เมื่อบิดาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันเมลดาจึงตัดสินใจว่าจะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยกับมารดาอย่างถาวร ก่อนหน้านี้เมลดาก็เคยคิดจะย้ายกลับไปทำงานที่บริษัทของบิดาแต่ก็รอให้ลูกชายคนเดียวโตพอจะรู้เรื่องซึ่งเธอก็ไม่คิดว่าการย้ายกลับบ้านเกิดครั้งนี้จะมาเร็วกว่าที่เธอคิดเอาไว้
“แม่ครับทำไมเราต้องกลับไปอยู่เมืองไทยด้วยครับ” เด็กชายวัยห้าขวบถามมารดาด้วยความไม่เข้าใจ
“เราต้องกลับไปอยู่กับคุณยายครับบอสตัน” เมลดาพูดกับลูกชายขณะเก็บของใช้จำเป็นลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
“ทำไมเราต้องไปด้วยล่ะครับแม่ ผมไม่อยากไปเลยลุงวินบอกว่าที่เมืองไทยร้อนมากและผมจะละลายเหมือนน้ำแข็ง” เด็กชายคิมหันต์หรือบอสตันหมายถึงมาวินพี่ชายต่างมารดาของเมลดาที่มักจะมาเยี่ยมเขาที่นี่และพูดถึงเมืองไทยให้ฟังบ่อยๆ
“มันร้อนก็จริงแต่ไม่ถึงกับละลายหรอกครับบอสตัน ลุงวินเขาก็พูดโอเวอร์ไปแบบนั้น”
“ผมคงคิดถึงชาร์ลีมาก”
“แม่จะให้ลูกโทรหาชาร์ลีบ่อยๆ ดีไหมครับ”
“แล้วผมจะเล่นกับใคร”
“เราไปที่นั่นแม่จะพาบอสตันไปเข้าโรงเรียนแล้วบอสตันก็จะมีเพื่อนใหม่”
“เพื่อนใหม่ก็ไม่เหมือนชาร์ลี” เด็กชายเริ่มงอแงเพราะไม่อยากจากเพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด
“บอสตันครับครั้งนี้มันจำเป็นจริงๆ แม่ไม่อยากทิ้งคุณยายให้อยู่คนเดียว”
“ทำไมเราไม่พาคุณยายมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ” บอสตันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมตัวเองจะต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น
“คุณยายมีงานที่ต้องรับผิดชอบที่นั่น”
“ผมไม่เข้าใจ”
“คุณยายของบอสตันเป็นคุณครู ท่านมีหน้าที่สอนหนังสือเด็กนักเรียนอีกเป็นร้อยคน ถ้าท่านมาอยู่ที่นี่กับเราแล้วใครจะสอนเด็กเหล่านั้นละครับ”
“โรงเรียนของผมมีครูตั้งหลายคน ที่นั่นมีคุณยายคนเดียวเหรอครับแม่”
“มีหลายคนเหมือนกับที่นี่ ครับแต่แม่ขอถามหน่อยนะ ถ้าวันหนึ่งครูโทมัสไม่มาสอนบอสตัน บอสตันจะคิดถึงคุณครูไหมครับ”
“คิดถึงครับครูโทมัสสอนสนุกกว่าครูนาธานเยอะเลย”
“คุณยายก็สอนสนุกครับ ถ้าคุณยายมาอยู่ที่นี่นักเรียนของคุณยายก็คงรู้สึกเหมือนกันเวลาที่ครูโทมัสไม่อยู่แล้วให้ครูนาธานมาสอนแทน”
“อ๋อ แต่ผมก็ยังไม่อยากไปเมืองไทยอยู่ดี”
“ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของคุณแม่นะครับบอสตัน สักวันเราต้องกลับไปอยู่ที่นั่น”
“แม่บอกว่าผมเกิดที่นี่”
“ใช่ครับลูกเกิดที่นี่แต่ลูกก็คือคนไทย”
“ผมเป็นคนไทยเหมือนแม่กับลุงวินเหรอครับ”
“ครับ เราคือคนไทย”
“เมืองไทยมีเลโก้ไหมครับ” เมื่อคิดว่าต้องย้ายไปเมืองไทยจริงๆ บอสตันก็ถามถึงสิ่งที่ตนเองสนใจ
“มีสิครับ ถ้าบอสตันเป็นเด็กดี พอกลับไปถึงเมืองไทยแม่จะซื้อเลโก้ให้สองกล่องเลยดีไหมครับ”
“สัญญาแล้วนะครับคุณแม่”
“สัญญาครับ” เมลดาเกี่ยวก้อยกับลูกชายก่อนจะดึงเข้ามากอดด้วยความรัก ตอนนี้เธอเหลือแค่เพียงมารดาที่เมืองไทยจึงไม่อยากให้ท่านต้องอยู่คนเดียว
เมลดาไม่มีทางรู้เลยว่าการกลับไปครั้งนี้ของเธอจะเจอกับอะไรบ้างแต่เวลาที่ผ่านมาเกือบปีก็ทำให้หญิงสาวเข้มแข็งมากขึ้นและคิดว่าตนเองพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้เธอต้องอุ้มท้องแล้วหนีมาอยู่ที่นี่
“แม่ครับ แม่ครับ”
“มีอะไรครับบอสตัน”
“เราจะไปกันตอนไหนครับ”
“พรุ่งนี้เช้าครับ”
“เราต้องนั่งเครื่องบินนานไหม” บอสตันไม่เคยไปเมืองไทยมาก่อนจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก
“ค่อนข้างนานเลยครับลูก”
“ผมดูการ์ตูนได้ใช่ไหมครับ”
“ได้ครับบอสตันคงให้ดูการ์ตูนหลายเรื่องเลยกว่าจะกลับถึงเมืองไทย”
