‘ในเมื่อเจ้าบอกว่าโดนกักบริเวณไม่อาจออกไปเดินเที่ยวเล่นกับข้าได้ เช่นนั้นเจ้าก็กักตัวอยู่แต่ในบ้านดี ๆ แล้วกัน’
ในเมื่อตอนที่อยู่ในภัตตาคารเจียวลู่สตรีตรงหน้ากล้าปฏิเสธคำชวนของเขา เช่นนั้นเขาก็จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ ไม่ให้นางกล้าย่างกายออกไปพบบุรุษคนอื่น
เมื่อบุรุษมากเล่ห์ก้มหน้าเข้าไปใกล้ลำคอของหญิงสาวกลิ่นหอมจากตัวนางก็ชวนให้เขาอยากสูดดมให้เต็มปอด เขากดจมูกลงที่ลำคอขาวแล้วเติมเต็มความต้องการของตนเอง ก่อนจะอ้าปากเพื่อกัดลำคอของสตรีที่นั่งตัวเกร็งอยู่ แต่ทว่ายังไม่ทันได้กัดเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงของบุรุษผู้หนึ่งที่ด้านนอกรถม้า
“ขอบพระทัยท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะที่กรุณามาส่งน้องสาวของกระหม่อม” เผยจือชิ่นพี่ชายต่างมารดาของเผยตั้นเยี่ยนเอ่ยขึ้นเสียงดัง
เมื่อเผยจือชิ่นได้ยินบ่าวหน้าประตูจวนมารายงานพ่อบ้านว่ารถม้าของชินอ๋องเหวินเซียนจอดอยู่หน้าจวน เผยจือชิ่นจึงรีบสาวเท้ามายังหน้าจวนทันที เมื่อมาถึงก็ไม่เห็นผู้ใดลงมาจากรถม้า แต่ทว่าเมื่อได้ยินเสียงของสตรีดังขึ้นเบา ๆ เขาจึงคาดว่าน้องสาวต่างมารดาของเขาจะต้องอยู่ภายในรถม้าอ
“ในเมื่อท่านอ๋องตรัสออกมาอย่างจริงใจ เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลตามตรง ท่านอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าการเลือกพระชายานั้นมิได้เลือกได้ตามใจตนเอง เช่นนั้นท่านอ๋องเอาอะไรมามั่นใจว่าไทเฮาจะยอมให้พระองค์แต่งน้องสาวกระหม่อมเป็นพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง“จริงอยู่ที่ราชวงศ์มักแต่งงานเพื่อเสริมอำนาจหรือเพื่อผลประโยชน์ แต่ข้าเป็นอนุชาที่ไม่สนใจเรื่องบัลลังก์ แล้วข้าจะต้องการสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร ยิ่งข้าแต่งกับสตรีที่ไร้อำนาจก็ยิ่งดีมิใช่หรือ เช่นนั้นเสด็จแม่ของข้ามีอันใดจะไม่เห็นด้วย” เขาตอบกลับทันควันเผยจือชิ่นได้ฟังเหตุผลก็เห็นด้วยอย่างที่บุรุษสูงศักดิ์เอ่ย เพราะหากเว่ยเหวินเซียนแต่งกับสตรีที่มีอำนาจอาจทำให้ฮ่องเต้รวมถึงองค์รัชทายาทเกิดความระแวงได้ เพราะยามนี้อำนาจของเขานั้นก็ถือว่ามีมากพอจนอาจก่อกบฏได้ การที่แต่งน้องสาวของเขาเป็นพระชายาก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับชินอ๋องจริง ๆแต่ทว่าที่เขาได้ยินมาจากอาจารย์กลับทำให้เขานั้นไม่เชื่อว่าไทเฮาจะเห็นดีด้วยกับเรื่องนี้ หรือไม่ไทเฮาก็อาจจะมีสตรีที่เลือกเอาไว้ให้โอรสของตนแล้ว เพราะยามนี้ทั่วทั้งเมื
