ก่อนเวลาอาหารเที่ยงหนึ่งชั่วโมง จ้านเกาก็ชวนทุกคนออกจากร้านน้ำชาเพื่อไปยังห้างใกล้ ๆ ก่อนที่คนจะเยอะในช่วงเที่ยง เขาจ่ายค่าบริการทั้งหมดสองห้องก่อนจะเดินตามหลังทุกคนไปขึ้นรถตู้ที่คนขับมาจอดรอที่หน้าร้าน คนขับออกจากร้านชาแล้วกลับรถไปบนถนนเพื่อเดินทางไปห้างซึ่งอยู่ไม่ไกล พวกเขาไปถึงหน้าห้างโดยใช้เวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้น บอดี้การ์ดเดินลงจากรถไปรอเหล่าเจ้านายลงมาอย่างพร้อมเพรียงกันทั้ง 7 คน ส่วนอีก 3 คนที่ยังคงขับรถอยู่รอให้เจ้านายลงจากรถก่อนจึงจะขับไปจอดรถในที่จอดรถพร้อมกันทีหลัง
จ้านเกาตกลงกันเรื่องร้านอาหารบนรถแล้วสั่งให้บอดี้การ์ดนำทางไปที่ร้านเนื้อย่างเจ้าดังในห้าง เขารู้ดีว่าบอดี้การ์ดเหล่านี้มักมาเดินเล่นที่นี่บ่อย ๆ เวลาที่ตากับยายของเขาไม่ได้ออกไปไหน กลุ่มของจ้านเกามีบอดี้การ์ดล้อมรอบเพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ได้ง่าย ๆ ตากับยายของจ้านเกาเดินมองร้านรวงต่าง ๆ ที่ไม่ได้มานานหลายปี
“ร้านค้าเดี๋ยวนี้ดูหรูหราขึ้นเยอะนะตา”
“นั่นสิ เราคงไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตากันนานไปหน่
“ฮึ หลิวอ้ายโหรว ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอกับจ้าวไห่ถังสมสู่กันตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันรู้แค่ว่าตอนนั้นเขาแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับฉันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใครมาก่อนมาหลังให้กฎหมายตัดสินก็น่าจะรู้แล้วไหม ส่วนเรื่องลูกสาวของฉันจะคบกับใครก็ไม่เกี่ยวกับพวกเธอสองแม่ลูก และลูกสาวฉันก็หมั้นกับเขาแล้ว แค่นั่งข้างกันมันจะเป็นอะไรกันเชียว ลูกสาวเธอเสียอีกที่หมั้นตั้งแต่อายุแค่ 15 เธอยังมีหน้ามาว่าฉันขายลูกสาวเหมือนเธออีกเหรอ”“กรี๊ด นังหนิงจิง แกกล้าว่าฉันขายลูกสาวเหรอ ฉันจะบอกแกให้นะว่าตระกูลหลงต่างหากที่ขอหมั้นลูกสาวฉันเอาไว้ก่อนน่ะ ไม่เหมือนพวกแกแม่ลูกหรอกที่เที่ยวเร่เอาตัวไปขายให้ตระกูลจ้าน”“จ้านเกา บอกพวกเธอให้ป้าหน่อยว่าความจริงคืออะไร ก่อนจะไล่พวกเธอออกไป”“ครับป้าซู พวกคุณฟังให้ดีนะครับ ผมจ้านเกา เป็นคนขอหมั้นน้องหนิงเซียวก่อนเอง ส่วนพวกคุณ ผมได้ข่าวว่าจ้าวไห่ถังกำลังจะหมดตัวนี่ครับ พวกคุณยังมีเวลามาอวดดีกับป้าซูและน้องหนิงเซียวได้ยังไงกัน แทนที่