เธอเคยพาลูกชายนั่งเครื่องบินไปเที่ยวอยู่หลายครั้งเขาจึงรู้ว่าเวลานั่งเครื่องบินตัวเองจะได้ดูการ์ตูนซึ่งปกติแล้วอยู่ที่บ้านมารดาจะให้ดูวันละไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น
เมื่ออธิบายให้ลูกชายเข้าใจแล้วว่าต้องเดินทางไกลและจะย้ายไปอยู่ที่เมืองไทยเมลดาก็พาบอสตันเข้านอน ก่อนที่ตนเองจะกลับมาจัดกระเป๋าเดินทางและตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง
เมลดามาอยู่อเมริกาตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้สามเดือน โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนของบิดาที่มาทำธุรกิจที่นี่ ในช่วงแรกที่มาอยู่เธอไม่ได้เรียนหรือทำงานอะไรเลยเพราะหญิงสาวแพ้ท้องอย่างหนักจนกระทั่งอายุครรภ์ได้ห้าเดือนจึงดีขึ้น เธอเลยไปทำงานเป็นแคชเชียร์อยู่ที่ร้านอาหารของคนรู้จัก จนกระทั่งใกล้คลอดก็ลาออกมาอยู่บ้าน จริงๆ แล้วเมลดาไม่ได้ลำบากอะไรมากเพราะทางบ้านก็ส่งเงินมาให้ใช้ตลอด
แต่ที่เธอทำงานก็เพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ พอคลอดลูกแล้วก็จ้างคนไทยที่นี่ให้ช่วยเลี้ยงบอสตัน ส่วนตัวเองก็ไปเรียนต่อจนจบปริญญาตรีทางการตลาดและสมัครเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง
หญิงสาวสำรวจตั๋วเครื่องบินและเวลาเดินทางอีกครั้งก่อนจะหย่อนลงกระเป๋าสะพายและวางไว้เตรียมสำหรับเดินทางพรุ่งนี้เช้า
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขณะที่เธอกำลังจะปิดไฟเข้านอน เมื่อเห็นคนที่โทรข้ามาคือพี่ชายหญิงสาวกรีบกดรับ
“สวัสดีค่ะพี่วิน”
“ทุกอย่างเรียบร้อยไหมโมเดล เจ้าแสบเป็นยังไงบ้างงอแงไหม”
“ก็นิดหน่อยค่ะพี่วิน พี่วินล่ะคะเป็นยังไงบ้าง” ถึงแม้เมลดากับมาวินจะเกิดจากมารดาคนละคนกันแต่อายุไม่ต่างกันมากกันเธอจึงสนิทกับเขามาก แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันจึงมักมีคนเข้าใจผิดว่าเมลดาและมาวินเป็นแฟนกัน
เธอกับมาวินก็ไม่เคยแก้ไขความเข้าใจผิดเพราะไม่อยากให้กระทบกับครอบครัวของมาวินซึ่งมารดาของชายหนุ่มมีสถานะเป็นภรรยาน้อยสถานะเป็นภรรยาน้อย
“พี่ก็ทำใจได้แล้วอุบัติเหตุก็แบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง” มาวินพยายามจะทำใจให้เร็วที่สุด
“พ่อไปสบายแล้วค่ะ”
“นั่นสิตอนนี้ก็เหลือแค่เราที่ยังต้องลำบากอยู่”
“พี่วินคงเหนื่อยมากใช่ไหม โมเดลขอโทษนะคะที่ทำให้พี่ดูแลบริษัทอยู่คนเดียวมาตั้งหลายปี”
“พี่ยอมรับว่าเหนื่อยนะโมเดล แต่คิดว่าอีกเดี๋ยวก็คงดีขึ้นถ้าโมเดลกลับมาช่วยที่ดูแลบริษัท”
“ค่ะพี่วิน โมเดลจะกลับไปช่วยพี่ทำงานนะคะ”
“แต่พี่ก็อย่าลืมช่วยหาที่เรียนให้เจ้าแสบด้วยนะคะ”
“ไม่มีปัญหาเลยเพื่อนพี่มีหุ้นที่โรงเรียนนานาชาติ เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง โมเดลไม่ต้องเป็นห่วงนะ คืนนี้รีบนอนเถอะ”
“ค่ะพี่วิน เจอกันที่เมืองไทยนะคะ”
“เดินทางปลอดภัยนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบินบอสตันก็นั่งดูการ์ตูนสลับกับเล่นของเล่นที่เตรียมมาจากบ้าน บางครั้งก็มีแอร์โฮสเตสแวะมาทักทายเพราะความน่ารักและช่างพูดของเด็กชาย เมลดาจึงได้พักผ่อนบนเครื่องอย่างเต็มที่พอลงจากเครื่องและรับกระเป๋าเดินทางเสร็จแล้วก็เดินออกมายังอาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งตอนนี้มาวินมารอรับอยู่แล้ว“ลุงวินคร้าบ” บอสตันวิ่งเข้าหามาวินขณะที่ชายหนุ่มย่อตัวและอ้าแขนรับหลานชายคนเดียวที่เขารักเหมือนลูก“ว่าไงครับบอสตัน นั่งเครื่องบินสนุกไหม”“ครับลุงวิน พี่แอร์สวยและใจดีมากให้ของเล่นกับขนมผมเยอะเลยครับ”“ก็หลานชายของลุงมันหล่อเหมือนลุงนี่ครับสาวๆ ก็เลยขอบเป็นพิเศษ”“ครับพี่แอร์บอกว่าผมหล่อมาก” พอได้ดีบอสตันก็อวดคุณลุง“เป็นไงบ้านโมเดล”“ก็ดีค่ะ บอสตันไม่งอแงเลย”“แม่อย่าลืมสัญญานะครับ”“ไม่ลืมครับ แต่ขอให้แม่กับลุงวินจัดการงานของคุณตาให้เรียบร้อยแล้วจะพาไปซื้อนะครับ”“สัญญาอะไรกันไว้เหรอโมเดล” มาวินถามขณะช่วยหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางมาบริเวณทางออก“เลโก้ครับลุงวิน แม่บอกว่าจะซื้อเลโก้ให้ผมสองกล่องถ้าผมไม่งอแงตอนนั่งเครื่องบิน”“เดี๋ยวลุงซื้อเพิ่มให้อีกสองกล่องถ้าบอสตันเป็นเด็กดี”“จริงนะคร