เพียงได้ยินข้อแม้ของเผยตั้นเยี่ยนบุรุษสูงศักดิ์ถึงกับหน้าถอดสี ยามนี้เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะทำอันใดให้นางได้บ้าง ข้อแรกของนางมิใช่ว่าเขาทำไม่ได้ แต่เขากลัวว่าสักวันอาจจะผิดคำพูดกับนาง เพราะในฐานะราชวงศ์การแต่งงานกับสตรีที่ไม่ได้รักแต่ต้องแต่งด้วยเหตุผลของบ้านเมืองมักเกิดขึ้นได้เสมอ เขาจึงไม่อาจรับปากนางได้อย่างมั่นใจส่วนข้อสองนั้น หากเป็นก่อนหน้านี้หรือเพียงแค่เมื่อวานนี้บุรุษเชื้อพระวงศ์คงมั่นใจว่าเขานั้นมีความสามารถมากพอที่จะปกป้องสตรีที่เขารักให้ไร้กังวลได้ แต่วันนี้เว่ยอ๋องกลับไม่กล้าที่จะเชื่อมั่นเช่นนั้น เพราะวันนี้ตอนที่นางถูกลอบสังหารอย่าว่าแต่จะปกป้องนางเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางถูกลอบสังหาร กว่าจะรู้นางก็จัดการทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเขาจะเอาความมั่นใจจากที่ใดไปรับปากสตรีตรงหน้าได้ว่าจะไม่เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกับนางและอีกอย่างเมื่อนางย่างก้าวเข้ามาพัวพันกับราชวงศ์ย่อมหนีไม่พ้นว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เพราะแม้แต่สายเลือดราชวงศ์สายตรงก็ยังถูกลอบสังหารอยู่บ่อยไป แต่ตอนนี้มีหนึ่งเรื่องที่เขามั่นใจ นั่นก็คือเขาจะปกป้องสตรีตัวน้อยให้ปลอดภั
“เสด็จแม่ลูกขอไม่ปิดบัง ลูกเพียงอยากรู้ว่าเสด็จแม่มีสตรีที่หมายหมั้นไว้ว่าอยากให้เป็นพระชายาของลูกหรือไม่” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ“ข้าเลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เล็กย่อมรู้จักนิสัยของเจ้าดี และอีกอย่างด้วยสถานะของเจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องมีพระชายาที่เสริมอำนาจหรือเสริมบารมี เช่นนั้นแล้วข้าจะเลือกสตรีไว้ให้เจ้าเพื่อเหตุใดกัน” หญิงวัยชรายกยิ้มก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆเมื่อได้ยินคำตอบของมารดาเว่ยเหวินเซียนถึงกับฉีกยิ้มกว้างไปถึงดวงตา ถึงเขาจะเป็นคนที่ทำทุกอย่างตามใจมาตลอด แต่หากต้องขัดใจกับมารดาก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาปรารถนานักเมื่อหญิงชราผมสองสีเห็นรอยยิ้มของโอรสองค์เล็กก็พอเข้าใจได้ เพราะข่าวลือเรื่องของเขากับบุตรีตระกูลเผยนั้นดังไปทั่วทั้งวัง แต่หญิงชราหาได้สนใจเพราะสถานะของตระกูลเผยไม่ส่งผลให้บุตรชายของนางเป็นเป้าให้ผู้อื่นคิดร้าย อีกทั้งยังเป็นผลดีอีกด้วยเพราะอำนาจของโอรสองค์นี้จะได้ไม่มากขึ้นให้คนสายเลือดเดียวกันเกิดความระแวง“เจ้าถามเช่นนี้คงเป็นห่วงว่าข้าจะขัดขวางไม่ให้เจ้าเลือกแม่นางน้อยตระกูลเผยมาเป็นพระชายากระมัง เจ้าคิดว่า
หลังจากออกจากตำหนักฉู่ซิวกงของมู่หรงไทเฮา เว่ยเหวินเซียนก็เดินทางไปยังตำหนักเฉียงชิงที่ประทับของเหวินหลิงฮ่องเต้ทันที เพราะเรื่องหน่วยสายลับเงามิอาจที่จะพูดอย่างเปิดเผยได้ในท้องพระโรง เช่นนั้นแล้วเสนาบดีอวี๋จึงต้องทูลฟ้องฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวเมื่อเว่ยเหวินเซียนมาถึงยังตำหนักเฉียงชิง ขันทีที่ยืนอยู่ด้านหน้าตำหนักก็รีบเข้าไปรายงานการมาของชินอ๋องเหวินเซียนให้เหวินหลิงฮ่องเต้ทราบในทันทีเพียงได้ยินชื่อของผู้มาเยือนเว่ยหลิงเฮ่อที่นั่งอยู่ในตำหนักของบิดาถึงกับยิ้มร้ายขึ้นมาในทันทีอวี๋หลี่เฉียงเพียงเห็นรอยยิ้มขององค์รัชทายาทหลิงเฮ่อก็ขมวดคิ้วเป็นปม เพราะไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าของบัลลังก์คนต่อไปจึงดีใจที่เว่ยเหวินเซียนมามากถึงเพียงนี้เมื่อเว่ยเหวินเซียนเดินเข้ามาถึงหน้าพระที่นั่งที่เหวินหลิงฮ่องเต้ทรงประทับอยู่ ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ต่างประสานมือเพื่อทำความเคารพผู้มาเยือนยกเว้นเจ้าของตำหนักที่เพียงส่งยิ้มให้ผู้มาเยือนเท่านั้น ส่วนเว่ยเหวินเซียนนั้นเมื่อมาถึงก็ทำความเคารพเจ้าของบัลลังก์ตามธรรมเนียม“ไม่ต้องมากพิธี” เหวินหลิงฮ่องเต้เอ่ยกับพระอ
“ทูลฝ่าบาทหม่อมฉันไม่มั่นใจว่าไปทำอันใดให้องค์รัชทายาทไม่พอใจเพคะ แต่ถ้าหากจะมีก็คงเป็นเรื่องเมื่อประมาณ10วันก่อนเพคะ วันนั้นหม่อมฉันเข้าวังมาเข้าเฝ้าพระสนมกุ้ยเฟย จึงบังเอิญได้พูดคุยกันถึงงานเลี้ยงชมบุปผาที่จะจัดขึ้น หม่อมฉันจึงได้รู้จุดประสงค์ที่ไทเฮากับฮองเฮาตั้งใจจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมา หม่อมฉัน...” อวี๋หลี่หรงหยุดเอ่ยพลางทำทีทำท่าราวกับเขินอาย“เจ้ามีอันใดก็พูดมาเถอะ” ถึงเรื่องการคาดเดาความคิดของไทเฮาและฮองเฮาจะเป็นเรื่องไม่ควร แต่เรื่องจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้ขึ้นมามีใครบ้างไม่รู้ถึงจุดประสงค์ และยิ่งเห็นว่าสตรีวัยแรกรุ่นพูดอย่างตรงไปตรงมาเหวินหลิงฮ่องเต้จึงไม่ได้ถือสาเอาความ“หม่อมฉันขอทูลตามตรงไม่คิดปิดบัง หม่อมฉันรู้สึกชื่นชอบองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันรู้ว่าเพราะหม่อมฉันแซ่อวี๋จึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่จะถูกเลือกมาเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท แต่เพราะหม่อมฉันไม่อยากเสียใจในภายหลัง หม่อมฉันจึงตัดสินใจจะบอกความรู้สึกให้องค์รัชทายาทรู้ก่อนถึงวันงานเลี้ยง แต่ทว่าก่อนออกจากวังหม่อมฉันบังเอิญได้พบองค์รัชทายาทระหว่างทาง หม่อมฉันจึงรวบรวมความกล้าแล
“วันนี้เสด็จพ่อของเราเป็นคนตัดสินความจะให้เราลงโทษก็คงไม่เหมาะ” เว่ยหลิงเฮ่อเอ่ยน้ำเสียงประชดประชัน เขาไม่รอให้บิดาตอบโต้ เจ้าของตำหนักบูรพาปล่อยให้บิดาถลึงตาใส่โดยแสร้งเป็นมองไม่เห็น แล้วรีบเอ่ยต่ออย่างรวดเร็ว“ส่วนเรื่องสนมกุ้ยเฟยเจ้าอย่าห่วงไปเลย เราไม่คิดจะโทษสนมกุ้ยเฟยหรอก เราเข้าใจดีต่อให้อาจารย์ดีก็ใช่ว่าจะสั่งสอนศิษย์ได้ดีทุกคน ถึงสนมกุ้ยเฟยจะทรงเมตตาให้เจ้าเข้าวังมาเพื่อรับการอบรมสั่งสอนจากพระสนมโดยตรง แต่ใช่ว่าเจ้าจะสามารถเรียนรู้และทำตัวได้เหมาะสมเหมือนอย่างสนมกุ้ยเฟย เจ้าว่าจริงหรือไม่” เว่ยหลิงเฮ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงถากถางพร้อมใช้สายตาดูแคลนมองสองพ่อลูกคนตระกูลอวี๋ใบหน้าขึ้นสีเลือดเมื่อรู้ว่าถูกองค์รัชทายาทพูดจาเหน็บแนม ทั้งสองคนรู้สึกเจ็บใจแต่ไม่อาจโต้ตอบกลับไปได้ อวี๋หลี่หรงทำได้เพียงจำใจยอมรับ“จริงเพคะ”เว่ยหลิงเฮ่อยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างพอใจเมื่อได้เห็นสีหน้าของพ่อลูก ขณะที่เว่ยหลิงเฮ่อจะเอ่ยต่อ ขันทีหน้าตำหนักเฉียนชิงก็เข้ามารายงานว่าอวี๋กุ้ยเฟยทรงขอเข้าเฝ้า สองพ่อลูกที่คุกเข่าอยู่ถึงกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาในด
ขณะที่บุรุษอายุน้อยที่สุดจะเอ่ยตอบ ก็มีสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาทั้งที่ไม่มีขันทีมารายงาน เพียงทุกคนเห็นสตรีผู้นี้ก็ต่างลุกขึ้นเพื่อคำนับ แม้กระทั่งสองพ่อลูกที่คุกเข่าอยู่ มีเพียงผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานเท่านั้นที่ยังคงนั่งไม่ลุก แต่พระพักตร์กลับเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัดสตรีสวมชุดสีแดงปักดิ้นทองลายหงส์ขับให้ดูเด่นเป็นสง่า ใบหน้าอ่อนกว่าวัยผิวพรรณขาวผุดผ่องราวดรุณวัยแรกแย้มเดินเข้ามาด้วยสีหน้านิ่ง นางเดินมาพร้อมนางกำนัลที่ถือถาดใส่ถ้วยโอสถอยู่ สตรีทั้งสองคนเดินมาหยุดที่หน้าพระพักตร์พร้อมยอบทำความเคารพ“พวกท่านตามสบายเถอะ” ยามนางเอ่ยบางช่วงเผยให้เห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง สตรีสูงศักดิ์เอ่ยบอกคนที่โค้งคำนับนางอยู่ ก่อนจะหันมาพูดกับเหวินหลิงฮ่องเต้พร้อมยื่นถ้วยยาในพระหัตถ์ให้“ถึงเวลาเสวยโอสถแล้วเพคะ” เสียงของนางนั้นราบเรียบไร้อารมณ์เหวินหลิงฮ่องเต้ถึงกับทำตัวไม่ถูก ครั้นคิดว่าคำพูดของตนเมื่อครู่สตรีตรงหน้าคงได้ยินหมดแล้ว ถึงเขาจะแต่งงานกับนางเพราะฐานอำนาจและอยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ แต่ที่ผ่านมานางก็ทำตัวได้เหมาะสมกับตำแหน่งจนยากที่เขานั้
เหวินหลิงฮ่องเต้มิกล้าเอ่ยปากพูดอันใด เมื่อรู้ว่าที่ผ่านมาเสิ่นเจียหมิ่นรู้มาตลอดว่าถูกผู้อื่นเข้าใจผิด แต่นางก็ทนแบกรับเอาไว้โดยไม่คิดแก้ต่าง อีกทั้งเมื่อเห็นสตรีที่เคยเข้มแข็งไม่เคยเผยสีหน้าให้ใครรับรู้ความรู้สึกมาก่อนทั้งที่อยู่ด้วยกันมาถึง21ปี แต่วันนี้กลับเผยความเจ็บปวดที่อยู่ในใจออกมา จึงทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลง ความรู้สึกผิดจุกอยู่ในใจจนเขานั้นเอ่ยอันใดไม่ออกอวี๋ซูซินถึงกับหน้าชาราวถูกน้ำเย็นจัดราดใส่ ทุกคำที่เสิ่นฮองเฮาตรัสนั้นราวกับมีดแหลมที่ทิ่มแทงนาง เพราะขนาดเสิ่นฮองเฮายังไม่ยุ่งเกี่ยวแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องขององค์รัชทายาท แล้วสนมกุ้ยเฟยอย่างนางมีสิทธิ์อันใดมานั่งอยู่ที่นี่ถึงจะเป็นเรื่องของตระกูลเดิมก็ตาม‘ข้าประเมินเจ้าต่ำไปสินะเสิ่นฮองเฮา แค่คำพูดทิ้งท้ายก่อนไปก็สามารถทิ่มแทงใจข้าได้ถึงเพียงนี้’ อวี๋หลี่เฉียงกำมือแน่น เมื่อคิดว่าที่เสิ่นฮองเฮาตรัสนั้นคือกำลังด่าว่าน้องสาวและบุตรสาวของตน‘ตาแก่เจ้าล้ำเส้นแล้ว คิดจะกดมารดาข้าให้ต่ำและยกน้องสาวของเจ้าให้สูงอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดผิดแล้ว’ เว่ยหลิงเฮ่อรู้ดีว่า
