“อยากได้หัวข้า ก็เอาหัวเขามาแลก เจ้าว่าข้อเสนอสุดท้ายเพิ่มเติมแบบนี้ดีหรือไม่!”
“บังอาจ!”
“ฮึ! ในเมื่อนายเจ้าไม่รู้จักกฎของการทูต เช่นนี้แล้ว...ยังจะหาญกล้ามาเจรจาอยู่อีกหรือ อย่าคิดว่าตนเองเป็นองค์ชาย จะกระทำการเยี่ยงไรก็ได้ ไม่เคยมีใครสอนเขาบ้างเลยรึ! ว่าการอยู่เหนือคนที่แท้จริงต้องทำเช่นไร!
อยากรู้ไหม...ว่าทำไมอดีตแม่ทัพเหลียว ถึงได้รับความยำเกรงจากแคว้นหลี่เรา นั่นเพราะเขารู้จักการนอบน้อมต่อผู้อื่น เขาจึงได้รับสิ่งเดียวกันตอบแทน น่าเสียดายแทนองค์ชายของเจ้า หวังเพียงอยากสร้างผลงาน เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งรัชทายาท จนลืมนึกไปว่านี่เป็นการฆ่าตัวตาย”
คำพูดของลู่เฉินเซียน เสมือนตบหน้ากองทัพเหลียว เปลี่ยนผู้บัญชาการได้เพียงครึ่งปีก็ก่อสงคราม ซ้ำยังนำความพ่ายแพ้กลับไปให้อับอายผู้คน ความสงบนับสิบปีสลายไปดั่งสายลมเลยก็ว่าได้
“เช่นนั้นข้อสุดท้าย ถือเสียว่าเป็นเรื่องเย้าเล่น จากท่านแม่ทัพของข้าเถิด”
เมื่อถูกสอนเสียจนไปไม่เป็น รองแม่ทัพจำต้องยอมอ่อนข้อ หากยังดึงดันต่อไป สงครามคงไม่จบเป็นแน่ ที่สำคัญคือแม่ทัพฝั่งเขา ไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย นอกจากจะเป็นเพียงคนพิการไปตลอดชีวิต
“นับว่าเจ้ายังมีไหวพริบที่ดีอยู่บ้าง ข้าไม่คิดที่จะสั่งสอนผู้ใดทั้งสิ้น แต่สิ่งที่แม่ทัพของเจ้ากระทำ มันส่งผลเสียมากมายต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวเขาเอง”
เอ่ยจบลู่เฉินเซียนได้ลงตราประทับ เพื่อให้การเจรจาสมบูรณ์ ก่อนจะยื่นส่งคืนให้แก่ทหารนำกลับไปให้แก่รองแม่ทัพเหลียว ทุกคำพูดของชายหนุ่ม ทำให้รองแม่ทัพไม่อาจสบตากับอีกฝ่ายได้เลย
“อ่อ...สนามรบหาใช่ลานฝึก อาวุธไร้ดวงตา อย่าได้เที่ยววิ่งเล่นไปทั่ว หาไม่แล้วแม้แต่ชีวิตก็ยากที่จะรักษา”
ลู่เฉินเซียนหมุนกายก้าวตรงไปยังม้าของตน ก่อนจะเหวี่ยงกายขึ้นบนหลังม้า ควบตรงไปยังเนินเขาเบื้องหน้า ซึ่งท่านแม่ทัพและทหารสกุลลู่ กำลังนั่งรอเขาอยู่
บนเนินเขา
ท่านแม่ทัพลู่มองไปยังบุตรชาย ที่กำลังควบม้าตรงมาหาเขาและทุกคน เขาไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา ว่าผลจะออกมาแบบไหน เพราะคนเช่นลู่เฉินเซียนมากด้วยวาจา
เรื่องราวที่ว่าใหญ่โต มักจะจบลงได้โดยง่าย ด้วยกลยุทธ์ในการพูดของบุตรชายคนเล็ก สมกับตำแหน่งกุนซือยิ่งนัก ต่างจากเขาและบุตรชายคนรอง ที่เน้นการใช้กำลังมากกว่าคำพูด จึงไม่เคยออกหน้าเจรจาเองเท่าใดนัก
“สำเร็จแบบอีกฝ่ายจำใจกระมังขอรับ” ลู่ฉงเอ่ยกับบิดา โดยที่สายตาของเขา จับจ้องอยู่ที่น้องชาย
“ฮึ! พวกปากมิสิ้นกลิ่นน้ำนม จองหองได้สักเพียงใดกัน”
ท่านแม่ทัพลู่ฉางเอิน ตบฉาดลงบนเข่า เขาไม่อยากจะเชื่อว่าฮ่องเต้เหลียวจะไร้สติปัญญาถึงเพียงนี้ ปล่อยโอรสที่กระหายผลงาน ทำให้เขาที่ชรามากแล้ว ต้องควบม้าออกศึก เหนื่อยจนแทบสิ้นใจ แต่เพราะคำว่าแม่ทัพใหญ่ค้ำคออยู่ ทำให้เขาต้องตบอกประกาศก้องว่ายังไหว
“ท่านแม่ทัพเป็นอันใดไปขอรับ”
เพียงก้าวแรกที่มาถึง ลู่เฉินเซียนก็เริ่มยียวนบิดา เมื่อเห็นท่าทางของผู้เป็นพ่อ ชายหนุ่มจึงยกยิ้มร้ายขึ้นในทันที
“พวกนั้นเสนอสิ่งใดมาบ้างเล่า เจ้าลงนามโดยที่ดูรายละเอียดดีหรือไม่”
“ย่อมต้องดีสิขอรับ เสียแต่ข้อสุดท้ายมันน่าเจ็บใจนัก”
ชายหนุ่มเริ่มการกลั่นแกล้งบิดา ซึ่งมันคือความบันเทิงของครอบครัวโดยแท้ เพราะไม่กี่วันก่อน เขาเพิ่งถูกคนเป็นพ่อ กลั่นแกล้งเสียจนยับเยิน ครานี้เขาขอหยอกคืนสักเล็กน้อย พอให้คนแก่กระชุ่มกระชวย
“คือสิ่งใด!”