งานสวดอภิธรรมศพของนักธุรกิจใหญ่อย่างคุณสามารถนักธุรกิจผลิตและส่งออกเม็ดพลาสติกรายใหญ่ของประเทศมีแขกร่วมงานเป็นจำนวนมากหลายคนจับจ้องที่ลูกสาวคนเดียวซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่าตั้งครรภ์ตั้งแต่เรียนยังไม่จบและหนีไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศเมื่อเมลดาเดินเข้ามากับมารดาและลูกชายคนในศาลาก็พากันมองด้วยความสนใจ เสียงซุบซิบนินทาดังมาเข้าหูอยู่เรื่อยๆ แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจเพราะคิดแล้วว่าสักวันก็ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้“ไม่เป็นไรนะ อย่าไปสนใจคำพูดของคนอื่นเลย” อรอินทร์ จับมือเพื่อนไว้เพื่อเป็นการให้กำลังใจ“เรื่องที่เขาพูดมันก็คือความจริงนะอิ๊นซ์”“แต่มันผ่านมานานแล้วนะโมเดล”“แต่ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนความจริงมันก็คือความจริง ซึ่งเราคงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้นอกจากทำใจยอมรับมันเท่านั่น”“โมเดลเข้มแข็งขึ้นมากจริงๆ เสียพ่อไปแล้ว พอกลับมายังเจอคำนินทาถ้าเป็นเราคงแย่แน่” เดนิสาจับมืออีกข้างของเมลดาเพื่อให้กำลังใจ“เราก็แย่นะเดซี่ แต่เราจะร้องไห้ให้ใครเห็นไม่ได้ เรามีทั้งแม่และลูกที่ต้องดูแล ถ้าเราจะอ่อนแออีกคนก็คงไม่ดีเท่าไหร่”ระหว่างที่เมลดากำลังคุยกับเพื่อนอยู่นั้นแต่แขกก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ โดยมีมาวินและมาร
แขกในงานกำลังทยอยกลับเกือบหมดแล้ว เมลดากับเพื่อนยังนั่งคุยกันอยู่ด้านในศาลาขณะที่บอสตันก็นอนหลับอยู่บนตัก“ขอบใจทั้งสองคนมากนะที่มางานของพ่อ”“เราเพื่อนกันนะโมเดล ยังไงก็ต้องให้กำลังใจกันอยู่แล้ว แต่พรุ่งนี้เราอาจจะมาไม่ได้เพราะอาหมอมีตรวจนอกเวลาเอาไว้วันสุดท้ายเราจะมานะ” เดนิสาอยากมาทุกวันแต่เพราะสามีของเธอแลกเวรไม่ได้และลูกของเธอก็เด็กเกินกว่าจะมาร่วมงานแบบนี้“แต่เรามาได้ทุกวันนะ เราว่างตลอดตอนกลางวันก็ว่าถ้าโมเดลอยากพาบอสตันออกมาเที่ยวก็ชวนเรามาได้”“ช่วงนี้คงยังไม่เที่ยวหรอก รอเสร็จงานคุณพ่อก่อน เราว่าพาน้องติณณามาเจอพี่บอสตันหน่อยดีไหม” เมลดาเป็นคนเสนอ“ดีสิลูกเราจะได้เป็นเพื่อนกันเหมือนเราสามคนไง”“เราคงต้องรีบหาสามีจริงๆ แล้วแหละนะ” อรอินทร์บอกกับเพื่อนทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่เจอคนที่ถูกใจยังไม่ทันจะได้คุยกันต่อมาวินที่ส่งแขกคนสุดท้ายขึ้นรถแล้วก็เดินเข้ามาก่อน“พี่วินมาพอดีเลย โมเดลจะแนะนำเพื่อนให้รู้จัก คนนี้ชื่อเดซี่ ส่วนคนนี้ชื่ออิ๊นซ์ค่ะยังโสด”“สวัสดีครับ ขอบคุณมากนะครับที่มาร่วมงานของท่านประธาน” เขายิ้มทักทายเพื่อนของน้องสาวซึ่งเคยได้ยินเธอพูดถึงอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะ”“สวัส