“แล้วฝ่าบาทต้องการให้เหวินเซียนทำอันใดอีกเล่าเพคะ หรือท่านอยากเล่นเป็นบทคนดีแล้วให้เขาเป็นคนเลวอย่างนั้นหรือ ฝ่าบาทบอกว่าเขาติดอิสตรีจนไม่เอาการเอางาน เช่นนั้นใยฝ่าบาทไม่ย้อนคิดหน่อยหรือเพคะ ว่าตอนที่ฝ่าบาทหลงใหลสนมอวี๋มีสภาพเช่นไร” สตรีเจ้าของวังหลังที่เพิ่งเดินเข้ามาตรัสด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันเจือโทสะเสิ่นฮองเฮาวางถ้วยโอสถลงบนโต๊ะเล็กที่วางอยู่บนตั่ง ถ้วยยากระทบกับโต๊ะจนเกิดเสียงดัง แรงกระแทกทำให้ยากระฉอกออกมาจากถ้วย เหล่านางกำนัลขันทีก้มหน้าก้มตาเป็นพัลวัน ก่อนจะรีบออกไปจากห้องทรงอักษรเมื่อเห็นไป๋กงกงสะบัดมือไล่ท่าทางและน้ำเสียงของเสิ่นฮองเฮาทำให้บุตรชายถึงกับตกตะลึง เพราะปกติมารดาของเขาจะไม่ยุ่งเรื่องของวังหน้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ และมิว่าจะโกรธเพียงใดก็จะเก็บอารมณ์เอาไว้เสมอ แต่ครานี้กลับต่างจากที่เขาเคยเห็นอย่างลิบลับ ทำให้เจ้าของตำหนักบูรพานึกขยาดกลัว จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด ไม่เพียงเท่านั้นเว่ยหลิงเฮ่อยังก้มหน้าเพื่อหลบสายตาเจ้าของบัลลังก์ เพราะกลัวว่าเสด็จพ่อจะส่งสายตามาขอความช่วยเหลือไม่เพียงแต่บุตรชายที่แปลกใจ แม้แต่เจ้าของบัลลั
หลังจากเว่ยเหวินเซียนกับเผยตั้นเยี่ยนทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้ฉุยฉุยไปตามคุณหนูอีกสองคนมาพบ พร้อมกับให้เรียกองครักษ์สาวใช้ทั้งสองคนมาด้วย เพื่อบอกองครักษ์หญิงทั้งสองให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องคุ้มกันคุณหนูสามเผิงกับคุณหนูรองเผยกลับเมืองหลวง และหากใครถามถึงเผยตั้นเยี่ยนก็ให้บอกไปว่านางยังไม่หายป่วยครั้นบอกรายละเอียดทุกอย่างแล้วเว่ยชินอ๋องก็ไล่ให้พวกนางออกจากห้องไป แต่ทว่าก่อนที่สตรีทั้งห้าจะออกไป เว่ยเหวินเซียนก็ไม่ลืมเอ่ยคาดโทษพวกนางทั้งห้าที่ลงไปแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อน ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงขึงขัง“เรื่องที่พวกเจ้าลงไปในบ่อน้ำพุของข้า ข้าจะยังมิลงโทษ แต่มิใช่ว่าข้าให้อภัยพวกเจ้าหรอกนะ เพียงแต่เมื่อวานนี้ข้าลงทัณฑ์คนมามากแล้ว เหนื่อยแล้ว เอาไว้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทีหลังแล้วกัน” เขามิได้จะลงโทษพวกนางจริง ๆ เพียงแค่อยากให้พวกนางทั้งห้าติดค้างเขาเอาไว้เท่านั้น“ขอบพระทัยเพคะ” สตรีทั้งห้ารีบตอบพร้อมกัน ก่อนจะรีบยอบกายแล้วถอยหลังออกจากห้องไปเช้าวันต่อมาเผยตั้นเยี่ยนได้เดินมาส่งสตรีทั้งสี่ที่หน้าจวนด้วยใบหน้าเบิกบาน ต่างจากเว่ยเหวินเซียนที่ใบหน้าหม
