เวลานี้ผู้อาวุโสทำได้เพียงส่ายหน้า ปวดหัวหนักจนต้องถอนหายใจกับความชอบเล่นสนุกของศิษย์ของตน แม้จะมีไหวพริบเฉลียวฉลาด ทว่าก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็น ติดชอบเที่ยวตามประสาอายุยังน้อย ถึงจะต้องตำหนิบ้างแต่นางไม่เคยก่อเรื่องให้หนักใจมากมาย หากครั้งนี้นับเป็นเรื่องใหญ่มากชะตาชีวิตของคนคู่หนึ่งอาจเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดที่ผิดทาง สิ่งรอบข้างก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน“เป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องหาทางให้ทั้งสองคนลงเอยให้จงได้”ผู้เฒ่าจันทราเอ่ยน้ำเสียงเครียด“ข้าจะหาทางเองอาจารย์ ข้าจะจัดการให้พวกเขาลงเอยกันให้ได้”หญิงสาวรีบบอกเพราะความจริงแล้วเป็นตนเองที่เถลไถลจนเกิดเรื่องขึ้น“ลำพังเซียนน้อยเช่นเจ้าจะจัดการอย่างไรได้”น้ำเสียงของผู้เฒ่าจันทราดูอ่อนแรง ทั้งยังคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ลูกศิษย์ของตนจะแก้ไขได้“เรื่องนี้ข้ามีส่วนเกี่ยวข้อง ข้าจะช่วยนางเอง”ผู้เฒ่าจันทรามองท่านชายสวรรค์ด้วยสายตาคาดไม่ถึงที่อีกฝ่ายอาสาช่วย“ข้าไม่อาจให้ท่านชายต้องมายุ่งยากกับเรื่องที่ศิษย์ของข้าก่อขึ้น”“ข้าบอกแล้วว่าต้นเหตุเป็นเพราะข้า ท่านผู้เฒ่าอย่าได้เกรงใจ”“แต่...”“หากท่านลำบาก
“หึ เจ้าเองเลือดครึ่งหนึ่งก็เป็นเผ่าวิหค สวรรค์เห็นใจเผ่าจิ้งจอกจริงหรือ”แม้จะไม่ได้เอ่ยเสียงดังนัก หากห้าวอี้ที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักก็ได้ยิน นึกโมโหคนพูดครามครัน“ท่านชายระวังคำพูดด้วย”หลี่ไห่ฉินเหลือบมองขุนพลสวรรค์โดยไม่เกรงใจ แล้วเดินเลี่ยงไปดื้อๆ ทำเอาห้าวอี้ขุ่นใจกับท่าทางนั้น จะก้าวตามไปเอาเรื่อง ทว่าเทียนเหวินห้ามไว้“ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย”ผู้เป็นขุนพลสวรรค์ถึงกับกัดฟันพูด เขาใจเย็นเสมอ ทว่าท่านชายเผ่าจิ้งจอกผู้นี้ไม่เคยให้เกียรติท่านชายของตนเลย ทั้งที่มีเกียรติและศักดิ์สูงกว่า“ช่างเถิด อย่างไรข้าก็สนใจเพียงต้องรีบหาผู้ลอบสังหารให้ได้โดยเร็ว”เวลานี้เทียนเหวินมีเพียงเรื่องของเสี่ยวเหลียนในความคิด อยากกลับไปสวรรค์โดยเร็ว ไม่แน่ใจว่าหญิงสาวจะไปจัดการเรื่องชะตาของคู่รักที่หายไปเรียบร้อยหรือยัง ทว่าแต่ละดินแดนช่วงเวลาต่างกัน ระหว่างที่เขาเดินทางมายังดินแดนจิ้งจอก หากนางไปโลกมนุษย์เวลาจะผ่านไปเร็วหลังจากตรวจสอบร่องรอยที่เกิดขึ้นในที่เกิดเหตุแล้วดูคล้ายพลังเพลิงวิหคจริง ทั้งเทียนเหวินและห้าวอี้ก็สำรวจพื้นที่ซึ่งเป็นเส้นทางไปสักการะบรรพชน โดยหลี่ไห่ฉินเป็นผู้นำทาง ด้ว