หัวใจวาคิมกระตุกวูบเมื่อเห็นเมลดาเดินออกมาจากศาลาวัด นานมากแล้วที่เขาไม่เคยเจอหรือได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเธอเลย หญิงสาวจูงมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งออกมาเธอหยุดอยู่หน้าศาลาสักพัก ก่อนที่มาวินจะเดินตามออกมาและจับมือเด็กผู้ชายคนนั้นอีกข้างแล้วทั้งสามคนก็เดินมาใกล้รถของวาคิมทีละนิด วาคิมคิดว่าตัวเองลืมเมลดาได้แล้วเพราะที่ผ่านชายหนุ่มก็มีแฟนใหม่ไปแล้วหลายคน แต่พอเห็นเธอวันนี้เขากลับรู้สึกเจ็บปวด ยิ่งเห็นว่าเด็กชายที่เธอจูงมานั้นมีใบหน้าคล้ายกับมาวินมากและคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากมาวินคือพ่อของเด็กคนนั้นวาคิมรู้สึกว่าตนเองกำลังโดนเธอเหยียบลงหัวใจเพราะก่อนหน้านั้นเมลดาปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เคยคบหาหรือเกี่ยวข้องกับมาวินในเชิงชู้สาว แต่ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาเข้าใจได้ไม่ยากนักว่าเธอบอกเลิกในวันนั้นก็เพราะรุ่นพี่ที่ชื่อมาวินถึงแม้วาคิมจะไม่ใช่คนดีเท่าไหร่แต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยคิดจะยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วแต่วันนี้วาคิมอยากจะทำอะไรที่มันต่างออกไปเขาทนไม่ได้ที่เห็นเมลดาไปมีครอบครัวที่อบอุ่นขณะที่เขาเองยังไม่เจอคนที่ถูกใจถึงขั้นจะสร้างครอบครัวด้วยกัน เพราะความเจ็บปวดเมื่อหกป
เมลดากลับมาอยู่เมืองไทยได้หนึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้หญิงสาวเข้าไปช่วยงานที่บริษัทของบิดาในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าการตลอด ในขณะที่มาวินนั้นทำหน้าที่รักษาการประธานบริษัทก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่เพื่อแต่งตั้งประธานคนต่อไปซึ่งมารดาของเมลดาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะรู้ว่ามาวินก็คือลูกชายของคุณสามารถในทุกวันเมลดาจะไปส่งลูกชายที่โรงเรียนจากนั้นก็เข้ามาทำงานส่วนในเวลาเย็นคนที่ไปรับบอสตันจากโรงเรียนก็คือพี่ฝ้ายและลุงดิเรกขับรถของที่บ้านยกเว้นก็แต่เย็นวันศุกร์ที่เมลดาจะออกจากบริษัทตั้งแต่บ่ายเพื่อนไปรับลูกชายด้วยตัวเองจากนั้นก็จะพาลูกชายไปที่สวนสนุกที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า“พี่วินโมเดลไปก่อนนะคะ ออกช้าเดี๋ยวรถที่หน้าโรงเรียนจะติด”“พี่ฝากบอกเจ้าแสบด้วยนะว่าพรุ่งนี้พี่จะพาไปเที่ยวสวนสัตว์”“พี่แน่ใจนะคะว่าจะไปกันสองคนได้” เมลดาถามพี่ชายด้วยความไม่แน่ใจเพราะเมื่อวานเขาบอกกับเธอว่าอยากจะพาบอสตันไปเที่ยวสวนสัตว์กันแค่สองคนคือลุงกับหลานและจะพาเด็กชายไปค้างที่บ้านในคืนวันเสาร์ด้วย“แน่ใจสิ โมเดลเตรียมขนมใส่กระเป๋าให้เยอะๆ หน่อยก็แล้วกัน”“ขอบคุณนะคะพี่วิน”“ไม่ต้องขอบคุณหรอกยังไงบอสตันก็คือหลานของพี่ โมเดลเ
เมลดาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแต่เธอก็ต้องทนมองหน้าเขาเพราะถ้าหากเดินกลับไปที่สวนสนุกตอนนี้ วาคิมต้องเจอกับบอสตันแน่ๆ และถ้าบอสตันเผลอเรียกมาวินว่าลุง วาคิมจะต้องสงสัยอย่างแน่นอน“คุณรอฉันก่อนได้ไหม ถ้าอยากจะกินข้าวกับฉันจริงๆ ก็อย่าพูดจากวนโมโหให้มันมากนัก”“เดี๋ยวนี้คุณอารมณ์เสียง่ายจังเลยนะ แต่ก่อนพูดจาอ่อนหวานกว่านี้เยอะเลย”“คนเราโตขึ้นมันก็ต้องเปลี่ยนไป ฉันไม่ใช่โมเดลคนก่อนคุณที่คุณจะหลอกได้”“พูดดีๆ หน่อยนะโมเดลใครกันแน่ที่หลอกกัน”“ตกลงจะไปกินข้าวกับฉันไหม ถ้าจะไปก็เงียบ”วาคิมยอมเงียบเพราะเขาอยากจะนั่งทานข้าวกับเมลดา ถึงแม้จะเลิกกันไปแล้วแต่ลึกๆ เขาก็อยากจะรู้ว่าที่ผ่านมาชีวิตของหญิงสาวเป็นยังไงบ้างเมลดามองหน้าเขาแล้วถอนหายใจก่อนจะเลี่ยงมาโทรศัพท์หาพี่ชาย“พี่วินคะ พี่ยุ่งอยู่หรือเปล่า”“เปล่านะ มีอะไรเหรอโมเดลเสียงเราฟังดูรีบร้อนมาก”“โมเดลเจอวาคิมที่ห้าง”“แล้วยังไงเขาเจอบอสตันไหม” มาวินกลัวว่าวาคิมกับบอสตันจะเจอกันและความลับของน้องสาวจะไม่เป็นความลับ“เขายังไม่เจอค่ะ พอดีบอสตันอยู่ในสวนสนุก แต่โมเดลออกมาเดินเลือกซื้อเครื่องสำอางร้านใกล้ๆ กับสวนสนุก พี่วินมารับบอสตันไปได้ไหม โมเ
“คุณอยากจะกินอะไรล่ะโมเดล” วาคิมถามหลังจากเขาพาเธอมายังร้านอาหารเมลดาหยิบเมนูมาดู มีอาหารหลายอย่างที่เธออยากทานเพราะตอนอยู่อเมริกาก็ไม่ได้ทานอาหารพวกนี้เท่าไหร่ พอกลับมาเมืองไทยก็มัวแต่ยุ่งเรื่องพ่อเลยยังไม่ได้ทานอาหารที่ตัวเองชอบ“ฉันเอาห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน แกงเขียวหวานเนื้อ ยำวุ้นเส้นแบบโบราณค่ะ” หญิงสาวบอกพนักงานที่เดินมารับออเดอร์“แล้วคุณผู้ชายจะรับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ” พนักงานสาวถามเมื่อเห็นวาคิมพลิกเมนูกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ“ผมเอายำถั่วพูกุ้งสด ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อนและต้มจืดลูกรอกครับ” อาหารทุกที่สั่งมาเป็นอาหารที่วาคิมและเมลดามักจะไปทานด้วยกันอยู่บ่อยๆ“คุณดูผอมไปนะโมเดล” วาคิมชวนเธอคุยระหว่างรออาหาร“ค่ะ”“ผมเสียใจเรื่องพ่อของคุณด้วยนะ คุณอันที่จริงวันที่เผาศพท่านผมก็ไปร่วมงานเพียง แต่คุณกำลังยุ่งอยู่ผมเลยไม่เข้าไปทัก”“ขอบคุณนะคะที่ไปร่วมงานของคุณพ่อ ความจริงคุณไม่น่าลำบากเลยเพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”“ผมแยกแยะออกนะโมเดล ถึงแม้เราจะเลิกกันแล้วแต่ตอนที่เราคบกันคุณลุงท่านก็ดีกับผมมาก ผมก็อยากไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย”“ถ้าคุณไปด้วยใจบริสุทธิ์ฉันก็ขอขอบคุณแทนคุณพ่อด้วยค่ะ”“เ
“คืนนี้บอสตันไปนอนกับมาวินแล้ว หนูอยากออกไปเที่ยวข้างนอกหรือไปผ่อนคลายกับเพื่อนก็ได้นะลูก แม่ว่าช่วงนี้หนูเครียดมากเกินไปแล้ว”“หนูก็กำลังจะขออนุญาตแม่อยู่พอดีเลยค่ะ”“โมเดลโตแล้วไม่ต้องขออนุญาตแม่หรอกลูก หนูอยากจะทำอะไรก็ทำเลยแม่ขอแค่อย่าให้เรื่องที่ทำกระทบกับบอสตันก็พอ”“ขอบคุณค่ะแม่”“หนูว่าจะออกไปดื่มสักหน่อยค่ะแม่”“อย่าให้เมามากนะแม่กลัวจะขับรถกลับไม่ไหว”“ถ้าเมาจริงๆ หนูก็จะค้างที่คอนโดนะคะแม่” เพราะคอนโดมิเนียมที่บิดาซื้อให้นั้นอยู่ใกล้ร้านที่เธอจะไปมากกว่าที่บ้าน“แม่บ้านไปทำความสะอาดให้แล้วใช่ไหม”“ค่ะแม่”“ค้างที่นั่นก็ดีเหมือนกัน แม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก”“ถ้างั้นหนูขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะแม่”เมลดาอาบน้ำแต่งตัวละโทรศัพท์ไปชวนอรอินทร์ให้ออกมานั่งดื่มด้วยกัน“นึกยังไงถึงชวนเราออกมากินเหล้าเนี่ยโมเดล แล้วน้องบอสตันอยู่กับใคร” อรอินทร์ถามขณะที่ยกแก้วเหล้าเขาปาก“คืนนี้บอสตันไปนอนกับพี่วิน”“พี่ชายของโมเดลดูเข้ากับบอสตันได้ดีนะ”“ตอนอยู่อเมริกาพี่วินก็มักไปหาเราสองคนแม่ลูกบ่อยๆ ก็เลยสนิทกับบอสตัน อีกอย่างเด็กผู้ชายก็ชอบเล่นอะไรที่มันผาดโผนเขาเลยชอบที่จะได้อยู่กับพี่วิน”“แล้วแ
งานแต่งงานของเมลดาและวาคิมถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายหลังจากครบวันเสียชีวิตของคุณสามารถหนึ่งปี แขกที่มาในงานก็เป็นญาติและเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่าย นอกจากบ่าวสาวที่เหมาะสมกันมากแล้วยังมีเด็กชายคิมหันต์ที่ช่วยบิดามารดารับแขกด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม เขามีความสุขกว่าใครทั้งหมดเพราะนอกจากจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาบิดามารดาแล้ววาคิมยังบอกด้วยว่าหลังจากนี้จะให้เขาเตรียมตัวเป็นพี่ชายได้เลยหลังจากส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้วบอสตันก็กลับไปนอนกับคุณปู่คุณย่าเพราะพรุ่งนี้ท่านทั้งสองจะพาเขาไปเที่ยวทะเล เพื่อเปิดโอกาสให้คู่แต่งงานได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง“โมเดลผมมีของขวัญให้คุณด้วยนะ”“อะไรคะ” เมลดาที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จกระโดดขึ้นมาบนเตียงเมื่อเห็นกล่องของขวัญที่เขาถือเธอก็ยิ้ม“ลองเปิดดูสิ” หญิงสาวเปิดกล่องของขวัญออกว่าดูแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิมเพราะข้างในเป็นสร้อยที่เธอเคยบอกว่าอยากได้แต่ตอนนั้นวาคิมบอกกับเธอว่าเขาขอเก็บเงินอีกนิดแล้วจะซื้อให้ แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอกับเขาก็ต่างคนต่างแยกย้ายไปคนละทิศทาง“คุณซื้อมาตั้งแต่ตอนไหนคะวาคิม”“ผมซื้อก่อนสอบวันสุดท้าย ช่วงนั้นเรามีปากเสียงกันและผมก็อยากซื้อสร
