“ขอสปาเดเห้ด้วยได้ปะ?”
หนูเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเพราะพูดไม่ออก จนเพื่อนพี่เขาคนหนึ่งที่ตัวสูงๆ หน้าดุๆ ไม่แพ้กันต้องเดินมาตบศีรษะเขาอย่างแรง
พลั่ก!
“เฮ้ย!!” พี่ผู้ชายหน้าดุที่พยายามคุกคามหนูอยู่ตรงหน้าสบถออกมาเสียงดังลั่นจนหนูสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่คืนสติเขารีบหันไปเอาเรื่องเพื่อนทันที “ไอ้เจ มึงตบหัวกูทำไมเนี่ย!”
“ตลกดีนะไอ้ขวด จะจีบนักเรียนแต่ไปขอเขาเ*ด” หนูตัวสั่นอีกครั้งเมื่อเขาหันมามอง ก่อนที่จะตบหัวพี่ที่ชื่อขวดคนนั้นไปอีกที “คุกคามงี้น้องเขาแจ้งตำรวจได้นะไอ้สัส”
“เมียเก่าไม่พร้อมให้สปาร์ค แต่กูไม่แคร์ กูจะหาคนสปาร์คใหม่” พี่ผู้ชายที่ชื่อขวดมีแววตาหมายมาด เขาเหลือบมามองหนูที่ยืนตัวสั่นไม่หาย เพราะนอกจากเขาจะมองมาที่หนูด้วยสายตาจาบจ้วงไม่พักแล้ว พวกลูกน้องของเขาที่ยืนอยู่อีกชานชาลาหนึ่งก็ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยมองหนูที่ยืนตัวสั่นอย่างสนใจ “พอดีว่าสนใจคนนี้ จะเอาคนนี้อ่ะ”
หยาบคายที่สุดเลย
“ถามความสมัครใจเด็กก่อนไหม” เพื่อนของเขาคลึงขมับตอนที่พูดอย่างมีเหตุผล หนูเลยคิดว่าพี่ที่ชื่อเจดูน่าจะคุยง่ายกว่าคนอื่นๆ นิดหน่อย
“นะ... หนูมีเงินค่ะ” หนูโพล่งขึ้นมาเพราะคิดเอาเองว่าที่เขาเข้ามาคุกคามแบบนี้เพราะต้องการให้หนูจ่ายเงินให้เขาแน่ๆ แต่ไม่ได้มองไปทางพี่ที่ชื่อขวดเพราะเขาเอาแต่มองหนูไม่ยอมละสายตา จ้องเขม็งเหมือนจะกลืนหนูลงคอไปเลย นะ... น่ากลัวจัง “หนูมีอยู่สามร้อยค่ะ... ปล่อยหนูไปเถอะนะคะ”
“เหยดเข้ น้องรวยจังครับ” พี่ที่ชื่อขวดตบมือเสียงดังลั่นอย่างชอบใจ “ไว้ค่อยเปย์พี่หลังรู้ลวดลายของพี่ก็ได้ เชื่อพี่ ของพี่มันดี หนูต้องชอบแน่นอน”
“นะ... หนูไม่ได้ที่จะ...”
“เฮ้ย ไอ้เจ” แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรออกไป พี่ที่ชื่อขวดก็กอดคอพี่เจแล้วกระแทกแทรกเสียงดังฟังชัด ไม่ยอมใส่ใจที่จะฟังคำอ้อนวอนหนูเลย “สรุปกูไม่ไปตีกับไอ้เหี้ยเต้ละนะ พอดีว่ากูต้องพาเด็กไปลองของหน่อย”
“อะไร มึงอย่ามาปัญญาอ่อนไอ้เหี้ยขวด”
“มึงก็รู้ เรื่องหญิงสำคัญกว่าศักดิ์ศรี” เขาฉีกยิ้มจนตาหยี “ค่อยเคลียร์หลังกูได้น้องแล้ว เคปะไอ้ควาย”
“มึงนี่มันสันดานเสียจริงๆ ไอ้ขวด เจอหญิงทีเป็นไม่ได้” พี่เจเหมือนเอือมระอาแต่คงพูดอะไรไม่ได้มาก ดูจากนิสัยภายนอกแล้ว คนที่ชื่อขวดต้องเป็นคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในกลุ่มแน่ๆ เขาดูหัวแข็งไม่ฟังใครที่สุดจนแม้แต่คนที่ดูสนิทอย่างพี่ที่ชื่อเจยังยั้งไว้ไม่ได้ “กูจะเป็นหัวนำเอง ส่วนมึงจะไสหัวไปไหนก็ไป”
คงเพราะทนความกดดันที่ส่งผ่านรังสีอำมหิตของพี่ขวดไม่ไหว พี่ที่ชื่อเจยอมโบกธงยอมแพ้
“เพื่อนแท้” พี่ขวดฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่าเพราะคงสมใจแล้ว ในขณะที่หนูเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ “เออ มึงพาเมียมึงไปโรงแรมบ่อยนี่ แถวไหนม่านรูดถูกๆ บ้างวะ”
“ไอ้เหี้ยเอ้ย”
“บอกกูหน่อยนะเพื่อนรัก” เขาตบบ่าเพื่อนเสียงดัง “ได้ข่าวว่าห้องมึงสบู่หมด เดี๋ยวกูจะขโมยมาให้”
“ขโมยสบู่โรงแรม? มาตรฐานมึงต่ำเตี้ยมากไอ้สัส” พี่เจตบศีรษะพี่ขวดไปอีกที เขาลูบหัวตัวเองตาม ส่งสายตาไม่ยี่หระอะไรให้เพื่อน “ที่อนุฯ มีโรงแรมห้าชั่วโมงสามร้อย มึงมีตังค์ใช่ไหม”
“ได้หมด กูพกมาวันละแสน” พี่ขวดยักคิ้วหลิ่วตา ในขณะที่หนูเริ่มรู้สึกได้ว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายจริงๆ แล้ว
ม่านรูด โรงแรม
ของแบบนั้นถึงหนูจะไม่มีประสบการณ์และไร้เดียงสา แต่สถานที่แบบนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเขาใช้ทำอะไรนี่คะ!
“เรื่องของมึง ก็ที่ไถมาทั้งนั้นแหละ”
“เอาค่ะ ไปสปาร์คกันเหอะน้อง” พอเจรจากับเพื่อนของเขาจบ สิ่งที่หนูไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดก็มาถึง ร่างสูงโปร่งหันมากอดคอหนูอย่างไม่สนใจเพื่อนของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นดูป้ายสถานีถัดไป
พอเห็นว่าถึงชานชาลาอนุxxx พอดี เขาก็กระดิกรองเท้าที่ดูเหมือนจะทำจากโลหะจนเกิดเสียงปึกๆ บนพื้นรถไฟฟ้า รอจนรถเคลื่อนตัวมาจอดสนิทตรงหน้าป้ายชานชาลา พี่ขวดรั้งคอหนูให้เดินตามมา แต่หนูขืนตัวไว้
“เป็นอะไร?” เขาเลิกคิ้วถาม ตอนนั้นหนูถึงร้องไห้จ้าออกมาพร้อมกับสั่นหน้าหวือ
“มะ... ไม่เอานะคะ เอาเงินหนูไปก็ได้ แต่อย่าพาหนูเข้าโรงแรมเลยค่ะ” พี่ขวดเริ่มเปลี่ยนมาขมวดคิ้วที่บากเป็นลายทาง หนูตัวสั่นขึ้นมากกว่าเก่าจนต้องยกมือไหว้สาเพราะกลัวมากจริงๆ “... ขอร้องนะคะ ได้โปรด”
“เฮ้ย หนู” พี่ขวดตะคอกเสียงดังจนหนูสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา เริ่มหวั่นใจว่าเขาจะทำร้ายหนู แต่ทว่า... “ไม่ต้องกลัวว่าพี่ฟันแล้วทิ้งหรอก”
“...”
“เอาจริงๆ พี่ก็ไม่เคยเหมือนกัน!!”
มะ... ไม่ได้หมายความว่าแบบนี้สักหน่อย!
[พาร์ท : ตะขวด]
น้องมันเล่นตัวว่ะ
“มะ... ไม่เอานะคะ ไม่เข้าโรงแรม ฮึก” เพราะน้องมนต์คนสวยเอาแต่ร้องไห้โฮเหมือนกำลังจะโดนพาไปปู้ยี้ปู้ยำ (ก็ถูก) แต่มันไม่ใช่ไง ผมแค่จะพาเธอไปพูดคุยด้วยภาษาทางกายที่ม่านรูดกันสองคน (เป็นการกระทำที่ไม่คูลและไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)
“เล่นตัวอะไรนักหนาอะ ผู้หญิงคนอื่นป่านนี้มันให้พี่ไปล่ะ พี่ทั้งหล่อทั้งเท่ขนาดนี้” พูดอย่างโคตรมั่นใจทั้งที่ความจริงไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าหาสักเท่าไหร่เพราะความอ้อนตีนของผมแถมยังรักอิสระอย่างสุดตารางวัด อีกอย่างเพราะผมไม่ค่อยเข้าใจผู้หญิงเท่าไหร่ แต่น้องมนต์ไม่ฟัง เธอทั้งขืนตัวทั้งร้องไห้เหมือนกำลังจะถูกผมลากไปกระทืบหลังวัดก็ไม่ปาน
คนมองหมดแล้วเนี่ย
อย่าทำเหมือนไม่เต็มใจได้ป่าววะ รู้นะว่าในใจก็อยาก กูรู้ กูเรียนมา
ถึงชีวิตจริงจะซิงก็เหอะ
“ตะ แต่หนูเพิ่งอายุสิบแปด หนูยังไม่เคย ละ... แล้วหนูก็ไม่อยากเคยด้วย” คนตัวเล็กร้องไห้พูดเสียงสั่นเครือ ขืนแรงไว้สุดๆ แต่ก็ยังแรงน้อยอยู่ดี
“ว่าไงนะ” สิบแปดนี่ยังไม่เคยเหรอวะ? กูนี่ไปตั้งแต่สิบสามละไอ้สัส (หมายถึงกับน้องอุ้งมือ) ปกติใครๆ เขาก็เคยก่อนสิบแปดทั้งนั้น จากสังคมที่ผมเห็นจนชินตาหล่อหลอมให้ผมคิดว่ามันคือเรื่องปกติด้วยซ้ำ
“นะ... หนูไม่เคยจริงๆ ค่ะ” ท้ายประโยคคนตัวเล็กกว่าเป็นโยชน์ช้อนสายตาขึ้นมามองแบบไม่ได้ตั้งใจตอนที่ผมหันขวับไปมองอย่างไม่เชื่อหูว่าหน้าตาสวยจนน่าจะหาผัวได้เป็นร้อยแบบนี้เนี่ยนะยังไม่เคย? แต่ความคิดก็ตกตะกอนไปเมื่อเห็นดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตา
ตึกตัก
ผงาดแล้วนะน้องมนต์! อย่ามามองพี่แบบนี้!!