“ในเมื่อพูดกันไม่เข้าใจ ก็คงต้องตัดสินด้วยฝีมือ”ขุนพลจากเผ่าวิหคผู้เริ่มลงมือก่อนเอ่ยกับผู้มาใหม่เสียงแข็ง“จิ่วเม่ย”รองแม่ทัพจี้เหยาปรามคนของตน เมื่อเห็นขุนพลสวรรค์ห้าวอี้ และรู้ดีว่าเขาคือพี่เลี้ยงของท่านชายสวรรค์ ฉะนั้นชายหนุ่มผู้ดูองอาจมีสง่าราศีผู้นี้น่าจะเป็นใครไปไม่ได้“ท่านคือ...”“ข้าเทียนเหวิน”ชายหนุ่มตอบผู้อาวุโสกว่าอย่างนอบน้อม นับแต่เติบโตตนก็ไม่ได้ไปยังเผ่าวิหคอีก แม้จะพอจำได้ว่ารองแม่ทัพจี้เหยาคือสตรีผู้เก่งกาจที่สุดในเผ่าวิหค ทว่าอีกฝ่ายอาจจำตนไม่ได้“ยินดีที่ได้พบท่านชาย”แม้อาวุโสกว่า หากรองแม่ทัพเผ่าวิหคก็แสดงออกอย่างให้เกียรติท่านชายสวรรค์ ส่วนจิ่วเม่ยถึงกับหน้าเสียที่ตนเสียมารยาทกับอีกฝ่าย“เรื่องนี้จำต้องตรวจสอบให้แน่ชัด หากพวกท่านใจร้อนเช่นนี้จะยิ่งสูญเสียมากขึ้นไปอีก”เทียนเหวินพยายามบอกให้ทั้งสองเผ่าใจเย็นลง“ข้าต้องการเห็นว่าที่เกิดเหตุเป็นเช่นไรบ้าง อย่างน้อยเผ่าวิหคเราควรได้รับความยุติธรรม ได้เห็นร่องรอยข้าย่อมบอกได้ว่าเกิดจากพลังเพลิงวิหคจริงหรือไม่”รองแม่ทัพจี้เหยาบอกเหตุผล นอกจากมาเพื่อเคารพศพท่านอ๋องเสนาบดีแล้วยังต้องการพิสูจน์ให้รู้กันไปเลยว่าผู้ร้
ดินแดนจิ้งจอกอุดมด้วยขุนเขาป่าเขียวสลับดอกไม้นานาชนิดหากมองจากด้านบน หุบเขาเหอซานที่ตั้งของวังจิ้งจอกอยู่ใกล้ทะเลสาบกว้างใหญ่ โดยเป็นวังที่สร้างขึ้นใหม่เมื่อหลี่หยางเหวินขึ้นครองเผ่าจิ้งจอกแทนราชาจิ้งจอกคนเก่าชิงลู่เพราะไร้ทายาท ราชาจิ้งจอกมาจากสายตระกูลเก่าแก่ในเผ่า หลี่เว่ยผู้เป็นเสนาบดีนั้นเป็นน้องชายเพียงคนเดียว ที่เหลือเป็นน้องสาวทั้งหมด นับว่าสองพี่น้องช่วยกันดูแลเผ่าจิ้งจอกอย่างสงบสุขมานานเมื่อน้องชายจากไปกะทันหันราชาจิ้งจอกก็เศร้าใจยิ่งนัก ทว่าหลี่ไห่ฉินหลานชายก็นับว่ามีความสามารถมาก และช่วยงานผู้เป็นบิดามาหลายพันปีนับแต่กลับจากสำนักซ่างเซียน ส่วนราชาจิ้งจอกกับราชินีมีธิดาซึ่งเวลานี้ยังอายุน้อยส่วนเฉิงเค่อนั้น มารดาของเขาเป็นน้องสาวของราชาจิ้งจอก บิดาได้รับการอวยยศขึ้นเป็นอ๋องตามตำแหน่งของชายา เฉิงกังจึงไม่มีอำนาจใดเพราะองค์หญิงหลี่ซู่ใช้ชีวิตเช่นสตรีสูงศักดิ์ทั่วไป อยู่อย่างสบายไม่สนใจสิ่งใด ไม่ใส่ใจการเมืองการปกครอง ยิ่งเมื่อเฉิงเค่อทำผิดใหญ่หลวง ทั้งสองสามีภรรยายิ่งอยู่ในเผ่าจิ้งจอกอย่างเก็บเนื้อเก็บตัวด้วยความอับอาย“นี่มัน...ร่องรอยพลังเพลิงวิหค”รองแม่ทัพจี้เหยาพึมพำ เ