“ขอสุดท้าย พวกมันขอศีรษะท่านแม่ทัพขอรับ”
“แล้วพวกมันบอกหรือไม่ ว่าเป็นแม่ทัพคนใด กองทัพเรามีแม่ทัพตั้งห้าคนเชียวนะ มันระบุชื่อมาหรือไม่เล่า ข้าจะได้ตัดไปส่งให้มันเสีย จะได้ไม่เกิดสงครามอีก”
สิ้นคำพูดของท่านแม่ทัพลู่ เหล่าแม่ทัพที่เหลือถึงกับอ้าปากค้าง แม้จะรู้ดีว่านี้คือคำหยอกเย้า แต่ทั้งหมดก็ร่วมใจกัน ทำตาโตเหลือกค้าง จนลู่เฉินเซียนรู้สึกหมั้นไส้คนของบิดายิ่งนัก ที่รู้ทันเขาเสียทุกเรื่อง
“ของท่านแม่ทัพใหญ่ แซ่ลู่ขอรับ”
“เจ้าพูดจริงหรือล้อข้าเล่นอยู่ ห๊ะ!”
“ไยข้าต้องล้อเล่นด้วยเล่าขอรับ องค์ชายเหลียวเป็นพวกไม่ยอมแพ้ท่านแม่ทัพน่าจะรู้แก่ใจดี”
สายตาของท่านแม่ทัพใหญ่หรี่เล็ก ก่อนจะกวาดมองไปยังทหารติดตามบุตรชายไปเจรจาเมื่อครู่ ทุกคนต่างลดสายตา ลงมองยังปลายเท้าตนเองเสีย จริงอยู่เรื่องขอศีรษะจากเหลียว หาใช่เรื่องโกหก แต่มันมิใช่หัวของท่านแม่ทัพใหญ่ อย่างที่ท่านกุนซือกล่าวมา
เรื่องที่ท่านกุนซือพูด ล้วนใส่สีตีไข่ทั้งสิ้น แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อสกุลลู่ขึ้นชื่อ เรื่องการกลั่นแกล้งกันเอง จนเป็นที่เลื่องลือ แต่กระนั้นท่านแม่ทัพใหญ่ก็ไม่เคยจดจำ ว่าบุตรชายคนที่สามเป็นคนเช่นไร
“เจ้าพวกลูกสุนัข มันช่างกล้าท้าทายข้านัก เจ้ามิได้ใส่สีตีไข่แน่หรือเฉินเซียน”
ท่านแม่ทัพลู่ยังมีข้อกังขา ในคำบอกเล่าของบุตรชายอยู่มิน้อย มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าลู่เฉินเซียน มักจะเพิ่มเติมคำพูดให้เกินจริงอยู่เสมอ โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวกับเขา และเป็นเขาอีกนั่นล่ะ ที่มักหลงเข้าไปในกับดักของบุตรชายอยู่เสมอ
“ท่านแม่ทัพ เห็นสีในมือข้าหรือไม่เล่าขอรับ ส่วนไข่ที่ข้าติดตัวไปคงให้ผู้ใดมิได้ท่านก็รู้ดี”
เมื่อพูดจบร่างสูง มิคิดรั้งรอคำพูดใด ๆ จากบิดา เขารีบก้าวยาว ๆ กลับไปที่ม้าของตน ก่อนจะเหวี่ยงกายขึ้นม้า แล้วควบออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนคนที่กำลังไล่เรียงคำพูดของบุตรชาย ได้แต่ทำปากขมุบขมิบ เพราะรู้แล้วว่าตนเอง ถูกบุตรชายกลั่นแกล้งเข้าอีกแล้ว“พวกเจ้าเป็นทหารที่ดี ต่างมากด้วยความสามารถนัก ไหน ๆ ก็อาจเกิดสงครามขึ้นอย่างที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ข้าเลยอยากเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พวกเจ้าอีกสักหน่อย พวกเจ้าว่าดีหรือไม่ ข้ามั่นใจว่ารองแม่ทัพลู่ฉงสามารถทำให้พวกเจ้าเก่งกาจกว่าทหารอื่น ๆ อีกหลายเท่าตัว” แม่ทัพใหญ่ลู่ฉางเอิน กล่าวกับทหารติดตามที่ไปเจรจาเมื่อครู่ ก่อนจะก้าวเดินจากไป พร้อมเสียงก่นด่าบุตรชายอย่างไม่จริงจังนัก และคงมีเสียงหัวเราะเบาๆ จากบุตรชายคนรอง และบรรดาแม่ทัพนายกอง ไล่หลังมาให้ได้ยินลู่ฉง หยุดหัวเราะในทันมี เมื่อเห็นทิศทางที่บิดากำลังเดินไป มันมิใช่ทางกลับค่ายทหาร แต่มันคือภูเขาที่อยู่ถัดไปอีกลูกต่างหาก ชายหนุ่มสั่งให้คนไปนำม้าของเขาและบิดามาให้ ส่วนคนอื่นๆ กลับค่ายไปพร้อมแม่ทัพที่เหลือได้เลย“ตาเฒ่า! คิดที่จะไปหาหลันเอ๋อร์คนเดียวเช่นนั้นรึ! ฝันไปเถอะ!”ชายหนุ่มยิ้มกว้าง
