“นี่มันคันใหญ่ จะไปกันสองคน เอาคันเล็กมา” คาเมรอนบอกเสียงเรียบพลางปรายตามองเวียงพิงค์อยู่ตลอด พีระจึงได้ล้วงเอากุญแจแบบรีโมทให้กับเจ้านาย เพราะระดับรถหรูคันเล็กที่คาเมรอนบอกนั้น พีระเป็นดูแล“นี่ครับ ขับช้าๆ นะครับจะได้ปลอดภัย” “อืม” คาเมรอนรับกุญแจมาเรียบร้อยแล้วจึงหันไปหาเวียงพิงค์ เพื่อประคองให้ลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องรับแขก ตรงไปที่โรงเก็บรถทันที “เอ่อ คุณคะ นั่นโรงเก็บรถเหรอคะ” เวียงพิงค์ชี้นิ้วมือไปทางด้านข้างของบ้านเพราะมันอยู่ไกล“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า” เขาหันมาถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“คือพิ้งค์รอตรงนี้ได้ไหม ไกลจังค่ะ” เธอลองขอไปอย่างนั้นเองทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ เพราะไม่ใช่ผู้หญิงที่คาเมรอนต้องคอยเอาใจนี่นะ ทว่าเขากลับปรายตามองเธอแบบไม่พูดไม่จา งานนี้ก็ต้องอาศัยลูกอ้อนอีกแล้ว ทั้งที่ไม่อยากทำ “จ๋าขา พิ้งค์เดินไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ปวดหัวแล้วก็เพลียมาก” น้ำเสียงเธอออดอ้อนแสนหวานราวกับลูกแมวน้อย พลางก้มหน้าต่ำลงอย่างขวยเขิน เมื่อเขาได้ยินดังนั้นแทบอยากจะเปลี่ยนเป็นอุ้มขึ้นบ้านแทนการไปหัวหินเลยทีเดียว “เดินไม่ไหวก็รออยู่ตรงนี้” เขาบอกเสียงเรียบดวงตาคมกริบฉายแววเฉยชา ก่อนจะปล่อ
“ดูเหมือนจะงอน ผมจูบน้อยเกินไปเหรอ” เขาถามเสียงเรียบแต่มีแววตาเจ้าเล่ห์ที่เธอไม่เห็น“ไม่! ไม่ค่ะ พอแล้ว หันไปขับรถได้แล้วค่ะ” เธอขึ้นเสียงกับเขาเพราะความตกใจ แล้วผ่อนลงเบาๆ เพราะกลัวว่าจะเสียมากกว่าจูบ ที่สำคัญกลาวันแสกๆ ก็ไม่เว้น“หึๆ” เขาหัวเราะชอบใจ ก่อนจะหันกลับไปตั้งสติแล้วขับรถออกไปจากริมถนนแต่ระหว่างที่ขับรถอยู่นั้นเขาก็สังเกตท่าทีของเวียงพิงค์ว่าจะมีความสุข ตื่นเต้น หรือดีใจหรือเปล่าที่ได้อยู่กับเขาและไปเที่ยวด้วยกัน ทว่าเธอกลับวางเฉยตลอดระยะเวลาเดินทาง แทบจะไม่มีเสียงสนทนาคุยกันเลย และมีบางครั้งที่เขารู้สึกว่าทุกอย่างเงียบกริบ พอหันไปมอง เวียงพิงค์ก็หลับสนิทแล้ว คงจะอ่อนเพลียจากยาที่รับประทานเข้าไปแล้วออกฤทธิ์ อีกทั้งร่างกายอ่อนเพลียจากฝีมือเขา “ผมใจร้ายกับคุณเกินไปหรือเปล่า ลูกแมวน้อย” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงหม่น ก่อนจะเอื้อมมือไปกุบกระชับมือของหญิงสาวเอาไว้อย่างอ่อนโยน แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเวียงพิงค์เป็นเพียงผู้หญิงที่เขาซื้อมาเท่านั้นก็รีบชักมือกลับทันที แล้วตั้งใจขับรถต่อไป“เห็นของสดใหม่เป็นไม่ได้ จะหวั่นไหวให้ได้เลยใช่ไหม” เขาถามตัวเองด้วยความหงุดหงิดใจ พลางกั