ฝ่ายเอินเอินกับเสี่ยวจูตามทั้งหมดเข้าไปยังตลาดสามดินแดน และคอยจับตาดูหลี่ไห่ฉินกับเจียอิน หาทางให้ทั้งสองได้ใกล้ชิด ทว่าทั้งคู่กลับแยกเดินทาง หญิงสาวเท้าเอวเดินตามเจียอินกับบรรดาชาวเผ่าวิหคพลางใช้ความคิด ทว่าเสี่ยวจูถอนหายใจเบื่อหน่าย“เฮ้อ...ข้าหิวแล้ว จะต้องตามพวกนางไปถึงเมื่อไรกัน”“ก็จนกว่าจะทำให้นางใกล้ชิดกับท่านชายเผ่าจิ้งจอกสำเร็จอย่างไรเล่า”“เราแวะกินบะหมี่ก่อนไม่ได้หรือ บะหมี่นั่นดูน่ากินทีเดียว”พลางบอกเสี่ยวจูก็หยุดเดินจ้องบะหมี่ที่มนุษย์คนหนึ่งกำลังกินตาวาว พร้อมกับกลืนน้ำลาย ทว่าเอินเอินมาคว้าคอให้เดินตาม“ไม่ได้ เดี๋ยวพวกนางคลาดสายตา แล้วเราอาจพลาดโอกาสดีๆ”“เหอะ เจ้ายังหวังโอกาสดีๆ อีกหรือ ในเมื่อท่านชายนั่นไปอยู่มุมไหนของตลาดนี่ก็ไม่รู้”“เราถึงต้องคอยจับตาดูตลอดเวลาอย่างไรเล่า”เอินเอินไม่ยอมละสายตาจากคู่ชะตารัก หากนางพลาดซ้ำสอง ปัญหาอีกมากมายจะตามมา“โอ๊ย”อยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งก้มหน้าก้มตาเดินจนชนเข้ากับตน หญิงสาวอุทานเพราะถูกอีกฝ่ายผลักต้นแขนแล้วปวดปลาบจนชวนเซ ยังดีมีเสี่ยวจูช่วยพยุงไว้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมนิ่งเฉย“นี่ เจ้าชนผู้อื่น ไม่คิดขอโทษหรือ”เสียวจูตะโกนเสีย
“ข้าเห็นว่านางลอบร่ายเวทซัดเข้าใส่เจียอินกับตา จงใจทำให้เสียหลัก ช่วยให้คนผู้นั้นฉวยโอกาสลงมือกับนางได้”รองแม่ทัพเผ่าวิหคบอกเล่าตามที่ตนเข้าใจดวงหน้าเล็กซีดลง มองไปยังท่านชายเผ่าจิ้งจอกที่แม้บาดเจ็บหากก็ยังยืนได้ มีเจียอินช่วยพยุงพร้อมสีหน้าท่าทางห่วงใย แล้วก็ถอนหายใจด้วยความท้อแท้“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าหาได้คิดจะทำร้ายนาง”เอินเอินหันกลับมาพูดกับรองแม่ทัพเผ่าวิหค“หากเป็นคำพูดผู้อื่น ข้าอาจไม่ฟังความข้างเดียว แต่ครั้งนี้ ข้าเห็นด้วยตนเอง พวกเจ้าสองคน เป็นพวกเดียวกับผู้ที่ปกปิดใบหน้าทำตัวลึกลับผู้นั้นอย่างแน่นอน”“ใช่ที่ไหนกันเล่า ชายคนนั้นชนสหายข้า พวกข้าจึงจะตามไปเอาเรื่องต่างหาก”เสี่ยวจูแย้งขึ้น“แต่เท่าที่เห็น พวกเจ้าไม่ได้มีทีท่าจะเข้าไปจับคนผู้นั้นเลย ทั้งยังแอบหลบอยู่ห่างๆ อีกต่างหาก”“ก็พวกท่านกำลังจับผู้ลอบสังหารท่านอ๋อง พวกข้าจะเข้าไปยุ่งทำไมเล่า”“เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าพวกเรากำลังทำสิ่งใด มั่นใจได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือผู้ลอบสังหาร ที่สำคัญเจ้าทำเหมือนรู้ว่าพวกข้าเป็นใคร ทั้งที่พวกข้ามีกลิ่นกายเช่นมนุษย์ธรรมดา”หลี่ไห่ฉินเอ่ยเสียงเข้ม เขามองคนทั้งสองด้วยแววตาแข็งกร้าวเสี
เสียงของเสี่ยวจูทำให้ทหารของเผ่าวิหคที่ยืนเวรยามป้องกันบริเวณนี้ห่างออกไปหันมอง เพราะท่านชายเผ่าจิ้งจอกได้รับบาดเจ็บ รองแม่ทัพเผ่าวิหคจึงจำต้องวางกำลังของตนให้คอยคุ้มกันท่านชาย ส่วนรองแม่ทัพกับเจียอินเป็นผู้รักษาหลี่ไห่ฉิน“มีอะไรหรือ”จิ่วเม่ยเดินเข้ามาหยุดยืนไม่ห่างนักพลางถาม“ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับสหายของข้า นางกำลังจะหมดสติแล้ว ได้โปรดช่วยนางด้วย”ขุนพลเผ่าวิหคลังเล เสี่ยวจูจึงชูมือสหายตนขึ้น“ข้าพูดจริง ไม่ได้โกหก ท่านดูสิ”เอินเอินอ่อนแรงลงมาก นางรู้สึกราวร่างกายของตนกำลังถูกพิษ สิ่งที่มองเห็นในคลองสายตาเริ่มพร่าเลือน ภายในอกราวมีเพลิงโหมไหม้ แม้แต่จะพูดยังพูดไม่ออก และแล้วความมืดมิดก็เข้าครอบงำความรู้สึกนึกคิดทั้งหมด“เอินเอิน...