สำหรับสกุลลู่แล้ว คือความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและหน้าที่ นางจึงมิเคยรั้งบิดาไว้ ยามที่ต้องออกไปทำหน้าที่ และแม้ว่าบางครั้ง จะใช้เวลานานอยู่มากก็ตามที“ใช่จ้ะคนดี พ่อมิอยู่...เจ้าต้องเชื่อฟังท่านปู่เกา กับท่านย่าชีเหนียงนะ เข้าใจหรือไม่”ชายหนุ่มฉวยโอกาสนี้หอมแก้มบุตรสาว พร้อมเอ่ยกำชับสิ่งที่เขาห่วงกับนางอีกครั้ง“เจ้าค่ะท่านพ่อ แต่สัญญากับหลันเอ๋อร์นะเจ้าคะ ว่าท่านพ่อจะกลับมา”ชายหนุ่มยกมือลูบหัวลูกสาวก่อนจะ จับหัวทุยนั้นเข้าแนบอก ใช่แล้ว...เขาต้องมีชีวิตเพื่อนาง ไม่ว่าจะอย่างไรเขาต้องไม่ตาย หากไม่มีเขาอยู่นางอาจตกเป็นเครื่องมือ ของขุนนางผู้ไม่หวังดีบางสกุลก็เป็นได้เพราะนางคือธิดาจากสกุลแม่ทัพใหญ่ ยากนักที่จะหลีกพ้นในบางเรื่อง แต่ตราบใดที่เขายังอยู่ ใครหน้าไหนก็แตะต้องนางมิได้“พ่อเคยทอดทิ้งเจ้าหรือ”เฉินเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาไม่เอ่ยคำสัญญา แต่จะเป็นคำถามกลับไปเสียทุกครั้ง เขารู้กฎของคำสัญญาดี เขาจะไม่เอ่ยมัน ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะรักษามันได้ดีพอหลันฮวาส่ายหัวไปมาน้อยๆ ก่อนจะซบลงกับอกของผู้เป็นพ่ออีกครั้ง พร้อมรบเร้าให้คนที่อุ้มนางไว้บนตัก อ่านตำราพิชัยยุทธ์ให้ฟังเช่นทุกครั้ง
ไยภรรยาเจ้าเมือง จึงเอาความคิดคร่ำครึนั่นมาทำร้ายลูกตัวเอง เรื่องนี้คงต้องจัดการเสียใหม่ หาไม่แล้วเด็กสาวอีกมาก ต้องตกที่นั่งลำบากไปจนวันตาย“ลูกรัก เจ้ามิต้องทำเช่นนั้นเลย เข้าใจหรือไม่ ดูท่านอาเยว่ฉี ท่านย่าของเจ้าสิ มีผู้ใดทำแบบนั้นกัน สตรีที่จะมีค่า ต้องเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด เพียงเจ้ามิเป็นคนเลว นั่นก็ดีมากแล้วรู้หรือไม่ ฮูหยินท่านเจ้าเมืองนางวิปลาสไปแล้ว หากเลี่ยงที่จะพบปะนางได้ ย่อมเป็นการดีเข้าใจหรือไม่”เฉินเซียน ข่มกลั้นความไม่พอใจสตรีผู้นั้นเอาไว้ในใจ สักวันเขาจะสั่งสอนนางให้หลาบจำ ที่กล้ามาว่าบุตรสาวของเขาไร้ค่า เพราะเขารู้ดีอย่างไรเล่าว่าบุตรสาวในสกุลใหญ่จะต้องพบเจอสิ่งใดบ้างเขาจึงหอบลูกหนีมาอยู่ถึงชายแดน บิดามารดาของเขาเลี้ยงน้องสาวของเขาโดยให้อิสระแก่นาง เขาก็ทำเช่นเดียวกับบิดา ‘ไยลูกข้าต้องเหมือนผู้อื่น ต่อให้นางไร้สามีนางก็มิมีวันอดตาย’“จริงนะเจ้าคะท่านพ่อ หลันเอ๋อร์มิต้องทรมานตนเองเช่นนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ”เด็กน้อยยังคงมีสีหน้ากังวลอยู่มาก นับตั้งแต่วันนั้น เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน นางก็ได้สอบถามกับท่านย่าซีเหนียง ถึงสิ่งที่ได้รับรู้มา ซึ่งคำตอบก็มิได้กระจ่างชัดเท่า
“ฝ่าบาททรงคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ขอรับท่านแม่ทัพ ไยจึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ได้”หนึ่งในสี่นายกองเอ่ยขึ้น เมื่อเขาไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ฮ่องเต้ตัดพระทัยกับเรื่องนี้ โดยมิทรงคิดถึงผลกระทบที่อาจร้ายแรงมิแพ้กัน กองทัพขาดกุนซือ ย่อมมิต่างจากเสียดวงตาไปข้างหนึ่งก็มิปาน “หนอนคงเริ่มอยากกินท้อทั้งลูกแล้วกระมัง ระวังตัวกันเอาไว้ให้ดี เรื่องนี้ย่อมต้องมีเบื้องหลัง พวกเจ้ารู้จักเขาดี ว่าคนเช่นนั้นย่อมมีตัวแทนอยู่เสมอ เพียงแต่เขาจะให้ใครทำหน้าที่ทดแทนเท่านั้น” ลู่ฉางเอินไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาตรง ๆ เขารู้ดีว่าในค่ายของเขามีหนอนที่คอยซอนไซอยู่มิน้อย การกระทำของพวกเขาทุกอย่าง มักตรงกันข้ามกับความเป็นจริงเสมอ ใครจะมาตื่นตกใจ กับการที่กุนซืออย่างเฉินเซียนถูกเรียกตัวไปจากกองทัพ แต่เมื่อมีละครให้เล่น ก็ต้องสมบทบาทกันสักหน่อย น้ำเสียงของทุกคนดูเคร่งเครียด แต่ทว่าเวลานี้ มันกลับตรงกันข้าม เพราะใบหน้าของทุกคน ล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง คนเยี่ยงลู่เฉินเซียนและฮ่องเต้น่ะหรือ จะไม่มีหมากสำรอง แต่การทำเหมือนกองทัพกำลังระส่ำระสายสักหน่อยก็ดี หนอนตัวอ้วน จะได้รีบคลานไปแจ้งข่าว ให้นายมันหยา