เว่ยชินอ๋องพยายามลุกออกจากเตียงด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้สตรีที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมา แต่ดูท่าจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ครั้นบุรุษสายเลือดมังกรเห็นภรรยาตัวน้อยตื่นก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที“ปล่อยนางเข้ามา” น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากจนหญิงสาวที่เพิ่งตื่นนอนสะดุ้งกลัวกระแสเสียงของอ๋องหนุ่มทำเอาหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นเต็มตา หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมจัดแจงอาภรณ์ของตน เพียงครู่เดียวสตรีที่ทำให้เจ้าของเรือนอารมณ์เสียก็เดินเข้ามา เผยตั้นเยี่ยนเบิกตาโตเมื่อรู้ว่าคนของตนเองทำให้บุรุษตรงหน้ามีโทสะ“หม่อมฉันขออภัยเพคะที่เข้ามารบกวน เพียงแต่ใกล้ถึงเวลาที่คุณหนูต้องดื่มยาแล้ว หม่อมฉันจึงได้ทำอาหารมาให้คุณหนูรับประทานก่อนดื่มยาเพคะ อาการของคุณหนูเกี่ยวกับภายในของสตรีมีผลถึงการสืบสายเลือดของท่านอ๋อง หม่อมฉันจึงมิอาจปล่อยผ่านไปได้เพคะ หวังว่าท่านอ๋องจะให้อภัยหม่อมฉันนะเพคะ” ฉุยฉุยพยายามควบคุมความกลัวของตนเองเอาไว้ เพราะรู้ว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เว่ยชินอ๋องหงุดหงิดความโกรธก่อนหน้าหายไปในช่ว
ตั้งแต่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในเรือนเขาก็รู้แล้วว่าสตรีทั้งหกอยู่ที่บ่อน้ำพุ ถึงยามแรกจะไม่คิดว่าสตรีทั้งหมดจะลงไปแช่ตัว แต่เมื่อเห็นองครักษ์ตะโกนเสียงดัง อีกทั้งเผยตั้นเยี่ยนเดินมาหาเขาเพียงลำพัง จึงทำให้มั่นใจว่าสตรีที่เหลือลงแช่บ่อน้ำพุร้อน ไม่เช่นนั้นคนใช้ทั้งสามจะปล่อยให้เผยตั้นเยี่ยนไปไหนมาไหนโดยไม่เดินตามได้เช่นไรเผยตั้นเยี่ยนรู้ดีว่าไม่อาจขัดขืนบุรุษตัวสูงได้จึงไม่เอ่ยอันใด เพราะนี่คงเป็นวิธีการทรมานนางอย่างหนึ่งที่เขาใช้ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่กล้าที่จะขัดขืนเพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนครั้งก่อนที่ถูกเขากระทำอย่างรุนแรง“ถอยออกไป หากข้าไม่ได้เรียกอย่าคิดเข้ามาใกล้ และอย่าให้ผู้ใดมารบกวนข้ากับพระชายาเข้าใจหรือไม่” เว่ยชินอ๋องหันมาเอ่ยกับองครักษ์ที่เดินตามมาก่อนจะเดินต่อไปยังห้องนอนของตนเองเมื่อมาถึงห้องบุรุษหนุ่มวัยกำหนัดก็มิรอช้าวางหญิงสาวในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างนิ่มนวล ทว่าภาพอุ่นเตียงคราก่อนยังฝังลึกอยู่ในหัวของสตรีร่างบาง ร่างกายจึงสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้“กลัวข้าสินะ ต่อไปข้าจะไม่รุนแรงกับเจ้าเช่นนั้นอีก ดีหรือไม่”
หลังจากทรมานบุรุษตระกูลหยางเสร็จอ๋องหนุ่มก็ไม่รอช้าควบม้ากลับไปยังจวนข้างค่ายทหารของตนทันที แล้วปล่อยให้ลูกน้องที่ตนเองไว้ใจสองคนตรวจสอบจวนขุนนางร่วมกับแม่ทัพใหญ่เหยียน เพราะอย่างไรขุนนางจวนต่อไปก็เขียนหนังสือสำนึกผิดแล้วในเมื่อแค่ต้องเข้าไปในจวนเพื่อตรวจสอบขุนนางว่าเขียนสารภาพผิดตามความจริงหรือไม่ ไยจะต้องให้อ๋องหนุ่มเช่นเขาลงมือทำด้วย เพราะอย่างไรเรื่องลงทัณฑ์เสด็จพี่ของเขาก็เป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว เว่ยชินอ๋องจึงไม่อยากเสียเวลาที่จะได้อยู่กับสตรีที่ตนรักไปกับเหล่าขุนนางพวกนี้จวนนอกเมืองของชินอ๋องขณะที่เมืองหลวงกำลังวุ่นวาย คุณหนูทั้งสามคนที่อยู่ในจวนข้างค่ายทหารของเว่ยชินอ๋องกลับกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะจวนของอ๋องหนุ่มแห่งนี้มีบ่อน้ำพุร้อนจากธรรมชาติอยู่ในจวน ถึงการตกแต่งจวนจะไม่หรูหราแต่มองแล้วสบายตายิ่งนักจวนแห่งนี้มีรั้วกั้นสูงมองไม่เห็นภายใน คราแรกที่คุณหนูทั้งสามเห็นก็รู้สึกหวั่นวิตกอยู่มาก แต่เพียงเดินเข้ามายังด้านในกลับเสมือนมีคนนำเรือนหลังหนึ่งมาวางเอาไว้ท่ามกลางน้ำตก ที่โดยรอบมีดอกไม้และต้นไม้สูงต่ำสลับกันไป
เช้าวันต่อมา ณ ท้องพระโรงเหวินหลิงฮ่องเต้สาดสายตามองเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาขึ้นครองราชย์ที่ได้เห็นสีหน้าท่าทางของเหล่าขุนนางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากถึงเพียงนี้เก้าในสิบส่วนของขุนนางในท้องพระโรงมีสีหน้าหม่นหมองดุจเมฆฝน ใบหน้าเคร่งเครียดส่อความรู้สึกราวกับกำลังแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ หัวคิ้วของแต่ละคนย่นชนกันอย่างไม่รู้ตัว ทำเอาเจ้าของบัลลังก์รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นขุนนางของตนเป็นเช่นนี้“ข้าคิดว่าเมื่อคืนพวกท่านจะนอนหลับอย่างสบายใจเสียอีก ที่มีทหารรักษาเมืองหลวงคอยคุ้มกันจวนไม่ให้มือสังหารเข้าไปในจวนของพวกเจ้า ทว่าดูจากขอบตาของพวกเจ้าแล้วข้าคงคาดเดาผิดไปสินะ หากเรื่องของชาวบ้านพวกเจ้าวิตกกังวลกันจนเป็นสภาพเช่นนี้ ต้าเว่ยของข้าคงจะดีมากขึ้นไม่น้อย” ถึงสุรเสียงของฮ่องเต้แห่งต้าเว่ยจะเรียบเฉย ทว่ากลับกดดันให้สีหน้าของเหล่าขุนนางหม่นหมองลงไปอีก“ฝ่าบาททรงเข้าใจพวกกระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมืองหลวงวุ่นวายไปทั่วเช่นนี้ จะให้พวกกระหม่อมข่มตาหลับลงได้เช่นใดกันพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสนาบ
“ว่าแต่เจ้าไม่เป็นอันใดจริง ๆ ใช่หรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่เป็นอันใดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”“เสด็จอาของเจ้าเล่นใหญ่ไปแล้วกระมัง ใยถึงได้สั่งให้คนยิงธนูใส่เจ้าเฉียดฉิวถึงเพียงนี้ หากโดนเนื้อตัวของเจ้าขึ้นมาเสด็จแม่ของเจ้าคงไม่พบหน้าข้านานนับเดือนเป็นแน่” ช่วงประโยคหลังเหวินหลิงฮ่องเต้เอ่ยเสียงเบาลงเรื่องที่ห่วงบุตรของตนก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เป็นกังวลไม่ต่างกันคือเรื่องที่สตรีคู่บัลลังก์จะโกรธ เพราะเรื่องตระกูลอวี๋คราก่อน กว่าจะเอาใจให้เสิ่นฮองเฮาพูดดีกับเขาได้ก็ใช้เวลาอยู่นานบุรุษอายุน้อยกว่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยพึมพำถึงมารดา ทว่าเมื่อเห็นสายตาของบิดามองมาจึงกลั้นหัวเราะเอาไว้“เสด็จพ่อวางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะ คนที่เสด็จอาส่งมาล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น มิเพียงลูกธนูจะไม่โดนลูกแต่ยังไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอีกด้วย” เว่ยหลิงเฮ่อมิอยากให้เสด็จพ่อตำหนิเสด็จอาจึงช่วยเอ่ย ถึงเขาเองก็คิดว่าเสด็จอาเล่นใหญ่มากจริง ๆ ที่ยิงธนูจวนโดนตัวเขาคราแรกที่ได้ยินแผนของเว่ยเหวินเซียน เจ้าของตำหนักบูรพาก็เตรียม