เอินเอิน!”เสี่ยวจูเรียกหญิงสาวด้วยอย่างตื่นตกใจเมื่ออีกฝ่ายหมดสติจิ่วเม่ยที่ยืนมองอยู่เองก็อึ้งไปเช่นกัน เป็นเวลาเดียวกับที่รองแม่ทัพจี้เหยามาถึง เพราะเห็นว่าหลี่ไห่ฉินอาการไม่หนักหนา หลังจากตนช่วยนำอาวุธมีดสั้นออกมาได้สำเร็จ และรอดูอาการกระทั่งเจียอินทำแผลให้เขาเรียบร้อย“มีอะไรหรือจิ่วเม่ย”“ท่านรองแม่ทัพ อยู่ๆ นางก็หมดสติ ข้าไม่แน่ใจว่านางเป็นอ
“อึก”เสี่ยวจูหล่นกระแทกพื้นทั้งยังกระอักเลือด ทว่าเมื่อเห็นรองแม่ทัพเผ่าวิหคหันไปหาเอินเอิน เขาจึงรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาหญิงสาว“พวกเจ้าจะยอมรับหรือไม่”เอินเอินส่ายหน้า รองแม่ทัพจี้เหยาจึงซัดพลังผลักเสี่ยวจูที่กำลังพุ่งเข้ามาจนลอยกลับไปตกห่างออกไป“อย่าทำเช่นนี้เลย ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจให้คำตอบท่านได้”“เช่นนั้นบอกข้ามา ไยเจ้าจึงมีแผลรอยไหม้”“ข้าไม่รู้จริงๆ”รองแม่ทัพจี้เหยายกมุมปากหยัน มั่นใจว่าตนมองไม่ผิด“พวกเจ้ายอมขายวิญญาณสินะ ได้...”เอ่ยจบสองมือก็ขยับร่ายเวท ในขณะเดียวกันเสี่ยวจูก็พยายามลุกเพื่อกลับมาช่วยเอินเอินที่บาดเจ็บหนัก ช่วงเวลาที่รองแม่ทัพเผ่าวิหคส่งพลังไปยังเจ้าของร่างบอบบาง ร่างของเสี่ยวจูก็กระโจนเข้ามาโอบคนตัวเล็กป้องกันแล้วล้มตามแรงปะทะไปด้วยกันทั้งสองคน ทว่าผู้ที่รับพลังซึ่งซัดใส่เต็มเปาเป็นเสี่ยวจู ทำเอาทั้งสองนอนกองแนบพื้น ชายหนุ่มกระอักเลือดอย่างหนักสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของเทียนเหวินซึ่งปรากฏกายขึ้นพร้อมกับห้าวอี้ควบคุมตัวผู้ที่หนีไปก่อนหน้านี้กลับมาด้วย พร้อมทหารจากเผ่าจิ้งจอกต่างตามมาเช่นกัน“เกิดอะไรขึ้นหรือ”พร้อมกับถามพลันสายตาก็มองไปเห็นร่างบอบบางน
ต่างฝ่ายต่างแตะต้องกันและกัน มือกระด้างบีบนวดผิวบางในทุกสัดส่วน มือนุ่มก็เคล้นไปตามกล้ามแน่น ทั้งแขนกำยำ แผงอกกว้าง หน้าท้องแกร่ง รวมถึงต้นขาชายหนุ่มที่แข็งแรงชวนให้ต้องกลืนน้ำลาย ยิ่งยามที่มืออุ่นทาบทับแนบดอกไม้แสนงาม หญิงสาวก็เกาะกุมตัวตนแกร่งร้อนไว้ในมือตนเช่นกันสองหนุ่มสาวแบ่งปันห้วงอารมณ์วาบหวาม เร่งเร้านำพาให้ร่างกายทั้งคู่ค่อยๆ พลุ่งพล่านขึ้น ตาสบตา ขณะที่ต่างก็หอบหนัก เอินเอินรู้สึกได้ว่ามือตนแทบไหม้ทีเดียว