แม้บุตรชายจะพูดเพียงแค่ว่า ‘แม้นางจะเกิดจากความผิดพลาดของข้า กับมารดาของนาง แต่หลันเอ๋อ์คือของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับข้า’ แต่สำหรับสกุลลู่แล้ว หลันฮวายิ่งกว่าของขวัญล้ำค่า เพราะนางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียว ของจวนแม่ทัพแดนใต้ ที่มีเขาเป็นประมุขถ้าเป็นลูกหลานของพี่ชายน้องชายของเขานั้น เขามินับว่าสำคัญเพราะเด็กสาวเหล่านั้น มิได้เกิดจากบุตรชายหญิงของเขาสักคน จึงอย่าได้คิดจะมาเทียบเคียง เด็กน้อยของเขาเป็นอันขาด“หรือเจ้ามิอยากได้นางมาอยู่ด้วย”ในที่สุดท่านแม่ทัพลู่ก็เริ่มหาแนวร่วม เมื่อนึกวาดฝันที่จะได้ตัวหลานสาวเพียงเดียวมาอยู่ด้วย ต่อให้เฉินเซียนจะหวงลูกมากแค่ไหน แต่รับรองว่าเฉินเซียน จะไม่มีวันยอมให้หลันฮวาต้องไปลำบาก หรือตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน“ไยข้าจะมิต้องการนางเหล่าขอรับ แต่เจ้าหนูนั่น จะยอมให้ดอกกล้วยไม้ห่างกายหรือไม่เท่านั้น”แม้เขาอยากจะได้ใกล้ชิดหลานสาว แต่เพราะรู้จักนิสัยของน้องชายดี จึงไม่มั่นใจเท่าใดนัก เรื่องที่เฉินเซียนจะปล่อยหลันฮวา มาอยู่ในมือของเขากับบิดา“พวกข้า ก็อยากเล่นกับคุณหนูหลันเอ๋อร์ เช่นกันนะขอรับท่านแม่ทัพ”สี่นายกอง ต่างพากันมีดวงตาเป็นประกาย เมื่อนึกถึงเด็กน้
“ข้ามิเคยพบคุณชายสามสกุลลู่เลยหรือ”อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทางครุ่นคิด เขายอมรับว่ามีหลายสิ่งอย่าง ที่คล้ายจะจดจำได้ ทว่าพอตั้งใจนึกให้ออก หัวของเขาก็ราวกับจะระเบิดออกมาเสียอย่างนั้น“คุณชายสามสกุลลู่ มิชอบการสังสรรค์ จึงไม่ค่อยได้มาร่วมงานเลี้ยงในเมืองหลวงเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ และส่วนมากเขาจะใช้ชีวิตอยู่ชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”“จะว่าไปตัวข้าเอ งก็มิค่อยได้ออกไปพบผู้ใดสักเท่าไหร่ จะรู้จักผู้คนไปเสียหมดก็แปลกแล้ว ข้าเองรู้ดีว่าพี่น้องสกุลลู่นั้นมากด้วยสามารถ แต่มิคิดว่าท่านผู้เฒ่า จะกล้าควักดวงตาของกองทัพลู่มาไว้ในมือข้า แล้วเช่นนี้ผู้ใดจะทำหน้าที่แทนลู่เฉินเซียนเล่า”เสวี่ยนเซียนเหยา ยอมรับว่าการที่แม่ทัพจ้าวบาดเจ็บสาหัส เป็นเรื่องที่ถูกวางเอาไว้แล้วจากหนอนร้าย เขาเองก็ได้มีสิ่งรองรับ กับเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้ว ในทุกทิศทางเช่นกันเขาจึงไม่แปลกใจเลยสักนิด ที่ขุนนางบางส่วน เสนอให้เป็นตัวเขา ที่ต้องออกเดินทางไปยังทิศเหนือในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นอันรู้กันดี ว่าเขามิได้เก่งการในเชิงการต่อสู่เท่าใดนักและสิ่งที่ขุนนางเฒ่าพวกนั้น มองเห็นมาช้านาน คือกำลังทหารในมือเขานั้น มีเพียงจำนวน แต่มิได้มีศักยภาพ
“ปู่ก็คิดถึงเจ้ามากเช่นกัน ว่าแต่นี่...เด็กดี เจ้าผอมลงหรืออย่างไร ทำไมตัวถึงเบาหวิวเช่นนี้กัน”ชายชราเอ่ยเย้าหลานสาว กึ่งประชดคนที่กำลังเดินมา ก่อนจะพาร่างกลมในอ้อมแขน หมุนตัวอยู่หลายรอบ ชายสูงวัยยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ของหลานสาวเพียงคนเดียว “แก่แล้วมิเจียมสังขาร เกิดล้มแล้วพิการขึ้นมา จะลำบากฮูหยินของท่าน ต้องหาสามีใหม่มาช่วยดูแลลูกหลาน ช่างชอบหาเรื่องให้ผู้อื่นลำบากอยู่เรื่อย” ท่านแม่ทัพใหญ่ หันไปถลึงตาใส่บุตรชาย ขนาดเขายังไม่ได้เอ่ยปากเอ่ยสิ่งใด