เวียงพิงค์เริ่มอึดอัดเพราะบรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ในผับท่ามกลางเสี่ยกระเป๋าหนัก และเสี่ยของเธอคือคาเมรอน อีกอย่างเท่าที่สังเกตผู้หญิงทุกคนที่ร่วมดื่มด้วย ก็คงหนีไม่พ้นผู้หญิงทำงานกลางคืน แต่ทุกคนสวยมาก สวยกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ ทว่าเวลานี้ไม่มีใครสนใจสาวๆ คนอื่นเลย นอกจากหันมาให้ความสนใจกับเธอ นี่ยังไม่เท่าไหร่ เพราะอารมณ์ของคาเมรอนนี่สิที่เธอแคร์ ดูเขาโกรธแน่ๆ“คุณพิ้งค์เนี่ย เป็นผู้หญิงที่โชคดีมากรู้หรือเปล่าครับ เพราะน้อยนักหรือแทบจะไม่มีเลยที่คาเมลจะพาใครมาแนะนำให้เรารู้จัก” วิลเลี่ยมเอ่ยขึ้นยิ้มๆ “ถ้าไม่แนะนำเราจะรู้จักชื่อกันอย่างนั้นเหรอคะ” เวียงพิงค์ตอบเสียงเรียบพลางก้มหน้าเล็กน้อย“นั่นสิฮะ ว่าแต่คาเมลคงหวงคุณน่าดูเชียว” ฮาเวิร์ดแทรกขึ้นพลางมองหน้าคาเมรอน แต่กลับพบว่าคาเมรอนนั่งนิ่งเอาแต่ดื่มเหล้าเท่านั้น“พวกนายเคยเห็นฉันหวงใคร” คาเมรอนตอบก่อนจะยกเหล้าขึ้นดื่ม“จริงเหรอวะ งั้นพวกเราก็โชคดี เอ่อคุณพิ้งค์ทานอะไรดีครับ ดูท่าทางคงจะหิวแน่เลย สปาร์เก็ตตี้หน่อยนะครับ” วิลเลี่ยมถามด้วยความเป็นห่วงในฐานะเจ้าของงาน“เอ่อยังก่อนค่ะ พิ้งค์ไม่ถนัดอาหารแบบนั้น” คำตอบของเธอทำให้คาเมรอนอดเป็นห
“ห่วงเหรอ ฉันไม่เคยได้ยินนายพูดว่าห่วงใครนี่หว่า พิ้งค์เป็นคนแรกหรือเปล่าเนี่ย ออเด็กใหม่ลืมไป” วิลเลี่ยมยังคงเข้าใจว่าเวียงพิงค์เป็นผู้หญิงอย่างว่า“ก็ ก็ใหม่ มีอะไรหรือเปล่า” คาเมรอนตอบเสียงเรียบพลางยกเหล้าขึ้นจิบอีกครั้ง“เอ่อ ก็น่าสนใจนะ นายเช่ามาเฉพาะคืนนี้หรือเปล่าวะ” เช่าเหรอ ให้ตายสิเมื่อไหร่จะเลิกคิก“นี่ พิ้งค์ไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น” คาเมรอนเริ่มไม่พอใจอีกครั้ง“ฉันก็เห็นนายซื้อมาทั้งนั้นแหละคาเมล คนนี้ฉันก็รู้ว่านายซื้อมา พูดตรงๆ ขอรับช่วงต่อได้ไหม ฉันชอบว่ะดูซื่อๆ ไร้เดียงสาคงเหมือนลูกแมวน้อยละสิท่า” คำว่าขอรับช่วงต่อทำให้คาเมรอนถึงกับควันออกหูเลยทีเดียว ไม่คิดว่าวิลเลี่ยมจะกล้าพูดออกมาแบบนี้ แม้ว่าจะเคยทำก็ตาม แต่กับเวียงพิงค์ไม่มีทางแน่“ฉันบอกแล้วว่าพิ้งค์ไม่ใช่ และฉันไม่ให้ด้วย” คาเมรอนตอบอย่างหนักแน่น นั่นหมายความว่าหวงเอามากๆ“เออวะ ไม่เอาก็ได้ วันนี้เช่ามาตั้งสามคน ฉันไม่ยุ่งกับคนของแกก็ได้” วิลเลี่ยมแสร้งพูดไปอย่างนั้นเองทั้งที่หมายตาเวียงพิงค์เช่นกัน และถ้าเขาต้องการใครจะขวางได้ ก็แค่ผู้หญิงหาเงิน คาเมรอนก็ทำเป็นหวง สงสัยคงจะเด็ดดวง“นายคุยกับเพื่อนๆ ไปก็แล้วกันนะ ก
