ขณะเดียวกัน พิรัชก็ไม่ได้รั้งรอที่จะให้กานดาจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้ เขานั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่ในวันเดียว ไม่ว่าจะมีปัญหากับเจ้านายใหญ่หรือไม่ แต่เพราะความเป็นห่วงเวียงพิงค์ที่เขารักและเอ็นดูเหมือนน้องสาว เมื่อไปถึงจึงให้แท็กซี่ไปส่งบ้านของเวียงพิงค์ตามที่อยู่ที่เคยจดไว้ แต่ช้าไปเสียแล้วเพราะเวียงพิงค์ไม่ได้อยู่ที่บ้าน มีเพียงหนานคำเท่านั้นที่อยู่ และเหตุผลที่เวียงพิงค์ไม่อยู่คือ เธอคลอดก่อนกำหนด หนานคำจึงได้พาพิรัชไปโรงพยาบาลทันทีช่วงเวลาเดียวกันนั้น เวียงพิงค์กับอิงฟ้าก็อยู่โรงพยาบาล เพื่อรอเข้าห้องคลอดเรียบร้อยแล้วด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น เพราะเป็นท้องแรกเวียงพิงค์ไม่รู้ต้องทำอย่างไรจะเบ่งอย่างไร และเจ็บมากไหม “แม่ พิ้งค์กลัว” เวียงพิงค์ถามพลางเอื้อมมือไปจับมารดาเอาไว้ ระหว่างที่กำลังรอให้ห้องพยาบาลเคลียร์เสียก่อน“ไม่ต้องกลัวนะลูก เจ็บแปบเดียวเดี๋ยวก็หายแล้ว เข้าไปด้านในเดี๋ยวคุณหมอก็จะบอกว่าทำยังไง” อิงฟ้าปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ค่ะแม่ แต่พิ้งค์ปวดท้องมากอาการมันเหมือนอยากเบ่ง” “คงอยากออกมา รอคุณหมอเคลียร์ห้องนะ จะได้เข้าไปแล้ว ใจเย็นๆ นะลูก”“ค่ะ” เวียงพิงค์ตอบแ
“คุณแม่... ผมรู้ว่าผมทำไม่ดีกับเธอ จนเธอต้องหนีไปแบบนี้ ผมรู้สึกผิดมาตลอด แต่ที่รู้สึกช้าเพราะทบทวน ถามตัวเองว่าคิดถึงเธอหรือเปล่า ขาดเธอได้ไหม ผมพยายามต่อต้านใจตัวเอง แต่สุดท้ายผมก็ไม่เคยลืมเธอ” เขาสารภาพด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ลูกแม่มีความรักเหรอ ลูกไม่เคยรักใคร” เคียร่าถามยิ้มๆ“ผม... คือ” เขาดูอึกอักไม่กล้าตอบ เพราะไม่กล้าฟันธงตัวเอง“ถ้าไม่ทำเขาท้องจะรักเขาไหมไอ้ตี๋ ห๊า!” หัสนัยน์แทรกขึ้นน้ำดังลั่น “ป๋า เรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้ป๋ากับแม่รู้ คือเหตุผลที่พิ้งค์คว้าชัยชนะทุกอย่างเอาไว้ได้ก็เพราะ... เพราะผมอยากอยู่ใกล้พิ้งค์ ต้องการพิ้งค์ ผมแค่เห็นรูปสมัครของเธอ แล้วห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย” “ก็เลยทำให้พิ้งค์ชนะทุกคนเพื่อให้เข้ามาทำงาน แล้วแกก็จับกินอร่อยเลย อย่างนั้นเหรอ” บิดาแทรกขึ้น“ครับ” คาเมรอนก็กล้าตอบได้อย่างฉะฉานเสียจนบิดาอยากจะหักคอ“ถ้ามั่นใจว่าใช่ ก็ไปเถอะลูก แม่กับป๋าจะดูแลบริษัทแทน” มารดาอนุญาตง่ายๆ เสียอย่างนั้น “คุณเข้าข้างมันมากเกินไปหรือเปล่า เพราะอย่างนี้ไงถึงได้ทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่มีความรับผิดชอบ”“หรือคุณจะไม่ให้ลูกไปคะ ดีเสียอีกที่ลูกกล้ารับผิดชอบ ดีกว่าปล่อยให้มั