ก็ถูกวาจาถากถางมาก่อนแล้ว เหอะ! คิดจะให้ภรรยาเขามีสามีใหม่ รอเขาตายในอีกห้าสิบปีข้างหน้าก็แล้วกัน “ฮูหยินข้า ก็มารดาเจ้ามิใช่รึ ถ้าหากนางคิดหาสามีใหม่ เจ้าก็ต้องมีบิดาเพิ่มจริงหรือไม่” “ก็ดีนะ มีพ่อหลายๆ คนคงสนุกดี ฮ่า ๆ”คำพูดของชายหนุ่ม หาได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไม่ กลับเห็นเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียนี่ “คนอย่างข้า มิเป็นอันใดไปง่ายๆ หรอกนะ เพราะข้าจะต้องคอยดูแลหลันเอ๋อร์ของข้าไปอีกนาน”ท่านแม่ทัพใหญ่ หาได้ยอมลดละ การต่อคำกับบุตรชายคนเล็ก ซึ่งคำพูดประชดหรือเหน็บแนมกั
“นางจะสิบขวบแล้ว มีข้าอยู่มิต้องกังวลกับเรื่องเหล่านั้นเลย แต่ท่านแม่ชรามากแล้ว หากเดินทางมาไกลคงไม่ดีนัก อีกทั้งกำลังจะมีสงครามเกิดขึ้น ท่านพ่อยังจะให้ท่านแม่มาอีกหรือ นี่ท่านพ่อมิเข็ดหรืออย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น”คนหวงลูกสาว พูดตอกย้ำเรื่องราวในอดีต ที่เคยเกิดกับมารดาเมื่อหลายปีก่อน อันที่จริงเขาเองก็กลัวเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นอีก จึงจำต้องยอมเสี่ยง นำบุตรสาวเดินทางไกลเพื่อไปฝากพี่ชายคนโต ยังหัวเมืองทิศเหนือ ดูจะเป็นการดีกว่าที่จะให้ผู้เป็นพ่อ กับพี่ชายคนรองต้องรับภาระหนัก ทั้งสงครามและครอบครัว หากตัวเขาต้องเดินทางไกล และถ้าหลันฮวาอยู่ที่นี่ นางจะกลายเป็นจุดอ่อนของบิดาและพี่ชายในทันทีแต่ถ้าจะให้เขาส่งนางเข้าเมืองหลวง สู้เขาเอานางไปฝากไว้กับพี่ชายที่อยู่หัวเมืองทางเหนือ ยังจะดีกว่าเสียอีก แม้พี่ชายจะดูเหมือนจองหงวนที่คงแก่เรียน แต่น้อยคนนัก จะรู้ว่าแท้จริงแล้วลู่หยาง มีฝีมือสูงส่งยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก“เจ้ามิกลัวนางฆ่าตัวตายหรืออย่างไร ที่หาญกล้าไปว่านางชราเช่นนั้น”แม่ทัพใหญ่เอ่ยเย้าบุตรชาย ที่อาจหาญเอ่ยถึงภรรยาสุดที่รักองเขาว่าชรา“ท่านไม่พูด แล้วนางจะรู้ได้อย่างไร จ
แม้แต่คนที่กำลังตกอยู่ ในอ้อมแขนแกร่งของอีกฝ่าย ซึ่งได้ประกาศว่าเป็นคู่หมายของเขาเมื่อครู่ ด้วยความตกตะลึง และความที่ยังเยาว์วัยอยู่ ทำให้ได้แต่ยืนนิ่งมิได้ขยับกาย จนคนตัวโตกว่า ถอนริมฝีปากออกไปแล้ว นั่นเอง ต้วนเหยาจึงได้กลับมาหายใจเป็นปกติ“พี่ขอโทษเหยาเอ๋อ แต่พี่มิอยากได้ยินคำว่า ‘ไม่’ จากเจ้าเข้าใจไหม เวลานี้พี่ล่วงเกินเจ้าแล้ว นับจากนี้เจ้าคือคู่หมายของพี่อย่างแท้จริง พรุ่งนี้พี่จะให้ท่านพ่อ ทำการสู่ขอหมั้นหมายเจ้าเอาไว้ก่อน”ต้วนเหยาทั้งโกธรและอับอาย ก่อนจะผลักร่างแกร่งออกให้ห่างกาย แล้ววิ่งออกจากสวนไปอย่างรวดเร็ว แต่จะทำร้ายอีกฝ่าย ก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ในเมื่อเขาเป็นผู้เริ่ม ที่หลอกลวงเฉินเซียนก่อนเฉินเซียนกำลังจะพุ่งตามเด็กสาวไป แต่มีบุรุษในชุดองครักษ์ ออกมาขวางทางเขาเอาไว้เสียก่อน ทำให้ชายหนุ่มแสดงสีหน้างุนงงเล็กน้อย ว่าไยองครักษ์จากวังหลวง ถึงได้ตามติดคุณหนูสกุลต้วน แทนที่จะเป็นคนของสกุลต้วน“ได้โปรดคุณชายลู่ อย่าได้คิดตามเจ้านายพวกเราไปเลย มิเช่นนั้นเราจำเป็นต้องลงมือกับท่าน”เฉินเซียนได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนจะทรุดนั่งลงคุกเข่าด้วยความสับสน เมื่อเขายังคิดไม่ตก ถึงความเป