“คุณเคยรู้หรือเปล่า ว่าแต่คืนวันคาเมลนอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า”“คุณวิล คุณบอกฉันเรื่องนี้ทำไม” เวียงพิงค์ถามด้วยน้ำเสียงพร่าเสียงหายใจกระเส่าด้วยความลืมตัว ร่างกายภายในตื่นตัวและต้องการการสนองในบางอย่าง“ผมบอกให้คุณรู้ว่า คืนนี้คุณก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขา อยากจะเปลี่ยนใจมาเป็นคนสำคัญของผมไหม” “อย่า! คุณต้องการอะไร ปล่อยค่ะ” เธอห้ามปรามทว่าไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน“คุณไม่อยากให้ผมปล่อยหรอก เชื่อเถอะว่าตอนนี้คุณกำลัง ต้องการ... กำลังร้อนรุ่มใช่หรือเปล่า คุณอยากปลดปล่อยให้ผมช่วย ผมรู้ว่าคุณทรมาน”“ไม่ ปล่อยฉัน ฉันจะกลับ” เวียงพิงค์บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะหวาดกลัว และเริ่มควบคุมความต้องการไม่อยู่ เธอไม่เข้าใจตัวเอง แต่เมื่อวิลเลี่ยมจับที่ต้นแขน และพูดถึงความต้องการ เธอก็แทบอยากจะ... ให้ตายสิ ไม่นะ“ลองสนุกกับผมหน่อยสิ หืม ไม่มีอะไรที่ผมจะด้อยคาเมลเลยนะ” ยิ่งเขากระซิบเสียงพร่าเธอก็ยิ่งอยากจะจบทุกอย่าง“มะ มะ ไม่... ได้โปรด ปล่อยค่ะ ฉันจะไปหาคาเมล” เธอพยายามเรียกสติและสะบัดตัวเองออกจากมือหนาแต่เขายังไม่ยอมปล่อย “ถ้าผมจะเอา คุณจะกล้าขัดขืนไหม หืม หรือว่าฤทธิ์ยามันเบาไปเนี่ย” วิลเลี่ยมเ
“จ๋า พิ้งค์กลัว พิ้งค์จะเป็นอะไรไหม” เธอถามระหว่างที่กำลังเดินมาถึงห้องแล้ว“ไม่เป็นจ้ะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย” เขาบอกอย่างอ่อนโยนระคนด้วยความเป็นห่วงพลางรั้งเธอเข้ามากอดเอาไว้“แต่ทำไมพิ้งค์ พิ้งค์กำลัง...” เธออยากจะบอกเขาเหลือเกิน แต่ไม่กล้า กระทั่งมาถึงห้อง เขารีบเปิดประตูและพาเธอเข้ามาถึงห้องนอน จากนั้นจึงได้จูงเข้าไปในห้องน้ำ แต่ก่อนอื่นเขารีบถอดชุดเดรสออกให้และเหลือไว้แต่ชุดชั้นในก่อนจะประคองให้เธอเข้าไปนั่งในอ่างอาบน้ำ พร้อมกับเปิดฝักบัวให้แรง อีกทั้งเปิดน้ำใส่ในอ่างเพื่อให้เธอได้แช่อีกด้วยเวียงพิงค์ได้แต่นั่งอยู่ในอ่างพลางยกมือขึ้นกอดตัวเองเอาไว้และตั้งสติ แต่ความเย็นเฉียบจากน้ำไม่ได้ทำให้อาการของเธอดีขึ้นเลย ทว่ามันกลับร้อนรุ่มกว่าเดิมเสียอีก ขณะเดียวกันเวียงพิงค์ได้แต่มองหน้าคาเมรอนด้วยสายตาเว้าวอนพลางหายใจหอบพร่าด้วยร่างกายที่เริ่มทรมานราวกับถูกกระตุ้นให้มีความต้องการอย่างหนัก“ได้โปรด ช่วยพิ้งค์ด้วย” เวียงพิงค์เริ่มขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และตัวสั่นเทาเพราะความหนาวจากน้ำเย็น “ไม่ดีขึ้นเลยเหรอ” คาเมรอนย่อตัวลงไปนั่งตรงขอบอ่างและยื่นมือไปลูบไล้ศีรษะเธอด้วยความสงสาร“มะ
ทรวงอกของหญิงสาว และส่งผ่านลิ้นร้อนๆ ออกมาตวัดหยอกเย้ากับเนินอกอวบอิ่ม ลากไปตามปทุมถันสีหวาน หยอกเย้าดูดดื่มพร้อมกับยกมือหนาแต่นุ่มขึ้นไปกอบกุมขยำเบาๆ “อืม” หญิงสาวแอ่นรับสัมผัสพลางแหงนหน้าอย่างลืมอายและหายใจหอบพร่าด้วยความซ่านสยิว“ต้องการผมมากไหมพิ้งค์” เขาเอ่ยถามเป็นครั้งแรกหลังจากที่ใช้อารมณ์มาได้สักพัก“อืม ค่ะ...” เธอตอบแบบไม่ต้องคิดและไม่ต้องอายอีกต่อไป“อ้อนวอนผมสิ ผมอยากได้ยิน” เขาอ้อนวอนขณะที่ริมฝีปากครอบครองปทุมถันอย่างเป็นเจ้าของ พร้อมกับดูดดื่มราวกับผีเสื้อพบกับน้ำผึ้งหวานแสนอร่อยกระทั่งได้ยินริมฝีปากและลิ้นที่กำลังปรนเปรอให้กับเธอ“พิ้งค์ขอร้อง พิ้งค์ต้องการคุณ” เธอยอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหอบกระชั้น พลางกอดเขาเอาไว้แนบแน่น ส่วนสะโพกสวยเริ่มขยับหากายแกร่งที่ตึงตั้งรออยู่ก่อนแล้ว “จ๋าของผม เสียงคุณเซ็กซี่มาก” เขากระซิบแผ่วเบา ก่อนจะละฝ่ามือออกจากสะโพกสวย แล้วเคลื่อนมาที่ด้านหน้าเพื่อสัมผัสกับกายแกร่ง จับมันไว้และถูไถกับช่อกุหลาบนุ่มช้าๆ และรู้สึกได้ว่าเธอมีความต้องการอย่างมาก เพราะช่อกุหลาบกำลังฉ่ำลื่นไปด้วยน้ำหวานที่ซึมไหลตามอารมณ์สวาทลุกโชนจนยากเกินจะดับ“อืม... คุณใจร้ายจั
ท้าทายให้เธออยากจัดการเหลือเกิน ไม่รู้ว่าฤทธิ์ยาปลุกเซ็กส์หรือความต้องการที่ซ่อนเร้นอยู่ส่วนลึกของหัวใจกันแน่ที่ทำให้เธอกล้าหาญด้วยการรูดมันขึ้นลงช้าๆ “โอ้ว... พิ้งค์” เขาแปลกใจระคนเสียวซ่านจนไม่อยากจะถาม และปล่อยให้เธอจัดการมันเสียให้พอ ชั่ววินาทีเวียงพิงค์ก้มหน้าต่ำลงและส่งผ่านลิ้นหวานออกมาตวัดลากชิมตั้งแต่ส่วนล่างจนถึงปลาย เขาแทบจะกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้จึงผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ พลางยกสะโพกขึ้นรับด้วยความลืมตัว ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเผยอ้าครอบครองกายแกร่งให้กับเขา “อืม อ่า” เขาแทบจะครางออกมาทันทีด้วยความเสียวซ่านจนขนลุกชูชันไปทั้งตัว สะโพกแกร่งยกขึ้นรับจังหวะทุกครั้งที่เธอขยับริมฝีปากเข้าออก ทั้งดูด ทั้งเม้ม และขบกัดเบาๆ ราวกับไอศกรีม มือหนาเอื้อมมือไปกดศีรษะของเธอลง“จ๋าครับ ผมใจจะขาด” และด้วยความทรมานเขาจึงดันหัวไหล่เธอออกเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับแขนทั้งสองข้างของเธอและรั้งให้ขยับขึ้นไปหา จากนั้นจึงตวัดพลิกร่างเธอลงไปนอนราบ เขาไม่รอช้ารีบแทรกกายเข้าไปอยู่ระหว่างขาของเธอ พลางขยับสะโพกเข้าไปใกล้ๆ กายแกร่งถูไถช่อกุหลาบนุ่มอีกครั้ง กระทั่งส่วนปลายกดแทรกเข้าสู่ทางสวาทอย่างช้าๆ ขณะ
กระทั่ง ถึงวันที่จะต้องเดินทางกลับ ความรู้สึกของทั้งคู่เริ่มห่อเหี่ยว เพราะข้อตกลงกำลังจะสิ้นสุดลง คาเมรอนรู้สึกใจหายที่จะต้องปล่อยเวียงพิงค์ให้เป็นอิสระ และให้เธอไปตามทางชีวิต ขณะที่เวียงพิงค์ก็รู้สึกอาลัยเขาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน พยายามบอกตัวเองว่าเพียงเจ็ดวันมันไม่มีทางที่ผูกพันธ์กัน ถึงขนาดที่ต้องคิดถึงกันแทบขาดใจ เขาและเธอไม่ได้พิเศษต่อกันเลย นั่นคือสิ่งที่เธอโกหกตัวเองทั้งที่ความจริงเธอแอบรักเขาเข้าแล้ว“ตั้งแต่หัวหิน จนจะถึงกรุงเทพฯ แล้ว พิ้งค์ยังไม่พูดกับผมสักคำเลยนะ” คาเมรอนเอ่ยเสียงเรียบขณะที่กำลังขยับรถเข้าสู่กรุงเทพฯ “พิ้งค์กำลังนึกถึงเรื่องงานน่ะค่ะ งานคงกองเต็มโต๊ะ” เธอตอบกลับเสียงเรียบเช่นกัน แต่คำตอบทำให้เขาไม่พอใจเล็กน้อยเพราะคิดว่าในสมองของเธอไม่มีเขาเลย“พิ้งค์ คืนนี้อยู่กับผมเป็นคืนสุดท้ายได้หรือเปล่า” มันเป็นคำขอร้องหรือบังคับกันนะ เธอคิดพลางปรายตามองออกไปนอกรถ ใจหนึ่งก็อยากจะตอบรับคำขอเหลือเกิน“ข้อตกลงเราจบแล้วค่ะ” มันเป็นคำตอบที่ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายตัดใจเสียเอง เพราะไม่อยากมีความรู้สึกอะไรต่อเขา “ข้อตกลง หึ จริงสิ มันจบแล้ว ผมก็ลืมไปเสียสนิท” น้ำเสียงของเขาดูเข้
“ทำเอาพวกพี่เป็นห่วง ตกใจมากเมื่อรู้ว่าถูกพักงานเพราะเรื่องงานแสดงโชว์”“ค่ะ พิ้งค์ทำได้แย่จริงๆ เลยนะคะ” เวียงพิงค์รู้สึกอึดอัดเหลือเกินที่ต้องโกหก“เอาน่า ไม่เป็นไร มือใหม่ก็อย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็เก่ง สู้ๆ”“ขอบคุณค่ะพี่คิม พิ้งค์จะเริ่มต้นใหม่ ทำให้ดีขึ้นจะได้ไม่ต้องถูกพักงานอีก” พอเธอพูดจบวาคิมก็เดินเข้ามาใกล้ๆ พลางเอื้อมมือรั้งมือของเธอมากุมเอาไว้เพื่อปลอบใจและให้กำลังใจ“อย่าท้อเสียก่อนล่ะ” วาคิมบอกพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน แววตาแปลกๆ แต่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าการจับมือถือแขนมันทำให้ใครบางคนที่จ้องจะจับผิดเห็นเข้าพอดี เพราะนึกอยากจะมาหาเรื่องจัดการกับเวียงพิงค์อยู่แล้ว“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขึ้นทำให้ทุกคนภายในแผนกตกใจจนสะดุ้ง และหันไปมองประตูทางเข้าเป็นตาเดียวแต่ต้องตกใจยิ่งกว่าเห็นผี เพราะเสียงเมื่อครู่คือเสียงของประธานบริษัท เขาไม่เคยมาด้วยตัวเองนี่นะ ทุกคนคิด“ท่านประธาน” วาคิมเรียกด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบปล่อยมือเวียงพิงค์เสีย เพราะในบริษัทมีกฎห้ามพนักงานทำอะไรยุ่มยามกันในเวลาทำงาน และคาเมรอนเป็นคนออกกฎเอง “ขนาดพักงานหนึ่งอาทิตย์ยังมีแต่คนเป็นห่วง แล้วถ้าพักสักสามเดือนมันจะเป็นยั
“อ๊ะ! ซี๊ดดดด อ่า คาเมล” ด้วยความเสียวซ่านทำให้เธอกดกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความคิดถึง ความปรารถนา และทะยานพุ่งสู่จดหมายที่ปลายขอบฟ้า ร่างบางกระตุกเกร็งและแอ่นสะโพกยกขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือมาจิกที่ตัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาเพื่อปลดปล่อยความทรมาน ผ่านไปชั่วครู่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายล่องลอยราวกับอยู่กลางท้องฟ้า เสียงหายใจหอบพร่ากระชั้นด้วยความเหนื่อย คาเมรอนยังคงอ้อยอิ่งจูบซับความหวานกระทั่งพอใจ แล้วจึงขยับกายขึ้นไปหาพร้อมกับจูบที่ริมฝีปากบางอย่างปลอบโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งผ้าห่มที่อยู่ปลายเท้าขึ้นมาคลุมให้ แล้วยิ้มหวานพลางเอื้อมมือขึ้นเสยผมที่เลื่อนมาปิดใบหน้าออกให้อย่างอ่อนโยน แต่เวียงพิงค์แปลกใจไม่น้อยที่เขายอมทำตามคำขอร้องของเธอ “ทำไมคุณถึงได้ยอม ทั้งที่เมื่อก่อน...” เธอถามอย่างแปลกใจ“เมื่อก่อนผมไม่ยอมใช่ไหม จะเอาให้ได้ใช่หรือเปล่า ก็ตอนนี้ร่างกายคุณไม่โอเคจะให้ผมบังคับเหรอ คุณจะไม่เกลียดผมมากกว่านี้หรือยังไง” เขากระซิบบอกเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าจูบที่หน้าผากเนียนเบาๆ แต่เนิ่นนานจนไม่อยากจะละจากกันเลยทีเดียว“ผมรักคุณ” เขากระซิบเบาๆ อีกครั้งทว่าหลั