“ห้าชั่วโมง”“สามร้อยบาทค่ะ ขอพร้อมบัตรประชาชนนะคะ” ผมล้วงแบงค์ร้อยสามใบวางลงบนเคาน์เตอร์อย่างลวกๆ ถูมือไปมาอย่างหมายมาดตอนที่ล้วงบัตรประชาชนในกระเป๋ากางเกงส่งให้พนักงานหญิงแก่ที่ยืนหน้าตึงอยู่ตรงเคาน์เตอร์เก่าๆป้าพนักงานผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ คนนั้นให้ผมเขียนชื่อตัวเองลงไปในใบเอกสารอะไรสักอย่าง ในขณะที่จะเหลือบมองไปทางน้องมนต์คนสวยที่ยืนสะอื้นซิกๆ ทำตาปริบๆ อยู่ข้างหลังผมสัมผัสได้ว่าน้องส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางป้าด้วย ผมเลยหันกลับไปมอง แล้วน้องก็สะดุ้งโหยง เพราะสายตาผมเตือนครั้งที่หนึ่ง ประมาณว่าอย่าขอความช่วยเหลือ ไม่งั้นจะไม่จบที่น้ำเดียว!“ไม่ทราบว่า...” ป้าอ้าปากพูดขึ้นมา ผมรีบเปลี่ยนสายตาหันไปมองด้วยสีหน้าใสซื่อ “น้องผู้หญิงอายุถึงสิบแปดหรือยังคะ เห็นใส่ชุดนักเรียน ถ้าไม่ถึงไม่สามารถเปิดห้องให้ได้นะคะ”ชิบหายผมก็ลืมว่าน้องอายุเท่าไหร่เลยไง“ถึงครับ” พูดไปแบบขายผ้าเอาหน้ารอด แต่น้องบอกว่าสิบแปด ก็ถึงจริงๆ “พอดีแฟนผมชอบแต่งชุดนักเรียนย้อนวันวาน จริงๆ ถึงแล้วครับ”“อ๋อค่ะ” พนักงานมองหน้าน้องมนต์ที่ทำหน้าตื่นกับคำแก้ตัวของผม “พอดีช่วงนี้มีพวกโรคจิตลักพาตัวเด็กนักเรียน ม.ปลาย มาข
“แต่งงานกับพี่ดีไหม” อีกฝ่ายเบิกตาโตเมื่อกูพูดออกมาโต้งๆ “พอดีพี่ชอบหนูมาก เห็นครั้งแรกก็แบบตกหลุมรักเลยอะ แบบรอได้ ถ้าจะได้สปาร์คจอยด้วย”“...”“ถือว่าวันนี้เราเข้าม่านรูดด้วยกัน เป็นแฟนกันแล้วนะ” ผมทึกทักเอาเอง เพราะผมชอบแล้วผมต้องได้อะ อีกอย่างก็ไม่เคยมีแฟนเป็นจริงเป็นจัง ผมยังซิงแถมไร้เดียงสารู้จักแค่โลกต่อยตี เลยไม่รู้ว่าควรต้องจีบผู้หญิงยังไง “ฝากไปบอกแม่ด้วย”“...!!”ก็ผมสปาร์คกับน้องตั้งแต่แรกพบอะ แล้วผมก็ต้องได้น้องมาเป็นแฟนด้วย[จบพาร์ท : ตะขวด]หนูนั่งกำมือที่สั่นเทาอยู่บนหน้าตัก ระหว่างที่พี่ขวดคนนั้นเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำโรงแรมอาจจะดูไม่ฉลาดเลยที่เขาเข้าไปอาบน้ำแล้วปล่อยหนูอยู่ในห้องคนเดียวแบบนี้ แต่หนูกลับไม่กล้าที่จะลุกเดินออกไปเปิดประตูเพื่อหนีออกไปจากที่นี่ละ... แล้วจะลุกไปได้ยังไงล่ะคะก็พี่ขวดเขาเปิดประตูห้องน้ำเอาไว้นี่“ไม่มาอาบด้วยกันจริงดิ” เสียงทุ้มดังออกมาจากภายในห้องน้ำในนาทีนั้น หนูสะดุ้งโหยง พาให้ขนลุกซู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “สบู่ที่นี่หอมสลัด แถมมีน้ำอุ่นด้วยนะ”“มะ ไม่ค่ะ” เสียงหนูค่อยมากจนแทบกลืนหายไปในลำคอ“*วยพี่แข็งด้วย มาช่วยหน่อยดิ”“มะ... ไม่ค่
[พาร์ท : ตะขวด]ผมนั่งดูทีวีในม่านรูดจนง่อยกินไปได้ไม่ถึงห้าชั่วโมง น้องมนต์ก็มีสายเรียกเข้า ตอนแรกผมเหลือบตามองว่าเป็นใครเพราะอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหวงขึ้นมาซะดื้อๆ ทั้งๆ ที่น้องมนต์ไม่ได้เต็มใจด้วยซ้ำ แต่พอรู้ว่าเป็นพ่อเธอผมก็ยิ้มกริ่มน้องมนต์ที่หน้าซีดเซียวเดินหนีไปคุยกับพ่อที่หน้าประตู น้องคุยเสียงค่อยมาก แต่ได้ยินลางๆ ว่าพ่อมาตามกลับบ้านอะไรทำนองนั้นพอวางสาย เธอก็แทบจะร้องไห้ออกมา ตอนที่ละล่ำละลั่กบอกผมว่า“ถะ... ถ้าไม่กลับบ้านก่อนหกโมงเย็นพ่อจะตีหนูนะคะ”ผมแหงนหน้ามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังห้อง เข็มนาฬิกาตีขึ้นที่ 5.30 นาที ก่อนที่จะไหวไหล่ พ่อท่าทางจะดุ แต่คงสู้กูไม่ได้หรอกครับ“เค๊” ผมมันเป็นผู้ชายที่ทั้งเฟี้ยวและว่าง่ายสุดๆ “เดี๋ยวพี่ไปส่ง”หน้าน้องมนต์เหมือนจะขาดใจตายตรงนั้น“มะ ไม่ได้นะคะ ถ้าพ่อรู้พ่อต้องตีหนูแน่ๆ”“กลัวไรอ่ะ เดี๋ยวให้พ่อเธอตีพี่แทนก็ได้” พูดไปงั้น ลองตีผมดิผมจะสวนให้ แก่ๆ ก็ไม่เว้นหรอก “บ้วนปากแปป”“... พี่คะ” คนตัวเล็กน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาตอนที่ผมเดินผ่านตัวเธอจะเข้าไปบ้วนปากถ่มน้ำลายทิ้งในห้องน้ำโรงแรม “ขอร้องนะคะ อย่าไปส่งหนูเลยนะ”ผมเลิกคิ้ว อะไรที่ทำให้น้อ
