เฟิ่งจิ่วเหยียนหันมา มองมายังบิดาของตัวเอง“เจตนาของท่าน ข้าจะไปบอกท่านแม่ให้“แต่ว่า อย่าคาดหวังมากนักเลย เพราะถึงอย่างไรท่านก็ทำความผิดเอาไว้…”“ข้ารู้!” ดวงตาของนายท่านเฟิ่งทอประกายเขาพยักหน้าอย่างตื่นเต้น“ข้ารู้ว่าในตอนนั้นข้าทำผิดไว้มากมาย ข้าทำตัวเองทั้งนั้น!“ตราบใดที่แม่ของเจ้ายอมอภัยให้ข้า ในอนาคตข้าจะทำดีต่อนางแน่นอน”เฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้ว “การทำดีกับภรรยาตัวเอง เป็นเรื่องควรค่าแก่การโอ้อวดหรือให้คำมั่นสัญญาด้วยหรือ?”สตรีช่วยสามีอบรมสั่งสอนบุตร และคอยปรนนิบัติดูแลสามีส่วนบุรุษ แค่พูดว่า “จะทำดีต่อเจ้า” เพียงประโยคเดียว ก็สามารถทำให้ผู้หญิงซาบซึ้งได้แล้วหรือ?คำพูดปากเปล่าเช่นนี้ นางไม่รู้เลยว่า ควรไปบอกท่านแม่ดีหรือไม่“ท่านควรพูดว่า ท่านสำนึกผิดแล้ว และขาดนางไม่ได้…”นายท่านเฟิ่งฟังมาถึงตรงนี้ จิตใจที่รักศักดิ์ศรีพลันจุดติดประกายไฟเขาตีหน้าเข้มโต้แย้งกลับไป“เป็นสามีภรรยากันมาเนิ่นนาน ยังจะต้องพูดอะไรหวานซึ้งเช่นนั้นอีกหรือ? “เอาเป็นว่าแค่แม่เจ้ารู้ว่าข้าไปทบทวนมาแล้ว ก็ต้องกลับมาแน่นอน“อีกอย่าง ไม่ใช่ว่าข้าขาดนางไม่ได้ อย่างที่เจ้าคิด วันนี้ยังมีหลา
บ้านพักตระกูลเจียงหลังนี้ ที่เจียงหลินซื้อมาในตอนนั้น ก็เพื่อเอาไว้ต้อนรับมิตรสหายในยุทธภพ ห้องหับจึงมีอยู่เพียงพอพวกเฟิ่งจิ่วเหยียนเลือกห้องกันเอง พักผ่อนเพื่อรวบรวมพละกำลังเซียวอวี้กับเฟิ่งจิ่วเหยียนนอนด้วยกัน เมื่อเข้ามาในห้อง เขาก็ปิดประตูถามว่า“เจ้าจะไปสำนักเสวียนเจินทำไม?”เฟิ่งจิ่วเหยียนพูดกึ่งหยอกล้อ“ไปหา ‘คนรักเก่า’ เพื่อรำลึกความหลัง”เซียวอวี้รู้ว่านางไม่ได้พูดจริง จึงยิ้มออกมาเขายื่นแขนออกไปกอดเฟิ่งจิ่วเหยียนเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน เอาหน้าแนบชิดกับหน้า ถูไถเบา ๆ ไร้ท่าทีน่าเกรงขามของฮ่องเต้ กลับดูเหมือนสามีน้อย ๆ “เราไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น แค่อยากรู้ ว่าการเดินทางของเจ้าในครั้งนี้จะมีอันตรายหรือไม่ เมื่อครู่เจ้าไม่ได้หลุดอะไรมากมาย ต่อหน้าพวกตงฟางซื่อ “ตอนนี้มีเพียงเจ้ากับเราสองคน เจ้าคงอธิบายกับเราให้ชัดเจนได้ใช่หรือไม่?”เฟิ่งจิ่วเหยียนถอยออกจากอ้อมกอดของเขา เงยหน้ามองเขา แล้วลูบรอยแผลเป็นปลอมบนใบหน้าของเขา ด้วยความรักใคร่นางเอ่ยช้า ๆ“สำนักเสวียนเจินกับสำนักอวิ๋นซานอยู่ห่างกันไม่ไกล อย่างแรกข้าอยากไปสืบหาความจริง ให้รู้แจ้งว่าพวกเขาร่วมมือกันหรือไม่ อย่างที