กระทั่งเวลาผ่านไป เกือบสี่โมงเย็น มะเหมี่ยวเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เวียงพิงค์อีกครั้งก่อนจะกลับบ้าน เพราะไม่ได้พักค้างคทน แต่มาเช้าเย็นกลับฉะนั้นกลางคืนเวียงพิงค์อยู่กับลูกตามลำพัง แต่ขณะที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวซึ่งอยู่ใต้ถุนของบ้าน มะเหมี่ยวก็ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอด เธอจึงรีบวิ่งออกไปดูทันที เห็นชายหนุ่มแปลกหน้าที่จัดว่าหล่อมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เปิดประตูลงจากรถด้วยทางทีสุขุมน่าเกรงขาม “ขอโทษนะคะคุณมาหาใคร” มะเหมี่ยวรีบถามทันที “คือ บังเอิญผมถามทางมา หลังนี้ใช่บ้านพิ้งค์หรือเปล่า” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอึกอักไม่มั่นใจว่าจะใช่ “ใช่ ใช่ค่ะ คุณมีธุระอะไรกับพี่พิ้งค์ค่ะ หนูเป็นพี่เลี้ยงของน้องเจฟาน ลูกพี่พิ้งค์น่ะค่ะ” เจฟานอย่างนั้นหรือ “เจฟานเหรอ ให้ตาย” เขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า เวียงพิงค์จะตั้งชื่อลูกว่า เจฟานตามที่เขาบอกพิรัชไป“ไปบอกพิ้งค์ทีว่าผมเอ่อ... ผมคาเมรอนมาหา หวังว่าเธอจะลงมา” คาเมรอนค่อนข้างจะหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย“ถ้าอย่างนั้นคุณรออยู่ข้างล่างได้ไหมคะ เดี๋ยวหนูจะไปบอกพี่พิ้งค์ให้” “ขอบคุณครับ” เมื่อรับคำเสร็จมะเหมี่ยวจึงรีบวิ่งขึ้นบ้านเพื่อไปตามเวียงพิงค์
“ลูกเหรอคะ คุณไม่ได้ตั้งใจทำ ฉันแค่อยู่ในฐานะนางบำเรอ แล้วคุณจะมาเรียกร้องรับผิดชอบอะไรตอนนี้ ฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบ ชีวิตของลูกฉัน ฉันดูแลเองได้” น้ำเสียงของเธอหนักแน่นเสียจนเขาหวาดกลัวว่าเธอจะไม่ยอมคืนดีอีกเลย “เราไม่ได้รักกันเหรอพิ้งค์ คุณมองข้ามคำนั้นไปได้หรือเปล่า”“คุณเป็นคนยัดเยียดคำนั้นให้กับฉันเอง และนางบำเรออย่างฉันไม่จำเป็นต้องรักใคร”“แต่ผมรักคุณ ผมคิดถึงคุณ ได้โปรดให้โอกาสผมสักครั้งนะ” หากเป็นเมื่อก่อนเธออาจจะยอมใจอ่อนกับคำว่ารักก็เป็นได้ แต่พูดตอนนี้มันสายเกินไป เพราะเธอเข้าใจว่าเขาต้องการลูกจึงทำทุกอย่าง “มันไม่มีความหมายสำหรับฉันอีก กลับไปได้แล้วอย่าให้ไล่อีกครั้ง” เธอตัดใจพูดก่อนจะเอี้ยวตัวเพื่อที่จะเดินกลับเข้าบ้าน แต่เขาจะไม่มีวันไปไหนอีกแล้ว เขาไม่อยากเสียเธอและลูกไปพร้อมกับหัวใจที่แทบจะแตกสลายอีก“จะต้องให้ทำยังไง บอกผมสิ แต่อย่าไล่กันแบบนี้อีกเลย อย่าเดินไปจากผม พิ้งค์” คาเมรอนพยายามอ้อนวอนขณะที่เวียงพิงค์กำลังจะเดินจากไป“ทำยังไงเหรอคะ คุณคิดว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนเพื่อชดใช้ในสิ่งที่คุณทำไว้กับฉัน ตั้งแต่เรารู้จักกันจนถึงวันนี้ที่ฉันไม่มีคุณ มันยาวนานเกินกว่