“ถามว่าเข้าใจไหม?” เขาย้ำอีกทีตอนที่เขยิบเอาไหล่ที่เต็มไปด้วยรอยสักมาชนหน้าอกหนู หนูสะดุ้งโหยงเลย แทบจะร้องไห้ออกมาด้วย“ขะ เข้าใจค่ะ” สุดท้ายก็ลงเอยต้องตอบกลับไปแบบนี้ทั้งที่ในใจไม่เต็มใจเลยสักนิดแต่ยังไม่ทันที่พี่ขวดจะพูดอะไรออกมามากกว่านี้พลั่ก!ไม้หวายของพ่อก็พุ่งเข้ากระแทกศีรษะของเขาอย่างแรงจนพี่ขวดที่ไม่ทันตั้งตัวทำรถคว่ำเซเกือบล้มตึงไป หนูที่แทบจะล้มลงไปด้วยเกิดอาการตกใจเลยกรี๊ดออกมา พอๆ กับที่ได้ยินเสียงทุ้มใหญ่พ่อดังก้องอยู่หน้าบ้าน“มึงเป็นใคร ทำไมมากับลูกสาวกู!!”“ไอ้เชี่ย!” พี่ขวดสบถคำหยาบคายออกมาเสียงดังลั่นตอนที่แฮนด์รถกระแทกพื้น เขาขยับรถกลับมาตั้งตรงตามเดิม ในขณะที่หนูที่เผลอดึงชายเสื้อช็อปสีเทาของเขาเอาไว้ต้องรีบชักมือออกอย่างตกใจ เลิ่กลั่กมองไปทางพ่อที่กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาที หันไปมองร่างสูงข้างหน้าที่กุมศีรษะตัวเองที “โยนมาทำเหี้ยไรวะไอ้แก่!!”หนูอ้าปากค้าง พอๆ กับที่พ่อที่เข้ามาประชิดตัวได้กระชากคอเสื้อของเขามาชิดใบหน้าทันที“... มึงเรียกใครว่าไอ้แก่ฮะ?”[พาร์ท : ตะขวด]ผมเหลือบมองผู้ชายวัยกลางคนเบ้าหน้าดุดันที่กระชากคอเสื้อผมไว้จนตัวแทบลอย รอยตีนกาบนหน้าทำเอ
หนูนั่งหลบสายตาพ่อระหว่างที่กินข้าวด้วยกันจะทำยังไงดีล่ะ พี่ขวดเล่นพูดกับพ่อไปแบบนั้นแล้วด้วยพ่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกินข้าวโดยไม่พูดไม่จาอะไรกับหนูเลยสักคำเดียว ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหนูเลยด้วยซ้ำ หนูเม้มปากแน่น ในขณะที่จะยื่นช้อนมาตักผัดผักใส่กุ้งใส่จานข้าวให้พ่ออย่างเกร็งๆพ่อนิ่งไป แต่ก็ยอมตักผัดผักที่หนูตักให้เข้าปากหนูคลี่ยิ้ม ถึงพ่อจะดุ ตีหนูบ่อยๆ แต่พ่อก็รักหนูเสมอ“ไอ้ผู้ชายคนนั้นน่ะ” พ่อโพล่งขึ้นมา หนูสะดุ้งเมื่อได้ยินว่าพ่อพูดถึงพี่ขวด แทบสำลักข้าวที่เคี้ยวอยู่ในปากเลย “มันเป็นแฟนแกจริงเหรอมนต์?”หนูกระแอมไอเพราะข้าวไหลลงคอไปด้วยอารามตกใจ ก่อนที่จะก้มหน้างุด“... ก็” หนูอึกอัก ต้องตอบไปว่ายังไงดีนะ เพราะพี่ขวดคงไม่ยอมเลิกราวีหนูแน่ๆ “ก็น่าจะใช่ค่ะ”“คบกันตั้งแต่ตอนไหน”“วะ... วันนี้ค่ะ”“คุยกันมานานเท่าไหร่แล้ว ถึงตกลงไปคบกับมัน” คราวนี้หนูอึกอักไปพักใหญ่เลย จะตอบกลับยังไงดี“กะ... ก็หลายเดือน... ค่ะ” สุดท้ายหนูก็เลือกที่จะโกหกพ่อออกไป เพราะกลัวพี่ขวดมากจนขึ้นสมอง หนูคงรู้ล่ะมั้งคะว่าพี่ขวดจะตามมายุ่งวุ่นวายอีกเรื่อยๆ เพราะเขารู้ที่อยู่ของหนูแล้วด้วยพ่อรวบช้อนทันที เงยหน
“กินเหล้ามาอะ ค่อนข้างเมา ขอหอมดับเมาหน่อยได้ปะ”“ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวพ่อมาเห็น” หนูห้ามเขา ลุกลนจนปากสั่นไปหมด พออยู่ใกล้กันแบบนี้กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปหมด หัวใจหนูเต้นแรงมากๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจฟังเลยพี่ขวดใช้ลิ้นปลดกระดุมหนูอีกเม็ดจนมันเผยไหปลาร้าของหนู หนูหน้าแดงก่ำ แต่อยู่ในท่าทางที่ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลย พอขยับตัวพี่ขวดก็จะบีบเอวหนูจนรู้สึกเจ็บคนตัวใหญ่กว่าเงยหน้าขึ้นมามอง ใบหน้าเราอยู่ห่างกันแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น พี่ขวดมองหนูด้วยแววตาหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก เขาใช้มือข้างที่ว่างดันหน้าท้องหนูจนหนูหงายหลังกระแทกลงกับเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ“หนูขาวอมชมพูมาก” เขาพูดออกมาด้วยสีหน้าคลั่งไคล้แบบบอกไม่ถูก “ที่เคยคุยมามีแต่ดำๆ ไม่ขาวจัดแบบนี้เลยว่ะ”“พะ พี่ขวด” หนูเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเพื่อเตือนสติเผื่อว่าอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาจากอาการเมามายจนน่ากลัว แต่มันไม่เป็นผลเลยสักนิดพี่ขวดนั่งคุกเข่าตรงระหว่างขาของหนูด้วยท่าทางที่อันตรายมากๆ ดวงตาของเขาฉ่ำปรือ และใบหน้าของเขาก็ประจันหน้าอยู่ตรง ‘นั้น’ พอดี หน้าหนูร้อนจนชาเมื่อเขาเอานิ้วโป้งมาปาดลิ้นสากแล้วเริ่มปลดกระดุมหนูที่เหลือออกด้วยมือแทน