รองเจ้าสำนักเฉวียนเจิน——เหลิ่งเซียนเอ๋อร์ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะกลม ในอาภรณ์สีขาว แผ่นหลังบอบบาง แต่ไม่ดูผอมแห้งนางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา พูดเสียงดังฟังชัด“ไปเอาป้ายไม้มา”ลูกศิษย์เดินอ้อมมาตรงหน้านาง ส่งให้ด้วยสองมือวินาทีที่เห็นป้ายไม้ นัยน์ตาสวยของเหลิ่งเซียนเอ๋อร์ก็หดลงซูฮ่วนหรือ? นางมาที่สำนักเฉวียนเจิน?หรือว่า…ซูฮ่วนส่งป้ายไม้ให้ใคร แล้วคนนั้นมีเรื่องอยากขอร้องสำนักเฉวียนเจิน?เหลิ่งเซียนเอ๋อร์สีหน้าสงบนิ่ง “ให้คนผู้นั้นเข้ามา”“รับทราบ รองเจ้าสำนัก”ขณะที่ลูกศิษย์กำลังจะออกไป เลิ่งเซียนเอ๋อร์พลันเอ่ยขึ้น“ช้าก่อน”เหลิ่งเซียนเอ๋อร์ลุกขึ้น อาภรณ์สีขาวปลิวไสวราวเทพเซียนนางกำชับศิษย์ผู้นั้น “ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า รอเวลาอีกสองถ้วยชา ค่อยพาคนผู้นั้นเข้ามา”ลูกศิษย์ค่อนข้างไม่เข้าใจเสื้อผ้าของรองเจ้าสำนักก็ไม่ได้เปื้อนนี่นา จำเป็นต้องเปลี่ยนตอนนี้เลยหรือ?สำนักเฉวียนเจินล้วนเป็นผู้หญิง ศิษย์ทั่วไปอาศัยอยู่รวมกัน สิบคนต่อหนึ่งห้องเจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักมีห้องส่วนตัวเหลิ่งเซียนเอ๋อร์กลับมาที่ห้องตัวเอง เลือกใส่อาภรณ์ที่สะอาด เดิมตั้งใจจะออกไป แต่เมื่อเดินผ่านคันฉ
หลังจากเข้ามาในห้อง เซียวอวี้ก็เอ่ยในที่สุดเขาไม่เป็นวิชาการเปลี่ยนน้ำเสียง อดกลั้นจนทนไม่ไหว“รองเจ้าสำนักผู้นั้น เหมือนจะยังไม่ตัดใจจากเจ้า” เขาดื่มชาเข้าไปเฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้คิดมากเรื่องความรักใคร่ของหญิงสาวสิ่งที่นางสนใจมากกว่า คืองานชุมนุมประลองยุทธ์ในอีกสองวันหากชนะงานชุมนุมประลองยุทธ์ ก็จะสามารถตัดกำลังของสำนักอวิ๋นซานให้อ่อนลงได้ เช่นนี้ก็จะปลอดภัย“คิดอะไรอยู่?” เซียวอวี้เห็นนางเหม่อลอย จึงยื่นมือออกไปโบกข้างหน้านางเฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวเสียงเข้ม“ข้ากำลังคิด ว่าศักยภาพของสำนักอวิ๋นซานเป็นเช่นไร โอกาสชนะงานชุมนุมประลองยุทธ์มีเท่าไร”เซียวอวี้ยกมือขึ้นโอบเอวนางไว้เบา ๆ ถูไถจอนหูของนาง พูดเสียงเบาว่า “ข้าเชื่อว่า เราต้องชนะแน่นอน แต่ข้ามีคำถาม จำเป็นต้องอยู่ในสำนักเฉวียนเจินตลอดเลยหรือ?”เฟิ่งจิ่วเหยียนพยักหน้า“เหลืออีกแค่สองวัน อีกไม่นานหรอก จะได้ไม่ต้องไป ๆ กลับ ๆ จนถูกคนจับตามอง”เซียวอวี้ถอนหายใจ“เราเป็นถึงฮ่องเต้ แต่ต้องมาแต่งตัวเป็นสตรี เป็นเรื่องน่าอับอายต่อบรรพบุรุษยิ่งนัก ฮองเฮาต้องชดเชยให้เราดี ๆ นะ”เฟิ่งจิ่วเหยียนผลักหัวเขาที่โน้มเข้ามาใกล้ออกไป