“ปล่อย! คุณไม่มีสิทธิ์บังคับฉันได้อีกแล้ว” เวียงพิงค์พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดไปจากอ้อมแขนของเขา พร้อมกับใช้กำปั้นทุบตีแขนใหญ่ๆ ที่โอบกอดเธอเอาไว้แน่นตุบ! ตุบ! ตุบ!“พิ้งค์! ผมขอร้องอย่าทำแบบนี้ ผมจะไม่ไปไหนจะอยู่ให้คุณทรมานที่นี่ ให้สาแก่ใจและสาสมกับสิ่งที่ผมทำ ได้โปรด” เมื่อได้ยินคำพูดขอร้องอ้อนวอนของเขาก็ทำให้เธอหยุดดิ้นทันที เขาจึงคลายอ้อมกอดไว้หลวมๆ เธอจึงอาศัยจังหวะนี้ดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนจนเป็นผลสำเร็จ“หน้าด้านหน้าทน ไล่ก็ไม่ยอมไป ได้! อยากอยู่นักใช่ไหม โน่นข้างล่างที่ของคุณ และอย่าเหยียบขึ้นมาบนนี้ อย่ามาแตะต้องลูกของฉัน”“พิ้งค์!” เขาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเพราะเธอบอกให้อยู่ข้างล่างซึ่งเป็นใต้ถุนโล่งไม่มีที่กำบังเลย นอกจากแคร่กับโซฟาไม้ไว้รับแขก“อยากอยู่นักนี่ เชิญ! ไปสิ!” เธอออกปากไล่เมื่อเห็นอาการอึ้งพูดไม่ออกของเขา“ให้ผมขึ้นมาดูลูกวันละครั้งได้ไหม” ได้คืบจะเอาศอกเชียวนะ เธอคิดพลางมองหน้าเขาด้วยแววตาดุกร้าวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน“ไม่ ลงไป... เดี๋ยวนี้” นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอใจแข็งที่สุด เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นหลายเดือน มันทำให้ลืมผู้ชายใจร้ายอย่างคาเมรอนไม่ล
“พิ้งค์” เขาเอ่ยเรียกเธอลอยๆ ราวกับคนเพ้อ แต่เธอก็ไม่ได้ใยดีเลยแม้แต่น้อย เพราะมองเขาเพียงแว๊บแรกเท่านั้น แล้วก็เดินลงบันไดเพื่อจะนำจานอาหารลงมาเก็บที่ห้องครัว พอคาเมรอนเห็นดังนั้นจึงรีบเดินกลับเข้าบ้าน หวังว่าจะได้พูดคุยอะไรกับเธอบ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะเดินถึงใต้ถุน เธอก็สวนกลับออกมาเสียก่อน และดูเหมือนว่าเธอไม่อยากมองหน้าเขาเสียด้วยซ้ำ“พิ้งค์! คือ...” เขาเรียกเธอเอาไว้ซึ่งทำให้เธอชะงักแต่ไม่หันมามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว“ต้องการอะไรอีก” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบทันที“ผม... อยากเห็นหน้าลูก” เขามีอาการอึกอักอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลัวว่าเธอจะหาเรื่องว่าให้อีก“ได้คืบจะเอาศอก ฉันให้คุณอยู่ที่นี่ได้มันก็เกินพอแล้ว ใช่ว่าฉันจะมีความสุขที่เดินขึ้นลงบ้านแล้วเห็นหน้าคุณ” พอพูดจบเธอก็รีบเดินกลับขึ้นบ้านทันที “คุณคงจะขยะแขยงผมมากสินะ” เขาตะโกนถามไล่หลังไปเช่นกัน“ฉันขยะแขยงและสะอิดสะเอียนคุณตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินคำดูถูกของคุณ คุณคาเมล พอใจหรือยัง” ให้ตายสิทำไมคำพูดแต่ละประโยคที่เปล่งออกมาจากปากของเวียงพิงค์ ถึงได้ทำให้เขาเจ็บหัวใจได้ถึงเพียงนี้นะ เขาเลวร้ายกับเธอมากมายขนาดนี้เชียวหรือ“ให้ตา
“แค่นี้ก็ทนไม่ได้เหรอเรา” เขาถามตัวเองพลางส่ายหน้าก่อนจะหันไปหากระเป๋าเดินทางเพื่อหยิบเอาเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมใส่ให้คลายความหนาว แล้วจึงทิ้งตัวลงไปนอนเช่นเดิม และด้วยความอ่อนเพลียจึงทำให้เขาผล็อยหลับไปอีกครั้ง คราวนี้เขานอนยาวกระทั่งถึงหกโมงเช้า รู้สึกตัวอีกทีคือมะเหมี่ยวมาถึง และเตรียมอาหารอยู่ให้ห้องครัว เขาจึงค่อยๆ พยุงตัวให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขยับ รู้สึกปวดหัวหนึบๆ เพราะนอนไม่เต็มอิ่ม แต่ต้องจำใจลุกเพราะเป็นห่วงคนบนบ้านมากที่สุด จึงถือโอกาสนี้เข้าไปถามมะเหมี่ยวให้รู้เรื่องว่าเวียงพิงค์เป็นอะไร“เอ่อ ขอโทษนะครับ รู้หรือเปล่าว่าพิ้งค์เป็นอะไร เหมือนมีอาการเจ็บหน้าอก” คาเมรอนเอ่ยถามขึ้นทำให้มะเหมี่ยวชะงักมือที่กำลังทำอาหารแล้วหันมาหาเขาทันที“หนูทำให้คุณตื่นเหรอคะ” มะเหมี่ยวถามอย่างเกรงใจ“เปล่า ผมนอนไม่ค่อยหลับน่ะ” “คือพี่พิ้งค์เจ็บหน้าอกน่ะค่ะ น้ำนมไม่ค่อยไหล รูตรงที่น้ำนมไหลออกมาอาจจะเล็ก น้องก็ดูนมแรง ดูดนาน พี่พิ้งค์ให้นมน้องแต่ละครั้งน้ำตาแทบไหลแน่ะค่ะ เห็นบอกว่าเจ็บบริเวณเอ่อ... เอ่อ”“พูดมาเถอะ ไม่ต้องอายหรอก” “ตรงปลายน่ะค่ะ ส่วนบริเวณเต้านมก็บวม ตึงคัด อันนี้ฟังจ
“นั่นสิ” เธอเสริมขึ้นพลางเมินหน้าหนี “เมื่อกี๊ผมเห็นพิ้งค์ทำอะไร เอ่อ...” “ไม่ใช่เรื่องของคุณ เอาไป ถ้าอยากทำนัก” เธอบอกอีกครั้งก่อนจะยื่นแก้วที่เพิ่งจะบีบน้ำนมเสร็จให้กับเขา ทว่าเขาก็รับไปอย่างงงๆ ก่อนจะก้มหน้ามอง“มองอะไร ก็ไปใส่ขวดนมสิ จะได้ป้อนลูก” ป้อนลูกอย่างนั้นหรือ เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็รีบปฏิบัติทันที “ใส่ขวดนมที่วางหัวเตียงหรือเปล่า” เขาถามด้วยตื่นเต้นเล็กน้อย “ใช่!” เธอตอบแบบขอไปที แต่เท่านี้เขาก็ดีใจจะแย่แล้ว จากนั้นจึงได้รีบทำคือเปิดขวดนมขวดเล็กๆ ก่อนจะเทน้ำนมในแก้วใส่ลงไปได้ประมาณสองออนตามที่มองเห็น เรียบร้อยแล้วเขาจึงขยับไปหาบุตรชาย ขณะที่เขากำลังจะป้อนนมให้นั้นก็ต้องชะงัก เลือดของความเป็นพ่อวิ่งพล่านไปทั้งตัวด้วยความตื้นตันและตื่นเต้น พลางมองใบหน้าแสนไร้เดียงสา ผิวพรรณขาวอมชมพู ดวงตากลมโตสีน้ำตาล จมูกโด่ง แม้จะยังเป็นทารกแต่ก็ดูออกว่าโด่งมาก ริมฝีปากสีแดง ลูกของเขาหน้าเหมือน... “ลูกหน้าเหมือน...” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ ทว่าเธอก็แทรกขึ้น“หน้าเหมือนพ่อ เสียดายที่พ่อของเจฟานตายแล้ว ไม่งั้นเขาคงจะได้เห็นว่าลูกหน้าเหมือนเขามาก” ให้ตายสิ เธอประชดเขาได้น่าหมั่นไส้มาก หมั่นไส
“อ๊ะ! ซี๊ดดดด อ่า คาเมล” ด้วยความเสียวซ่านทำให้เธอกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความคิดถึง ความปรารถนา และทะยานพุ่งสู่จดหมายที่ปลายขอบฟ้า ร่างบางกระตุกเกร็งและแอ่นสะโพกยกขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาจิกที่ตัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาเพื่อปลดปล่อยความทรมาน ผ่านไปชั่วครู่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายล่องลอยราวกับอยู่กลางท้องฟ้า เสียงหายใจหอบพร่ากระชั้นด้วยความเหนื่อย คาเมรอนยังคงอ้อยอิ่งจูบซับความหวานกระทั่งพอใจ แล้วจึงขยับกายขึ้นไปหาพร้อมกับจูบที่ริมฝีปากบางอย่างปลอบโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งผ้าห่มที่อยู่ปลายเท้าขึ้นมาคลุมให้ แล้วยิ้มหวานพลางเอื้อมมือขึ้นเสยผมที่เลื่อนมาปิดใบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน แต่เวียงพิงค์แปลกใจไม่น้อยที่เขายอมทำตามคำขอร้องของเธอ “ทำไมคุณถึงได้ยอม ทั้งที่เมื่อก่อน...” เธอถามอย่างแปลกใจ“เมื่อก่อนผมไม่ยอมใช่ไหม จะเอาให้ได้ใช่หรือเปล่า ก็ตอนนี้ร่างกายคุณไม่โอเคจะให้ผมบังคับเหรอ คุณจะไม่เกลียดผมมากกว่านี้หรือยังไง” เขากระซิบบอกเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าจูบที่หน้าผากเนียนเบาๆ แต่เนิ่นนานจนไม่อยากจะละจากกันเลยทีเดียว“ผมรักคุณ” เขากระซิบเบาๆ อีกครั้งทว่าหลั
เท่านั้นยังไม่พอมือหนาซุกซนของเขาลูบเข้ามาจนถึงเรียวขาด้านใน ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับเนินสวาทอวบนุ่ม แต่เขากลับต้องชะงักเพราะมันเกลี้ยงเกลาสะอาดจน... “พระเจ้า” เขาครางออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นพลางลูบไล้ฝ่ามือลงบนเนินสวาทช้าๆ พร้อมกับบดเบียดนิ้วแกร่งกับช่อกุหลาบนุ่มๆ อย่างเอาใจ สร้างความเสียวซ่านให้กับหญิงสาวจนแทบคลั่ง เพราะไม่ได้อยู่ใกล้เขามานาน “อื้อ! ไม่ได้ค่ะ ไม่เอา” เธอเริ่มห้ามปรามอีกครั้งพร้อมกับผลักมือของเขาออก “ทำไมไม่ได้ ผม... ผมเอ่อ” เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกขัดใจชอบกล แต่ไม่ได้หงุดหงิดอะไรเพียงแต่ร่างกายของเขากำลังต้องการเท่านั้นเอง “พิ้งค์เพิ่งคลอด คุณเข้าใจไหมคะ คุณหมอเย็บไหมละลาย ถ้าละลายแล้วก็ใช่ว่าคุณจะ...” เธอบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อืม! ผัวเมียอยู่ด้วยกันมันก็ต้องการจะให้ทำยังไงครับจ๋า หืม” ให้ตายสิเขาโมเมคิดว่าเธอใจอ่อนแล้วสิท่า “ไม่ต้องทำ ปล่อยพิ้งค์” พอเธอพูดจบเท่านั้นแหละเขาก็ตวัดเธอเข้าไปกอด “ไม่ทำไม่ได้ คุณหมอสั่ง” คนบ้ามาอ้างอิงคำสั่งหมอ หมอไม่ได้สั่งให้มีอะไรกันเสียหน่อย เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว เธอคิดพลางมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “หมอไม่ได้สั่งแบบนี
“คุณหนีผมมาทำไม ทิ้งผมมาทำไม ที่สำคัญไม่บอกผมสักคำว่าท้อง” “พิ้งค์ไม่ได้มีค่ากับคุณ เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะคุณรังแกพิ้งค์ ลูกเกิดมาเพราะคุณไม่ได้ตั้งใจ และคิดเหรอว่าคุณจะรับผิดชอบ” เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่รับผิดชอบ ผมเป็นคนนะ และคนๆ นี้ก็รักคุณ ไม่ได้ดูดายเมื่อรู้ว่าคุณมาที่นี่”“หึ ไม่ได้ดูดายอย่างนั้นเหรอคะ คุณไม่ได้สนใจพิ้งค์ด้วยซ้ำ”“โรงพยาบาลที่ราคาถูกผิดปกติ แท็กซี่เจ้าประจำของคุณ และค่าใช้จ่ายในบ้านที่แม่คุณอาจจะหยิบยื่นให้ สงสัยหรือเปล่า” ให้ตายสิอย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเขา เธอคิดและได้แต่ร้องไห้“ผมอยากมาหาคุณเหลือเกินพิ้งค์ แต่เพราะผมโง่ถึงรอคอยอะไรบ้าๆ จนทำให้คุณโกรธผมขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผมไม่เคยอยู่ห่างคุณกับลูกเลย” “คุณเป็นคน... เป็นฝีมือคุณ” “เป็นฝีมือผม