“ผมไม่ชอบคนช่างประชด ปากสวยๆ เก็บไว้ทำอย่างอื่นให้ผมดีกว่า แต่ถ้าไม่เลิกประชดล่ะก็ ผมจะจูบสั่งสอนทุกครั้งที่มีโอกาส” น้ำเสียงของเขาดุเข้มขึ้นพลางขบกรามแน่นราวกับไม่พอใจ “พิ้งค์ไม่ได้ประชด ก็แค่...” “แค่พูดว่ากรุณาเหรอ” นี่แหละที่เขาไม่ชอบล่ะ เมื่อพูดจบเขาก็รั้งแขนเธอให้เดินเข้าโรงแรมตัวปลิวชนิดที่ไม่สนใจว่าเธอยังอ่อนเพลียอยู่ และไม่สนใจด้วยว่าจะเดินไหวหรือไม่“คุณๆ พิ้งค์เจ็บขาด้านใน ถ้าจะลากกันก็ปล่อย” เธอบอกพลางสะบัดข้อมือกระทั่งหลุดและหยุดเดินทันที“นี่ ผมไม่เคยเห็นใครสำออยเท่าคุณมาก่อนเลยนะ จะเจ็บอะไรกันนักหนา ผู้หญิงคนอื่นไม่เห็นบ่นเหมือนคุณ ทำไมต้องเสแสร้งแกล้งว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียเต็มประดา ทั้งที่ผ่านใครมาบ้างก็ไม่รู้ และเรื่องนี้จะมาหาว่าเป็นความผิดของผมไม่ได้” เขาขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจและดูถูกหาว่าเธอไม่บริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ เขาน่าจะรู้ว่ารุนแรงกับเธอแค่ไหน “งั้นก็ปล่อยพิ้งค์ไป แล้วไปตามคนอื่นคนนั้นมาบำเรอคุณสิ” เธอเถียงกลับอย่างไม่ลดละ“หึ นี่แค่วันแรกนะ ยังเหลืออีกหกวัน ผมจะเอาให้คุ้ม ให้อิ่ม และคุณต้องเจออีกเยอะ มานี่ไม่ต้องสำออย” พูดจบเขาก็คว้าแขนเธอให้เดินต
“คือ... เอ่อ พิ้งค์...” เธอยังอ้ำอึ้งอยู่เขาจึงก้มลงจูบแนบแน่นที่ริมฝีปากบางเสียเลย จูบหวานอ่อนโยนและโหยหาทำให้เวียงพิงค์ยอมจูบตอบเขาอย่างเต็มใจ เผยให้เขาใช้ลิ้นอุ่นสอดแทรกสู่โพรงปากหวานอย่างช่ำชอง ลิ้นหวานตวัดเกี่ยวเพื่อสัมผัสและรับรู้รสรักของกันและกัน เวียงพิงค์แทบอ่อนระทวยในอ้อมแขนแข็งแรง ยอมให้เขามอบความสุขให้แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นมันจะเจ็บปวดเธอก็ต้องทำใจ“อืม” เขาจูบเนิ่นนานจนเผลอครางอย่างพอใจ ก่อนจะหักดิบถอนจูบออกมาเพราะยังไม่อยากเตลิดหรือจัดการเธอในเวลานี้ ประโยคพูดก่อนที่จะเข้ามาโรงแรม แค่ขู่ให้กลัวเท่านั้นเอง แต่หากจะทำจริงๆ มันก็ได้เหมือนกัน แต่เขาสงสารเธอนี่สิ“น่าแปลกที่ผมอยากจูบคุณนานๆ” เขาเอ่ยพลางเอื้อมมือลูบไล้ศีรษะเธอเบาๆ อารมณ์บางอย่างทำให้เขาอยากจะทำแบบนี้ มองเธอในระยะใกล้ๆ ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าเธออยู่ในฐานะอะไร และที่สำคัญเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับผู้หญิงอย่างว่าเลย แต่ต้องยอมรับว่ากับเวียงพิงค์ เขายัดเยียดความเป็นผู้หญิงไม่ดีให้กับเธอ เพียงเพราะว่าอยากจะเชยชมความสวยน่ารักและบริสุทธิ์ อย่างที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน จึงต้องทุ่มสุดตัว
กระทั่งเวลาผ่านไปสักพัก คาเมรอนเผลอหลับด้วยความอ่อนเพลีย ในอ้อมกอดมีสาวน้อยร่างเล็ก นอนซุกซบใบหน้าอยู่บนอกกว้าง พร้อมกับเสียงหายใจที่ดังสลับกัน แต่เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วย่อมตื่นตัวได้เองตามธรรมชาติ เวียงพิงค์ค่อนข้างที่จะได้พักผ่อนเต็มที่ ทำให้ขยับตัวก่อน แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายแสนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจด้วย