ตรงนั้นมัน...“เฮ้ย” ผมรีบผละออกทันที น้องมนต์ยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นแบบอับอายสุดกู่ ผมที่ทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์แบบนี้ถึงกับชี้นกชี้ฟ้า “นี่อะไรอะ”“อะ... ฮึก”“หนูฉี่ราดอ่อ?”น้องมนต์ร้องไห้ออกมาอย่างหนักทันที เธอคงขายหน้าจนหยุดไม่อยู่ ขาเรียวเล็กและขาวจัดสั่นระริก น้องเอามือปิดหน้าอยู่แบบนั้น ในขณะที่ผมจะผละออก วางขาน้องลงทันทีน้องฉี่ราดว่ะ เหมือนกลัวมากจนเผลอเล็ดออกมามันไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับผม แต่ออกจะเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกแย่ อาจจะดูเหมือนผู้ชายเหี้ยๆ คนนึงที่คิดแต่เรื่องกามๆ แต่ก็คงเป็นงั้นจริงๆ สงสัยผมรุกหนักเกินไป เด็กมันเลยกลัวจนเป็นแบบนี้รู้สึกละอายใจ แต่เพราะนิสัยเลวๆ ที่ติดเป็นนิสัย ผมทำทีเป็นยิ้มแห้งๆ ออกมา“อะ... ออกไปนะ” น้องไล่ผมด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่ากำลังหวาดกลัวสุดขีด “... ไม่เอาแล้ว”“เอาเป็นว่า” ผมเกาคางตัวเอง ท่ามกลางเสียงห่าฝนมันพาลทำให้นึกอะไรไม่ออก จะแก้ต่างอะไรให้ตัวเองงั้นเหรอ? ในเมื่อผมทำลงไปซะขนาดนี้แล้ว“...”“จะเก็บเป็นความลับระหว่างเราสองคนก็ได้”“...”“ไปก่อนนะคะ” ผมพูดกับน้องมนต์ที่นั่งน้ำตาร่วงเผาะหน้าแดงก่ำอยู่ที่เก้าอี้ ไม่ได้ทำอะไรหลังจากนั
[พาร์ท : ตะขวด]ตอนนี้ผมมาหยุดยืนอยู่หน้าป้ายที่ขึ้นว่า ‘BTS สำโรง’มือผมกำชับของแข็งที่เหน็บในกางเกงรุ่นเก๋าที่จิ๊กเงินพ่อมาซื้อประมาณตัวละสามพันไว้แน่น ใส่แบบไม่ซักจนแม่งเปื้อนฝุ่นในโรงรถเต็มไปหมด แต่นี่แหละคือความคลาสสิกของลูกผู้ชายไม่ต้องถามว่าของแข็งที่ว่าคืออะไร มันไม่ใช่*วยแน่นอนก็แค่พกมีดยาวเท่าแขนเอง คิดอะไรกันมาก“ไอ้เหี้ยเจ BTS ขึ้นไงวะ” ผมหันไปถามเพื่อนที่มาเป็นกลุ่ม เพราะแม่งเป็นครั้งแรกที่นั่ง BTS เอาจริงๆ พวกผมมันถนัดรถเมล์ไม่ก็วินมอไซค์หน้าปากซอยมากกว่า “มึงไม่นั่งรถเมล์ไปวะ กูไม่เคยขึ้น BTS”“ไอ้ห่านั่นมันอยู่สยาม ป่านนี้รถติดจะตายห่า ถ้าจะขึ้นรถเมล์ไปมึงคงถึงตอนสามทุ่มอ่ะ เอามั้ยล่ะไอ้ขวด”“แล้วถ้ายามแม่งตรวจจับมีดที่กูพกในกางเกงอ่ะ”“เมียกูบอกมันขึ้น BTS บ่อย เดี๋ยวนี้ยามหละหลวม มึงไม่ต้องห่วงหรอก” ไอ้เจเพื่อนรักตบบ่าผมหนักแน่น เพราะช่วงหลังๆ เหมือนน้องนิดหน่อยแฟนมันบอกว่ายามปล่อยปละละเลยไม่ค่อยได้สแกนตรวจโลหะแล้ว “ก่อนห่วงเรื่องมีดกูว่ามึงห่วงรองตีนส้นเหล็กที่มึงใส่มาก่อน”อีกฝ่ายว่าพลางพยักเพยิดไปทางรองเท้าหนังประจำสายอาชีวะหัวร้อน ที่ทั้งหัวรองเท้าและส้นรองเท้า
ตรงนั้นมัน...“เฮ้ย” ผมรีบผละออกทันที น้องมนต์ยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นแบบอับอายสุดกู่ ผมที่ทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์แบบนี้ถึงกับชี้นกชี้ฟ้า “นี่อะไรอะ”“อะ... ฮึก”“หนูฉี่ราดอ่อ?”