ใช่ ผมอยากดูแลคุณอยากรับผิดชอบ แต่เพราะรู้ว่าคุณเกลียดผมมาก หากคุณรู้ก็กลัวว่าคุณไม่รับ ขอโทษนะครับได้ไหม” เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบด้วยความรู้สึกหลากหลาย บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร“ให้โอกาสผมได้ไหม เริ่มต้นกันใหม่นะครับ”“พิ้งค์เป็นแค่... พิ้งค์ไม่มีค่าอะไร” เธอยังคงคิดว่าตัวเองต่ำต้อ
“แต่คุณน่ะทะลึ่ง ไปไหนก็ไปพิ้งค์ง่วง จะนอนแล้วไม่ต้องมากวนด้วย” พอพูดจบเธอก็คลานขึ้นเตียงทันทีแล้วแสร้งทำเป็นหลับ คาเมรอนจึงออกมาจากห้อง เพื่อจะเข้าครัวทำอาหารที่หมอแนะนำ นั่นคือแกงเลี่ยงเพียงอย่างเดียวก่อน แม้ว่าจะทำไม่เป็นก็ตาม แต่อ่านวิธีทำแล้วเข้าใจ ทุกอย่างก็ง่ายในทันที เมื่อลงมือทำเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้เวียงพิงค์จะต่อต้าน แต่การทะเลาะกันนิดหน่อยเหมือนเป็นสัญญาณดี เพราะอย่างน้อยเวียงพิงค์ไม่ได้ขับไล่ไสสงเขาอย่างหนักหน่วง เหมือนวันแรกที่มาเหยียบที่นี่จ “หวังว่าคงจะทานได้นะครับ” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ เพราะไม่มั่นใจว่ามันจะอร่อยเพียงใด แต่แกงเลี่ยงก็มีแต่ผัก ทานได้หรือไม่ได้ก็ต้องทาน พอทำเสร็จแล้วจึงตักใส่ถ้วยขนาดพอดีไม่ใหญ่มาก เพื่อให้เวียงพิงค์ได้ซดน้ำอุ่นๆ เขาคงไม่รอให้เธอพักผ่อนก่อนหรอก เพราะมั่นใจว่าเธอยังไม่หลับ จึงได้นำแกงเลียงขึ้นไปให้เพราะอยากนำเสนอมาก เขาชิมเองก็โอเค หากเธอรับประทานเข้าไปแล้วน่าจะอร่อยแน่ๆ เขาคิดพลางเดินขึ้นไปบนบ้าน แต่เธอไม่ได้อยู่ในห้องจังหวะเดียวกันนั้น เวียงพิงค์ออกมาจากห้องน้ำพอดีและแทบจะร้องกรี้ด ด้วยความตกใจเพราะเธอใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจาก
“พิ้งค์พยายามจะเชื่อ แต่เชื่อไม่ลง อย่าพูดให้เหนื่อยเลยค่ะและออกไปพิ้งค์ อยากอยู่คนเดียว” เธอออกปากไล่อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจออกไปจากห้องด้วยอาการคอตก พยายามที่จะไม่ท้อแท้กับกิริยาหรือคำพูด ที่เธอพูดเสียดแทงหัวใจ เพราะเขารู้ตัวดีและจำได้ว่าเคยพูดให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้วอย่างไม่น่าให้อภัย “แค่สองวันก็จะทนไม่ได้แล้วเหรอเรา ทีทำร้ายเขาเต็มๆ หนึ่งอาทิตย์ ทิ้งให้อุ้มท้องคนเดียวจนคลอดอีก เขายังทนได้ หึ เอาเลยพิ้งค์อยากจะลงโทษผมให้สาแก่ใจ ให้เจ็บปวดเจียนตายก็เอา” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ และไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้เพียงแต่อยากสงบจิตใจเท่านั้นเองขณะเดียวกันมะเหมี่ยวซื้อของเสร็จก็รีบกลับมาทันที พร้อมทั้งขอตัวกลับบ้านเพราะเที่ยงแล้ว เนื่องจากว่าคาเมรอนให้ทำงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่เวียงพิงค์ต้องถามเหตุผลกันเสียหน่อยว่าทำไมถึงกลับก่อนเวลาสองวันแล้ว“มีอะไรบอกพี่ตรงๆ ก็ได้นะเหมี่ยว ที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เวียงพิงค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่มะเหมี่ยวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ“คือเหมี่ยว ไม่มีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรอกค่ะ แต่แบบว่าพี่พิ้งค์มีคุณเขาดูแลแล้ว เหมี่ยวเลยอยากจะดูแลพี่พิ้งค์ช่วงเช้าครึ่งวันน่ะค่ะ” “