และทันทีที่รู้สึกตัวตื่นเธอกลับอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก พอจะขยับตัวกลับขยับไม่ได้จึงลืมตาขึ้น และเห็นว่าไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเพียงคนเดียว เธอมองแขนแข็งแรงที่โอบกอดเอาไว้ ส่วนแขนของเธอกลับวาดกอดเอวเขาอย่างลืมตัว เท่านั้นยังไม่พอ ใบหน้าของเธอซบอยู่บนอกกว้าง ให้ตายสิ เธอคิดด้วยความตกใจจึงขยับตัวเพื่อที่จะลุกขึ้น แต่ความรู้สึกบางอย่างทำให้เธอชะงักและเงยหน้ามองคนตัวโตที่นอนหลับสนิท เวียงพิงค์ต้องยอมรับว่าวาบหวามทุกครั้งที่ได้มองหน้าเขา ตั้งแต่เห็นครั้งแรก ไม่คิดที่จะอาจเอื้อมเข้าใกล้ เพราะเขาไม่ต่างอะไรกับชายสูงศักดิ์ ลูกจ้างต่ำต้อยกับประธานบริษัทช่างห่างกันคนละชนชั้น นั่นคือสิ่งที่เธอแอบคิดอยู่ในใจและมันไม่มีวันเป็นจริง แต่เวลานี้นี่สิเธออยู่ในอ้อมกอดของเ
จูบที่เคยดุดันรุนแรงแทบจะขยี้ปากบางๆ จนพัง เวลานี้กลายเป็นความอ่อนโยนราวกับลืมตัว พร้อมกับส่งผ่านลิ้นอุ่นสอดแทรกสู่โพรงปากหวานอย่างช้าๆ ก่อนจะตวัดพันเกี่ยวกันอย่างดูดดื่ม จูบหวานทำให้เวียงพิงค์แทบจะอ่อนแรงในอ้อมแขนของเขา พลางยกแขนขึ้นตวัดรัดรอบคอของเขาเอาไว้ราวกับกลัวว่าตัวเองจะหลุดลอยคว้างกลางอากาศ“พิ้งค์ ผมต้องการคุณเหลือเกิน” เขาเริ่มบอกด้วยน้ำเสียงพร่าและอ่อนโยน ขณะที่ความปรารถนาภายในกายกำลังวิ่งพล่านไปทั่วทั้งตัว “คุณบอกว่ามีธุระ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบา“ผมใช้เวลาไม่นาน นะครับได้โปรด” เขากระซิบอ้อนวอนกลับไป “ใช้เวลาไม่นานแล้วพิ้งค์จะมีอารมณ์ร่วมได้ยังไง ถ้าคุณต้องการ พิ้งค์มีเวลาให้คุณทั้งคืนแต่ไม่ใช่ตอนนี้ พิ้งค์ขอพักนะคะ” น้ำเสียงหวานออดอ้อนกระซิบบอกเพื่อหวังจะให้ตัวเองรอดไปจากเงื้อมมือของเขา และต่อเวลาให้กับตัวเองด้วย หวังว่าเขาจะฟัง“สองครั้งแล้วนะที่พิ้งค์ไม่ให้ และผมต้องยอม” “แล้วยอมไหมคะ พิ้งค์จะไม่ต่อต้านคุณอีกแล้ว จะยอมทุกอย่างและจะเป็นเด็กดีของคุณ แต่ตอนนี้พิ้งค์อยากให้คุณสงสารพิ้งค์บ้าง” คำขอของเธอทำให้เขาเผยยิ้มกรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ พลางหรี่ตามองอย่างมีเลศน
ทันทีที่คาเมรอนพาเวียงพิงค์เดินเข้าไปถึงงาน เพื่อนผู้ชายทุกคนก็หันมามองคาเมรอนเป็นตาเดียว เพราะมาช้าที่สุด เนื่องจากว่าเพื่อนๆ นั้นมารวมตัวกันห้าคนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตก บางคนก็ควงสาวๆ สวยๆ มาร่วมด้วย และแน่นอนว่าทุกคนต้องแปลกใจเพราะคาเมรอนก็ควงมาเช่นกัน มันพลอยทำให้เวียงพิงค์รู้สึกอึดอัดไม่น้อย“เฮ้! คาเมล นึกว่าจะโทรมาบอกเสียก่อน” วิลเลี่ยมเพื่อนสนิทซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและเจ้าของงานเอ่ยพลางลุกขึ้นเดินมาต้อนรับ พร้อมกับสวมกอดคาเมรอนด้วยความยินดี “ขี้เกียจโทร แต่งตัวเสร็จก็ออกมาเลย” คาเมรอนตอบเสียงเรียบและมองเพื่อนๆ คนอื่นๆ แต่ทุกคนกลับให้ความสนใจกับสาวสวยที่มาด้วยแทน“จะไม่แนะนำสาวน้อยแสนสวยที่มาด้วยให้เราได้รู้จักหน่อยเหรอ” วิลเลี่ยมถามและมองหน้าเวียงพิงค์ด้วยสายตาแปลกๆ อีกทั้งยิ้มอย่างมีความหมาย“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจะไปแนะนำให้รู้จักพร้อมกัน” พูดจบคาเมเรอนจึงจูงเวียงพิงค์เดินมาหาเพื่อนๆ “เฮ้! คาเมลไม่เจอกันนานเลยนะเพื่อน” ฮาเวิร์ดเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเอ่ยทักทายและลุกขึ้นสวมกอดคาเมรอนในทันที“ดีใจที่ได้เจอนาย แล้วก็ทุกคน” คาเมรอนบอกเสียงเรียบอีกครั้ง “ว้า
เวียงพิงค์เริ่มอึดอัดเพราะบรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ในผับท่ามกลางเสี่ยกระเป๋าหนัก และเสี่ยของเธอคือคาเมรอน อีกอย่างเท่าที่สังเกตผู้หญิงทุกคนที่ร่วมดื่มด้วย ก็คงหนีไม่พ้นผู้หญิงทำงานกลางคืน แต่ทุกคนสวยมาก สวยกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ ทว่าเวลานี้ไม่มีใครสนใจสาวๆ คนอื่นเลย นอกจากหันมาให้ความสนใจกับเธอ นี่ยังไม่เท่าไหร่ เพราะอารมณ์ของคาเมรอนนี่สิที่เธอแคร์ ดูเขาโกรธแน่ๆ“คุณพิ้งค์เนี่ย เป็นผู้หญิงที่โชคดีมากรู้หรือเปล่าครับ เพราะน้อยนักหรือแทบจะไม่มีเลยที่คาเมลจะพาใครมาแนะนำให้เรารู้จัก” วิลเลี่ยมเอ่ยขึ้นยิ้มๆ “ถ้าไม่แนะนำเราจะรู้จักชื่อกันอย่างนั้นเหรอคะ” เวียงพิงค์ตอบเสียงเรียบพลางก้มหน้าเล็กน้อย“นั่นสิฮะ ว่าแต่คาเมลคงหวงคุณน่าดูเชียว” ฮาเวิร์ดแทรกขึ้นพลางมองหน้าคาเมรอน แต่กลับพบว่าคาเมรอนนั่งนิ่งเอาแต่ดื่มเหล้าเท่านั้น“พวกนายเคยเห็นฉันหวงใคร” คาเมรอนตอบก่อนจะยกเหล้าขึ้นดื่ม“จริงเหรอวะ งั้นพวกเราก็โชคดี เอ่อคุณพิ้งค์ทานอะไรดีครับ ดูท่าทางคงจะหิวแน่เลย สปาร์เก็ตตี้หน่อยนะครับ” วิลเลี่ยมถามด้วยความเป็นห่วงในฐานะเจ้าของงาน“เอ่อยังก่อนค่ะ พิ้งค์ไม่ถนัดอาหารแบบนั้น” คำตอบของเธอทำให้คาเมรอนอดเป็นห
“อ๊ะ! ซี๊ดดดด อ่า คาเมล” ด้วยความเสียวซ่านทำให้เธอกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความคิดถึง ความปรารถนา และทะยานพุ่งสู่จดหมายที่ปลายขอบฟ้า ร่างบางกระตุกเกร็งและแอ่นสะโพกยกขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาจิกที่ตัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาเพื่อปลดปล่อยความทรมาน ผ่านไปชั่วครู่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายล่องลอยราวกับอยู่กลางท้องฟ้า เสียงหายใจหอบพร่ากระชั้นด้วยความเหนื่อย คาเมรอนยังคงอ้อยอิ่งจูบซับความหวานกระทั่งพอใจ แล้วจึงขยับกายขึ้นไปหาพร้อมกับจูบที่ริมฝีปากบางอย่างปลอบโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งผ้าห่มที่อยู่ปลายเท้าขึ้นมาคลุมให้ แล้วยิ้มหวานพลางเอื้อมมือขึ้นเสยผมที่เลื่อนมาปิดใบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน แต่เวียงพิงค์แปลกใจไม่น้อยที่เขายอมทำตามคำขอร้องของเธอ “ทำไมคุณถึงได้ยอม ทั้งที่เมื่อก่อน...” เธอถามอย่างแปลกใจ“เมื่อก่อนผมไม่ยอมใช่ไหม จะเอาให้ได้ใช่หรือเปล่า ก็ตอนนี้ร่างกายคุณไม่โอเคจะให้ผมบังคับเหรอ คุณจะไม่เกลียดผมมากกว่านี้หรือยังไง” เขากระซิบบอกเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าจูบที่หน้าผากเนียนเบาๆ แต่เนิ่นนานจนไม่อยากจะละจากกันเลยทีเดียว“ผมรักคุณ” เขากระซิบเบาๆ อีกครั้งทว่าหลั
เท่านั้นยังไม่พอมือหนาซุกซนของเขาลูบเข้ามาจนถึงเรียวขาด้านใน ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับเนินสวาทอวบนุ่ม แต่เขากลับต้องชะงักเพราะมันเกลี้ยงเกลาสะอาดจน... “พระเจ้า” เขาครางออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นพลางลูบไล้ฝ่ามือลงบนเนินสวาทช้าๆ พร้อมกับบดเบียดนิ้วแกร่งกับช่อกุหลาบนุ่มๆ อย่างเอาใจ สร้างความเสียวซ่านให้กับหญิงสาวจนแทบคลั่ง เพราะไม่ได้อยู่ใกล้เขามานาน “อื้อ! ไม่ได้ค่ะ ไม่เอา” เธอเริ่มห้ามปรามอีกครั้งพร้อมกับผลักมือของเขาออก “ทำไมไม่ได้ ผม... ผมเอ่อ” เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกขัดใจชอบกล แต่ไม่ได้หงุดหงิดอะไรเพียงแต่ร่างกายของเขากำลังต้องการเท่านั้นเอง “พิ้งค์เพิ่งคลอด คุณเข้าใจไหมคะ คุณหมอเย็บไหมละลาย ถ้าละลายแล้วก็ใช่ว่าคุณจะ...” เธอบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อืม! ผัวเมียอยู่ด้วยกันมันก็ต้องการจะให้ทำยังไงครับจ๋า หืม” ให้ตายสิเขาโมเมคิดว่าเธอใจอ่อนแล้วสิท่า “ไม่ต้องทำ ปล่อยพิ้งค์” พอเธอพูดจบเท่านั้นแหละเขาก็ตวัดเธอเข้าไปกอด “ไม่ทำไม่ได้ คุณหมอสั่ง” คนบ้ามาอ้างอิงคำสั่งหมอ หมอไม่ได้สั่งให้มีอะไรกันเสียหน่อย เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว เธอคิดพลางมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “หมอไม่ได้สั่งแบบนี
“คุณหนีผมมาทำไม ทิ้งผมมาทำไม ที่สำคัญไม่บอกผมสักคำว่าท้อง” “พิ้งค์ไม่ได้มีค่ากับคุณ เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะคุณรังแกพิ้งค์ ลูกเกิดมาเพราะคุณไม่ได้ตั้งใจ และคิดเหรอว่าคุณจะรับผิดชอบ” เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่รับผิดชอบ ผมเป็นคนนะ และคนๆ นี้ก็รักคุณ ไม่ได้ดูดายเมื่อรู้ว่าคุณมาที่นี่”“หึ ไม่ได้ดูดายอย่างนั้นเหรอคะ คุณไม่ได้สนใจพิ้งค์ด้วยซ้ำ”“โรงพยาบาลที่ราคาถูกผิดปกติ แท็กซี่เจ้าประจำของคุณ และค่าใช้จ่ายในบ้านที่แม่คุณอาจจะหยิบยื่นให้ สงสัยหรือเปล่า” ให้ตายสิอย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเขา เธอคิดและได้แต่ร้องไห้“ผมอยากมาหาคุณเหลือเกินพิ้งค์ แต่เพราะผมโง่ถึงรอคอยอะไรบ้าๆ จนทำให้คุณโกรธผมขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผมไม่เคยอยู่ห่างคุณกับลูกเลย” “คุณเป็นคน... เป็นฝีมือคุณ” “เป็นฝีมือผม ใช่ ผมอยากดูแลคุณอยากรับผิดชอบ แต่เพราะรู้ว่าคุณเกลียดผมมาก หากคุณรู้ก็กลัวว่าคุณไม่รับ ขอโทษนะครับได้ไหม” เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบด้วยความรู้สึกหลากหลาย บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร“ให้โอกาสผมได้ไหม เริ่มต้นกันใหม่นะครับ”“พิ้งค์เป็นแค่... พิ้งค์ไม่มีค่าอะไร” เธอยังคงคิดว่าตัวเองต่ำต้อ