จ้านเกาเห็นว่าตาของเขากับซูหนิงจิงเดินตามพนักงานไปอีกด้านแล้ว เขาจึงพาซูหนิงเซียวเดินดูนาฬิกาตู้อื่นไปเรื่อย ๆ แทน เผื่อคู่หมั้นตัวน้อยของเขาจะเจอของที่ชอบ เขาจะได้ซื้อให้เธอบ้าง ส่วนจ้านเซียงชิงก็พากู่ซิงไปดูนาฬิกาผู้หญิงอีกตู้หนึ่งไม่ไกลจากตู้ที่จ้านหย่งเหอกับซูหนิงจิงอยู่นัก บอดี้การ์ดทั้งหมดไม่ได้เข้าไปในร้านแต่ยืนเรียงแถวกันอยู่ที่หน้าร้านเพื่อไม่ให้มีคนเข้าไปรบกวนเวลาของเจ้านาย ขณะที่รอกันอยู่ พวกเขาส่งเพื่อนไปซื้อกาแฟมาแจกทุกคนเพื่อกินฆ่าเวลาระหว่างที่ด้านในยังเลือกนาฬิกากันอยู่ซูหนิงเซียวมองตู้กระจกที่เรียงรายเต็มไปด้วยนาฬิกาหลากหลายรูปแบบตรงหน้าจนแทบมึนงง เธอได้แต่ดึงมือจ้านเกาเอาไว้ก่อนที่จะเดินไปที่ตู้ต่อไป“พี่จ้านคะ เราค่อย ๆ ดูกันดีไหมคะ ตอนนี้หนูตาลายไปหมดแล้ว”“อ่า พี่พาน้องหนิงเซียวดูเร็วไปเหรอครับ ขอโทษด้วยนะครับ ถ้าอย่างนั้นเรานั่งพักกันที่ตู้ข้าง ๆ ก่อนก็แล้วกัน”“ตกลงค่ะ เฮ้อ ที่นี่มีนาฬิกาสวย ๆ เยอะมา
“เปล่าคะ หนูชอบนาฬิกาที่พี่เลือกให้มากเลยค่ะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าราคาจะแพงมากหรือเปล่า”“โธ่เอ้ย พี่ก็นึกว่าอะไร แค่น้องหนิงเซียวชอบ ไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่พี่ก็จะซื้อนะครับ พี่ว่าเราเดินไปดูคุณตากับป้าซูกันดีกว่าว่าพวกท่านเลือกนาฬิกาได้กี่เรือนกันแล้ว กว่าพนักงานจะมาคงอีกสักพัก”“ตกลงค่ะ วันนี้คุณแม่น่าจะได้ความรู้และคงซื้อนาฬิกาไปสะสมหลายเรือนอีกแน่เลยค่ะ ครั้งก่อนคุณแม่ก็ซื้อหมดไปตั้งหลายสิบล้านหยวนเลยนะคะพี่จ้าน หนูอดเสียดายเงินแทนไม่ได้เลยล่ะค่ะ”“ฮ่า ฮ่า นี่เป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่งเหมือนกันนะครับ พี่คิดว่าป้าซูคงรอขายทำกำไรในอนาคตถึงได้ซื้อนาฬิกาไปสะสม”“เฮ้อ หนูล่ะไม่เข้าใจคุณแม่เหมือนกันค่ะ พวกเครื่องเพชรกับนาฬิกาที่คุณแม่เริ่มสะสมมันจะมีมูลค่าเพิ่มมากพอที่เราจะยอมจ่ายแพงถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ”“แน่นอนสิครับน้องหนิงเซียว รออีกไม่กี่ปีถ้านาฬิกาที่ป้าซูซื้อเลิกผลิต เมื่อนั้นแหละ ราคาจะดีดตัวสูงมากกว่าสองถึงสามเท่าได้เลยนะครับ พี่ว่าน้องหนิงเซียวไม่ต้องกังวลมากไปหรอก ป้าซูต้องไม่ซื้อของสะสมเกินตั
“ฮึก… หนูแค่เสียดายเงินที่แม่กับพี่จ้านซื้อนาฬิกาวันนี้ค่ะ คราวหน้าพี่จ้านไม่ต้องซื้อของแพงขนาดนี้ให้หนูอีกนะคะ ฮึก.. หนูเสียดายเงินค่ะ”“โธ่ น้องหนิงเซียวครับ พี่ก็นึกว่าน้องเป็นอะไรไป เงินเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องเสียดายไปหรอกนะครับ อีกอย่างพี่อยากซื้อให้น้องหนิงเซียวใส่บ่อย ๆ จะได้คิดถึงพี่ยังไงล่ะครับ ไม่ร้องนะครับเด็กดี โอ๋ ๆ” ซูหนิงจิงกับจ้านหย่งเหอได้ยินสองหนุ่มสาวเข้าก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พวกเขาไม่คิดว่าซูหนิงเซียวจะคิดมากเรื่องเงินขนาดนี้ ยังดีที่จ้านเกาคอยปลอบเธออยู่ ทั้งสองคนจึงไม่เข้าไปวุ่นวายนัก อย่างไรในอนาคตเด็กสองคนจะต้องช่วยเหลือประคับประคองครอบครัวของพวกเขาเอง