ความผิดปกติของเหล่าข้าราชการเจียงโจว ไปถึงหูสำนักอวิ๋นซานอย่างรวดเร็วภายในห้องโถงหลักสำนักอวิ๋นซานเจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโสกำลังร่วมประชุมพวกเขาแต่ละคนล้วนหนักใจ คิ้วขมวดแน่นไม่คลายหนึ่งในนั้นมองมาที่เจ้าสำนัก พูดเสียงเบาในลำคอ“เจ้าสำนัก ต้องรีบตัดสินใจเร็ว ๆ นะ ดูท่าแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากที่ฮ่องเต้จะมาที่เจียงโจว”“ใช่! ข้าก็ได้ข่าวมาเช่นนี้ พ่อตาของไอ้เด็กฮ่องเต้ ช่วงนี้เคลื่อนไหวบ่อยมาก ฮ่องเต้ต้องอยู่ที่เจียงโจวเป็นแน่!”เจ้าสำนักอวิ๋นซานหนวดเคราหงอกขาว อายุราว ๆ หกสิบปีนัยน์ตาของเขาเจือไปด้วยแววเย็นชาเล็กน้อย“ทางหมู่บ้านจู๋ซาน ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”มีคนตอบกลับ “จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข่าวส่งกลับมา คาดว่านักฆ่าน่าจะทำไม่สำเร็จ”“ยังต้องเดาอีกหรือ? ต้องไม่สำเร็จอยู่แล้วสิ! ไม่เพียงล้มเหลว ยังมีคนทรยศสำนักอวิ๋นซานอีกด้วย! ไม่เช่นนั้น ไอ้เด็กฮ่องเต้นั่นจะมาที่เจียงโจวได้อย่างไร? ต้องพุ่งเป้ามาที่สำนักอวิ๋นซานเป็นแน่!”ทุกคนทั้งกังวลและหนักใจ หันไปมองเจ้าสำนักโดยไม่ได้นัดหมายเจ้าสำนักลูบเครา ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก็เอ่ยพูดอย่างไม่รีบร้อน“ส่งศิษย์กลุ่มหนึ่งไปสืบข
เฟิ่งจิ่วเหยียนเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่แรก ใบหน้าภายใต้หน้ากาก นางก็ทำการแปลงโฉมมาก่อนแล้วหลังจากที่ถอดหน้ากากออก นางก็เงยหน้าอย่างผ่าเผย แววตาเด็ดเดี่ยวทรงพลัง“เจ้าทำอะไรน่ะ!” ศิษย์ในสำนักเฉวียนเจินผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ผลักลูกศิษย์สำนักอวิ๋นซานที่เข้ามาเกาะแกะตัวเองออกไปอีกฝ่ายหลงคิดไปเอง“ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเจ้าทำอะไร! หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นร่างกาย ดูก็รู้แล้วว่ามีพิรุธ!”“ข้าหลบซ่อนอย่างไร? เห็น ๆ กันอยู่ว่า เจ้าฉวยโอกาสลูบคลำข้า…” ศิษย์สำนักเสวียนเจินผู้นั้นโต้แย้งสุดกำลังคนจากสำนักอวิ๋นซานรีบโต้แย้งนาง“ไร้สาระ! พวกข้าตรวจค้นร่างกายอย่างถูกต้อง เจ้านั่นแหละที่คิดไม่ซื่อเอง!”คนจากสำนักอื่นที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างทยอยหันมามองพวกนาง เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา“สตรีจากสำนักเฉวียนเจิน แต่ละคนต่างจงใจใส่ชุดมาเช่นนี้ เบื้องหน้าดูสะอาดบริสุทธ์ แต่ลึก ๆ คงคาดหวังให้ชายหนุ่มลูบคลำเป็นแน่!”“นั่นสิ ก็แค่ตรวจค้นร่างกายธรรมดา พวกนางสะบัดสะบิ้งไปเอง แถมยังคิดว่าผู้ชายต่างชอบพวกนางอีก! เหอะ!”“ในยุทธภพแห่งนี้ มีใครสนใจความแตกต่างระหว่างชายหญิงที่ไหน