“แต่คุณน่ะทะลึ่ง ไปไหนก็ไปพิ้งค์ง่วง จะนอนแล้วไม่ต้องมากวนด้วย” พอพูดจบเธอก็คลานขึ้นเตียงทันทีแล้วแสร้งทำเป็นหลับ คาเมรอนจึงออกมาจากห้อง เพื่อจะเข้าครัวทำอาหารที่หมอแนะนำ นั่นคือแกงเลี่ยงเพียงอย่างเดียวก่อน แม้ว่าจะทำไม่เป็นก็ตาม แต่อ่านวิธีทำแล้วเข้าใจ ทุกอย่างก็ง่ายในทันที เมื่อลงมือทำเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้เวียงพิงค์จะต่อต้าน แต่การทะเลาะกันนิดหน่อยเหมือนเป็นสัญญาณดี เพราะอย่างน้อยเวียงพิงค์ไม่ได้ขับไล่ไสสงเขาอย่างหนักหน่วง เหมือนวันแรกที่มาเหยียบที่นี่จ “หวังว่าคงจะทานได้นะครับ” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ เพราะไม่มั่นใจว่ามันจะอร่อยเพียงใด แต่แกงเลี่ยงก็มีแต่ผัก ทานได้หรือไม่ได้ก็ต้องทาน พอทำเสร็จแล้วจึงตักใส่ถ้วยขนาดพอดีไม่ใหญ่มาก เพื่อให้เวียงพิงค์ได้ซดน้ำอุ่นๆ เขาคงไม่รอให้เธอพักผ่อนก่อนหรอก เพราะมั่นใจว่าเธอยังไม่หลับ จึงได้นำแกงเลียงขึ้นไปให้เพราะอยากนำเสนอมาก เขาชิมเองก็โอเค หากเธอรับประทานเข้าไปแล้วน่าจะอร่อยแน่ๆ เขาคิดพลางเดินขึ้นไปบนบ้าน แต่เธอไม่ได้อยู่ในห้องจังหวะเดียวกันนั้น เวียงพิงค์ออกมาจากห้องน้ำพอดีและแทบจะร้องกรี้ด ด้วยความตกใจเพราะเธอใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจาก
“พิ้งค์พยายามจะเชื่อ แต่เชื่อไม่ลง อย่าพูดให้เหนื่อยเลยค่ะและออกไปพิ้งค์ อยากอยู่คนเดียว” เธอออกปากไล่อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจออกไปจากห้องด้วยอาการคอตก พยายามที่จะไม่ท้อแท้กับกิริยาหรือคำพูด ที่เธอพูดเสียดแทงหัวใจ เพราะเขารู้ตัวดีและจำได้ว่าเคยพูดให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้วอย่างไม่น่าให้อภัย “แค่สองวันก็จะทนไม่ได้แล้วเหรอเรา ทีทำร้ายเขาเต็มๆ หนึ่งอาทิตย์ ทิ้งให้อุ้มท้องคนเดียวจนคลอดอีก เขายังทนได้ หึ เอาเลยพิ้งค์อยากจะลงโทษผมให้สาแก่ใจ ให้เจ็บปวดเจียนตายก็เอา” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ และไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้เพียงแต่อยากสงบจิตใจเท่านั้นเองขณะเดียวกันมะเหมี่ยวซื้อของเสร็จก็รีบกลับมาทันที พร้อมทั้งขอตัวกลับบ้านเพราะเที่ยงแล้ว เนื่องจากว่าคาเมรอนให้ทำงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่เวียงพิงค์ต้องถามเหตุผลกันเสียหน่อยว่าทำไมถึงกลับก่อนเวลาสองวันแล้ว“มีอะไรบอกพี่ตรงๆ ก็ได้นะเหมี่ยว ที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เวียงพิงค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่มะเหมี่ยวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ“คือเหมี่ยว ไม่มีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรอกค่ะ แต่แบบว่าพี่พิ้งค์มีคุณเขาดูแลแล้ว เหมี่ยวเลยอยากจะดูแลพี่พิ้งค์ช่วงเช้าครึ่งวันน่ะค่ะ” “