“ก็ได้ครับ” ว่าแล้วเขาก็ค้นหาเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเพื่อจะเข้าไปอาบน้ำ ชำระร่างกายภายในห้องนอนนี่เอง ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนี้มะเหมี่ยวก็ทำอาหารเช้าสำหรับเวียงพิงค์และคาเมรอน เสร็จแล้วเธอก็ขึ้นมาหาเวียงพิงค์ทันที“พี่พิ้งค์สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะคุณ...” มะเหมี่ยวทักทายทั้งสองคนพลางยกมือไหว้“เมื่อวานไปทำธุระครึ่งวันทำไมไม่บอกพี่ล่ะ” เวียงพิงค์ตำหนิเล็กน้อยทว่ามะเหมี่ยวกลับปรายตามองคาเมรอนแทน“คือหนู มันด่วนมากน่ะค่ะเลยไม่ทันได้บอก แต่ฝากบอกผ่านสามีพี่พิ้งค์แล้วนะคะ” สามีอย่างนั้นหรือ ใครสั่งใครสอนให้พูด หรือว่าเขาบอกเอง เวียงพิงค์คิดอย่างไม่พอใจก่อนจะหันมามองมาคาเมรอนที่ยืนอยู่ปลายเตียง“เหมี่ยวเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่ะครับ” “คุณเสี้ยมคนของพิ้งค์มากกว่า” “ผมเปล่า กับข้าวเสร็จหรือยัง เอาขึ้นมาให้พี่พิ้งค์ไป แล้วเดี๋ยวจะได้พาพี่พิ้งค์ไปหาหมอ” “พิ้งค์ไม่ได้บอกว่าจะไปนะคะ” การที่เธอไม่ตอบนั่นแหละว่าตกลงแล้ว เขาคิด“ไปเอากับข้าวขึ้นมานะ” คาเมรอนไม่ได้พูดกับเวียงพิงค์แต่หันไปสั่งมะเหมี่ยวแทน“ได้ค่ะคุณ” มะเหมี่ยวรับคำเสร็จก็ออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง“ค
“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นพลางกอดเธอเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับชั่วโมง เวียงพิงค์หยุดสั่นแล้วและคิดว่าอาจจะหลับสนิท แต่คาเมรอนไม่ได้หลับด้วย ตลอดเวลาที่กอดเวียงพิงค์เอาไว้ มันทำให้รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดหลายเดือน พยายามบอกตัวเองไม่ได้ว่าคิดถึงเธอ จึงไม่ยอมตามมาง้อ แต่ให้คนติดตามความเคลื่อนไหวและคอยช่วยเหลืออยู่ จนทนไม่ไหวต้องมาหาด้วยตัวเองเพราะความคิดถึงและนี่น่าจะเป็นกอดแรกที่เขาไม่อยากจะปล่อยเลยแม้แต่นิดเดียว “ผมคิดถึงคุณนะพิ้งค์ คิดถึงคุณเหลือเกิน” เขาเอ่ยกับร่างบางที่หลับสนิทเพราะหากพูดต่อหน้าเธอตรงๆ ก็คงไม่กล้าเช่นกัน“ทำยังไงคุณถึงจะยกโทษให้ผมนะ” เวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพราะได้อยู่ใกล้กัน หากวันพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็ไม่แน่ใจว่าเวียงพิงค์อาจจะโกรธเขามากกว่าเดิมก็เป็นได้ ข้อหาขึ้นมานอนร่วมบนเตียงตลอดทั้งคืนคาเมรอนแทบนอนไม่หลับ เพราะบางครั้งเวียงพิงค์ก็มีอาการหนาวสั่น เขาก็ต้องอาศัยอ้อมกอดอุ่นๆ เพื่อคลายความหนาวให้กับเธอ แต่ผ่านไปอีกสักหน่อยเจฟานก็ลุกขึ้นมากินนม เขาก็ต้องลุกขึ้นไปอุ้มเจฟานมาให้ ทำอย่างนี้ตลอดทั้งค