ซูหนิงเซียวที่ถูกจ้านเกาปลอบก็รีบพยักหน้าพร้อมรอยน้ำตา ไม่นานนักเธอก็ปาดน้ำตาออกจนหมดแล้วสูดหายใจลึกเพื่อสงบจิตสงบใจ เธอรู้ว่าจ้านเกาเป็นห่วงเธอมากขนาดไหน ซูหนิงเซียวจึงไม่อยากทำให้เขากังวลอีก“หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะพี่จ้าน ขอบคุณนะคะที่ปลอบใจหนู แต่ทีหลังไม่เอาแล้วนะคะของแพง ๆ แบบนี้ หนูยังเด็กอยู่ ถ
ทุกคนที่เดินทางมาพอฟังจ้านหย่งเหอแล้วจึงเข้าไปพักผ่อนในห้องที่แม่บ้านนำกระเป๋าไปเก็บให้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจ้านหย่งเหอกับภรรยาพักที่ห้องนอนใหญ่ด้านล่าง ส่วนคนอื่น ๆ พักห้องนอนชั้นสองของตัวบ้านที่มีห้องพักอีกห้าห้อง ระหว่างที่บรรดาเจ้านายพักผ่อน พ่อบ้านกับคนอื่น ๆ ต่างช่วยกันเตรียมอาหารกลางวันจำนวนมากเผื่อให้กับเหล่าบอดี้การ์ดที่ตามมาด้วย มื้อเที่ยงนี้มีทั้งอาหารทะเลและอาหารจานเนื้อเผื่อว่าจะมีคนแพ้อาหารทะเล เพราะพ่อบ้านไม่ทราบว่าแขกที่มาด้วยนั้นสามารถทานอาหารทะเลได้หรือไม่ เขาไม่กล้าที่จะถามอย่างเสียมารยาท เพียงแต่เตรียมเผื่อเอาไว้แทน ก่อนเวลาอาหารเที่ยง 15 นาที จ้านหย่งเหอกับภรรยาออกมานั่งรอหลานชายกับพวกซูหนิงจิงที่ห้องรับแขก ไม่นานเด็ก ๆ ก็ทยอยกันออกจากห้องลงมานั่งคุยกันที่ห้องรับแขกก่อนถึงเวลาอาหาร“หลังอาหารเที่ยงเด็ก ๆ อยากทำอะไรกันหรือเปล่า ไหน ๆ ก็ได้มาเที่ยวทะเลกันแล้ว”“พวกเรายังคิดไม่ออกเลยค่ะคุณลุงว่าจะทำอะไรดี คงต้องให้อาเกาแนะนำแล้วล่ะค่ะ”“อืม
กว่าที่ทุกคนจะออกจากเกาะก็เกือบถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว นี่เพราะทุกคนมัวแต่สนุกกับการดำน้ำตื้นและถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลินจนเลยเวลา โชคดีที่จ้านหย่งเหอกับภรรยามีของว่างและชานั่งดื่มดูเด็กๆ จึงไม่น่าเบื่อมากนัก พวกเขาอยากให้ทุกคนพักผ่อนกันให้สมกับที่เดินทางมาไกลจึงไม่ได้เร่งเร้าเด็ก ๆ ให้รีบกลับกันนัก อย่างไรอาหารเย็นวันนี้กินค่ำหน่อยก็ไม่เป็นอะไร ก่อนขึ้นเรือจ้านหย่งเหอสั่งพ่อบ้านเอาไว้แล้วว่ามื้อค่ำให้จัดเป็นอาหารปิ้งย่างและบาร์บีคิวที่ริมชายหาด พวกเขาจึงไม่คิดมากอะไรหากจะกลับค่ำสักหน่อย เมื่อทุกคนกลับไปถึงบ้านพัก พระอาทิตย์ก็ตกดินไปนานแล้ว จ้านหย่งเหอให้ทุกคนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมาทานอาหารที่ริมหาดซึ่งตอนนี้พ่อบ้านและคนงานต่างจัดสถานที่พร้อมกับมีอาหารย่างเอาไว้หลายจานรออยู่ พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็ออกมานั่งกันที่โต๊ะอาหารด้านนอกบ้านพักกันแล้ว หลังจากทานอาหารไปได้นิดหน่อย จ้านเซียงชิงที่คุยกับสามีก่อนหน้านี้ก็เอ่ยปากคุยกับซูหนิงจิงเรื่องการแต่งงานของเด็กทั้งสองคนอย่างจริงจัง“แม่หนูซู ถ้าป้าอยากขอให้หนิงเซียวแต่