ในวันสอบวันสุดท้ายบอสตันไม่ต้องไปเรียนว่ายน้ำ วันนี้คุณยายบอกว่าให้รีบกลับบ้านเพราะที่บ้านจะมีแขกมาทานข้าวด้วยแขกที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นบิดามารดาของวาคิมที่ตั้งใจจะมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเพื่อจะบอกความจริงถึงเรื่องในอดีตให้กับบอสตันรู้เมื่อทุกคนทานอาหารอิ่มแล้วก็มานั่งรวมตัวกันที่ห้องรับแขกบอสตันนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเมลดากับวาคิมที่วันนี้สีหน้าของเขาดูเครียดกว่าทุกครั้ง“บอสตันมาอยู่เมืองไทยได้ 4 เดือนแล้วหนูมีความสุขไหมลูก ชอบเมืองไทยหรือเปล่า” คุณมยุรีถามหลานชายเพื่อเป็นการเปิดทางสำหรับคำถามต่อไป“ผมมีความสุขมากๆ เลยครับคุณยายผมชอบที่นี่มากที่สุด” บอสตันตอบไปยิ้มไปเพราะเขาชอบที่นี่จริงๆ“บอกย่าหน่อยได้ไหมล่ะครับว่าทำไมถึงชอบที่นี่” มารดาของวาคิมช่วยถามหลายชาย“ที่นี่คนเยอะดีครับผมไม่เหงาเลยสักนิด พอวันหยุดก็ได้ไปเที่ยว ผมชอบไปเที่ยวกับลุงคิมมากที่สุดครับ” เขาตอบแล้วหันมองหน้าลุงคิมที่มองเขาด้วยความรัก“ถ้าบอสตันชอบเที่ยวกับลุงคิมมากๆ แล้วลุงคิมเขาจะขอมาเป็นพ่อของบอสตันได้ไหม” คุณย่าของเด็กชายถามต่อ“ผมอยากให้ลุงคิมเป็นพ่อนะครับ แต่พ่อที่ตายไปแล้วล่ะครับ พ่อจะเสียใจไหมท
“ที่ผ่านมาคุณไม่เคยมีคนอื่นใช่ไหม”“เดลไม่เคยมีคนอื่น”“เราอะไรเพราะบอสตันเหรอ”“นั่นก็ส่วนหนึ่ง”“แสดงว่ามีเหตุผลอื่น บอกผมได้ไหม” วาคิมถามขณะไล้ปลายนิ้วไปบนผิวเนียนนุ่ม“เดลยังลืมคุณไม่ได้และกลัวว่าคนอื่นจะทำให้เดลมีความสุขน้อยกว่าคุณ”เมลดาบอกทุกอย่างไปตามที่ตนเองคิดเพราะไม่ว่าจะเดทกับผู้ชายคนไหนเธอก็จบแค่การทานข้าวเพราะในใจนั้นมีแต่วาคิมอยู่ตลอด“ผมดีใจนะที่คุณไม่มีใคร ถึงผมจะเคยนอนกับคนอื่นบ้างแต่บอกได้เลยว่าไม่มีใครเด็ดเท่าคุณอีกแล้ว คุณอยากพิสูจน์คำพูดของผมไหมล่ะ เรามาทบทวนความทรงจำกันหน่อยดีไหม ผมอยากรู้”“ยังไงคะ”“ขึ้นให้ผมสิเดล คุณเป็นคนคุมเกมรักของเราบ้าง”เมลดายิ้มเพราะในอดีตเธอกับเขาผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างเร่าร้อนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน“เดลไม่แน่ใจว่ามันจะยังเหมือนเดิมไหม มันนานแล้วเดลอาจจะทำให้คุณไม่ถูกใจ”“ผมรู้ว่าเดลของผมเก่งกว่าใคร”ชายหนุ่มก้มมาจูบอย่างให้กำลังใจก่อนพลิกให้เมลดาขึ้นไปอยู่ทางด้านบนขณะที่ท่อนเอ็นของเขายังอยู่ในโพรงสวาท ปากของทั้งสองก็ยังไม่ยอมผละออกจากกัน ไม่นานนักเมลดาก็ผละจูบออก อย่างอ้อยอิ่งก่อนที่ปากเล็กและลิ้นร้อนจะลากไล้ไปตามสันกรามและซอกคอขบเม
รอยยิ้มของเมลดาทำให้วาคิมดีใจมากเพราะมันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขาตกหลุมรักเธอและคิดว่าเวลาผ่านมาหลายปีเขาก็ยังคงรักผู้หญิงคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนวาคิมขยับใบหน้าลงมาใกล้กดริมฝีปากไปบนหน้าผากมน เปลือกตาและพวงแก้มอย่างทะนุถนอม เมลดาหลับตาเมื่อเขากดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบากระแสความรู้สึกส่งผ่านให้ทั้งสองได้รับรู้ว่าต่างฝ่ายต่างคิดถึงและโหยหากันมากแค่ไหนริมฝีปากสีสวยเปิดออกเพื่อให้ปลายลิ้นร้อนของเข้ามาหยอกเย้ากับลิ้นเล็กของเธออย่างไม่รังเกียจจูบอ่อนโยนแสนหวานทำให้ทั้งสองจมลงในภวังค์ตัณหาที่ร้างรากันมานานเกือบหกปี“อื้อ....