อึดใจต่อมาร่างสูงใหญ่จึงขยับมาชิดบดเบียดเรือนกายเสียดสีเร้าใจเปลือกตาบางปิดลงพร้อมครางเสียงหวานข้างใบหูชายหนุ่ม สองแขนเรียวกอดร่างหนา กางกรงเล็บเล็กเกาะเกี่ยวข่วนบางเบาบนแผ่นหลังอีกฝ่าย ทั้งฟันเล็กยังกัดใบหูชายหนุ่มยั่วเย้า“อา คนดีของข้า เจ้าทำให้ข้าร้อนยิ่งกว่าร้อนแล้วในตอนนี้”เทียนเหวินเสียวสยิวไปทั้งกาย เพราะร่างที่แนบชนิดทั้งหอมกรุ่นและนุ่มนิ่ม ทั้งเจ้าตัวยังรู้ดีว่าต้องปลุกเร้าตนเช่นไร นานวันที่ได้ร่วมรัก เอินเอินสั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เขากระตุ้นนาง นางก็กระตุ้นกลับไม่แพ้กัน หากนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มยิ่งพอใจในคนรักของตน เพราะหญิงสาวเร่าร้อนได้ถึงเพียงนี้ก็เพื่อ
ณ ศาลาริมสระน้ำตำหนักเทียนหลันอีกหมื่นปีต่อมาปลายนิ้วเรียวงามกรีดไปตามเส้นสายบรรเลงพิณตามที่ผู้เป็นเจ้าของตำหนักชี้แนะอย่างช้าๆ ด้วยความตั้งใจ ดวงหน้างามมีความจริงจังจนคิ้วขมวดมุ่น ริมฝีปากอิ่มเม้มจดจ่อร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่ห่างออกมา ทอดสายตามองภาพที่คล้ายตนเคยฝันถึง ทว่าในเวลานั้นเทพธดาจันทราผิงเชี่ยนบรรเลงพิณได้ไพเราะยิ่ง ขณะที่เอินเอินไม่เคยแตะต้องมาก่อน เวลานี้หญิงสาวกำลังเรียนรู้ในสิ่งที่มารดากับท่านยายของเขาสอนสั่งเอินเอินต้องฝึกฝนตนให้เหมาะสมกับที่กำลังจะเป็นสตรีที่เคียงข้างทายาทสวรรค์ ด้วยอีกไม่นานองค์จักรพรรดิสวรรค์จะแต่งตั้งเทียนเหวินขึ้นเป็นรัชทายาท เนื่องจากชายหนุ่มอุทิศตนในหน้าที่ของตนมาตลอดหมื่นปีมานี้จนกระทั่งได้ตำแหน่งหนึ่งในแม่ทัพสวรรค์ นับว่าเป็นเวลาเหมาะสมแล้วที่ชายหนุ่มจะเข้าไปช่วยงานราชกิจของเทพสงครามกับองค์จักรพรรดิเต็มตัวและงานอภิเษกขององค์รัชทายาทก็จะตามมา แม้จะไม่เร็ววันนี้ก็ตาม เพราะเอินเอินสำเร็จเซียนขั้นสูงแล้ว หญิงสาวจึงฝึกหัดสิ่งที่สตรีชาววังสรรค์ต้องสามารถทำได้ไปพลางยืนมองจนพอใจแล้วเทียนเหวินก็ก้าวเข้าไปที่ศาลา และผู้
“ข้าต้องการเจ้า”ชุดบางลอยเหนือผิวน้ำแทบไม่ปกปิดร่างกายงดงาม เทียน เหวินเองก็ใส่เพียงกางเกงตัวเดียว สองเรือนกายแทบเปลือยเปล่า เมื่อโอบกอดเสียดสี ความรุ่มร้อนย่อมก่อเกิด แรงบดเคล้าจากตัวตนเบียดสะโพกอวบ มือกร้านกระด้างวนเวียนเหนือเกสรอ่อนบางทำเอาร่างอรชรอ่อนระทวยแทบทรงกายไม่ได้เพียงอึดใจต่อมาแรงแทรกลึกก็ล่วงล้ำอย่างรวดเร็ว เสียงหวานครางแผ่วอย่างหมดแรงต้านทาน จิตใจหญิงสาวหวั่นไหวไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นระทึกกับสถานที่อันแปลกใหม่ ได้เพียงรับกายแกร่งไว้ยามอีกฝ่ายส่งตัวตนดุนดันแนบสะโพก สองมือหนาย้ายมาโอบตระกองปทุมถันคู่งามราวโอบร่างเล็กไว้กลายๆทว่ายิ่งเบียดเร้าหญิงสาวยิ่งขาอ่อนแรงจนตัวลอย