น้องมนต์ร้องไห้ออกมาอย่างหนักทันที เธอคงขายหน้าจนหยุดไม่อยู่ ขาเรียวเล็กและขาวจัดสั่นระริก น้องเอามือปิดหน้าอยู่แบบนั้น ในขณะที่ผมจะผละออก วางขาน้องลงทันทีน้องฉี่ราดว่ะ เหมือนกลัวมากจนเผลอเล็ดออกมามันไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับผม แต่ออกจะเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกแย่ อาจจะดูเหมือนผู้ชายเหี้ยๆ คนนึงที่คิดแต่เรื่องกามๆ แต่ก็คงเป็นงั้นจริงๆ สงสัยผมรุกหนักเกินไป เด็กมันเลยกลัวจนเป็นแบบนี้รู้สึกละอายใจ แต่เพราะนิสัยเลวๆ ที่ติดเป็นนิสัย ผมทำทีเป็นยิ้มแห้งๆ ออกมา“อะ... ออกไปนะ” น้องไล่ผมด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่ากำลังหวาดกลัวสุดขีด “... ไม่เอาแล้ว”“เอาเป็นว่า” ผมเกาคางตัวเอง ท่ามกลางเสียงห่าฝนมันพาลทำให้นึกอะไรไม่ออก จะแก้ต่างอะไรให้ตัวเองงั้นเหรอ? ในเมื่อผมทำลงไปซะขนาดนี้แล้ว“...”“จะเก็บเป็นความลับระหว่างเราสองคนก็ได้”“...”“ไปก่อนนะคะ” ผมพูดกับน้องมนต์ที่นั่งน้ำตาร่วงเผาะหน้าแดงก่ำอยู่ที่เก้าอี้ ไม่ได้ทำอะไรหลังจากนั
“กินเหล้ามาอะ ค่อนข้างเมา ขอหอมดับเมาหน่อยได้ปะ”“ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวพ่อมาเห็น” หนูห้ามเขา ลุกลนจนปากสั่นไปหมด พออยู่ใกล้กันแบบนี้กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปหมด หัวใจหนูเต้นแรงมากๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจฟังเลยพี่ขวดใช้ลิ้นปลดกระดุมหนูอีกเม็ดจนมันเผยไหปลาร้าของหนู หนูหน้าแดงก่ำ แต่อยู่ในท่าทางที่ไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลย พอขยับตัวพี่ขวดก็จะบีบเอวหนูจนรู้สึกเจ็บคนตัวใหญ่กว่าเงยหน้าขึ้นมามอง ใบหน้าเราอยู่ห่างกันแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น พี่ขวดมองหนูด้วยแววตาหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก เขาใช้มือข้างที่ว่างดันหน้าท้องหนูจนหนูหงายหลังกระแทกลงกับเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ“หนูขาวอมชมพูมาก” เขาพูดออกมาด้วยสีหน้าคลั่งไคล้แบบบอกไม่ถูก “ที่เคยคุยมามีแต่ดำๆ ไม่ขาวจัดแบบนี้เลยว่ะ”“พะ พี่ขวด” หนูเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเพื่อเตือนสติเผื่อว่าอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาจากอาการเมามายจนน่ากลัว แต่มันไม่เป็นผลเลยสักนิดพี่ขวดนั่งคุกเข่าตรงระหว่างขาของหนูด้วยท่าทางที่อันตรายมากๆ ดวงตาของเขาฉ่ำปรือ และใบหน้าของเขาก็ประจันหน้าอยู่ตรง ‘นั้น’ พอดี หน้าหนูร้อนจนชาเมื่อเขาเอานิ้วโป้งมาปาดลิ้นสากแล้วเริ่มปลดกระดุมหนูที่เหลือออกด้วยมือแทน
หนูนั่งหลบสายตาพ่อระหว่างที่กินข้าวด้วยกันจะทำยังไงดีล่ะ พี่ขวดเล่นพูดกับพ่อไปแบบนั้นแล้วด้วยพ่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกินข้าวโดยไม่พูดไม่จาอะไรกับหนูเลยสักคำเดียว ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหนูเลยด้วยซ้ำ หนูเม้มปากแน่น ในขณะที่จะยื่นช้อนมาตักผัดผักใส่กุ้งใส่จานข้าวให้พ่ออย่างเกร็งๆพ่อนิ่งไป แต่ก็ยอมตักผัดผักที่หนูตักให้เข้าปากหนูคลี่ยิ้ม ถึงพ่อจะดุ ตีหนูบ่อยๆ แต่พ่อก็รักหนูเสมอ“ไอ้ผู้ชายคนนั้นน่ะ” พ่อโพล่งขึ้นมา หนูสะดุ้งเมื่อได้ยินว่าพ่อพูดถึงพี่ขวด แทบสำลักข้าวที่เคี้ยวอยู่ในปากเลย “มันเป็นแฟนแกจริงเหรอมนต์?”หนูกระแอมไอเพราะข้าวไหลลงคอไปด้วยอารามตกใจ ก่อนที่จะก้มหน้างุด“... ก็” หนูอึกอัก ต้องตอบไปว่ายังไงดีนะ เพราะพี่ขวดคงไม่ยอมเลิกราวีหนูแน่ๆ “ก็น่าจะใช่ค่ะ”“คบกันตั้งแต่ตอนไหน”“วะ... วันนี้ค่ะ”“คุยกันมานานเท่าไหร่แล้ว ถึงตกลงไปคบกับมัน” คราวนี้หนูอึกอักไปพักใหญ่เลย จะตอบกลับยังไงดี“กะ... ก็หลายเดือน... ค่ะ” สุดท้ายหนูก็เลือกที่จะโกหกพ่อออกไป เพราะกลัวพี่ขวดมากจนขึ้นสมอง หนูคงรู้ล่ะมั้งคะว่าพี่ขวดจะตามมายุ่งวุ่นวายอีกเรื่อยๆ เพราะเขารู้ที่อยู่ของหนูแล้วด้วยพ่อรวบช้อนทันที เงยหน