วาคิม”เมลดาครางประท้วงเมื่อเขาจูบราวกับจะดูดกลืนวิญญาณของเธอออกจากร่าง“ผมคิดถึงคุณนะโมเดล คิดถึงวันเก่าๆ ของเรา คิดถึงจูบของคุณ กลิ่นหอมของคุณ”“แต่ฉันว่าเราไม่ควรทำแบบนี้”“อย่าฝืนตัวเองเลยโมเดลทำตามที่ตัวเองรู้สึกผมรู้ว่าคุณยังรักผมและผมก็รักคุณมาก”เสียงแหบพร่าที่กระซิบข้างหูทำให้เมลดาไม่อาจต้านทานความรู้สึกของตัวเองได้เลย เธอรักเขาและโหยหาเขามาตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาแค่ไหนแต่เธอก็รู้แล้วว่าไม่เคยรักเขาน้อยลงเลย และมันจะผิดอะไรถ้าหากเธอและเขาจะกลับ
“เราต้องเตรียมงานกันอีกนะ”“เตรียมงานอะไร” เมลดาขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น“ก็งานแต่งของเราไง”“ใครบอกฉันจะแต่งงานกับคุณ”“ถ้าผมไม่แต่งงานกับคุณ ผมจะเข้ามาในชีวิตคุณได้ยังไงคุณคงไม่คิดจะให้ผมหิ้วกระเป๋าไปอยู่กับคุณโดยไม่แต่งงานหรอกนะ”“วาคิม ฉันเป็นผู้หญิงฉันคุณคิดมากเรื่องนั้นไม่ใช่คุณ” เมลดามองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจเพราะสำหรับเธอแล้วการแต่งงานไม่มีความจำเป็นเลย“แต่ผมอยากแต่งงานกับคุณนะและให้บอสตันเป็นคนจูงคุณมาส่งให้ผมมันคงเป็นภาพที่สวยงามมาก”“เรื่องแต่งงานเอาไว้ก่อนได้ไหม”“จะรออะไรอีกล่ะ”“อย่างน้อยก็รอให้ครบ 1 ปี ที่พ่อฉันจากไปได้ไหม”“ถ้าเพราะเหตุผลนี้ผมเข้าใจ แต่เวลายังเหลืออีกหลายเดือนคุณคงไม่ใจร้ายแยกกันอยู่กับผมหรอกนะ ผมอยากให้คุณกับลูกย้ายมาอยู่ที่นี่มาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว”“ไม่ได้หรอกค่ะวาคิม ที่นี่มันไกลจากบริษัทและไกลจากโรงเรียนของบอสตันมาก ถ้าลูกมาอยู่ที่นี่คงใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมงกว่าจะถึง ฉันไม่อยากให้ลูกเหนื่อย”“ถ้างั้นไปอยู่ที่บ้านพ่อกับแม่ผมก็ได้หรือจะไปอยู่คอนโดก็ได้”“ฉันยังอยู่ที่บ้านเดิมถ้าคุณอยากเป็นครอบครัวกับเราจริงๆ คุณก็ไปคุยกับแม่ฉันขอท่านย้ายเข้ามาอยู่
เมื่อส่งลูกชายเข้านอนแล้วเมลดาก็กลับมายังห้องนอนของตัวเอง เธออาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จจากนั้นก็ลังเลว่าจะโทรศัพท์ไปหาวาคิมดีหรือเปล่า เธออยากคุยกับเขาให้เคลียร์เรื่องที่เขาพูดกับบอสตันวันนี้เหมือนกัน“ว่าไงโมเดลคิดถึงผมเหรอถึงได้โทรมาหา”“อย่าเพิ่งสำคัญตัวเองผิดไปเลยค่ะ วาคิมฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ”“เรื่องอะไรล่ะ”“ก็เรื่องที่คุณคุยกับบอสตัน วันนี้ผมคุยกับบอสตันตั้งหลายเรื่องนะ ผมจำไม่ได้หรอก”“คุณอย่าทำเป็นไม่รู้หน่อยเลย วันนี้คุณคุยกับลูกใช่ไหมเรื่องที่คุณบอกเขาว่าจะจีบฉัน”“บอสตันไปเล่าให้คุณฟังเหรอใช่สิ คุณเองก็ตั้งใจคุยกับเขาเพื่อให้เขามาเล่าให้ฉันฟังไม่ใช่เหรอ”“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะ บอสตันเขาก็คงอยากจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่ฟัง” วาคิมคิดไม่ผิดเลยบอกบอสตันว่าเขาจะจีบมารดาของเด็กชาย“คุณคิดดีแล้วเหรอวาคิมที่ไปพูดกับลูกอย่างงั้น”“ผมคิดดีนะ แล้วผมก็บอกคุณไปแล้วนี่ว่าผมจะจีบคุณและบอสตันเป็นลูกของคุณ ผมก็อยากให้เขารู้เรื่องของเราไปด้วย”“ฉันขอถามคุณตรงๆ นะวาคิม”“ถามมาสิ”“คุณไม่มีใครอื่นใช่ไหมคุณไม่ได้มาหลอกเราสองคนแม่ลูกใช่ไหม” เมลดายังคงถามแบบเดิมเพราะเธอกลัวความผิดหวัง ถ้าหาเขาเ