“อ้อ! ยังมีอีกเรื่อง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไว้วางใจเจ้ามากเพียงใดจึงให้เจ้าอยู่ในตำแหน่งนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้”“กระหม่อมไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมจะไม่มีทางทำให้ฝ่าบาทผิดหวังในตัวกระหม่อม กระหม่อมขอใช้ชีวิตของคนตระกูลเหยียนเป็นเดิมพันพ่ะย่ะค่ะ”“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ไปทำตามที่เราสั่งเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปทำตามรับสั่งเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพผู้บัญชาการใหญ่รักษาเมืองหลวงตอบรับทันที ก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วถอยหลังออกไป“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ให้เสด็จอาเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะมือสังหารที่ถูกทหารองครักษ์ของเสด็จอาฆ่าตาย น่าจะทิ้งหลักฐานเอาไว้ไม่มากก็น้อย และป่านี้เสด็จอาคงสืบได้เบาะแสแล้วเป็นแน่”“ได้ ทำตามเจ้าว่า” เหวินหลิงฮ่องเต้ผินพระพักตร์ไปหาขันทีข้างกาย“ไป๋กงกง ส่งคนไปตามเหวินเซียน บอกให้เขากลับเมืองหลวงมาสืบคดี”“พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกงรีบต
“ทูลเสด็จพ่อ โปรดออกคำสั่งให้แม่ทัพใหญ่เหยียนส่งทหารไปล้อมจวนขุนนางน้อยใหญ่ไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เหล่าขุนนางที่อยู่ในห้องโถงต่างตกตะลึงปนไม่พอใจที่อยู่ ๆ องค์รัชทายาทหลิงเฮ่อจะให้ทหารไปล้อมจวนของพวกเขา เหล่าขุนนางหันหน้ามองกันพลางส่งสายตาเพื่อจะหาคนเอ่ยคัดค้าน ทว่ายังมิทันที่จะหาคนกราบทูลได้เหวินหลิงฮ่องเต้ก็ทรงตรัสออกมาเสียก่อน“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเอ่ยวาจาไร้สาระอันใดออกมา”“เสด็จพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้ขณะที่คุณหนูทั้งสองตระกูลกำลังจะกลับเมืองหลวงพวกนางถูกนักฆ่าดักทำร้าย เดิมที่ข้าคิดว่ามีคนอยากแก้แค้นคุณหนูใหญ่ตระกูลเผย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเรื่องตำแหน่งพระชายาของเสด็จอา” บุรุษหนุ่มสายเลือดมังกรจงใจหยุดคำพูดของตน ก่อนใช้สายตาเหลือบมองเหล่าขุนนางเพียงได้ยินประโยคท้ายของโอรสสายเลือดมังกร ขุนนางตระกูลอวี๋กับตระกูลหยางก็หน้าซีดเผือดขึ้นมาอวี๋หลี่เฉียงรีบแก้ตัวเป็นพัลวันด้วยเกรงว่าบุรุษสายเลือดมังกรจะเข้าใจเขาผิด เนื่องจากคราก่อนที่เว่ยชินอ๋องมายังจวนของเขาได้เอ่ยว่าจะปล่อยบุตรสาวของเขาให้อยู่ท