เท่านั้นยังไม่พอมือหนาซุกซนของเขาลูบเข้ามาจนถึงเรียวขาด้านใน ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับเนินสวาทอวบนุ่ม แต่เขากลับต้องชะงักเพราะมันเกลี้ยงเกลาสะอาดจน... “พระเจ้า” เขาครางออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นพลางลูบไล้ฝ่ามือลงบนเนินสวาทช้าๆ พร้อมกับบดเบียดนิ้วแกร่งกับช่อกุหลาบนุ่มๆ อย่างเอาใจ สร้างความเสียวซ่านให้กับหญิงสาวจนแทบคลั่ง เพราะไม่ได้อยู่ใกล้เขามานาน “อื้อ! ไม่ได้ค่ะ ไม่เอา” เธอเริ่มห้ามปรามอีกครั้งพร้อมกับผลักมือของเขาออก “ทำไมไม่ได้ ผม... ผมเอ่อ” เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกขัดใจชอบกล แต่ไม่ได้หงุดหงิดอะไรเพียงแต่ร่างกายของเขากำลังต้องการเท่านั้นเอง “พิ้งค์เพิ่งคลอด คุณเข้าใจไหมคะ คุณหมอเย็บไหมละลาย ถ้าละลายแล้วก็ใช่ว่าคุณจะ...” เธอบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อืม! ผัวเมียอยู่ด้วยกันมันก็ต้องการจะให้ทำยังไงครับจ๋า หืม” ให้ตายสิเขาโมเมคิดว่าเธอใจอ่อนแล้วสิท่า “ไม่ต้องทำ ปล่อยพิ้งค์” พอเธอพูดจบเท่านั้นแหละเขาก็ตวัดเธอเข้าไปกอด “ไม่ทำไม่ได้ คุณหมอสั่ง” คนบ้ามาอ้างอิงคำสั่งหมอ หมอไม่ได้สั่งให้มีอะไรกันเสียหน่อย เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว เธอคิดพลางมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “หมอไม่ได้สั่งแบบนี
“คุณหนีผมมาทำไม ทิ้งผมมาทำไม ที่สำคัญไม่บอกผมสักคำว่าท้อง” “พิ้งค์ไม่ได้มีค่ากับคุณ เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะคุณรังแกพิ้งค์ ลูกเกิดมาเพราะคุณไม่ได้ตั้งใจ และคิดเหรอว่าคุณจะรับผิดชอบ” เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่หลั่งริน “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่รับผิดชอบ ผมเป็นคนนะ และคนๆ นี้ก็รักคุณ ไม่ได้ดูดายเมื่อรู้ว่าคุณมาที่นี่”“หึ ไม่ได้ดูดายอย่างนั้นเหรอคะ คุณไม่ได้สนใจพิ้งค์ด้วยซ้ำ”“โรงพยาบาลที่ราคาถูกผิดปกติ แท็กซี่เจ้าประจำของคุณ และค่าใช้จ่ายในบ้านที่แม่คุณอาจจะหยิบยื่นให้ สงสัยหรือเปล่า” ให้ตายสิอย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือเขา เธอคิดและได้แต่ร้องไห้“ผมอยากมาหาคุณเหลือเกินพิ้งค์ แต่เพราะผมโง่ถึงรอคอยอะไรบ้าๆ จนทำให้คุณโกรธผมขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผมไม่เคยอยู่ห่างคุณกับลูกเลย” “คุณเป็นคน... เป็นฝีมือคุณ” “เป็นฝีมือผม ใช่ ผมอยากดูแลคุณอยากรับผิดชอบ แต่เพราะรู้ว่าคุณเกลียดผมมาก หากคุณรู้ก็กลัวว่าคุณไม่รับ ขอโทษนะครับได้ไหม” เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบด้วยความรู้สึกหลากหลาย บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร“ให้โอกาสผมได้ไหม เริ่มต้นกันใหม่นะครับ”“พิ้งค์เป็นแค่... พิ้งค์ไม่มีค่าอะไร” เธอยังคงคิดว่าตัวเองต่ำต้อ