สองเดือนต่อมา หลังกลับจากการเที่ยวทะเลครั้งก่อน ทุกคนก็หมั่นไปทานข้าวกับจ้านหย่งเหอและจ้านเซียงชิงบ่อย ๆ โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ไปค้างบ้านจ้านเหมือนทุกที เรื่องนี้จ้านเกาเป็นคนขอร้องเอาไว้ เพราะเขามีงานที่ต้องรับผิดชอบมากก่อนส่งมอบโครงการให้กับซูหนิงจิง ทำให้ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเธอยิ่งสนิทสนมจนเหมือนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปเสียแล้ว อีกไม่กี่วันบริษัทของจ้านเกาและกวานจื้อจิวมีนัดที่จะส่งมอบโครงการให้กับซูหนิงจิงด้วย ซูหนิงเซียวที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับโครงการของซูหนิงจิงได้ถ่ายทำวิดีโอโฆษณา โดยกู่ซิงได้จ้างผู้กำกับและทีมงานซึ่งมีฝีมือในวงการมาช่วยถ่ายทำจนงานออกมาเป็นที่น่าพอใจหลังจากตัดต่อ เรื่องการโปรโมทจะมีทีมของจ้านเกาที่ซูหนิงจิงจ้างเอาไว้ก่อนหน้านี้เป็นผู้จัดการต่อไป ยิ่งใกล้วันส่งมอบโครงการมากขึ้นเท่าไหร่ ซูหนิงเซียวก็ยิ่งตื่นเต้นมากที่จะได้เข้าร่วมงานในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ในครั้งนี้ แม่ของเธอยังพาไปเตรียมชุดที่เหมาะสมสำหรับงานใหญ่ที่จะมีสื่อมากมายเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย &nb
หลิวอ้ายโหรวได้แต่มองกลุ่มของซูหนิงจิงอย่างหมั่นไส้ เธอเชื่อว่าการที่ซูหนิงจิงกับลูกได้เข้าไปรู้จักกลุ่มตระกูลใหญ่คงเพราะเธอขายลูกสาวให้ตระกูลจ้าน หลิวอ้ายโหรวเห็นภรรยาตระกูลรองต่างมองไปทางนั้นเช่นเดียวกัน เธอยิ้มร้ายออกมาก่อนจะชวนเจียวจูกับจ้าวลี่ลี่ไปพูดคุยกับคนพวกนั้น“สวัสดีคุณนายโหยว คุณนายไป๋ คุณนายเซียะและคุณนายทุกท่านค่ะ ดิฉันหลิวอ้ายโหรว ภรรยาของจ้าวไห่ถัง นี่ลูกสาวดิฉันและพี่สาวเจียวจูภรรยานายท่านหลงค่ะ” หลิวอ้ายโหรวส่งยิ้มประจบกลุ่มคนที่เธอพอจะรู้จักบ้างนิดหน่อย หลังจากแนะนำตัวกันได้ไม่นาน หลิวอ้ายโหรวก็เริ่มพูดถึงงานในวันนี้รวมถึงเรื่องของซูหนิงจิงขายลูกสาวให้ตระกูลจ้านด้วย“คุณน้องพูดจริงเหรอคะ? พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณจ้านเกาจะหมั้นหมายแล้ว อีกอย่างเด็กคนนั้นดูเหมือนยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ”“นั่นสิคะ พวกเราไม่เคยได้ยินข่าวนี้มาก่อน ถ้าซูหนิงจิงทำแบบนั้นเพื่อเข้าถึงตระกูลใหญ่ก็นับว่าเสียศักดิ์ศรีมากเลยนะ”“อืม ฉันว่าเรื่องนี้เราคงต้องไปถามสามีพวกเราก่อนว่ามีใครรู้