ชายหนุ่มจึงกอดเอวเล็กไว้แล้วพาไปยืนชิดโขดหินก้อนใหญ่ ให้เจ้าตัวได้เกาะพยุงกาย ก่อนปลายนิ้วแกร่งจะกลับมาระรานเกสรดอกไม้แสนงาม บดขยี้พร้อมแรงรักจากสะโพกหนาภายในกายเอินเอินกำลังถูกพายุอารมณ์ร้อนแรงบ้าคลั่งพัดโหมอยู่ภายใน ความเสียวสยิวพุ่งสูงละลิ่วรวดเร็วจนกระตุกรุนแรงกะทันหัน“อื้อ”หญิงสาวครวญครางเสียงพร่าด้วยสุดจะทานทน เรือนร่างงามสั่นรัวพร้อมหอบหนัก เอนอิงพิงหลังกับแผ่นอกหนาขณะเดียวกันนั้นเทียนเหวินปลดชุ
สองร้อยปีในดินแดนมนุษย์ของเทียนเหวินกับเอินเอินผ่านไป ทว่าความหวานชื่นของคู่สามีภรรยากลับไม่ลดลง ทั้งสองดำรงชีวิตด้วยการลงไปขายของป่า และไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติเงินทองมากไปกว่านี้ พอใจที่จะอยู่เพียงบนภูเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบแต่การที่ลงไปในตัวเมืองก็จำต้องพานพบผู้คน ในบางครั้งความงดงามของเอินเอินก็เป็นปัญหา เมื่อขายผักผลไม้ป่าตามลำพัง ในยามที่เทียนเหวินไปซื้ออาหารหรือข้าวของบางอย่างเพราะเขาไม่ต้องการให้นางลำบากดอกไม้งามย่อมมีภมรเข้ามาดอมดม เอินเอินก็ย่อมมีบุรุษเข้ามาเกี้ยวพา“แม่นาง เจ้าจะลำบากอยู่กับสามีที่ยากจนไปไย นายท่านของข้ายินดีรับเจ้าเป็นอนุ พาไปอยู่ในจวนอย่างสุขสบาย รับรองว่าเจ้าไม่ต้องนั่งตากแดดขายของป่าทั้งวันให้เหนื่อยยากเช่นนี้”“ใช่ นายท่านของพวกข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเครื่องประทินโฉม หรือชุดสวยงาม เจ้าเพียงแต่งเนื้อแต่งตัวให้งดงาม ยิ้มหวานรอปรนนิบัติพัดวียามนายท่านกลับมาที่จวนก็เพียงเท่านั้น”บางครั้งผู้ที่เข้ามาถามไถ่พูดคุยก็ไม่รู้ว่านางสามีแล้ว ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปนาน หากก็มีบ้างที่รู้แก่ใจ ทว่ายังไม่วายตามตอแย ภูเขาที่เทียนเหวินกับเอินเอิน
“ข้าอยากแตะต้องเจ้า”“สุดแล้วแต่ท่านต้องการ ข้าไม่ได้ห้าม”บอกแล้วเอินเอินก็กลับมาจูบซ้ำเหนือริมฝีปากได้รูป ครั้งนี้ปลายลิ้นเล็กไล้เย้ายวนตามมาด้วย แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมต้องเปิดรับหญิงสาว ทั้งสองรวบรัดเกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นอย่างเร่าร้อน ขณะที่มือหนาเริ่มเคลื่อนไล้ไปตามเนื้อตัวหญิงสาว สัดส่วนงดงามกับผิวเนียนน่าสัมผัสทำให้เขาไม่อาจอยู่นิ่งได้ฝ่ามือกระด้างไต่ข้างเอวบางกับสะโพกอวบ ส่วนอีกข้างเคล้าคลึงหน้าอกหน้าใจนุ่มหยุ่น เอินเอินเริ่มกายอ่อยระทวยกับความเร่าร้อนที่ตนเป็นฝ่ายจุดชนวน และชายหนุ่มสานต่ออย่างเร้าใจ หญิงสาวทรุดกายลงช้าๆ พร้อมมือบางก็ลูบไล้แผงอกหนาขณะริมฝีปากอิ่มขยับลงจูบคางแกร่ง