“ยังเจ้าค่ะ ท่านพี่เฉินเซียนถามทำไมหรือเจ้าคะ”เมื่อได้ยินคำตอบ เฉินเซียนคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาไม่ได้ตอบคำถามของต้วนเหยา ทว่าเขากลับเอาแต่จ้องนางบรรเลงเพลงต่อไป จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควร เสียงพิณได้เงียบเสียงลง จึงปลุกเฉินเซียนออกจากภวังค์...“นี้ก็ดึกมากแล้ว เจ้ายังมิกลับจวนอีกหรือเหยาเอ๋อร์”เมื่อตื่นจากภวังค์ความคิด เฉินเซียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย แน่นอนว่าเวลานี้ สำหรับผู้ใหญ่นั้น ยังมิถือว่าดึกมากมายอันใด ทว่ากับเด็กแล้วย่อมต่างออกไป“ข้าเองก็กำลังจะบอกท่านอยู่ ว่าข้าง่วงแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ”เวลาเพียงไม่นาน ที่เซียวเหยาได้พูดคุยกับคนตรงหน้า ทำให้เขาได้ยิ้มได้หัวเราะออกมาได้อย่างเต็มที่ และเป็นกันเอง มิเหมือนตอนอยู่ในวังที่ตัวเขามิอาจไว้ใจใครได้มากนัก มันเป็นครั้งแรก ที่เขาได้ยิ้มเต็มทีอย่างแท้จริง แม้จะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย ที่หลอกลวงอีกฝ่าย ว่าตนเป็นหญิงก็ตาม ตัวเขาเองไม่คิดว่าอีกฝ่าย จะเชื่อตนสนิทใจขนาดนี้ อาจเพราะฤทธิ์สุราด้วยกระมัง ที่ทำให้คนตรงหน้ามิได้ทันจับผิดตัวเขาเฉินเซียนนั้นเรียกว่าตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วัยสิบเจ็ดมานี้ เขามิเคยสนใจบุตรสาวบ้านใด
ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะ หลานชายของพระชายานั้น น้อยคนที่รู้จักเขาจะอยากต่อกรด้วย แต่นี่มิใช่สิ่งที่เขาควรกระทำ ทว่าความด้วยอยากรู้ ทั้งมีความคึกคะนองในแบบของบุรุษที่กำลังจะเข้าวัยหนุ่มเต็มตัวในอีกไม่กี่ปี จึงทำให้เด็กหนุ่มก้าวตรงไปยังศาลา แทนที่จะหมุนกาย กลับเข้าไปด้านในของงานเลี้ยง หรือเลี่ยงไปยังที่อื่นภายในจวนแทน ยิ่งเข้าใกล้...หัวใจของเด็กหนุ่ม ก็ยิ่งเต้นรัวประหนึ่งกองศึกยิ่งเห็นเสี้ยวหน้าของคนที่นั่งดีดพิณอยู่ ภายใต้เงาสลัวของแสงจากคบไฟ ยิ่งทำให้เลือดในการสูบฉีด ดั่งม้าศึกกำลังห้อตะบึงสู่กลางสนามรบเลยทีเดียว“แม่นางน้อยเป็นกุลสตรี ไยจึงได้มานั่งอยู่ในที่แบบนี้ เพียงลำพังกันเล่า”คนที่ถูกเรียกขานว่าแม่นางน้อย เงยหน้าหันไปมองตามเสียง คราแรกตัวเขาคิดจะบอก ว่าตนเองมิใช่สตรี แต่ด้วยความนึกสนุก ทั้งยังเป็นความคิดในแบบของเด็ก จึงอยากรู้ว่าหากเขา แสร้งยอมรับว่าเป็นสตรี อย่างที่ผู้มาใหม่เรียกขาน เด็กหนุ่มผู้นี้จะจับได้หรือไม่ ว่าแท้จริงเขามิใช่สตรีอย่างที่อีกฝ่ายคิด“คือว่า...ข้าเบื่องานเลี้ยงเช่นนี้เจ้าค่ะคุณชาย”เด็กน้อยลอบยิ้มอยู่ภายในใจ และยังดีว่าตอนนี้ เสียงของเขายังมิแตกวัยหนุ่ม จึงคง
“นางจะสิบขวบแล้ว มีข้าอยู่มิต้องกังวลกับเรื่องเหล่านั้นเลย แต่ท่านแม่ชรามากแล้ว หากเดินทางมาไกลคงไม่ดีนัก อีกทั้งกำลังจะมีสงครามเกิดขึ้น ท่านพ่อยังจะให้ท่านแม่มาอีกหรือ นี่ท่านพ่อมิเข็ดหรืออย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น”คนหวงลูกสาว พูดตอกย้ำเรื่องราวในอดีต ที่เคยเกิดกับมารดาเมื่อหลายปีก่อน อันที่จริงเขาเองก็กลัวเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นอีก จึงจำต้องยอมเสี่ยง นำบุตรสาวเดินทางไกลเพื่อไปฝากพี่ชายคนโต ยังหัวเมืองทิศเหนือ ดูจะเป็นการดีกว่าที่จะให้ผู้เป็นพ่อ กับพี่ชายคนรองต้องรับภาระหนัก ทั้งสงครามและครอบครัว หากตัวเขาต้องเดินทางไกล และถ้าหลันฮวาอยู่ที่นี่ นางจะกลายเป็นจุดอ่อนของบิดาและพี่ชายในทันทีแต่ถ้าจะให้เขาส่งนางเข้าเมืองหลวง สู้เขาเอานางไปฝากไว้กับพี่ชายที่อยู่หัวเมืองทางเหนือ ยังจะดีกว่าเสียอีก แม้พี่ชายจะดูเหมือนจองหงวนที่คงแก่เรียน แต่น้อยคนนัก จะรู้ว่าแท้จริงแล้วลู่หยาง มีฝีมือสูงส่งยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก“เจ้ามิกลัวนางฆ่าตัวตายหรืออย่างไร ที่หาญกล้าไปว่านางชราเช่นนั้น”แม่ทัพใหญ่เอ่ยเย้าบุตรชาย ที่อาจหาญเอ่ยถึงภรรยาสุดที่รักองเขาว่าชรา“ท่านไม่พูด แล้วนางจะรู้ได้อย่างไร จ