“ถามว่าเข้าใจไหม?” เขาย้ำอีกทีตอนที่เขยิบเอาไหล่ที่เต็มไปด้วยรอยสักมาชนหน้าอกหนู หนูสะดุ้งโหยงเลย แทบจะร้องไห้ออกมาด้วย“ขะ เข้าใจค่ะ” สุดท้ายก็ลงเอยต้องตอบกลับไปแบบนี้ทั้งที่ในใจไม่เต็มใจเลยสักนิดแต่ยังไม่ทันที่พี่ขวดจะพูดอะไรออกมามากกว่านี้พลั่ก!ไม้หวายของพ่อก็พุ่งเข้ากระแทกศีรษะของเขาอย่างแรงจนพี่ขวดที่ไม่ทันตั้งตัวทำรถคว่ำเซเกือบล้มตึงไป หนูที่แทบจะล้มลงไปด้วยเกิดอาการตกใจเลยกรี๊ดออกมา พอๆ กับที่ได้ยินเสียงทุ้มใหญ่พ่อดังก้องอยู่หน้าบ้าน“มึงเป็นใคร ทำไมมากับลูกสาวกู!!”“ไอ้เชี่ย!” พี่ขวดสบถคำหยาบคายออกมาเสียงดังลั่นตอนที่แฮนด์รถกระแทกพื้น เขาขยับรถกลับมาตั้งตรงตามเดิม ในขณะที่หนูที่เผลอดึงชายเสื้อช็อปสีเทาของเขาเอาไว้ต้องรีบชักมือออกอย่างตกใจ เลิ่กลั่กมองไปทางพ่อที่กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาที หันไปมองร่างสูงข้างหน้าที่กุมศีรษะตัวเองที “โยนมาทำเหี้ยไรวะไอ้แก่!!”หนูอ้าปากค้าง พอๆ กับที่พ่อที่เข้ามาประชิดตัวได้กระชากคอเสื้อของเขามาชิดใบหน้าทันที“... มึงเรียกใครว่าไอ้แก่ฮะ?”[พาร์ท : ตะขวด]ผมเหลือบมองผู้ชายวัยกลางคนเบ้าหน้าดุดันที่กระชากคอเสื้อผมไว้จนตัวแทบลอย รอยตีนกาบนหน้าทำเอ
[พาร์ท : ตะขวด]ผมนั่งดูทีวีในม่านรูดจนง่อยกินไปได้ไม่ถึงห้าชั่วโมง น้องมนต์ก็มีสายเรียกเข้า ตอนแรกผมเหลือบตามองว่าเป็นใครเพราะอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหวงขึ้นมาซะดื้อๆ ทั้งๆ ที่น้องมนต์ไม่ได้เต็มใจด้วยซ้ำ แต่พอรู้ว่าเป็นพ่อเธอผมก็ยิ้มกริ่มน้องมนต์ที่หน้าซีดเซียวเดินหนีไปคุยกับพ่อที่หน้าประตู น้องคุยเสียงค่อยมาก แต่ได้ยินลางๆ ว่าพ่อมาตามกลับบ้านอะไรทำนองนั้นพอวางสาย เธอก็แทบจะร้องไห้ออกมา ตอนที่ละล่ำละลั่กบอกผมว่า“ถะ... ถ้าไม่กลับบ้านก่อนหกโมงเย็นพ่อจะตีหนูนะคะ”ผมแหงนหน้ามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังห้อง เข็มนาฬิกาตีขึ้นที่ 5.30 นาที ก่อนที่จะไหวไหล่ พ่อท่าทางจะดุ แต่คงสู้กูไม่ได้หรอกครับ“เค๊” ผมมันเป็นผู้ชายที่ทั้งเฟี้ยวและว่าง่ายสุดๆ “เดี๋ยวพี่ไปส่ง”หน้าน้องมนต์เหมือนจะขาดใจตายตรงนั้น“มะ ไม่ได้นะคะ ถ้าพ่อรู้พ่อต้องตีหนูแน่ๆ”“กลัวไรอ่ะ เดี๋ยวให้พ่อเธอตีพี่แทนก็ได้” พูดไปงั้น ลองตีผมดิผมจะสวนให้ แก่ๆ ก็ไม่เว้นหรอก “บ้วนปากแปป”“... พี่คะ” คนตัวเล็กน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาตอนที่ผมเดินผ่านตัวเธอจะเข้าไปบ้วนปากถ่มน้ำลายทิ้งในห้องน้ำโรงแรม “ขอร้องนะคะ อย่าไปส่งหนูเลยนะ”ผมเลิกคิ้ว อะไรที่ทำให้น้อ
“แต่งงานกับพี่ดีไหม” อีกฝ่ายเบิกตาโตเมื่อกูพูดออกมาโต้งๆ “พอดีพี่ชอบหนูมาก เห็นครั้งแรกก็แบบตกหลุมรักเลยอะ แบบรอได้ ถ้าจะได้สปาร์คจอยด้วย”“...”“ถือว่าวันนี้เราเข้าม่านรูดด้วยกัน เป็นแฟนกันแล้วนะ” ผมทึกทักเอาเอง เพราะผมชอบแล้วผมต้องได้อะ อีกอย่างก็ไม่เคยมีแฟนเป็นจริงเป็นจัง ผมยังซิงแถมไร้เดียงสารู้จักแค่โลกต่อยตี เลยไม่รู้ว่าควรต้องจีบผู้หญิงยังไง “ฝากไปบอกแม่ด้วย”“...!!”ก็ผมสปาร์คกับน้องตั้งแต่แรกพบอะ แล้วผมก็ต้องได้น้องมาเป็นแฟนด้วย[จบพาร์ท : ตะขวด]หนูนั่งกำมือที่สั่นเทาอยู่บนหน้าตัก ระหว่างที่พี่ขวดคนนั้นเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำโรงแรมอาจจะดูไม่ฉลาดเลยที่เขาเข้าไปอาบน้ำแล้วปล่อยหนูอยู่ในห้องคนเดียวแบบนี้ แต่หนูกลับไม่กล้าที่จะลุกเดินออกไปเปิดประตูเพื่อหนีออกไปจากที่นี่ละ... แล้วจะลุกไปได้ยังไงล่ะคะก็พี่ขวดเขาเปิดประตูห้องน้ำเอาไว้นี่“ไม่มาอาบด้วยกันจริงดิ” เสียงทุ้มดังออกมาจากภายในห้องน้ำในนาทีนั้น หนูสะดุ้งโหยง พาให้ขนลุกซู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “สบู่ที่นี่หอมสลัด แถมมีน้ำอุ่นด้วยนะ”“มะ ไม่ค่ะ” เสียงหนูค่อยมากจนแทบกลืนหายไปในลำคอ“*วยพี่แข็งด้วย มาช่วยหน่อยดิ”“มะ... ไม่ค่