“ก็ได้ครับ” ว่าแล้วเขาก็ค้นหาเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเพื่อจะเข้าไปอาบน้ำ ชำระร่างกายภายในห้องนอนนี่เอง ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนี้มะเหมี่ยวก็ทำอาหารเช้าสำหรับเวียงพิงค์และคาเมรอน เสร็จแล้วเธอก็ขึ้นมาหาเวียงพิงค์ทันที“พี่พิ้งค์สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะคุณ...” มะเหมี่ยวทักทายทั้งสองคนพลางยกมือไหว้“เมื่อวานไปทำธุระครึ่งวันทำไมไม่บอกพี่ล่ะ” เวียงพิงค์ตำหนิเล็กน้อยทว่ามะเหมี่ยวกลับปรายตามองคาเมรอนแทน“คือหนู มันด่วนมากน่ะค่ะเลยไม่ทันได้บอก แต่ฝากบอกผ่านสามีพี่พิ้งค์แล้วนะคะ” สามีอย่างนั้นหรือ ใครสั่งใครสอนให้พูด หรือว่าเขาบอกเอง เวียงพิงค์คิดอย่างไม่พอใจก่อนจะหันมามองมาคาเมรอนที่ยืนอยู่ปลายเตียง“เหมี่ยวเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่ะครับ” “คุณเสี้ยมคนของพิ้งค์มากกว่า” “ผมเปล่า กับข้าวเสร็จหรือยัง เอาขึ้นมาให้พี่พิ้งค์ไป แล้วเดี๋ยวจะได้พาพี่พิ้งค์ไปหาหมอ” “พิ้งค์ไม่ได้บอกว่าจะไปนะคะ” การที่เธอไม่ตอบนั่นแหละว่าตกลงแล้ว เขาคิด“ไปเอากับข้าวขึ้นมานะ” คาเมรอนไม่ได้พูดกับเวียงพิงค์แต่หันไปสั่งมะเหมี่ยวแทน“ได้ค่ะคุณ” มะเหมี่ยวรับคำเสร็จก็ออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง“ค
“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นพลางกอดเธอเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับชั่วโมง เวียงพิงค์หยุดสั่นแล้วและคิดว่าอาจจะหลับสนิท แต่คาเมรอนไม่ได้หลับด้วย ตลอดเวลาที่กอดเวียงพิงค์เอาไว้ มันทำให้รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดหลายเดือน พยายามบอกตัวเองไม่ได้ว่าคิดถึงเธอ จึงไม่ยอมตามมาง้อ แต่ให้คนติดตามความเคลื่อนไหวและคอยช่วยเหลืออยู่ จนทนไม่ไหวต้องมาหาด้วยตัวเองเพราะความคิดถึงและนี่น่าจะเป็นกอดแรกที่เขาไม่อยากจะปล่อยเลยแม้แต่นิดเดียว “ผมคิดถึงคุณนะพิ้งค์ คิดถึงคุณเหลือเกิน” เขาเอ่ยกับร่างบางที่หลับสนิทเพราะหากพูดต่อหน้าเธอตรงๆ ก็คงไม่กล้าเช่นกัน“ทำยังไงคุณถึงจะยกโทษให้ผมนะ” เวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพราะได้อยู่ใกล้กัน หากวันพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็ไม่แน่ใจว่าเวียงพิงค์อาจจะโกรธเขามากกว่าเดิมก็เป็นได้ ข้อหาขึ้นมานอนร่วมบนเตียงตลอดทั้งคืนคาเมรอนแทบนอนไม่หลับ เพราะบางครั้งเวียงพิงค์ก็มีอาการหนาวสั่น เขาก็ต้องอาศัยอ้อมกอดอุ่นๆ เพื่อคลายความหนาวให้กับเธอ แต่ผ่านไปอีกสักหน่อยเจฟานก็ลุกขึ้นมากินนม เขาก็ต้องลุกขึ้นไปอุ้มเจฟานมาให้ ทำอย่างนี้ตลอดทั้งค