“ปู่ก็คิดถึงเจ้ามากเช่นกัน ว่าแต่นี่...เด็กดี เจ้าผอมลงหรืออย่างไร ทำไมตัวถึงเบาหวิวเช่นนี้กัน”ชายชราเอ่ยเย้าหลานสาว กึ่งประชดคนที่กำลังเดินมา ก่อนจะพาร่างกลมในอ้อมแขน หมุนตัวอยู่หลายรอบ ชายสูงวัยยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ของหลานสาวเพียงคนเดียว “แก่แล้วมิเจียมสังขาร เกิดล้มแล้วพิการขึ้นมา จะลำบากฮูหยินของท่าน ต้องหาสามีใหม่มาช่วยดูแลลูกหลาน ช่างชอบหาเรื่องให้ผู้อื่นลำบากอยู่เรื่อย” ท่านแม่ทัพใหญ่ หันไปถลึงตาใส่บุตรชาย ขนาดเขายังไม่ได้เอ่ยปากเอ่ยสิ่งใด ก็ถูกวาจาถากถางมาก่อนแล้ว เหอะ! คิดจะให้ภรรยาเขามีสามีใหม่ รอเขาตายในอีกห้าสิบปีข้างหน้าก็แล้วกัน “ฮูหยินข้า ก็มารดาเจ้ามิใช่รึ ถ้าหากนางคิดหาสามีใหม่ เจ้าก็ต้องมีบิดาเพิ่มจริงหรือไม่” “ก็ดีนะ มีพ่อหลายๆ คนคงสนุกดี ฮ่า ๆ”คำพูดของชายหนุ่ม หาได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไม่ กลับเห็นเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียนี่ “คนอย่างข้า มิเป็นอันใดไปง่ายๆ หรอกนะ เพราะข้าจะต้องคอยดูแลหลันเอ๋อร์ของข้าไปอีกนาน”ท่านแม่ทัพใหญ่ หาได้ยอมลดละ การต่อคำกับบุตรชายคนเล็ก ซึ่งคำพูดประชดหรือเหน็บแนมกั
“ข้ามิเคยพบคุณชายสามสกุลลู่เลยหรือ”อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทางครุ่นคิด เขายอมรับว่ามีหลายสิ่งอย่าง ที่คล้ายจะจดจำได้ ทว่าพอตั้งใจนึกให้ออก หัวของเขาก็ราวกับจะระเบิดออกมาเสียอย่างนั้น“คุณชายสามสกุลลู่ มิชอบการสังสรรค์ จึงไม่ค่อยได้มาร่วมงานเลี้ยงในเมืองหลวงเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ และส่วนมากเขาจะใช้ชีวิตอยู่ชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”“จะว่าไปตัวข้าเอ งก็มิค่อยได้ออกไปพบผู้ใดสักเท่าไหร่ จะรู้จักผู้คนไปเสียหมดก็แปลกแล้ว ข้าเองรู้ดีว่าพี่น้องสกุลลู่นั้นมากด้วยสามารถ แต่มิคิดว่าท่านผู้เฒ่า จะกล้าควักดวงตาของกองทัพลู่มาไว้ในมือข้า แล้วเช่นนี้ผู้ใดจะทำหน้าที่แทนลู่เฉินเซียนเล่า”เสวี่ยนเซียนเหยา ยอมรับว่าการที่แม่ทัพจ้าวบาดเจ็บสาหัส เป็นเรื่องที่ถูกวางเอาไว้แล้วจากหนอนร้าย เขาเองก็ได้มีสิ่งรองรับ กับเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้ว ในทุกทิศทางเช่นกันเขาจึงไม่แปลกใจเลยสักนิด ที่ขุนนางบางส่วน เสนอให้เป็นตัวเขา ที่ต้องออกเดินทางไปยังทิศเหนือในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นอันรู้กันดี ว่าเขามิได้เก่งการในเชิงการต่อสู่เท่าใดนักและสิ่งที่ขุนนางเฒ่าพวกนั้น มองเห็นมาช้านาน คือกำลังทหารในมือเขานั้น มีเพียงจำนวน แต่มิได้มีศักยภาพ
แม้บุตรชายจะพูดเพียงแค่ว่า ‘แม้นางจะเกิดจากความผิดพลาดของข้า กับมารดาของนาง แต่หลันเอ๋อ์คือของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับข้า’ แต่สำหรับสกุลลู่แล้ว หลันฮวายิ่งกว่าของขวัญล้ำค่า เพราะนางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียว ของจวนแม่ทัพแดนใต้ ที่มีเขาเป็นประมุขถ้าเป็นลูกหลานของพี่ชายน้องชายของเขานั้น เขามินับว่าสำคัญเพราะเด็กสาวเหล่านั้น มิได้เกิดจากบุตรชายหญิงของเขาสักคน จึงอย่าได้คิดจะมาเทียบเคียง