หลังทานอาหารเย็นเสร็จคุณมยุรีก็ขอคุยกับวาคิมเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานส่วนบอสตันกับเมลดาก็นั่งเล่นรออยู่ที่บริเวณห้องรับแขก“คุณแม่มีอะไรจะคุยกับผมครับ”“วาคิม แม่ไม่อยากอ้อมค้อมนะ แม่ขอถามตรงๆ ว่าเรามั่นใจแล้วใช่ไหมที่เข้ามาในชีวิตของลูกสาวมาอีกครั้ง”“ผมมั่นใจครับแม่ ผมรู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองทำผิดกับโมเดลและบอสตันมาก”“ที่เราเข้ามาในชีวิตโมเดลตอนนี้เพราะบอสตันใช่ไหม”“บอสตันก็คือส่วนหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าผมยังรักโมเดลอยู่ครับ” วาคิมตอบมารดาของคนรักไปตามที่ตนเองรู้สึก“ระยะเวลาหกปีที่ผ่านมา โมเดลเขาเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว แม่ไม่อยากให้เขาต้องมาเสียใจกับเรื่องนี้อีก”“ผมสัญญาครับ ว่าจะไม่ทำให้โมเดลและบอสตันเสียใจ ถ้าคุณแม่ไม่ว่าอะไรผมจะให้คุณพ่อคุณแม่ของผมมาสู่ขอโมเดลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ผมอยากจะจัดงานแต่งงานให้มันถูกต้อง”“อย่าเพิ่งพูดถึงขั้นแต่งงานเลยเพราะตอนนี้อยากจะจัดงานแต่งงานแต่อย่าลืมนะว่าบอสตันยังไม่รู้ว่าคิมคือพ่อของเขานะ”“ผมเคยคุยเรื่องนี้กับโมเดลแล้วครับ เราจะยังไม่บอกความจริงว่าผมคือพ่อ แต่ผมจะให้บอสตันยอมรับผมในสถานะลุงไปก่อน พอเขาโตพอที่จะเข้าใจอะไรแล้วเราค่อยอธิบายให้เขาฟั
บอสตันมีความสุขมากที่ได้มาเที่ยวสวนสัตว์กับวาคิม เด็กชายรู้สึกว่าความสุขในวันนี้มันต่างจากวันที่เขามากับลุงมาวิน แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร“บอสตันเคยไปเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไหมครับ“คืออะไรครับลุงคิม”“คือการเที่ยวสวนสัตว์ในเวลากลางคืน เราจะเห็นการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ ที่ต่างจากเวลากลางวันครับ” เขาอธิบายอย่างง่ายให้บอสตันฟัง“ผมอยากไปครับ ลุงคิมพาผมไปได้ไหม”“ได้สิครับ แต่บอสตันต้องชวนคุณแม่ไปด้วยนะ ไปกันหลายคนลุงว่าน่าจะสนุกกว่า” วาคิมอยากให้เมลดาไปเที่ยวพร้อมกับตนเองละบอสตัน“ได้ครับลุงจะพาผมไปเมื่อไหร่”“บอสตันปิดเทอมตอนไหนล่ะลูก”“ไม่รู้ครับ เดี๋ยวผมจะถามคุณครู”“ถ้ารู้วันปิดเทอมแล้วก็โทรหาลุงนะครับ”“ผมมีโทรศัพท์ที่เป็นนาฬิกาแต่มันโทรได้แค่เบอร์ของคุณแม่คุณยาย พี่ฝ้ายแล้วลุงวินเท่านั้นครับ”“ลุงขอดูหน่อยได้ไหม”“ได้ครับ” บอสตันยื่นข้อมือที่สวมนาฬิกาให้กับวาคิม เขาใช้เวลาไม่นานก็บันทึกเบอร์โทรศัพท์ของตนเองลงไปในนั้น“เสร็จแล้วครับ ทีนี้บอสตันก็โทรหาลุงได้แล้ว”“ผมโทรได้ตลอดใช่ไหมครับ”“ได้สิครับ”หลังจากเที่ยวสวนสัตว์จนอากาศเริ่มร้อน วาคิมก็กลัวบอสตันจะไม่สบายเ
งานกีฬาสีที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นมีกิจกรรมให้ครอบครัวเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่หลายกิจกรรมซึ่งวาคิมก็รวมทำกิจกรรมกับบอสตันหลายอย่างจนมาถึงกิจกรรมเกือบสุดท้าย“ไหวแน่นะคุณ”“ไหวสิ แล้วบอสตันล่ะไหวไหมลูก”“ไหมครับ”การแข่งขันกินวิบากเริ่มจากการที่พ่อต้องกระโดดขาเดียวมาเป่าจานแป้งที่ด้านล่างใส่กุญแจซ่อนไว้ พอเป่าเสร็จก็ต้องวิ่งเอากุญแจไปเปิดกล้องที่ด้านไหนมีผ้าปิดตาและขนมเค้กกับน้ำอยู่ด้านในจากนั้นก็ต้องเอาขนมไปยังโต๊ะที่แม่กับลูกนั่งอยู่ คนเป็นพ่อต้องเอาผ้าปิดตาตัวเองและแม่ แล้วให้แม่เป็นคนเอาขนมป้อนใส่ปากพ่อให้หมดจานจากนั้นก็เปิดตาแล้ววิ่งเข้าเส้นชัยด้วยกันโมเดลกับบอสตันช่วยกันส่งเสียงเชียร์วาคิมที่กำลังเป่าแป้งหากุญแจ วาคิมเป่าได้เป็นคนที่สองจากนั้นเขาก็วิ่งเอากุญแจมาเปิดกล้องแล้วเขาวิ่งถือของทั้งหมดมายังจุดที่มีเมลดาและบอสตันยืนอยู่“โมเดลเปิดน้ำมันลมเลย ผมกลัวบอสตันจะเปิดไม่ได้”“ค่ะ แล้วยังไงต่อ” เมลดาไม่เคยเล่นเกมพวกนี้มาก่อนจึงตื่นเต้นและไม่รู้ว่าตนเองจะต้องทำยังไงบ้าง“โมเดลคุณมองตำแหน่งของจานกับขวดน้ำไว้นะ” เขาให้เวลาเมลดามองของตรงหน้าเพียงนิดเพราะก่อนที่จะเอาผ้ามาปิดตาของหญิงสาวไว้“ค