“อย่ามาโกหกดีกว่าครับ เอาเป็นว่าผมนอนข้างนอกก็ได้ แต่คุณต้องเปิดประตูทิ้งเอาไว้ ผมจะได้เห็น” “นี่บ้านฉันคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอีกแล้ว” เธอว่า และเขาไม่ได้สั่ง แต่เป็นห่วงต่างหาก“ผมไม่ได้สั่งแต่ขอร้อง ผมเป็นห่วงคุณนะครับพิ้งค์ ไม่ได้คิดที่เข้าไปข้างในเสียหน่อย” “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นอนหน้าห้อง” เธออนุญาตน้ำเสียงเรียบ“ขอบคุณครับ แล้วลูกหลับหรือยัง” ถามราวกับว่าเป็นลูกของตัวเอง“หลับแล้ว แล้วไม่ต้องเข้าไปในห้อง” เธอห้ามด้วยน้ำเสียงเข้ม ก่อนจะเอี้ยวตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง คาเมรอนจึงวางกระเป๋าเดินทางไว้ตรงประตู แล้วนั่งพิงผนังด้านเดียวกับประตูนั่นเอง ผ่านไปสักห้านาทีเวียงพิงค์ก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับหมอนและผ้าห่ม วางกองเอาไว้ตรงหน้าเขาพอดี ดูเหมือนเธอเป็นห่วงแต่สีหน้าบูดบึ้ง เขาจึงมองเครื่องนอนสลับกับเงยหน้ามองเธอ“มองอะไร สงสัยอะไร” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ชวนหาเรื่องเสียเหลือเกิน“อ๋อ ใครจะกล้าล่ะครับ คือ... จะเข้านอนแล้วเหรอครับ” “ถ้าไม่เข้านอนตอนนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ลุกบ่อยรู้แล้วนี่คะ” เธอตอบเสียงเรียบพลางเมินหน้าหนี“อย่าปิดประตูนะครับ เผื่อว่าลูกตื่นร้องไห้แล้วคุณลุกไม่
“ก็ต้องลองทานดูครับ ผมทำได้เท่านี้ แต่อยากให้ทานอุ่นๆ จะได้มีแรง เดี๋ยวลูกก็ตื่นคุณก็ต้องอาบน้ำให้แกอีก” เขาบอกอย่างมีเหตุผล แต่ใช่ว่าเธอจะญาติดีกับเขาหรอกนะ แค่อยากมีแรงดูแลลูกเท่านั้นเอง“ก็เอามาสิคะ” เธอสั่งน้ำเสียงเรียบอีกครั้งแต่ยังดีที่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างหรือพูดไม่มีหางเสียง และเมื่อเธอยอมที่จะรับประทานเขาจึงยกเฉพาะถ้วยโจ๊กมาให้เท่านั้นเวียงพิงค์รับถ้วยโจ๊กมาถือเอาไว้ ขณะที่เขากลับยิ้มบางๆ อย่างพอใจ แต่เธอไม่ได้สังเกตเพราะมองที่ถ้วยโจ๊กและบอกไม่ถูกว่ามันน่ารับประทานแค่ไหน แค่รู้จักใส่ต้นหอมผักชีเท่านี้ก็น่าอร่อยแล้ว จากนั้นเธอจึงใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาเป่าแล้วชิมคำเล็กๆ โดยที่คาเมรอนก็นั่งลุ้นตัวโก่งเพราะกลัวว่าจะไม่อร่อยพลางสังเกตสีหน้าของเธอด้วย“เป็นไงครับ โอเคไหม” เขาถามอย่างตื่นเต้น เพราะอยากให้เธอตอบว่าอร่อยเหลือเกิน“ไม่โอเคค่ะ” เธอตอบน้ำเสียงเรียบทำเอาคาเมรอนหน้าเจื่อนไปเลยทีเดียว“ไม่อร่อยเลยเหรอครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด และน่าสงสารเลยทีเดียว เวียงพิงค์จึงมองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะตักโจ๊กรับประทานต่อไป“มันไม่โอเค เพราะมันไม่มีชิ้นเนื้อเลย มีแต่