“แต่คุณน่ะทะลึ่ง ไปไหนก็ไปพิ้งค์ง่วง จะนอนแล้วไม่ต้องมากวนด้วย” พอพูดจบเธอก็คลานขึ้นเตียงทันทีแล้วแสร้งทำเป็นหลับ คาเมรอนจึงออกมาจากห้อง เพื่อจะเข้าครัวทำอาหารที่หมอแนะนำ นั่นคือแกงเลี่ยงเพียงอย่างเดียวก่อน แม้ว่าจะทำไม่เป็นก็ตาม แต่อ่านวิธีทำแล้วเข้าใจ ทุกอย่างก็ง่ายในทันที เมื่อลงมือทำเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้เวียงพิงค์จะต่อต้าน แต่การทะเลาะกันนิดหน่อยเหมือนเป็นสัญญาณดี เพราะอย่างน้อยเวียงพิงค์ไม่ได้ขับไล่ไสสงเขาอย่างหนักหน่วง เหมือนวันแรกที่มาเหยียบที่นี่จ “หวังว่าคงจะทานได้นะครับ” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ เพราะไม่มั่นใจว่ามันจะอร่อยเพียงใด แต่แกงเลี่ยงก็มีแต่ผัก ทานได้หรือไม่ได้ก็ต้องทาน พอทำเสร็จแล้วจึงตักใส่ถ้วยขนาดพอดีไม่ใหญ่มาก เพื่อให้เวียงพิงค์ได้ซดน้ำอุ่นๆ เขาคงไม่รอให้เธอพักผ่อนก่อนหรอก เพราะมั่นใจว่าเธอยังไม่หลับ จึงได้นำแกงเลียงขึ้นไปให้เพราะอยากนำเสนอมาก เขาชิมเองก็โอเค หากเธอรับประทานเข้าไปแล้วน่าจะอร่อยแน่ๆ เขาคิดพลางเดินขึ้นไปบนบ้าน แต่เธอไม่ได้อยู่ในห้องจังหวะเดียวกันนั้น เวียงพิงค์ออกมาจากห้องน้ำพอดีและแทบจะร้องกรี้ด ด้วยความตกใจเพราะเธอใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจาก
“พิ้งค์พยายามจะเชื่อ แต่เชื่อไม่ลง อย่าพูดให้เหนื่อยเลยค่ะและออกไปพิ้งค์ อยากอยู่คนเดียว” เธอออกปากไล่อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจออกไปจากห้องด้วยอาการคอตก พยายามที่จะไม่ท้อแท้กับกิริยาหรือคำพูด ที่เธอพูดเสียดแทงหัวใจ เพราะเขารู้ตัวดีและจำได้ว่าเคยพูดให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้วอย่างไม่น่าให้อภัย “แค่สองวันก็จะทนไม่ได้แล้วเหรอเรา ทีทำร้ายเขาเต็มๆ หนึ่งอาทิตย์ ทิ้งให้อุ้มท้องคนเดียวจนคลอดอีก เขายังทนได้ หึ เอาเลยพิ้งค์อยากจะลงโทษผมให้สาแก่ใจ ให้เจ็บปวดเจียนตายก็เอา” เขาเอ่ยออกมาลอยๆ และไม่ได้คิดที่จะยอมแพ้เพียงแต่อยากสงบจิตใจเท่านั้นเองขณะเดียวกันมะเหมี่ยวซื้อของเสร็จก็รีบกลับมาทันที พร้อมทั้งขอตัวกลับบ้านเพราะเที่ยงแล้ว เนื่องจากว่าคาเมรอนให้ทำงานเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่เวียงพิงค์ต้องถามเหตุผลกันเสียหน่อยว่าทำไมถึงกลับก่อนเวลาสองวันแล้ว“มีอะไรบอกพี่ตรงๆ ก็ได้นะเหมี่ยว ที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เวียงพิงค์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่มะเหมี่ยวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ“คือเหมี่ยว ไม่มีปัญหาอะไรกับที่บ้านหรอกค่ะ แต่แบบว่าพี่พิ้งค์มีคุณเขาดูแลแล้ว เหมี่ยวเลยอยากจะดูแลพี่พิ้งค์ช่วงเช้าครึ่งวันน่ะค่ะ” “
