุษตระกูลหยางเสร็จอ๋องหนุ่มก็ไม่รอช้าควบม้ากลับไปยังจวนข้างค่ายทหารของตนทันที แล้วปล่อยให้ลูกน้องที่ตนเองไว้ใจสองคนตรวจสอบจวนขุนนางร่วมกับแม่ทัพใหญ่เหยียน เพราะอย่างไรขุนนางจวนต่อไปก็เขียนหนังสือสำนึกผิดแล้วในเมื่อแค่ต้องเข้าไปในจวนเพื่อตรวจสอบขุนนางว่าเขียนสารภาพผิดตามความจริงหรือไม่ ไยจะต้องให้อ๋องหนุ่มเช่นเขาลงมือทำด้วย เพราะอย่างไรเรื่องลงทัณฑ์เสด็จพี่ของเขาก็เป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว เว่ยชินอ๋องจึงไม่อยากเสียเวลาที่จะได้อยู่กับสตรีที่ตนรักไปกับเหล่าขุนนางพวกนี้จวนนอกเมืองของชินอ๋องขณะที่เมืองหลวงกำลังวุ่นวาย คุณหนูทั้งสามคนที่อยู่ในจวนข้างค่ายทหารของเว่ยชินอ๋องกลับกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะจวนของอ๋องหนุ่มแห่งนี้มีบ่อน้ำพุร้อนจากธรรมชาติอยู่ในจวน ถึงการตกแต่งจวนจะไม่หรูหราแต่มองแล้วสบายตายิ่งนักจวนแห่งนี้มีรั้วกั้นสูงมองไม่เห็นภายใน คราแรกที่คุณหนูทั้งสามเห็นก็รู้สึกหวั่นวิตกอยู่มาก แต่เพียงเดินเข้ามายังด้านในกลับเสมือนมีคนนำเรือนหลังหนึ่งมาวางเอาไว้ท่ามกลางน้ำตก ที่โดยรอบมีดอกไม้และต้นไม้สูงต่ำสลับกันไป
เช้าวันต่อมา ณ ท้องพระโรงเหวินหลิงฮ่องเต้สาดสายตามองเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาขึ้นครองราชย์ที่ได้เห็นสีหน้าท่าทางของเหล่าขุนนางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากถึงเพียงนี้เก้าในสิบส่วนของขุนนางในท้องพระโรงมีสีหน้าหม่นหมองดุจเมฆฝน ใบหน้าเคร่งเครียดส่อความรู้สึกราวกับกำลังแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ หัวคิ้วของแต่ละคนย่นชนกันอย่างไม่รู้ตัว ทำเอาเจ้าของบัลลังก์รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นขุนนางของตนเป็นเช่นนี้“ข้าคิดว่าเมื่อคืนพวกท่านจะนอนหลับอย่างสบายใจเสียอีก ที่มีทหารรักษาเมืองหลวงคอยคุ้มกันจวนไม่ให้มือสังหารเข้าไปในจวนของพวกเจ้า ทว่าดูจากขอบตาของพวกเจ้าแล้วข้าคงคาดเดาผิดไปสินะ หากเรื่องของชาวบ้านพวกเจ้าวิตกกังวลกันจนเป็นสภาพเช่นนี้ ต้าเว่ยของข้าคงจะดีมากขึ้นไม่น้อย” ถึงสุรเสียงของฮ่องเต้แห่งต้าเว่ยจะเรียบเฉย ทว่ากลับกดดันให้สีหน้าของเหล่าขุนนางหม่นหมองลงไปอีก“ฝ่าบาททรงเข้าใจพวกกระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมืองหลวงวุ่นวายไปทั่วเช่นนี้ จะให้พวกกระหม่อมข่มตาหลับลงได้เช่นใดกันพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบ
“ว่าแต่เจ้าไม่เป็นอันใดจริง ๆ ใช่หรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เป็นอันใดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”“เสด็จอาของเจ้าเล่นใหญ่ไปแล้วกระมัง ใยถึงได้สั่งให้คนยิงธนูใส่เจ้าเฉียดฉิวถึงเพียงนี้ หากโดนเนื้อตัวของเจ้าขึ้นมาเสด็จแม่ของเจ้าคงไม่พบหน้าข้านานนับเดือนเป็นแน่” ช่วงประโยคหลังเหวินหลิงฮ่องเต้เอ่ยเสียงเบาลงเรื่องที่ห่วงบุตรของตนก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เป็นกังวลไม่ต่างกันคือเรื่องที่สตรีคู่บัลลังก์จะโกรธ เพราะเรื่องตระกูลอวี๋คราก่อน