เมื่อทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกลงมาที่ห้องอาหาร ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีคนไม่มาก แต่เมื่อเดินเข้ามาก็กลายเป็นจุดสนใจทันที จะไม่ให้ทุกคนนั้นมองได้ยังไง เหอตี้คนเป็นพ่อนั้นก็หน้าตาดี ถึงแม้ว่าจะออกผอมไปหน่อยแต่ดูแล้วทุกส่วนก็เหมาะเจาะไปหมด ส่วนคนเป็นแม่นั้นถึงจะไม่ได้สวยจัด แต่ก็อยู่ลักษณะที่ดูดีน่ามองยิ่งดูยิ่งเพลินตา ส่วนแฝดพี่นั้นอยู่ในชุดกระโปรงเอี้ยมสั้นแค่เข่าเสื้อตัวในแขนยาวสีขาว และใส่ถุงเท้ายาวครึ่งหน้าแข้งสวมด้วยรองเท้าคัตชูสีดำ ยิ่งมองก็ยิ่งน่ารัก แฝดน้องเหวินหลงก็อยู่ในชุดเอี้ยมเหมือนกันต่างกันที่ตรงกางเกงเท่านั้น มองดูแล้วโตไปสาวๆคงได้ทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้เก็บกันมากมายสองแฝดนั้นเดินจูงมือกัน ขนาบด้วยพ่อและแม่คนละฝั่ง “เหวินหลง ทำไมมีแต่คนมองเราล่ะ” ฟางหลินกระซิบถามน้องชาย ถึงแม้จะกระซิบแต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังได้ยินอยู่ดี“อืม ไม่รู้สิ” เหวินหลงเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งสองคนจึงได้แหงนหน้ามองผู้เป็นพ่อและแม่เพื่อขอคำตอบ“แม่ว่าที่พวกเขามองมา อาจจะเป็นเพราะว่าลูกของแม่ทั้งสองคนแต่งตัวได้น่ารักก็เป็นได้” เมิ่งหลันให้คำตอบหลังจากที่พนักงานพามานั่งที่โต๊ะอาหารแล้วสองแฝดที่ได้ยินแบบนั้นก็มองหน้ากัน และ
เช้าวันนี้เมิ่งหลันและครอบครัวไม่ได้ลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อคืนนี้อีก สิ่งทีี่เมิ่งหลันกังวลไม่ใช่เรื่องแบบผู้หญิงสองคนนั้น แต่เป็นเรื่องอาหารเสียมากกว่า เมิ่งหลันนำอาหารจากห้างในมิติออกมาให้ทุกคนได้ทานกัน“อร่อยมากเลยค่ะแม่” ฟางหลินบอกกับมาดาด้วยรอยยิ้ม เธอชอบอาหารที่แม่ทำมากๆ “ของผมก็อร่อยครับ” เหวินหลงเองก็ชอบเหมือนกัน ยิ่งมื้อเช้าแบบนี้ แม่มักจะให้กินหลายอย่าง เขาชอบมาก มีทั้งนม ข้าวต้ม ขนมปัง บางครั้งก็มีน้ำผลไม้อีกด้วย“ดีแล้วที่ลูกชอบ แต่อย่ากินจนมากเกินไปล่ะ พวกเราต้องเดินทางกันต่ออีก ถ้าป่วยขึ้นมาจะทำให้ลำบากเอาได้” เมื่อเห็นว่าลูกทั้งสองคนชอบเธอก็ดีใจ เธอคิดถูกแล้วจริงๆที่ไม่พาทุกคนไปทานอาหารข้างล่าง“คุณจะเอากาแฟด้วยหรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันหันไปถามสามี“เอาครับ” เหอตี้เองก็ติดกาแฟเหมือนกัน ปกติเขาเองก็ไม่เคยกินมันมาก่อน แต่พอเห็นภรรยาของเขากินก็เลยลองกินตาม ถ้าได้กินแล้วมันจะทำให้เขานั้นสดชื่นมาก“คุณคิดว่าพวกเราจะใช้เวลาเดินทางกันอีกกี่วันหรือคะ” “อืม ตอนแรกผมคิดเอาไว้ว่าน่าจะวันนี้ตอนเย็นๆ แต่ตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะครับ เพราะพวกเราใช