“ก็ได้ครับ” ว่าแล้วเขาก็ค้นหาเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเพื่อจะเข้าไปอาบน้ำ ชำระร่างกายภายในห้องนอนนี่เอง ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนี้มะเหมี่ยวก็ทำอาหารเช้าสำหรับเวียงพิงค์และคาเมรอน เสร็จแล้วเธอก็ขึ้นมาหาเวียงพิงค์ทันที“พี่พิ้งค์สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะคุณ...” มะเหมี่ยวทักทายทั้งสองคนพลางยกมือไหว้“เมื่อวานไปทำธุระครึ่งวันทำไมไม่บอกพี่ล่ะ” เวียงพิงค์ตำหนิเล็กน้อยทว่ามะเหมี่ยวกลับปรายตามองคาเมรอนแทน“คือหนู มันด่วนมากน่ะค่ะเลยไม่ทันได้บอก แต่ฝากบอกผ่านสามีพี่พิ้งค์แล้วนะคะ” สามีอย่างนั้นหรือ ใครสั่งใครสอนให้พูด หรือว่าเขาบอกเอง เวียงพิงค์คิดอย่างไม่พอใจก่อนจะหันมามองมาคาเมรอนที่ยืนอยู่ปลายเตียง“เหมี่ยวเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่ะครับ” “คุณเสี้ยมคนของพิ้งค์มากกว่า” “ผมเปล่า กับข้าวเสร็จหรือยัง เอาขึ้นมาให้พี่พิ้งค์ไป แล้วเดี๋ยวจะได้พาพี่พิ้งค์ไปหาหมอ” “พิ้งค์ไม่ได้บอกว่าจะไปนะคะ” การที่เธอไม่ตอบนั่นแหละว่าตกลงแล้ว เขาคิด“ไปเอากับข้าวขึ้นมานะ” คาเมรอนไม่ได้พูดกับเวียงพิงค์แต่หันไปสั่งมะเหมี่ยวแทน“ได้ค่ะคุณ” มะเหมี่ยวรับคำเสร็จก็ออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง“ค
“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นพลางกอดเธอเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับชั่วโมง เวียงพิงค์หยุดสั่นแล้วและคิดว่าอาจจะหลับสนิท แต่คาเมรอนไม่ได้หลับด้วย ตลอดเวลาที่กอดเวียงพิงค์เอาไว้ มันทำให้รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอดหลายเดือน พยายามบอกตัวเองไม่ได้ว่าคิดถึงเธอ จึงไม่ยอมตามมาง้อ แต่ให้คนติดตามความเคลื่อนไหวและคอยช่วยเหลืออยู่ จนทนไม่ไหวต้องมาหาด้วยตัวเองเพราะความคิดถึงและนี่น่าจะเป็นกอดแรกที่เขาไม่อยากจะปล่อยเลยแม้แต่นิดเดียว “ผมคิดถึงคุณนะพิ้งค์ คิดถึงคุณเหลือเกิน” เขาเอ่ยกับร่างบางที่หลับสนิทเพราะหากพูดต่อหน้าเธอตรงๆ ก็คงไม่กล้าเช่นกัน“ทำยังไงคุณถึงจะยกโทษให้ผมนะ” เวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพราะได้อยู่ใกล้กัน หากวันพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาก็ไม่แน่ใจว่าเวียงพิงค์อาจจะโกรธเขามากกว่าเดิมก็เป็นได้ ข้อหาขึ้นมานอนร่วมบนเตียงตลอดทั้งคืนคาเมรอนแทบนอนไม่หลับ เพราะบางครั้งเวียงพิงค์ก็มีอาการหนาวสั่น เขาก็ต้องอาศัยอ้อมกอดอุ่นๆ เพื่อคลายความหนาวให้กับเธอ แต่ผ่านไปอีกสักหน่อยเจฟานก็ลุกขึ้นมากินนม เขาก็ต้องลุกขึ้นไปอุ้มเจฟานมาให้ ทำอย่างนี้ตลอดทั้งค