ก่อนที่งานชุมนุมประลองยุทธ์จะเริ่มขึ้น รองเจ้าสำนักอวิ๋นซานก็เดินขึ้นไปบนเวที“สำนักอวิ๋นซานยินดีต้อนรับเหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทุกท่าน งานชุมนุมประลองยุทธ์ที่จัดขึ้นหนึ่งครั้งต่อหนึ่งปี จะมีการคัดเลือดเจ้ายุทธจักรแห่งอู่หลิน เพื่อสร้างยุทธภพให้ยิ่งใหญ่ ภายใต้การนำของผู้แข็งแกร่ง”“ทุกท่าน ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น ข้าขอพูดอะไรอีกสักหน่อย“กฎในการประลองครั้งนี้ พวกท่านน่าจะเข้าใจกันดี“ก่อนเริ่มประลอง สำนักไหนคว้าชัยชนะได้ถึงสิบห้าครั้งก่อน ถือว่าชนะการประลอง“แม้นจะกล่าวว่านักบุ๋นไร้ที่หนึ่ง นักบู๊มีได้เพียงผู้เดียวในใต้หล้า แต่การประลองในวันนี้ ให้สิ้นสุดเมื่อมีการสัมผัสตัว ห้ามให้ถึงแก่ชีวิต หากเพื่อแย่งชิงที่หนึ่ง ทำให้คนร่วมยุทธภพต้องตาย ถึงจะชนะ ก็เอาชนะใจผู้คนไม่ได้”“พูดได้ถูกต้อง!” คนข้างล่างส่งเสียงเห็นด้วยรองเจ้าสำนักผู้นั้นมองผู้คนโดยรอบ พูดอีกว่า“หากทุกท่านไม่มีเรื่องจะถามแล้ว เช่นนั้น การประลองในครั้งนี้ ก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!”คนที่นั่ง ณ ตำแหน่งหลัก คือเจ้าสำนักอวิ๋นซาน——ชิวเฮ่อรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากของเขาเหมือนหุบเหว ดูแก่ชราอย่างมาก แต่ยังดูคล่องแคล่ว
วันนี้เป็นวันงานชุมนุมประลองยุทธ์ บรรดาศิษย์ของสำนักอวิ๋นซานต่างยุ่งอยู่กับงานภายในห้องครัว บรรดาศิษย์กำลังเตรียมอาหารมื้อเที่ยง“พวกเจ้ามีใครเห็นขาหมูของข้าบ้าง? ขาหมูที่ข้าเพิ่งจะนึ่งเสร็จ วางอยู่บนเตา เหตุใดจึงไม่เห็นแล้ว?” ศิษย์ผู้หนึ่งในนั้นค้นหาขาหมูที่หายไป ในใจเริ่มกระวนกระวาย คนอื่นไม่สนใจเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตน ต่างกำลังยุ่งอยู่กับงานในมือของตนเอง“เจ้าคงจะวางไว้ที่อื่นแล้วเป็นแน่!”“มักจะหลงลืมอยู่บ่อย ๆ...”“บางทีอาจจะมีคนยกไปที่ห้องโถงด้านหน้าแล้ว”ภายนอกห้องครัว ใต้ฐานกำแพงห่างไปไม่ไกลนัก เลี่ยอู๋ซินกำลังถือขาหมู และแทะกินมันจนเหลือแต่กระดูก จากนั้นก็โยนให้สุนัขเฝ้ายามตรงลานกว้างสุนัขเฝ้ายามคาบกระดูกและวิ่งไปไกล ส่วนเลี่ยอู๋ซินก็กระโดดข้ามกำแพงเข้าไปเมื่อลงถึงพื้น เขาใช้มือทั้งจับทั้งดึงต้นหญ้า เพื่อเช็ดคราบมันออกจากมือ ขณะเดียวกัน ก็มองสำรวจโดยรอบอย่างระแวดระวังที่นี่เป็นที่พักของศิษย์ขั้นสูงสำนักอวิ๋นซาน หากเดินเข้าไปอีก ก็จะเป็นห้องเจ้าสำนักขณะที่เขาเพิ่งจะเดินไปไม่กี่ก้าว ก็มีคนเดินผ่านมาเขาไม่มีที่หลบ จึงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้นึกไม่ถึงว่า บนต้นไม้ก
เมื่อถูกถามถึงที่มาของงานมนุษย์โอสถ ชิวเฮ่อแลดูสับสน เขาส่ายหน้าให้กับเซียวอวี้ “ไม่รู้...ข้าน้อย ข้าน้อยไม่รู้ “คนพวกนั้นติดต่อพวกเราผ่านจดหมายลับ “พวกเขาจะระบุเวลาและสถานที่ในการขนส่งสินค้า พวกเราเพียงแค่ไปรับสินค้าตามที่ระบุ แล้วส่งต่อไปยังผู้ซื้อ “พวกเขาทำงานอย่างระมัดระวังมาก สถานที่รับสินค้าทุกครั้งล้วนแตกต่างกัน พวกเราทั้งสองฝ่ายไม่เคยพบหน้ากันเลย “ฝ่าบาท ข้าน้อยพูดความจริงทุกคำ มิกล้าปิดบัง!” ชิวเฮ่อก้มศีรษะคำนับเซียวอวี้ ใบหน้าซีดเผือด