เด็กน้อยของเขาเป็นอันขาด“หรือเจ้ามิอยากได้นางมาอยู่ด้วย”ในที่สุดท่านแม่ทัพลู่ก็เริ่มหาแนวร่วม เมื่อนึกวาดฝันที่จะได้ตัวหลานสาวเพียงเดียวมาอยู่ด้วย ต่อให้เฉินเซียนจะหวงลูกมากแค่ไหน แต่รับรองว่าเฉินเซียน จะไม่มีวันยอมให้หลันฮวาต้องไปลำบาก หรือตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน“ไยข้าจะมิต้องการนางเหล่าขอรับ แต่เจ้าหนูนั่น จะยอมให้ดอกกล้วยไม้ห่างกายหรือไม่เท่านั้น”แม้เขาอยากจะได้ใกล้ชิดหลานสาว แต่เพราะรู้จักนิสัยของน้องชายดี จึงไม่มั่นใจเท่าใดนัก เรื่องที่เฉินเซียนจะปล่อยหลันฮวา มาอยู่ในมือของเขากับบิดา“พวกข้า ก็อยากเล่นกับคุณหนูหลันเอ๋อร์ เช่นกันนะขอรับท่านแม่ทัพ”สี่นายกอง ต่างพากันมีดวงตาเป็นประกาย เมื่อนึกถึงเด็กน้
“ฝ่าบาททรงคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ขอรับท่านแม่ทัพ ไยจึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ได้”หนึ่งในสี่นายกองเอ่ยขึ้น เมื่อเขาไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ฮ่องเต้ตัดพระทัยกับเรื่องนี้ โดยมิทรงคิดถึงผลกระทบที่อาจร้ายแรงมิแพ้กัน กองทัพขาดกุนซือ ย่อมมิต่างจากเสียดวงตาไปข้างหนึ่งก็มิปาน “หนอนคงเริ่มอยากกินท้อทั้งลูกแล้วกระมัง ระวังตัวกันเอาไว้ให้ดี เรื่องนี้ย่อมต้องมีเบื้องหลัง พวกเจ้ารู้จักเขาดี ว่าคนเช่นนั้นย่อมมีตัวแทนอยู่เสมอ เพียงแต่เขาจะให้ใครทำหน้าที่ทดแทนเท่านั้น” ลู่ฉางเอินไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาตรง ๆ เขารู้ดีว่าในค่ายของเขามีหนอนที่คอยซอนไซอยู่มิน้อย การกระทำของพวกเขาทุกอย่าง มักตรงกันข้ามกับความเป็นจริงเสมอ ใครจะมาตื่นตกใจ กับการที่กุนซืออย่างเฉินเซียนถูกเรียกตัวไปจากกองทัพ แต่เมื่อมีละครให้เล่น ก็ต้องสมบทบาทกันสักหน่อย น้ำเสียงของทุกคนดูเคร่งเครียด แต่ทว่าเวลานี้ มันกลับตรงกันข้าม เพราะใบหน้าของทุกคน ล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง คนเยี่ยงลู่เฉินเซียนและฮ่องเต้น่ะหรือ จะไม่มีหมากสำรอง แต่การทำเหมือนกองทัพกำลังระส่ำระสายสักหน่อยก็ดี หนอนตัวอ้วน จะได้รีบคลานไปแจ้งข่าว ให้นายมันหยา
ไยภรรยาเจ้าเมือง จึงเอาความคิดคร่ำครึนั่นมาทำร้ายลูกตัวเอง เรื่องนี้คงต้องจัดการเสียใหม่ หาไม่แล้วเด็กสาวอีกมาก ต้องตกที่นั่งลำบากไปจนวันตาย“ลูกรัก เจ้ามิต้องทำเช่นนั้นเลย เข้าใจหรือไม่ ดูท่านอาเยว่ฉี ท่านย่าของเจ้าสิ มีผู้ใดทำแบบนั้นกัน สตรีที่จะมีค่า ต้องเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด เพียงเจ้ามิเป็นคนเลว นั่นก็ดีมากแล้วรู้หรือไม่ ฮูหยินท่านเจ้าเมืองนางวิปลาสไปแล้ว หากเลี่ยงที่จะพบปะนางได้ ย่อมเป็นการดีเข้าใจหรือไม่”เฉินเซียน ข่มกลั้นความไม่พอใจสตรีผู้นั้นเอาไว้ในใจ สักวันเขาจะสั่งสอนนางให้หลาบจำ ที่กล้ามาว่าบุตรสาวของเขาไร้ค่า เพราะเขารู้ดีอย่างไรเล่าว่าบุตรสาวในสกุลใหญ่จะต้องพบเจอสิ่งใดบ้างเขาจึงหอบลูกหนีมาอยู่ถึงชายแดน บิดามารดาของเขาเลี้ยงน้องสาวของเขาโดยให้อิสระแก่นาง เขาก็ทำเช่นเดียวกับบิดา ‘ไยลูกข้าต้องเหมือนผู้อื่น ต่อให้นางไร้สามีนางก็มิมีวันอดตาย’“จริงนะเจ้าคะท่านพ่อ หลันเอ๋อร์มิต้องทรมานตนเองเช่นนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ”เด็กน้อยยังคงมีสีหน้ากังวลอยู่มาก นับตั้งแต่วันนั้น เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน นางก็ได้สอบถามกับท่านย่าซีเหนียง ถึงสิ่งที่ได้รับรู้มา ซึ่งคำตอบก็มิได้กระจ่างชัดเท่า