“อย่ามาโกหกดีกว่าครับ เอาเป็นว่าผมนอนข้างนอกก็ได้ แต่คุณต้องเปิดประตูทิ้งเอาไว้ ผมจะได้เห็น” “นี่บ้านฉันคุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอีกแล้ว” เธอว่า และเขาไม่ได้สั่ง แต่เป็นห่วงต่างหาก“ผมไม่ได้สั่งแต่ขอร้อง ผมเป็นห่วงคุณนะครับพิ้งค์ ไม่ได้คิดที่เข้าไปข้างในเสียหน่อย” “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นอนหน้าห้อง” เธออนุญาตน้ำเสียงเรียบ“ขอบคุณครับ แล้วลูกหลับหรือยัง” ถามราวกับว่าเป็นลูกของตัวเอง“หลับแล้ว แล้วไม่ต้องเข้าไปในห้อง” เธอห้ามด้วยน้ำเสียงเข้ม ก่อนจะเอี้ยวตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง คาเมรอนจึงวางกระเป๋าเดินทางไว้ตรงประตู แล้วนั่งพิงผนังด้านเดียวกับประตูนั่นเอง ผ่านไปสักห้านาทีเวียงพิงค์ก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับหมอนและผ้าห่ม วางกองเอาไว้ตรงหน้าเขาพอดี ดูเหมือนเธอเป็นห่วงแต่สีหน้าบูดบึ้ง เขาจึงมองเครื่องนอนสลับกับเงยหน้ามองเธอ“มองอะไร สงสัยอะไร” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ชวนหาเรื่องเสียเหลือเกิน“อ๋อ ใครจะกล้าล่ะครับ คือ... จะเข้านอนแล้วเหรอครับ” “ถ้าไม่เข้านอนตอนนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ลุกบ่อยรู้แล้วนี่คะ” เธอตอบเสียงเรียบพลางเมินหน้าหนี“อย่าปิดประตูนะครับ เผื่อว่าลูกตื่นร้องไห้แล้วคุณลุกไม่
“ก็ต้องลองทานดูครับ ผมทำได้เท่านี้ แต่อยากให้ทานอุ่นๆ จะได้มีแรง เดี๋ยวลูกก็ตื่นคุณก็ต้องอาบน้ำให้แกอีก” เขาบอกอย่างมีเหตุผล แต่ใช่ว่าเธอจะญาติดีกับเขาหรอกนะ แค่อยากมีแรงดูแลลูกเท่านั้นเอง“ก็เอามาสิคะ” เธอสั่งน้ำเสียงเรียบอีกครั้งแต่ยังดีที่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างหรือพูดไม่มีหางเสียง และเมื่อเธอยอมที่จะรับประทานเขาจึงยกเฉพาะถ้วยโจ๊กมาให้เท่านั้นเวียงพิงค์รับถ้วยโจ๊กมาถือเอาไว้ ขณะที่เขากลับยิ้มบางๆ อย่างพอใจ แต่เธอไม่ได้สังเกตเพราะมองที่ถ้วยโจ๊กและบอกไม่ถูกว่ามันน่ารับประทานแค่ไหน แค่รู้จักใส่ต้นหอมผักชีเท่านี้ก็น่าอร่อยแล้ว จากนั้นเธอจึงใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาเป่าแล้วชิมคำเล็กๆ โดยที่คาเมรอนก็นั่งลุ้นตัวโก่งเพราะกลัวว่าจะไม่อร่อยพลางสังเกตสีหน้าของเธอด้วย“เป็นไงครับ โอเคไหม” เขาถามอย่างตื่นเต้น เพราะอยากให้เธอตอบว่าอร่อยเหลือเกิน“ไม่โอเคค่ะ” เธอตอบน้ำเสียงเรียบทำเอาคาเมรอนหน้าเจื่อนไปเลยทีเดียว“ไม่อร่อยเลยเหรอครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด และน่าสงสารเลยทีเดียว เวียงพิงค์จึงมองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะตักโจ๊กรับประทานต่อไป“มันไม่โอเค เพราะมันไม่มีชิ้นเนื้อเลย มีแต่