หลังจากที่เช้านี้ครอบตรัวของเมิ่งหลันออกจากโรงแรมที่พักนั้นก็ตรงมาที่หมู่บ้านเลย ไม่คิดที่จะแวะที่ไหนอีก เพราะสองวันมานี้ก็ล่าช้ามากแล้วระหว่างทางเมิ่งหลันมองดูสองข้างทาง ถึงแม้ว่าเธอจะออกไปจากที่นี่นานนับปี แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านคน หรือพื้นที่การเพาะปลูกก็ตามการมาในครั้งนี้ของเธอนั้น ไม่ได้บอกกับพ่อหลิวไว้ล่วงหน้า เพราะอยากจะให้ท่านได้ประหลาดใจเมิ่งหลันเลือกที่จะให้เหอตี้นั้น ไปที่บ้านของเธอก่อน เธออยากจะไปดูความเรียบร้อยว่ามันพร้อมเข้าอยู่หรือไม่ ถ้ามันไม่สามารถที่จะเข้าพักได้ ก็ตั้งใจที่จะจ้างคนเข้ามาทำความสะอาดเสียก่อนเมื่อรถของเธอเข้าหมู่บ้าน เป็นเวลาช่วงพักเที่ยงพอดี จึงทำให้เป็นจุดสนใจของทุกคน เด็กๆที่เล่นอยู่แถวนั้นเมื่อเห็นมีรถเข้ามาที่หมู่บ้าน ก็อดที่จะวิ่งตามไม่ได้ รวมถึงคนโตบางคนด้วยเหมือนกัน พวกเขาอยากจะรู้ว่ารถคันโก้นั้นจะไปจอดลงที่บ้านหลังไหนและสุดท้ายรถคันโก้ก็มาจอดที่บ้านหลังเล็กเกือบท้ายหมู่บ้าน เมื่อเมิ่งหลันก้าวขาลงมา ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ต้องอุทานกันออกมา ไม่ใช่ว่านี่คือลูกสาวบ้านหลิวหรอกหรือย้ายออกไปจาก
เมื่อถึงเวลาที่เมิ่งหลันนัดแนะกับพ่อหลิวที่จะไปทานอาหารร่วมกันที่บ้าน ครอบครัวของเธอก็พากันขับรถไปที่บ้านของพ่อหลิวเมื่อถึงหน้าบ้าน เธอกับเหอตี้ก็ทำทีเป็นเปิดท้ายรถเพื่อเอาของฝากลงมา เธอเอาของทุกอย่างใส่กระสอบไว้ จึงง่ายต่อการขน คนที่เหนื่อยหน่อยก็คือเหอตี้นี่แหละ ที่ต้องแบกกระสอบหลายรอบเลยทีเดียวพอขนของเข้ามาด้านใน พ่อของเธอก็ตกใจทันทีที่เห็นของมากมายกองอยู่ตรงหน้า เขาอดคิดไม่ได้ว่ารถคันก็ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ทำไมถึงจุของได้เยอะขนาดนี้“เมิ่งหลัน ลูกเอาของอะไรมาเยอะแยะ ทำไมไม่เก็บไว้ให้สองแฝด” พ่อหลิวอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้เมื่อเห็นว่าของที่กองอยู่ตรงหน้ามันมากมายขนาดไหน“แค่นี้มันไม่มากหรอกค่ะ แล้วมันไม่เสียง่ายด้วย พ่อสามารถเก็บไว้กินทั้งปีได้เลยนะคะ” เมิ่งหลันพูดให้ผู้เป็นพ่อได้เข้าใจ อย่างน้อยก็ประหยัดเงินในกระเป๋าของพ่อเธอได้เยอะทีเดียว โดยที่เมิ่งหลันลืมคิดไปว่า นางอี๋นั่วนั้นอาจเอาของพวกนี้ไปแบ่งให้บ้านเดิม หรือแบ่งให้กับลูกสาวอย่างซิงอีเธอก็ไม่อาจรู้ได้ “พ่อคะ ทำไมบ้านเงียบจังเลยล่ะคะ น้องชายกับน้าอี๋นั่วไม่อยู่หรือคะ” เมิ่งหลันที่เข้ามาในบ้านก็พึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าในบ้านยังต้อง