เพื่อแสดงว่าคำพูดของเขาไม่ใช่เรื่องโกหก เขาจึงพูดต่อ “ข้าน้อยอายุหกสิบสามแล้ว ไม่มีลูกไม่มีหลาน ยังจะมาอันใดต้องดิ้นรน? “ต่อให้ได้ชื่อเสียงเงินทองมา ข้าน้อยเหลือเวลาอีกเท่าไรที่จะได้เสพสุขสบาย? “สิ่งที่ข้าน้อยปรารถนา ก็เพียงแค่เลี้ยงดูศิษย์กว่าพันคนให้มีกินมีใช้เท่านั้นเอง!” เซียวอวี้แสดงท่าทีเย็นชา “พูดเรื่องมนุษย์โอสถต่อไป” ชิวเฮ่อเงยหน้าขึ้นมา พูดสารภาพความจริงต่อ “ข้าน้อยเห็นว่ารับงานมนุษย์โอสถรุ่งเรืองยิ่งนัก จึงคิดว่า แค่ขนส่งมนุษย์โอสถ ก็ได้เงินมากมายขนาดนี้ ถ้าหากสำนักอวิ๋นซานสามารถผลิตมนุษย์โ
ชิวเฮ่อเบิกตาโต สายตากวาดมองเหล่าคนที่สวมหน้ากากอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมา หัวเราะที่ตนเองป้องกันอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็ไม่สามารถป้องกันไว้ไม่ได้หัวเราะที่ในสำนักมีศิษย์มากมาย แต่ไม่มีใครมาช่วยเขาได้ เขาดูเหมือนจะเห็นอนาคตของตนเองแล้ว ตกอยู่ในมือฝ่าบาท เขายังจะมีทางพลิกตัวได้อีกหรือ? เป็นไปไม่ได้แล้ว! เลี่ยอู๋ซินสะบัดมีดสั้นในมือ “ออกไปกันเถอะ”เขาจ้องไปที่ชิวเฮ่ออย่างไม่คลาดสายตา ราวกับหมาป่าจ้องเหยื่อ ทำให้ขนลุกสยองเกล้า ในขณะที่คนกลุ่มนี้กำลังจะออกไป ชิวเฮ่อก็พูดขึ้นมาในทันที “ข้าต้องการพบฝ่าบาท!”เขากัดฟัน ร้องพูดด้วยเสียงโกรธ “นอกจากฝ่าบาท ข้าจะไม่บอกความจริงกับผู้ใดทั้งนั้น!”เลี่ยอู๋ซินหันไปมองเฟิ่งจิ่วเหยียน ยักคิ้วขึ้น “ว่าอย่างไร?”ตาคิ้วเฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็น แลดูไม่เป็นมิตรกับใคร ในเมื่อชิวเฮ่อยอมสารภาพ ก็ช่วยประหยัดเวลาให้กับพวกเขา หลังจากนั้น นางให้เซียวอวี้เข้ามา เพื่อความปลอดภัยของเซียวอวี้ คนอื่น ๆ สามารถถอยออกไปได้ ทว่านางจะต้องอยู่ด้วย ก่อนที่เลี่ยอู๋ซินจะออกไป เขาแอบกระซิบเตือนเฟิ่งจิ่วเหยียน “พวกเราล้วนอยู่ข้
ชิวเฮ่อคาดไม่ถึงว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้ ส่วนเขาเป็นถึงเจ้าสำนักของสำนักอวิ๋นซาน กลับต้องถูกพวกเขาพาตัวออกไปราวกับเป็นนักโทษเขากำชับรองเจ้าสำนัก“เรื่องทุกอย่างภายในสำนัก ให้เจ้าเป็นคนดูแลชั่วคราว ก่อนที่ข้าจะกลับมา จักต้องระแวดระวังให้ดี”รองเจ้าสำนักพยักหน้าอย่างจริงจัง“ศิษย์พี่เจ้าสำนักโปรดวางใจ!”เจ้าหน้าที่ทางการไม่เพียงพาชิวเฮ่อไป แต่ยังพาผู้อาวุโสเหยียนและเฟิ่งจิ่วเหยียนไปพร้อมกันด้วยอีกทั้งยังนำโครงกระดูกนั้นไปด้วยเซียวอวี้มาสำนักอวิ๋นซาน ก็เพื่อสืบเรื่องของมนุษย์โอสถตอนนี้ในเมื่อมีเบาะแสแล้ว เขาจึงติดตามเจ้าหน้าที่ไปด้วยก่อนเฟิ่งจิ่วเหยียนจะจากไป ก็มองไปยังศพของติงหยวนเอ๋อร์อย่างลึกซึ้งติงหยวนเอ๋อร์ต้องตายเพราะนางนางขอร้องเหลิ่งเซียนเอ๋อร์ “รองเจ้าสำนักเหลิ่ง ช่วยจัดพิธีศพให้ศิษย์พี่ติงอย่างสมเกียรติแทนข้าด้วย”เหลิ่งเซียนเอ๋อร์พยักหน้าตอบนาง“เจ้าวางใจ ต้องทำอยู่แล้ว”ด้านนอกสำนักอวิ๋นซานบริเวณพื้นที่โล่งมีรถม้าหลายคันจอดอยู่ชิวเฮ่อขมวดคิ้วด้วยความสงสัยการส่งตัวผู้ต้องสงสัย ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?เจ้า