แตะแผ่วไซ้ลำคอหนาและได้ยินเสียงเครางเข้มในลำคอเทียนเหวินปลายนิ้วเรียวเกลี่ยสะกดเหนือยอดอกที่แข็งเป็นไตของชายหนุ่ม ขณะที่เขายังบีบเคล้นหน้าอกตน มือบางอีกข้างวางยันต้นขาแกร่งเพื่อพยุงกาย โดยลืมคิดไปว่านั่นเป็นการกระทำสุดล่อแหลม ยิ่งทำให้เจ้าของร่างสูงใหญ่ถอนหายใจแรง ทว่าที่ทำเอาเขาต้องครางเสียงเข้มต่ำก็เพราะริมฝีปากนิ่มจูบเม้มยอดอกสีเข้ม“อืม”เหมือนเอินเอินจะค่อยๆ รับรู้ได้ว่าตนต้องทำอย่างไรให้ชายหนุ่มพ
หลังจากช่วยกันขนย้ายข้าวของมายังกระท่อม โดยที่เทียน เหวินยกของหนักเสียเป็นส่วนใหญ่จนเสร็จ ทั้งยังใจดีตักน้ำมาให้เอินเอินอาบในส่วนที่เขาล้อมไม้ไผ่กั้นแบ่งด้านหลัง แม้นางจะเกรงใจบอกว่าไปอาบที่น้ำตกเช่นเดิมได้ หากชายหนุ่มก็ยืนยัน“ข้าตั้งใจทำไว้ให้เจ้า...”ใบหน้าขาวคมขยับมาใกล้พร้อมส่งสายตาวาววามพร้อมเอ่ยเสียงกระเส่าทำเอาใจสาวหวิว“กับข้าลงอาบในถังด้วยกัน”หลังปลายนิ้วแกร่งไล้แก้มนวล ทว่าสีหน้าแววตากลับเปลี่ยนไปเป็นแสนเสียดายแทน“แต่วันนี้เจ้าอาบคนเดียวเถิด ข้ายังต้องไปหาอาหารด้วย คงอาบจากที่น้ำตกมาเลย”เพราะวันนี้ค่อนข้างวุ่นวาย เร่งมือสร้างกระท่อมเสร็จ พาเอินเอินมาที่นี่แล้วก็ขนของ ชายหนุ่มจึงยังไม่ได้จัดการเรื่องอาหารเย็น“ลำบากท่านแล้ว หรือข้าไปช่วยท่านดีกว่า”“อย่าเลย เจ้าเหนื่อยขนของขึ้นลงทางลาดชันหลายรอบแล้ว อาบน้ำพักให้สบายใจเถิด”“ท่านเหนื่อยกว่าข้าเสียอีก”“เถิดน่า หากข้าอยู่ด้วยเจ้าคงไม่ได้อาบน้ำเสร็จง่ายๆ”สุดท้ายเอินเอินก็เชื่อฟัง เพราะหาคำมาแย้งไม่ได้ จำต้องพยักหน้ารับอย่างเขินอายค่ำคืนมาเยือนหลังจากทานอาหารมื้อเย็น เทียนเหวินก็นอนเอนกายรับลมเย็นที่ระเบียง สองมือยกขึ้นรองใ
ช่วงเวลาในดินแดนมนุษย์นั้น ราวเป็นชีวิตที่เทียนเหวินต้องการมากกว่าการเป็นทายาทสวรรค์ แม้ต้องทำทุกอย่างด้วยสองมือ ต้องหาเงินเพื่อดำรงชีวิต ทว่าเขากลับพึงพอใจที่ได้อยู่กับเอินเอิน ทำมาหากินเช่นบุรุษหนึ่งคนที่ต้องดูแลภรรยาให้สุขสบายในช่วงแรกที่ทำงานด้วยตนเอง มือหนาแทบจะแตกยับเลยทีเดียว หากก็ได้เอินเอินหาสมุนไพรมาทาและพันผ้าให้อย่างห่วงใยใส่ใจ เห็นใบหน้างามหมองลงทั้งน้ำตายังเอ่อคลอหน่วยตา ก็เป็นเทียน เหวินที่ต้องเป็นฝ่ายปลอบหญิงสาว‘อย่ามองข้าด้วยสายตาสงสารเช่นนั้น ข้าภูมิใจในตัวเองที่จับปลา ขุดหน่อไม้มาได้ เจ้าได้อิ่มท้องด้วยสองมือของข้า ข้าอยากให้เจ้าภูมิใจในตัวข้าเช่นกัน’เอินเอินพยักหน้ารับ ทว่ากลับน้ำตารินเจ้าตัวก็รีบเช็ดแล้วยิ้มหวานให้เขา นั่นทำให้เทียนเหวินอดใจไม่อยู่ เคลื่อนใบหน้าไปจูบแก้มนุ่มชื้นด้วยน้ำตา ทำเอาหญิงสาวตกใจหน้าแดงเรื่อ เขินอายหากก็ไม่ได้โกรธเคืองเขาแต่อย่างใดยิ่งได้ใช้ชีวิตร่วมกันนานวัน สองหนุ่มสาวก็ยิ่งผูกพันใจ ความลำบากทำให้ต่างช่วยเหลือกันและกัน ห่วงใยกัน ในบางวันที่ชายหนุ่มหาปลากลับค่ำมืดเอินเอินก็กระวนกระวายนั่งไม่ติด เดินไปเดินมาหน้าถ้ำด้วยความกังวล กระทั่ง