วันนี้เป็นวันที่เมิ่งหลันและครอบครัวจะเดินทางกลับกันแล้ว โดยมีสมาชิกมาเพิ่มอีกหนึ่งคน ก็คือพ่อของเธอนั่นเอง ตอนแรกที่ตั้งใจจะอยู่ที่นี่สักหลายวันก็เป็นอันต้องยุติลง เพราะเรื่องการหย่าของพ่อหลิวเมิ่งหลันเองก็ช่วยจัดการเรื่องทุกอย่างของพ่อหลิว ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์บ้าน เงินค่าหย่า หรือจะเป็นค่าเรียนของซีซวนด้วยก็ตาม ตอนที่เมิ่งหลันเข้าไปที่บ้านของพ่อเธอนั้น ก็เจอกับซิงอีและนางอี๋นั่วกำลังนั่งปลอบกันอยู่ นางอี๋นั่วยังคร่ำครวญไม่หยุดที่ตนเองนั้นถูกหย่า สาเหตุนั้นก็มาจากลูกเลี้ยงอย่างเมิ่งหลัน ที่มาถึงก็ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมาเลย นี่คงคิดแผนการมาล่วงหน้าแล้วที่ๆเมิ่งหลันที่ได้ยินแบบนั้นก็อดที่จะโมโหขึ้นมาอีกไม่ได้ นี่ไม่คิดจะโทษตัวเองกันเลยหรือยังไง ถึงได้แต่มาลงที่เธอซะทุกครั้ง“ฉันเอาเงินมาให้ค่ะ”เมิ่งหลันที่ยืนฟังอยู่นานพูดขึ้น พร้อมกับส่งซองเงินให้กับนางอี๋นั่ว แต่คนที่หยิบไปนั้นคือซิงอ๊นั่นเอง“เฮอะ ก็แค่เศษเงินของพี่เท่านั้นแหละ ไหนว่ารวยนักรวยหนา ทำไมไม่เพิ่มให้อีกสัก 200 หยวนล่ะ ไหนๆก็ไม่ต้องเจอกันแล้ว” เป็นซิงอีที่พูดแทนแม่ของเธอ เธอคิดว่าจำนวนเงินแค่นี้จะไปมากมายอะไร“คงไม่ได้ห
ตอนนี้เมิ่งหลันกำลังยืนมองพ่อของเธออยู่ที่หน้าร้านที่เปิดใหม่หน้าโกดัง พ่อหลิวทำงานเข้ากับทุกคนได้ดี คนงานทั้งหลายก็เคารพพ่อของเธอ และพ่อหลิวเองก็ไม่เคยกดขี่หรือใช้อำนาจว่าตนเป็นพ่อของเจ้าของร้านแต่อย่างใด“ดูพ่อคุณจะมีความสุขดีนะครับ” เหอตี้ที่มองตามภรรยาก็เห็นว่าพ่อของภรรยานั้นกำลังทำงานอย่างมีความสุข โดยที่เขามองจากรอยยิ้มบนใบหน้า“ฉันก็หวังให้เป็นแบบนั้นค่ะ” เมิ่งหลันคิดว่าพ่อของเธอนั้นอาจจะมีความสุขแค่ตอนที่ทำงาน แต่เมื่อเวลาที่กลับเข้าบ้านไปแล้วบางทีเธอก็แอบเห็นว่าพ่อของเธอนั้นแอบเหม่ออยู่บ่อยๆ เธอเองก็ไม่รู้ว่าพ่อของเธอนั้นคิดอะไรอยู่ ซึ่งเธอเองก็ไม่กล้าที่จะถาม“คุณอย่าคิดมากไปเลยนะครับ คุณทำดีที่สุดแล้ว” เหอตี้กุมมือของภรรยาส่งแรงบีบเพียงนิดเพื่อเป็นกำลังใจให้กัน เมิ่งหลันเองก็หันไปมองหน้าชายหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มขอบคุณไปให้“หลันหลันครับ เดือนหน้าผมต้องไปดูงานที่ต่างมณฑล คุณกับลูกอยู่กันได้หรือเปล่าครับ” เหอตี้นั้นได้ถูกมอบหมายงานให้ไปดูงานในพื้นที่ เพราะตอนนี้มีคนส่งหนังสือร้องเรียนเข้ามาที่หน่วยกลางหลายฉบับแล้ว ว่าเจ้าหน้าที่นั้นทำงานไม่โปร่งใส ทั้งรับสินบน เก็บภาษีที่มากเกิ