กว่าจะเอาใจให้เสิ่นฮองเฮาพูดดีกับเขาได้ก็ใช้เวลาอยู่นานบุรุษอายุน้อยกว่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยพึมพำถึงมารดา ทว่าเมื่อเห็นสายตาของบิดามองมาจึงกลั้นหัวเราะเอาไว้“เสด็จพ่อวางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะ คนที่เสด็จอาส่งมาล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น มิเพียงลูกธนูจะไม่โดนลูกแต่ยังไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอีกด้วย” เว่ยหลิงเฮ่อมิอยากให้เสด็จพ่อตำหนิเสด็จอาจึงช่วยเอ่ย ถึงเขาเองก็คิดว่าเสด็จอาเล่นใหญ่มากจริง ๆ ที่ยิงธนูจวนโดนตัวเขาคราแรกที่ได้ยินแผนของเว่ยเหวินเซียน เจ้าของตำหนักบูรพาก็เตรียม
“อ้อ! ยังมีอีกเรื่อง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไว้วางใจเจ้ามากเพียงใดจึงให้เจ้าอยู่ในตำแหน่งนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้”“กระหม่อมไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมจะไม่มีทางทำให้ฝ่าบาทผิดหวังในตัวกระหม่อม กระหม่อมขอใช้ชีวิตของคนตระกูลเหยียนเป็นเดิมพันพ่ะย่ะค่ะ”“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ไปทำตามที่เราสั่งเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปทำตามรับสั่งเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพผู้บัญชาการใหญ่รักษาเมืองหลวงตอบรับทันที ก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วถอยหลังออกไป“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ให้เสด็จอาเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะมือสังหารที่ถูกทหารองครักษ์ของเสด็จอาฆ่าตาย น่าจะทิ้งหลักฐานเอาไว้ไม่มากก็น้อย และป่านี้เสด็จอาคงสืบได้เบาะแสแล้วเป็นแน่”“ได้ ทำตามเจ้าว่า” เหวินหลิงฮ่องเต้ผินพระพักตร์ไปหาขันทีข้างกาย“ไป๋กงกง ส่งคนไปตามเหวินเซียน บอกให้เขากลับเมืองหลวงมาสืบคดี”“พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกงรีบต
“ทูลเสด็จพ่อ โปรดออกคำสั่งให้แม่ทัพใหญ่เหยียนส่งทหารไปล้อมจวนขุนนางน้อยใหญ่ไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องโถงต่างตกตะลึงปนไม่พอใจที่อยู่ ๆ องค์รัชทายาทหลิงเฮ่อจะให้ทหารไปล้อมจวนของพวกเขา เหล่าขุนนางหันหน้ามองกันพลางส่งสายตาเพื่อจะหาคนเอ่ยคัดค้าน ทว่ายังมิทันที่จะหาคนกราบทูลได้เหวินหลิงฮ่องเต้ก็ทรงตรัสออกมาเสียก่อน“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเอ่ยวาจาไร้สาระอันใดออกมา”“เสด็จพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้ขณะที่คุณหนูทั้งสองตระกูลกำลังจะกลับเมืองหลวงพวกนางถูกนักฆ่าดักทำร้าย เดิมที่ข้าคิดว่ามีคนอยากแก้แค้นคุณหนูใหญ่ตระกูลเผย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเรื่องตำแหน่งพระชายาของเสด็จอา” บุรุษหนุ่มสายเลือดมังกรจงใจหยุดคำพูดของตน ก่อนใช้สายตาเหลือบมองเหล่าขุนนางเพียงได้ยินประโยคท้ายของโอรสสายเลือดมังกร ขุนนางตระกูลอวี๋กับตระกูลหยางก็หน้าซีดเผือดขึ้นมาอวี๋หลี่เฉียงรีบแก้ตัวเป็นพัลวันด้วยเกรงว่าบุรุษสายเลือดมังกรจะเข้าใจเขาผิด เนื่องจากคราก่อนที่เว่ยชินอ๋องมายังจวนของเขาได้เอ่ยว่าจะปล่อยบุตรสาวของเขาให้อยู่ท