ก่อนที่หลงเอ้อหลางจะหายเจ็บและลงมือกับซูหนิงเซียวอีกครั้ง กำลังตำรวจและบอดี้การ์ดที่มาถึงก่อนรีบเข้าไปช่วยเหลือซูหนิงเซียวหลังจากจับกุมเพื่อนทั้งห้าคนของเขา หลงเอ้อหลางที่ถูกจับกุมด่าทอต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสาดเสียเทเสียเหมือนคนบ้า เขาไม่คิดว่าตำรวจจะมาเร็วถึงขนาดนี้ก็ยิ่งโกรธแค้นซูหนิงเซียวมากขึ้นไปอีก เขายังไม่ได้ล้างแค้นเธอเลยแต่กลับถูกจับเสียแล้ว ตอนนี้เขาไม่สนใจว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เขามั่นใจว่าคุณตาจะต้องช่วยเขาออกไปได้แน่ อีกอย่างเขายังไม่ได้ทำอะไรซูหนิงเซียว เขาจึงไม่สนใจว่าตำรวจพวกนี้จะตั้งข้อหาอะไรเขา ซูหนิงเซียวที่ถูกฉีกทึ้งเสื้อผ้ารีบม้วนตัวเข้าไปในผ้าห่ม โชคดีที่หลงเอ้อหลางไม่ได้มัดมือมัดเท้าเธอเอาไว้ ทำให้เธอยังพอที่จะต่อกรกับเขาได้จนกระทั่งความช่วยเหลือมาถึง แต่ด้วยความดีใจที่รอดพ้นจากเงื้อมมือคนเลว ซูหนิงเซียวก็ร้องไห้อย่างสุดจะกลั้น เธออับอายไม่น้อยที่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ จ้านเกามาถึงก็ตรงเข้าไปต่อยหลงเอ้อหลางจนล้มลงไปกองกับพื้น แต่หลงเอ้อหลางที่บ้าไปแล้วกลับหัวเราะออกมาแล้วเยาะเย้ยจ้านเกาเร
ซูหนิงเซียวไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น เธอมัวแต่รีบเข้าห้องน้ำจนกระทั่งสบายท้องแล้วจึงออกมาด้านนอก แต่กลับพบกลุ่มของหลงเอ้อหลางรอเธออยู่ ซูหนิงเซียวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เธอไม่คิดว่าจะมาเจอคนพวกนี้อีกในงานของมหาวิทยาลัยของเธอ“พวกคุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง นี่มันห้องน้ำผู้หญิงนะ”“ฮึ ถ้าเราไม่เข้ามาแล้วจะได้แก้แค้นเธอเมื่อไหร่กัน”“นั่นสิ เธอทำพวกเราเสียเงินไม่น้อยเลยนะคราวก่อน วันนี้อย่าหวังว่าจะหนีรอดจากพวกเราไปได้เลย”“จับเธอ!!!” หลงเอ้อหลางไม่ยอมเสียเวลาพูดมากเหมือนเพื่อน เขากลัวว่าวิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิงที่สุด เพื่อนของหลงเอ้อหลางสามคนดาหน้าเข้าไปเตรียมล็อกแขนซูหนิงเซียวและปิดปากไม่ให้เธอร้องขอความช่วยเหลือได้ง่าย ๆ แต่ขณะที่พวกเขากำลังยื่นมือเข้าไป ซูหนิงเซียวก็เตะพวกเขาจนลงไปกองกับพื้น“โอ้ย! นังบ้า ฤทธิ์เยอะนักนะ พวกแกเข้าไปอีก คราวนี้ฉันจะช่วยด้วย” หลงเอ้อหลางเรียกเพื่อนอีกสองคน ซูหนิงเซียวพยายามต่อสู้กับหลงเอ้อหลางตามที่เธอ
จ้าวหลงเฉิงที่เริ่มเข้าวงการมาตั้งแต่สองเดือนก่อน ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นจากละครที่แสดงเป็นน้องชายนางเอกเมื่อเดือนที่แล้ว เขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับคัดเลือกให้แสดงบทนี้แต่แรก นี่เป็นเพราะหลิวอ้ายโหรวยอมจ่ายเงินสนับสนุนละครเรื่องนี้มากถึงสองล้านหยวนจนลูกชายได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดง หลังจากนี้หลิวอ้ายโหรวที่ทำให้ลูกชายมีชื่อเสียงมากขึ้นก็ไม่ต้องเสียเงินอีก ถึงแม้เธอจะจ่ายค่าชดเชยไปถึงสิบล้านหยวนแล้วก็ตาม แต่เธอยังมีเงินที่เหลือจากการจำนองที่ดินอยู่หลายล้านหยวน เธอจึงสามารถนำเงินมาต่อยอดให้ลูกชายเข้าวงการบันเทิงได้อย่างเต็มตัว จ้าวลี่ลี่เห็นน้องชายเริ่มดังก็ชักจะอยากเข้าวงการบันเทิงเช่นเดียวกัน เพียงแต่จ้าวไห่ถังไม่อนุญาตให้เธอไปยุ่งเกี่ยวกับวงการบันเทิงเหมือนจ้าวหลงเฉิง เขารู้ดีว่าผู้หญิงที่เข้าวงการมักจะถูกเอาเปรียบ ต่างกับผู้ชายที่ไม่ว่าจะได้รับบทอะไรก็ไม่เสียหายเหมือนดาราหญิง และเขามั่นใจแล้วว่าหลิวอ้ายโหรวจะสามารถดูแลลูกชายของเขาได้เป็นอย่างดี จ้าวลี่ลี่จึงทำได้แค่ตั้งใจเรียนให้มากขึ้นเพื่อจะได้รีบจบการศึกษาแล้วหางานทำ &n
คืนนั้นหลังจากหลิวอ้ายโหรวคุยกับจ้าวไห่ถังเรื่องจะให้ลูกสาวไปทำงานในวงการบันเทิง จ้าวไห่ถังรู้ว่าลูกสาวเขาเรียนไม่ค่อยเก่งแต่แรก เขาจึงไม่คัดค้านอะไร เช้าวันต่อมาระหว่างทานอาหาร หลิวอ้ายโหรวบอกจ้าวลี่ลี่ว่าจะให้ทำงานในวงการบันเทิง ทำให้จ้าวลี่ลี่ที่เคยดูถูกพวกดาราที่เรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอไม่ก่อนไม่พอใจทันที“หนูไม่ทำหรอกนะคะแม่ ถ้าหนูไปทำงานในวงการบันเทิง ตระกูลหลงจะไม่ดูถูกหนูเหรอคะ หนูยังไม่อยากถูกถอนหมั้นจนเสียหน้าคนในวงสังคมนะ” จ้าวลี่ลี่พูดอย่างไม่พอใจ“เอ๊ะ แค่ทำงานงานวงการบันเทิงใครเขาจะดูถูกแกกัน เมื่อก่อนฉันก็ทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครในสังคมดูถูกฉันสักนิด ไม่รู้ล่ะ ถ้าแกไม่ทำงานก็ไม่ต้องขอเงินพ่อแกไปซื้อเสื้อผ้าอีก” หลิวอ้ายโหรวยื่นคำขาด“นี่คุณจะเสียงดังทำไมกัน ถ้าลูกไม่อยากทำก็ไม่เป็นไรนี่นา คุณก็หัดอยู่บ้านซะบ้างจะได้ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ใช่หาแต่เรื่องออกไปซื้อของไม่จำเป็นพวกนั้นอยู่ตลอด ลูกก็ด้วยนะลี่ลี่ เลิกซื้อได้แล้วเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอางพวกนั้น พ่อเห็
จ้าวไห่ถังกลับถึงบ้านก่อนเที่ยงวันเกือบหนึ่งชั่วโมง หลิวอ้ายโหรวที่ไม่ได้ไปไหนแปลกใจไม่น้อยที่เห็นสามีขนของกลับมาบ้านเวลานี้ เธอรอให้เขาวางกล่องของลงก่อนจะถามเขาอย่างสงสัย“นี่คุณเอาอะไรมาเยอะแยะคะ แล้ววันนี้คุณไม่ทำงานเหรอ?”“เฮอะ ของพวกนี้ผมเอามาจากห้องทำงานผมนั่นแหละ ตอนนี้ซูหนิงจิงเข้ายึดตำแหน่งประธานบริษัทไปแล้ว ผมยังจะมีหน้าทำงานอยู่ที่นั่นต่อได้ยังไงกัน หลังจากนี้คุณก็อย่าใช้เงินเปลืองนักก็แล้วกัน เสื้อผ้า เครื่องสำอางก็ไม่ต้องขนซื้อมาเหมือนเมื่อก่อนอีก เงินเดือนที่ผมจะได้ลดลงมาจากเดิมเกินครึ่งแล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่าเงินห้าหมื่นหยวนต่อเดือนจะพอจ่ายค่าคนใช้พวกนี้ไหม ไม่แน่ผมอาจจะต้องให้คนออกสักสองสามคน เหลือไว้แค่คนทำอาหารกับทำความสะอาดแค่สองคนพอ รอให้ลูกกลับมาผมจะบอกเรื่องนี้กับพวกเขาเอง” จ้าวไห่ถังพูดอย่างหนักใจ“อ้าว แล้วคุณปล่อยให้นังหนิงจิงไล่คุณออกได้ยังไงล่ะคะ ก็ไหนตอนที่หย่ากัน นังนั่นมันบอกจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทของคุณอีกน่ะ ทำแบบนี้มันไม่ผิดสัญญาหย่าร้างกับคุณเหรอคะ แล้วคุณทำไมไม่หาทนายมาฟ้องเรียกค่าเสี
บอดี้การ์ดทั้งสี่ปล่อยให้ซูหนิงจิงและกู่ซิงเข้าไปในห้องเหลียงฟาง ส่วนพวกเขานั้นยังเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องเพื่อให้พวกเธอมีความเป็นส่วนตัวก่อนที่ทนายฮวงจะมาถึง“หนิงจิง คุณแน่ใจนะว่าจ้าวไห่ถังจะยอมรับข้อตกลงของคุณ”“อืม ถ้าเขาไม่เห็นแก่บริษัท เขาก็คงไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงที่ฉันเสนอหรอกนะ ฉันหวังว่าเขาจะตกลงตามข้อเสนอ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงต้องเสียเวลาในการขึ้นศาลซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก และตอนนี้ภรรยาของเขายังถูกฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทจากฉันกับจ้านเกา ฉันคิดว่าเขาคงไม่อยากเสียเงินไปมากกว่านี้”“อ้อ ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าคนเห็นแก่เงินอย่างจ้าวไห่ถังคงไม่ปฏิเสธข้อตกลงของคุณแน่ ๆ” 10 นาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์ของซูหนิงจิงก็ดังขึ้น เธอบอกให้เหลียงฟางออกไปรับฮวงไหลแทนเธอ เพราะไม่อยากให้ข่าวการมาของเธอไปถึงหูจ้าวไห่ถังเร็วนัก เหลียงฟางใช้เวลาไม่นานก็พาฮวงไหลเข้ามาในห้องก่อนจะชวนทุกคนไปยังห้องประชุมใหญ่ชั้นบน ซึ่งระหว่างทางเขาโทรแจ้งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งจ้าวไห่ถังให้เข้าร่วมประชุมด้
หลังจากพูดคุยกับฮวงไหลอยู่เกือบสองชั่วโมง ซูหนิงเซียวก็ลุกออกไปส่งเขากลับ ก่อนจะกลับมานั่งที่โซฟาเพื่อรอฟังว่าแม่ของเธอจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากลุงฮวงจัดการเรื่องคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว“แม่แน่ใจเหรอคะว่าเข้าไปบริหารบริษัทในอีกไม่กี่วันนี้ หนูกลัวว่าพ่อจะสร้างปัญหาให้แม่ค่ะ” ซูหนิงจิงยิ้มให้ลูกสาวก่อนจะลูบหัวเธอเบา ๆ เพื่อปลอบโยนไม่ให้ซูหนิงเซียวคิดมากเกินไป เธอเข้าใจดีว่าลูกเป็นห่วงเธอมากขนาดไหน“แม่แน่ใจจ๊ะ เรื่องพ่อของลูกก็อย่ากังวลไปเลยนะ ลูกก็ได้ยินแล้วนี่ว่าแม่มีลุงฮวงคอยช่วยเหลืออยู่น่ะ และแม่ยังมีป้ากู่เข้าไปช่วยงานแม่ที่นั่นด้วย ทีนี้สบายใจขึ้นบ้างหรือยัง”“หนิงเซียวไม่ต้องห่วงนะ ป้าจะดูแลแม่ของหนูให้ดีเองจ๊ะ อย่าลืมว่าเรายังมีบอดี้การ์ดไปด้วยอีกสี่คนเลยนะ”“เฮ้อ ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะค่ะป้ากู่ หนูก็ยังเป็นห่วงแม่อยู่ดีค่ะ หนูรู้นิสัยพ่อดีว่าเขารักหน้าตาตัวเองขนาดไหน ถ้าแม่เข้าไปแย่งตำแหน่งประธานมาล่ะก็ พ่อมีหวังอาละวาดแน่ ๆ”“เขาไม่มีสิทธิที่จะอาละวาดหรอกนะลูก ในเมื่อห