“ห้าชั่วโมง”“สามร้อยบาทค่ะ ขอพร้อมบัตรประชาชนนะคะ” ผมล้วงแบงค์ร้อยสามใบวางลงบนเคาน์เตอร์อย่างลวกๆ ถูมือไปมาอย่างหมายมาดตอนที่ล้วงบัตรประชาชนในกระเป๋ากางเกงส่งให้พนักงานหญิงแก่ที่ยืนหน้าตึงอยู่ตรงเคาน์เตอร์เก่าๆป้าพนักงานผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ คนนั้นให้ผมเขียนชื่อตัวเองลงไปในใบเอกสารอะไรสักอย่าง ในขณะที่จะเหลือบมองไปทางน้องมนต์คนสวยที่ยืนสะอื้นซิกๆ ทำตาปริบๆ อยู่ข้างหลังผมสัมผัสได้ว่าน้องส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางป้าด้วย ผมเลยหันกลับไปมอง แล้วน้องก็สะดุ้งโหยง เพราะสายตาผมเตือนครั้งที่หนึ่ง ประมาณว่าอย่าขอความช่วยเหลือ ไม่งั้นจะไม่จบที่น้ำเดียว!“ไม่ทราบว่า...” ป้าอ้าปากพูดขึ้นมา ผมรีบเปลี่ยนสายตาหันไปมองด้วยสีหน้าใสซื่อ “น้องผู้หญิงอายุถึงสิบแปดหรือยังคะ เห็นใส่ชุดนักเรียน ถ้าไม่ถึงไม่สามารถเปิดห้องให้ได้นะคะ”ชิบหายผมก็ลืมว่าน้องอายุเท่าไหร่เลยไง“ถึงครับ” พูดไปแบบขายผ้าเอาหน้ารอด แต่น้องบอกว่าสิบแปด ก็ถึงจริงๆ “พอดีแฟนผมชอบแต่งชุดนักเรียนย้อนวันวาน จริงๆ ถึงแล้วครับ”“อ๋อค่ะ” พนักงานมองหน้าน้องมนต์ที่ทำหน้าตื่นกับคำแก้ตัวของผม “พอดีช่วงนี้มีพวกโรคจิตลักพาตัวเด็กนักเรียน ม.ปลาย มาข
“ขอสปาเดเห้ด้วยได้ปะ?”หนูเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเพราะพูดไม่ออก จนเพื่อนพี่เขาคนหนึ่งที่ตัวสูงๆ หน้าดุๆ ไม่แพ้กันต้องเดินมาตบศีรษะเขาอย่างแรงพลั่ก!“เฮ้ย!!” พี่ผู้ชายหน้าดุที่พยายามคุกคามหนูอยู่ตรงหน้าสบถออกมาเสียงดังลั่นจนหนูสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่คืนสติเขารีบหันไปเอาเรื่องเพื่อนทันที “ไอ้เจ มึงตบหัวกูทำไมเนี่ย!”“ตลกดีนะไอ้ขวด จะจีบนักเรียนแต่ไปขอเขาเ*ด” หนูตัวสั่นอีกครั้งเมื่อเขาหันมามอง ก่อนที่จะตบหัวพี่ที่ชื่อขวดคนนั้นไปอีกที “คุกคามงี้น้องเขาแจ้งตำรวจได้นะไอ้สัส”“เมียเก่าไม่พร้อมให้สปาร์ค แต่กูไม่แคร์ กูจะหาคนสปาร์คใหม่” พี่ผู้ชายที่ชื่อขวดมีแววตาหมายมาด เขาเหลือบมามองหนูที่ยืนตัวสั่นไม่หาย เพราะนอกจากเขาจะมองมาที่หนูด้วยสายตาจาบจ้วงไม่พักแล้ว พวกลูกน้องของเขาที่ยืนอยู่อีกชานชาลาหนึ่งก็ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยมองหนูที่ยืนตัวสั่นอย่างสนใจ “พอดีว่าสนใจคนนี้ จะเอาคนนี้อ่ะ”หยาบคายที่สุดเลย“ถามความสมัครใจเด็กก่อนไหม” เพื่อนของเขาคลึงขมับตอนที่พูดอย่างมีเหตุผล หนูเลยคิดว่าพี่ที่ชื่อเจดูน่าจะคุยง่ายกว่าคนอื่นๆ นิดหน่อย“นะ... หนูมีเงินค่ะ” หนูโพล่งขึ้นมาเพราะคิดเอาเองว่าที่เขาเข้ามาคุกคามแบบ
เมื่อตั้งใจไว้แล้วต้องทำจริง ผมเดินกร่างเข้าไปใกล้คู่รักนักเรียน พวกน้องๆ จะเดินตามกันมา แต่ผมยกมือปรามไว้ เป็นสัญญาณว่า ไม่ต้องผมล้วงกระเป๋าเกงตอนที่ไปยืนด้านหลังเด็กผู้หญิง เธอมัดผมม้าผูกโบว์สีขาว ผมสีดำขลับยาวระเอวคอดกิ่ว ลุคดูเรียบร้อย มากับไอ้เด็กผู้ชายอีกคนที่มันไม่เจ๋งเท่าผม ไม่เท่ ไม่เฟี้ยวเท่า เอาเป็นว่าคนที่เหมาะกับเธอ คือผมดันตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับคนที่อายุน้อยกว่าไม่มากเท่าไหร่ (ผมอายุ 20)ผมจงใจยืนชิดกับเธออย่างตั้งใจ ไอ้เด็กผู้ชายข้างๆ จึงเริ่มส่งสายตาเหมือนจะส่งสัญญาณเตือนน้องผู้หญิงกลายๆ ในขณะที่เจ้าของผมดำขลับยาวถึงเอว น้องหน้ามนเหล่มองมาทางผมที่ยืนเก๊กอยู่ด้านหลัง ก่อนที่เธอจะหันกลับไป ตัวเริ่มสั่นนิดๆ“เราว่าลงป้ายหน้าไหมมนต์ เราไปส่งเอง” ไอ้เด็กนั่นที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนเธอจงใจโพล่งออกมาราวกับตั้งใจพูดให้ได้ยิน ผมคิ้วกระตุกนิดๆ จับมีดยาวที่อยู่ใต้กางเกงไว้แน่น แต่อย่างน้อยก็รู้สึกดีที่ได้รู้ชื่อหญิงที่หมายตาชื่อมนต์เหรอ ชื่อน่าค้นหาดีนะ อารมณ์เหมือนสวยจนต้องมนต์อะไรแบบนั้น“อะ อื้ม” เสียงหวานครางรับเบาๆ ผมกระตุกยิ้ม เสียงโคตรน่ารักเลยครับ“ชื่อไรน้อง” เมื่อเห็น