“อย่ามาโกหกดีกว่าครับ เอาเป็นว่าผมนอนข้างนอกก็ได้ แต่คุณต้องเปิดประตูทิ้งเอาไว้ ผมจะได้เห็น” “นี่บ้านฉันคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอีกแล้ว” เธอว่า และเขาไม่ได้สั่ง แต่เป็นห่วงต่างหาก“ผมไม่ได้สั่งแต่ขอร้อง ผมเป็นห่วงคุณนะครับพิ้งค์ ไม่ได้คิดที่เข้าไปข้างในเสียหน่อย” “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นอนหน้าห้อง” เธออนุญาตน้ำเสียงเรียบ“ขอบคุณครับ แล้วลูกหลับหรือยัง” ถามราวกับว่าเป็นลูกของตัวเอง“หลับแล้ว แล้วไม่ต้องเข้าไปในห้อง” เธอห้ามด้วยน้ำเสียงเข้ม ก่อนจะเอี้ยวตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง คาเมรอนจึงวางกระเป๋าเดินทางไว้ตรงประตู แล้วนั่งพิงผนังด้านเดียวกับประตูนั่นเอง ผ่านไปสักห้านาทีเวียงพิงค์ก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับหมอนและผ้าห่ม วางกองเอาไว้ตรงหน้าเขาพอดี ดูเหมือนเธอเป็นห่วงแต่สีหน้าบูดบึ้ง เขาจึงมองเครื่องนอนสลับกับเงยหน้ามองเธอ“มองอะไร สงสัยอะไร” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ชวนหาเรื่องเสียเหลือเกิน“อ๋อ ใครจะกล้าล่ะครับ คือ... จะเข้านอนแล้วเหรอครับ” “ถ้าไม่เข้านอนตอนนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ลุกบ่อยรู้แล้วนี่คะ” เธอตอบเสียงเรียบพลางเมินหน้าหนี“อย่าปิดประตูนะครับ เผื่อว่าลูกตื่นร้องไห้แล้วคุณลุกไม่
“ก็ต้องลองทานดูครับ ผมทำได้เท่านี้ แต่อยากให้ทานอุ่นๆ จะได้มีแรง เดี๋ยวลูกก็ตื่นคุณก็ต้องอาบน้ำให้แกอีก” เขาบอกอย่างมีเหตุผล แต่ใช่ว่าเธอจะญาติดีกับเขาหรอกนะ แค่อยากมีแรงดูแลลูกเท่านั้นเอง“ก็เอามาสิคะ” เธอสั่งน้ำเสียงเรียบอีกครั้งแต่ยังดีที่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างหรือพูดไม่มีหางเสียง และเมื่อเธอยอมที่จะรับประทานเขาจึงยกเฉพาะถ้วยโจ๊กมาให้เท่านั้นเวียงพิงค์รับถ้วยโจ๊กมาถือเอาไว้ ขณะที่เขากลับยิ้มบางๆ อย่างพอใจ แต่เธอไม่ได้สังเกตเพราะมองที่ถ้วยโจ๊กและบอกไม่ถูกว่ามันน่ารับประทานแค่ไหน แค่รู้จักใส่ต้นหอมผักชีเท่านี้ก็น่าอร่อยแล้ว จากนั้นเธอจึงใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาเป่าแล้วชิมคำเล็กๆ โดยที่คาเมรอนก็นั่งลุ้นตัวโก่งเพราะกลัวว่าจะไม่อร่อยพลางสังเกตสีหน้าของเธอด้วย“เป็นไงครับ โอเคไหม” เขาถามอย่างตื่นเต้น เพราะอยากให้เธอตอบว่าอร่อยเหลือเกิน“ไม่โอเคค่ะ” เธอตอบน้ำเสียงเรียบทำเอาคาเมรอนหน้าเจื่อนไปเลยทีเดียว“ไม่อร่อยเลยเหรอครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด และน่าสงสารเลยทีเดียว เวียงพิงค์จึงมองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะตักโจ๊กรับประทานต่อไป“มันไม่โอเค เพราะมันไม่มีชิ้นเนื้อเลย มีแต่