หลังผ่านวันเปิดโครงการไปได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ตอนนี้มีลูกค้าซื้อห้องไปแล้วเกินกว่าครึ่งของจำนวนห้องทั้งหมดในโครงการทั้งสามอาคาร ซูหนิงจิงจึงตัดสินใจแจ้งเหลียงฟางเรื่องที่เธอจะกลับเข้าไปบริหารงานในบริษัทอีกครั้ง[ คุณคิดดีแล้วใช่ไหมหนิงจิง? ผมกลัวว่าจ้าวไห่ถังจะสร้างปัญหาให้คุณนะ ][ เรื่องนั้นคุณไม่ต้องกังวล ฉันจะพาฮวงไหลเข้าไปจัดการทุกอย่างก่อนจะเริ่มงานที่นั่นเอง ][ อืม ถ้าอย่างนั้นผมจะแจ้งเรื่องให้หัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ทราบอย่างลับ ๆ ก่อนก็แล้วกัน คุณคิดจะเข้ามาที่นี่เมื่อไหร่?][ น่าจะประมาณอีก 3-4 วันนะ ฉันกำลังจะส่งเอกสารการถือหุ้นและเอกสารที่ฉันแก้ไขปัญหาของบริษัทที่ผ่านมาน่ะ ][ ตกลง ผมจะรอวันที่คุณเข้ามาที่นี่ก็แล้วกัน ถ้าจ้าวไห่ถังไม่ยินยอม ผมจะเรียกผู้ถือหุ้นทั้งหมดเข้าประชุมเพื่อแก้ไขปัญหานี้ก็แล้วกัน คุณจะได้ไม่ต้องไปกระทบกระทั่งกับจ้าวไห่ถังมากนัก ผมกลัวว่าเขาจะหาทางแก้แค้นคุณเอา ][ ได้ ขอบใจมากนะเหลียงฟาง แล้วค่อยเจอกัน ฉันขอตัวไปส่งเอกสารให้ทนายก่อน ][ ครับ สวัสดีครับ ] กู่ซิงที่ทำหน้าที่เลขาของซูหนิงจิ
“เพราะคุณคนเดียวทำให้พวกเราต้องเสียโอกาสซื้อห้องในโครงการนี้!!!” สามีภรรยาตระกูลรองหลายคนต่างโทษหลิวอ้ายโหรวเป็นเสียงเดียวกัน“อ้าว ทำไมพวกคุณพูดแบบนี้ล่ะคะ ในเมื่อพวกคุณเองเป็นคนสนับสนุนฉันตั้งแต่แรกน่ะ” หลิวอ้ายโหรวมีหรือจะยอมรับความผิดครั้งนี้ง่าย ๆ เธอเพียงแค่บอกข้อสันนิษฐานออกไปเท่านั้น เป็นพวกเขาที่เห็นด้วยกับเธอเอง บอดี้การ์ดต่างมองกลุ่มคนที่กำลังเอะอะโวยวายอย่างกับแม่ค้าพ่อค้าปากตลาดอย่างสมน้ำหน้า พวกเขาต้องคอยเฝ้าจนกว่าคนพวกนี้จะขับรถออกจากโครงการไป ไม่อย่างนั้นหากพวกเขาเข้าไปวุ่นวายภายในอีกคงไม่ดีแน่ หลังจากทะเลาะกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง จ้าวไห่ถังกับหลงฮ่าวทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาต่างดึงแขนภรรยาของตัวเองเดินกลับขึ้นรถในทันที ตอนแรกเจียวจูว่าจะไม่ช่วยหลิวอ้ายโหรว แต่ด้วยลูกชายของเธอยังเป็นคู่หมั้นของจ้าวลี่ลี่อยู่ เธอจึงต้องออกหน้าช่วยหลิวอ้ายโหรวจนถูกหมายหัวไปด้วย เมื่อเข้าไปในรถแล้ว จ้าวไห่ถังกับหลงฮ่าวต่างคนต่างต่อว่าด่าทอภรรยาตัวเองจนถึงบ้าน พว