“เมื่อครู่ ในหัวข้าเห็นคู่รักคู่หนึ่งปรากฏขึ้น พวกเขามีใบหน้าเหมือนท่านกับ...ข้า”ชายหนุ่มรู้ได้ในทันใดว่าคือซีอวิ๋นกับผิงเชี่ยน“นั่นคืออดีตของเจ้ากับข้า”เทียนเหวินยินดีบอกกล่าวให้อีกฝ่ายได้รับรู้ความสัมพันธ์อันแสนลึกซึ้งที่ผูกพันตนกับเอินเอินเอาไว้“เดิมทีข้าเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน แต่เพราะก่อนนี้เจ้ากำเนิดเป็นเสี่ยวเหลียน ภูตรับใช้ของหลินเฟย เราบังเอิญได้พบกัน ข้าช่วยเจ้าไว้ และเจ้าเสียสละตนเองช่วยข้ากับคนอื่นๆ ข้าจึงรักษาดวงจิตวิญญาณของเจ้าไว้ในดอกบัวสวรรค์ หวังว่าสักวันจะช่วยเจ้าให้กลับมามีกายทิพย์อีกครั้ง”เอินเอินเข้าใจถึงสายตาราวคุ้นเคยทว่าเจ็บปวดเพราะตนของหลินเฟยก็ในตอนนี้นั่นเอง“แล้วข้าก็ฝันถึงเทพฤดูกาลซีอวิ๋นกับเทพธิดาจันทราผิงเชี่ยนที่มีความรักต่อกันมากมายในครั้งบรรพกาลทุกค่ำคืน จนวันสุดท้ายของทั้งสองที่ต้องจากกันด้วยความเจ็บปวดเพราะความรัก ข้านำบัวสวรรค์มาฝากไว้ยังตำหนักเทียนหลันของท่านแม่ เพราะต้องทำหน้าที่ทหารสวรรค์ ไม่อาจนำดอกบัวติดตามไปทุกที่ได้ แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าก็หายไป ต่อจากนั้นก็เช่นที่เจ้ารู้มาก่อนหน้านี้”หญิงสาวไม่คิดเลยว่าเรื่องราวชีวิตตนจะมีเบื
“ท่านพี่”“อย่าได้กลัว ข้าจะสัมผัสเจ้าอย่างอ่อนโยนที่สุด”ลมร้อนรินรดทำเอามือบางจิกปลายนิ้วลงบนบ่ากำยำ ทว่าร่างบางกลับต้องกระตุกเบาๆ จากปลายลิ้นอุ่นที่ลากไล้ก่อนบดจูบเร่าร้อนดื่มด่ำกับรสชาติหวานล้ำเต็มคำ แต่ผู้ที่ทรมานคือเอินเอิน หญิงสาวหอบหายใจแรง ริมฝีปากฝีปากอิ่มถูกขบกัดด้วยเจ้าตัวพยายามข่มบางอย่างที่ปะทุไต่ระดับสูงขึ้น หากจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจกลั้นเสียงครวญครางไว้ได้ จำต้องเปล่งเสียงจากอาการเสียดเสียวขั้นสุดที่แล่นปราดทั่วร่าง ชนิดที่ทำเอาปลายเท้าหงิกงอด้วยไม่เคยรับรู้ถึงอาการเช่นนี้มาก่อนแม้จะรู้ว่าคนตัวเล็กก้าวข้ามที่สุดแห่งความสุขสันต์แล้ว ถึงอย่างนั้นเทียนเหวินก็ยังจุมพิตกลีบกุหลาบงาม ลิ้มรสชาติแสนพิสุทธิ์ด้วยความพึงพอใจ ขณะที่อารมณ์หนุ่มก็ทะยานสูงไปด้วยพร้อมกัน กายแกร่งเคร่งเครียดขึงขัง ทว่าเขายังไม่อยากรีบร้อนจนเกินไปร่างอรชรเริ่มคลายอาการเกร็งลง เมื่อริมฝีปากแกร่งผละห่าง แต่แล้วก็ต้องครางฮือในทั้งครั้งที่รอยจูบอุ่นชื้นฝากฝัง จุมพิตบางเบาเคลื่อนไล้จากต้นขาขาวลงต่ำเรื่อยไปถึงปลีน่องจรดปลายเท้า แล้ววกกลับมาอีกข้างไล่สูงขึ้นมาตามเรียวขางาม มือหนาลูบไล้สลับไปมาระหว่างขาสองข้างไม