ผู้อาวุโสเหยียนสายตาดูเยือกเย็นไร้ความกลัว มองไปทางชิวเฮ่อบนที่สูง“เจ้าสำนัก ข้าแอบเข้าไปในเรือนด้านตะวันออก เป็นความผิดของข้า“ข้ายินดีทำตามกฎของสำนักอวิ๋นซาน ยอมรับโทษหลังจากนี้“ทว่า! ก่อนหน้าจะรับโทษ ขอให้ท่านช่วยอธิบายก่อนว่า เหตุใดกระดูกของบิดาข้า ถึงอยู่ที่เรือนด้านตะวันออกได้!”อู๋ไป๋อุ้มโครงกระดูก พร้อมกับเชิดคางขึ้น“ใช่แล้ว! อธิบายมาให้ชัดเจน เหตุใดถึงทำกับบิดาของผู้อื่นเช่นนี้!”ชิวเฮ่อแสดงสีหน้าโกรธเคืองแต่ไม่อาจโต้เถียงได้“ศิษย์น้องหนอศิษย์น้อง คนพวกนี้เจตนาจะใส่ร้ายข้า เจ้ามองไม่ออกหรือ?“เจ้าจะให้ข้าอธิบายอะไร? ข้าไม่รู้เรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ!“ก่อนหน้านี้ที่เกิดไฟไหม้ตามจุดต่าง ๆ จักต้องเป็นฝีมือของพวกเขาเป็นแน่ เพื่อจะอาศัยโอกาสนำศพไปไว้ที่เรือนด้านตะวันออก! เจ้าถูกพวกเขาหลอกใช้แล้ว!“เจ้ากับข้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมาหลายสิบปี เจ้ายังไม่รู้จักนิสัยของข้าอีกหรือ? ข้าจะทำร้ายอาจารย์ได้อย่างไร!”ผู้อาวุโสเหยียนไม่ยอมรับฟัง“วันนี้ ข้าแค่ต้องการความจริง”เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยอย่างเรียบเฉย“ความจริงก็คือ เพื่อตำแหน่งเจ้าสำนัก ชิวเฮ่อจึงทำร้ายอาจารย์ บางทีอา
ทุกคนหันไปตามทิศทางที่เฟิ่งจิ่วเหยียนชี้ไปก็เห็นคนผู้หนึ่งอุ้มโครงกระดูก และวิ่งมาทางนี้อย่างรวดเร็ว“มาแล้วมาแล้ว!” อู๋ไป๋พลางวิ่งพลางตะโกน กลัวว่าจะมาไม่ทันหลังจากเห็นโครงกระดูกนั้น ม่านตาของชิวเฮ่อพลันสั่นไหวทันทีนั่นมันคือ...ชิวเฮ่ออารมณ์พลุ่งพล่าน ทว่าเขาควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี และกลับมาเป็นปกติโดยทันทีคนอื่นต่างมีสีหน้ามึนงงนี่มันของอะไรกัน?เมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชน เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาตรง ๆ โดยไม่อ้อมค้อม“โครงกระดูกนี้ ก็คือเจ้าสำนักคนก่อนของสำนักอวิ๋นซาน---เหยียนชิงซง”“อะไรนะ!” ฝูงชนต่างตะลึงงันเหยียนชิงซง นั่นคือผู้เฒ่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพตอนมีชีวิตอยู่เขาเคยทำความดีไว้มากมาย ในพื้นที่ยังมีชาวบ้านไม่น้อยที่ระลึกถึงเขาคนผู้นี้ไม่ใช่ว่าควรจะพักอยู่ใต้ผืนดินอย่างสงบหรอกหรือ?เหล่าศิษย์ของสำนักอวิ๋นซานต่างตะคอกด้วยความโมโห“พวกเจ้าถึงกับขุดหลุมศพของท่านอาจารย์ใหญ่ขึ้นมา!”“น่าสงสารชายชราอย่างท่านอาจารย์ใหญ่ แม้ตายแล้วก็ยังไม่สงบ!”“วางท่านอาจารย์ใหญ่ลงเดี๋ยวนี้!”อู๋ไป๋อุ้มโครงกระดูก พลันถอยหลังหนึ่งก้าว“อย่าปรักปรำคนอื่นสิ! กระดูกนี้ไม
สายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนราวกับคมดาบ ทิ่มแทงไปยังเจ้าสำนักของสำนักอวิ๋นซาน“เจ้าสำนักชิวทำร้ายอาจารย์ทำลายบรรพชน สังหารอาจารย์ของตนเอง มิน่าเล่าศิษย์ของสำนักแต่ละคนยิ่งเลวทรามต่ำช้า!”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชิวเฮ่อถึงกับชะงักงันศิษย์สำนักอื่นสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“เมื่อครู่นางพูดว่าอย่างไร? เจ้าสำนักชิวสังหารอาจารย์หรือ? นี่ นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!”บรรดาศิษย์สำนักอวิ๋นซานอารมณ์เดือดพล่าน“เจ้ากล้าดูหมิ่นเจ้าสำนักพวกเรา!”“สังหารศิษย์พี่ข้า ทั้งดูหมิ่นอาจารย์ข้า เจ้าสมควรตาย!”“เจ้าสำนัก โปรดอนุญาตให้ศิษย์ออกไปประลอง จะได้สังหารนาง!”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่หวาดกลัวการประลองนางหันไปมองชิวเฮ่อด้วยสายตาอันเยือกเย็น“เจ้าสำนักชิว ข้าใส่ร้ายท่านจริงหรือ!”ชิวเฮ่อลุกขึ้นโดยไม่ลังเล หันหน้าไปทางฝูงชน พร้อมเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง“คนผู้นี้พูดจาเหลวไหล ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ แม้ข้าจะไม่ใช่ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ทว่าก็ไม่ใช่คนที่ทำร้ายอาจารย์ทำลายบรรพชน หากกระทำการดังกล่าว ขอให้ไม่ตายดี!”เขาสาบานอย่างหนักแน่น ดูเหมือนทำสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมในบรรดาสำนักต่าง ๆ ก็มีที่ภักดีและคล้อยตามสำ
เจ้าสำนักของสำนักอวิ๋นซานสงสารศิษย์ที่รัก เมื่อเห็นอินซื่อเฉิงถูกทำให้แขนหักหนึ่งข้าง กำลังจะตะโกนว่า “หยุด”ทว่า ด้วยพลังรวดเร็วดุจฟ้าผ่าของเฟิ่งจิ่วเหยียนที่อยู่บนเวที จึงคว้าแขนอีกข้างหนึ่งของอินซื่อเฉิงเอาไว้จากนั้นก็ทำด้วยวิธีการเดียวกัน...แกรก!“อ๊าอ๊าอ๊า! ไอ้คนชั่ว! ข้าจะฆ่าเจ้า---” อินซื่อเฉิงถูกหักแขนทั้งสองข้างติดต่อกัน ต่อให้มีทักษะการวางยาพิษล้ำเลิศเพียงใด ก็ยากจะแสดงทักษะนี้ได้คนของสำนักอื่น ทุกคนต่างตะลึงงันเพราะความโหดร้ายและเฉียบขาดของเฟิ่งจิ่วเหยียน“การเผชิญหน้ากับอินซื่อเฉิง ทุกคนต่างรู้กันดี ว่าเขาชำนาญการใช้พิษ จึงไม่เข้าไปต่อสู้กับเขาในระยะประชิด กลัวว่าจะตกหลุมพรางเขา ทว่าสตรีผู้นี้แตกต่าง นางไม่ป้องกันแต่โต้กลับ หักมือของอินซื่อเฉิงในทันที...ช่างโหดร้ายยิ่งนัก!”“กล่าวกันว่าหากไร้พิษสงก็ไม่ใช่ชายชาตรี ข้าว่า จิตใจสตรีมีพิษสงร้ายกว่า!”“นางก็โหดร้ายกับตนเองเช่นกัน ไม่กลัวจะถูกพิษ หากเปลี่ยนเป็นข้า คงไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเจ้าอินซื่อเฉิงผู้นั้น”โครม!เฟิ่งจิ่วเหยียนเตะอินซื่อเฉิงลงจากเวทีประลองด้วยขาเดียวไม่มีแขนช่วยค้ำยัน อินซื่อเฉิงจึงล้มลุกคลุกคลานอ
เมื่อเห็นว่าเซียวอวี้ตกอยู่ในอันตราย เหลิ่งเซียนเอ๋อร์ไม่สนใจว่าบนเวทียังคงประลองอยู่ รีบขว้างอาวุธลับในแขนเสื้อออกไปทันที เพื่อโจมตีไปที่ข้อมือของอินซื่อเฉิงทว่า อินซื่อเฉิงตอบสนองเร็ว ขณะที่ปล่อยมือจากเซียวอวี้ ก็หลบได้ทันควันการแทรกแซงของเหลิ่งเซียนเอ๋อร์ ทำให้สำนักอื่น ๆ ที่อยู่รอบสนามไม่พอใจพวกเขาราวกับเห็นสุนัขขโมยซาลาเปา พร้อมใจกันเอะอะโวยวาย“สำนักเฉวียนเจินทำลายกฎ!”“สองคนประลองยุทธ์กัน บุคคลที่สามยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวได้อย่างไร? สำนักเฉวียนเจินแพ้แล้ว!”“ถูกต้อง! ข้าเห็นชัดเจน! สำนักเฉวียนเจินทำผิดข้อห้ามสำคัญ!”เจ้าสำนักอวิ๋นซานสีหน้าดูเอาจริงเอาจัง หันไปทางเหลิ่งเซียนเอ๋อร์เหลิ่งเซียนเอ๋อร์กล้าทำกล้ารับนางลุกขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว“รอบนี้ สำนักเฉวียนเจินยอมแพ้”สายตาที่มองเซียวอวี้ แฝงด้วยความรู้สึกเสียดายเมื่อครู่เห็นสภาพของเขาที่อยู่บนเวที เห็นชัดว่าถูกพิษ จนทำให้ร่างกายอ่อนแรงต่อให้นางไม่ลงมือ ต่อให้การประลองดำเนินต่อไป แต่เขาก็ยากที่จะเอาชนะอินซื่อเฉิงเจ้าเล่ห์ผู้นั้นได้คนผู้นี้ฝีมือล้ำเลิศ แต่น่าเสียดาย เขาไม่รู้ถึงอันตรายในยุทธภพทว่าจะตำหนิเขาก็
เคล็ดวิชาพลังจิตภายในและกระบวนท่าของแต่ละสำนัก ล้วนแตกต่างกัน บางท่าถึงขั้นมองออกได้ทันทีถึงอย่างไรก็ตาม เซียวอวี้ไม่เคยเรียนวิชากระบี่ของสำนักเฉวียนเจิน การที่คนอื่นมองเห็นความแตกต่าง ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนเหลิ่งเซียนเอ๋อร์นั่งอยู่ประจำที่ แววตาเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง“หลังจากการสู้รบครั้งใหญ่ แต่ละสำนักต่างก็รับศิษย์ใหม่เข้ามา เพื่อซึมซับจุดเด่นของแต่ละสำนัก จะได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับสำนักตนเอง“ในเมื่อหย่ากูเข้ามาในสำนักเฉวียนเจิน ก็เท่ากับเป็นคนของสำนักเฉวียนเจิน“เจ้าสำนักชิว สำนักอวิ๋นซานไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”คำพูดของนางฟังดูสมเหตุสมผลชิวเฮ่อมีสีหน้าเคร่งขรึม พลางตักเตือนศิษย์ผู้นั้น“แพ้ก็คือแพ้ ยังไม่ถอยออกไปอีก!”เซียวอวี้ยังคงยืนอยู่บนเวทีประลอง รอคู่ต่อสู้คนที่สองของเขาเหลิ่งเซียนเอ๋อร์สีหน้าดูเรียบเฉย ในสายตามีแต่เงาของเซียวอวี้นางรู้สึกคลับคล้ายว่า คนผู้นี้เหมือนไม่ใช่สตรี......เซียวอวี้เป็นศิษย์ของหวูหยาซาน--- เสวียนหลิงเฟิงเขาหาใช่วางท่าดูดีแต่ภายนอกไม่หลังจากเข้าสู่สนาม เขาก็ชนะคู่ต่อสู้ติดต่อกันถึงห้าคนมิหนำซ้ำยังช