“คุณลู่คะ อีกไม่เกินสามเดือน ฉันจะเปิดกิจการใหม่ ไม่ทราบว่าคุณจะสนใจหรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันลองถามดู เผื่อว่าจะได้ลูกค้ากระเป๋าหนัก “กิจการใหม่หรือครับ แล้วมันคืออะไร คุณพอจะบอกผมได้หรือเปล่าครับ” ลู่เฟยเทียนที่ได้ยินแบบนั้นก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ “ฉันจะขายเครื่องใช้ไฟฟ้าน่ะค่ะ ขายแบบครบวงจร มีตั้งแต่ โทรทัศน์ กาน้ำไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องทำความร้อน พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า และก็ยังมีอีกหลายอย่างเลยนะคะ” เมิ่งหลันบอกชายหนุ่มตรงหน้าออกไป ถ้าให้เธอพูดครบทุกอย่างเกรงว่าจะยาว“เครื่งใช้ไฟฟ้าหรือครับ คุณสามารถหาของได้ใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้ผมเห็นมีแต่ที่ห้างเท่านั้นที่มีขายในตอนนี้ แถมของบางอย่างที่คุณว่า ในห้างยังไม่มีขายเลยด้วยซ้ำ” เขาเองก็คิดว่าถ้าได้ขายก็ดี ขายก่อนก็รวยก่อน “แน่นอนค่ะ ฉันหาของได้อยู่แล้ว ฉันรับรองเลยว่าของที่ฉันหามานั้นคุณภาพดีแน่นอน” เธอไม่อยากจะบอก ว่าของของเธอนั้นมันล้ำสมัยขนาดไหน“ถ้าอย่างนั้นผมต้องทำยังไงบ้างหรือครับ” เขาลองถามแนวทางเผื่อว่าขาดเหลืออะไรจะได้จัดการได้ทัน“คุณก็แค่จัดเตรียมสถานที่ หาลูกน้อง และเงินทุน เท่านั้นเองค่ะ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ราคา
ตอนนี้เหอตี้นั้นวุ่นวายเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ตนมาที่นี่ยังไม่ได้ออกไปที่ไหนเลยนอกจากที่พัก ร้านอาหาร และที่สำนักงาน อยู่แต่กับกองเอกสารพวกนี้ ยิ่งเขาตรวจสอบก็ยิ่งเจอพิรุธหลายอย่าง เขาคิดว่าเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินสินบน โดยการออกใบอนุญาตต่างๆให้กับผู้ประกอบการ บางรายการนั้นผู้ได้รับอนุญาตนั้นมีกิจการมากกว่าสิบที่ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดปรกติ และคนที่ลงนามนั้นล้วนแต่เป็นคนเดียวกันทั้งหมดและเจ้าหน้าที่คนนี้ก็ยังมีร้านค้าเป็นของตัวเองอีกด้วย ในใบอยุญาตินั้นเขาลงไว้ว่า ขายบุหรี่และสุราต่างประเทศ ซึ่งเหอตี้คิดว่าเจ้าหน้าที่คนนี้นั้นอาจจะมีแค่ในนามเท่านั้น แต่เจ้าของจริงๆน่าจะเป็นผู้มีอิธิพลคนหนึ่งในแดนใต้แห่งนี้“คุณหวังพักทานอาหารก่อนเถอะครับ นี่ก็ไกล้ที่จะบ่ายแล้ว” เจ้าหน้าที่ที่มาด้วยกันเข้ามาเอ่ยชวนหลังจากที่ตนนั่งรอมานานแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะออกมาเสียที“ขอโทษทีนะครับ ครั้งหน้าคุณไม่ต้องรอผมก็ได้นะครับ ไปทานก่อนได้เลย” เหอตี้เองก็รู้ว่าเวลาที่เขาติดพันงานนั้นจะลืมเวลาทุกครั้งจึงไม่อยากที่จะให้ใครมารอ“ได้อย่างไรกันล่ะครับ ยังไงก็ไปทานพร้อมกันดีกว่า” เขาเองก็ได้รับมอบหมายให
พวกเราคือครอบครัว…สี่ปีต่อมา…หลังจากวันที่เมิ่งหลันคลอดลูกชายฝาแฝด ก็ผ่านมามานานหลายปีแล้ว การเลี้ยงดูลูกของเธอช่างวุ่นวายเป็นอย่างมาก ดีที่เหอตี้ออกจากงานมาช่วยเธอดูแลร้าน ไม่อย่างนั้นเธอเองคงไม่มีเวลาพัก การเลี้ยงลูกถึงสี่คนไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยฟางหลินและเหวินหลงนั้น ดีที่โตพอจนรู้ความแล้ว ตอนนี้อายุก็เข้าปีที่สิบแล้ว หนูน้อยฟางหลินในตอนนี้ความงดงามนั้นเปล่งประกายมากถึงจะยังเด็กอยู่ก็ตาม จนทำให้คุณพ่อนั้นหวงมากเป็นพิเศษ เพราะยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งเหมือนกับคนเป็นแม่ส่วนแฝดน้องเหวินหลงเองก็ใช่ย่อย ความหล่อเหลาก็ไม่ได้แพ้ใคร ในทุกวันที่ไปโรงเรียนมักจะมีสาวน้อยมอบขนมให้อยู่เสมอ จนทุกวันนี้สหายมู่มู่ที่ไปโรงเรียนด้วยกันไม่ต้องเสียเงินซื้อขนมเลยส่วนแฝดชาย หวังจางหมิ่น และหวังเจียวจิ้นนั้น ตอนนี้ก็อายุสี่ขวบแล้ว ซึ่งความซุกซนไม่ต้องพูดถึง ขนาดที่ว่าเมิ่งหลันจ้างพี่เลี้ยงมาเพิ่ม ทั้งสองคนก็ยังหลุดลอดสายตาออกไปซนที่อื่นได้ “จางหมิ่น เจียวจิ้น แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามออกมาเล่นข้างนอกแบบนี้” เมิ่งหลันที่ออกมาเจอลูกๆของเธออยู่ที่ด้านนอกพอดี จึงอดที่จะดุไม่ได้“แม่ครับ พวกเราไม่อยากอยู่ในบ้าน” เ
ออกมาแล้ว…“หลันหลัน คุณไม่ต้องกลัวนะครับ” เหอตี้ผู้เป็นสามีปลอบใจภรรยาอยู่ที่ข้างเตียง วันนี้เป็นวันที่คุณหมอนั้นนัดผ่าคลอดให้กับเมิ่งหลัน เพราะว่าเธอนั้นมีความเสี่ยงจึงต้องใช้วิธีการผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติ“เหอตี้คะ ฉันกลัวจังเลยค่ะ” เธอบอกสามีออกไป นี่คือการคลอดครั้งแรกของเธอ เธอจะไม่กลัวได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเมิ่งหลันคนก่อนจะเคยคลอดลูกแต่มันก็ไม่ใช่เธออยู่ดี“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะครับ หมอที่นี่เก่งอยู่แล้ว คุณนอนพักก่อนดีกว่า” เมื่อเหอตี้เห็นว่าภรรยานั้นมีความเครียดจึงอยากให้เธอได้พักผ่อน“แล้วสองแฝดอยู่ที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันถามหาลูกทั้งสองคน เพราะเธอมารอคลอดตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็ยังไม่ได้เจอหน้าลูกเลย“อยู่กับน้าอี้ฝานครับ สองแฝดไม่มีงอแงเลย พูดจารู้เรื่องมาก แค่บอกว่าแม่กำลังจะมาคลอดน้องพวกเขาก็เข้าใจ” เหอตี้เมื่อเช้านี้ได้กลับไปที่บ้านและพูดเรื่องนี้ให้สองแฝดฟัง ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจ และบอกว่าจะรอแม่และน้องอยู่ที่บ้าน“คุณจะรอฉันที่ด้านนอกใช่หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันถามสามีเมื่อมองเวลาแล้วไกล้ที่จะเข้าห้องคลอดเต็มที“ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอกห้องคลอดแน่นอน ผมรับรองเลยว่าเมื่อคุณออกมา คุ
งานแต่งงานของพี่ใหญ่เหอซาน…วันนี้เป็นวันที่เมิ่งหลันนั้นต้องมาตรวจครรภ์เป็นครั้งที่สอง และการตรวจก็เป็นไปด้วยดี การเติบโตของทารกในครรภ์นั้นดีมากทีเดียวและอีกเรื่องที่ทำให้หลิวเมิ่งหลันและหวังเหอตี้ ต้องตกตะลึงกันอีกครั้ง นั่นก็คือในท้องของเมิ่งหลันนั้นมีลูกน้อยถึงสองคน นั่นก็หมายความว่าในตอนนี้เมิ่งหลันนั้นกำลังท้องลูกแฝดอีกครั้งนั่นเองแต่การแพทย์ในยุคสมัยนี้ก็ไม่สามารถตรวจได้ว่าเจ้าก้อนแป้งที่กำลังนอนอยู่ในท้องของเมิ่งหลันนั้นเป็นเพศไหน จะเป็นชายชาย หญิงหญิง หรือหญิงชาย ก็ไม่อาจรู้ได้ ถึงแม้เจ้าก้อนแป้งทั้งสองจะแข็งแรงดี แต่เมิ่งหลันก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้ เธอกลัวการคลอดลูก เธอกลัวว่าจะไม่สามารถคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัย เหอตี้ที่รับรู้ได้ถึงความกังวลก็ได้แต่ปลอบใจภรรยา ไม่ว่าอย่างไรเขาจะหาหมอที่มีฝีมือที่สุดมาทำคลอดให้ภรรยาให้ได้“เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวนะครับ” เหอตี้เอ่ยขึ้นเมื่อพากันออกมาจากในโรงพยาบาลหลังจากที่ตรวจการตั้งครรภ์เสร็จแล้ว“คุณจะพาฉันไปที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันเองก็เดาไม่ถูก เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอก็ยังไม่ได้ออกไปที่ไหนแบบจริงจังสักที เพราะเธอทุ่มเทเวลาใ
คู่มือการเลี้ยงลูก…หลังจากที่ทุกคนรู้ข่าวเรื่องการท้องของเมิ่งหลันก็ยินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านใหญ่หวัง แม่เหอที่รู้ข่าวก็ไปสรรหาของบำรุงต่างๆมาให้เมิ่งหลันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโสมหรือรังนกก็ตาม“ฉันต้องขอบคุณคุณแม่มากเลยนะคะสำหรับของบำรุงพวกนี้” เมิ่งหลันบอกแม่สามี ถึงแม้เธอจะรู้ว่าของพวกนี้ดีมีสรรพคุณมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะกินมันได้ เพราะเมื่อครั้งก่อนที่แม่เหอก็ฝากให้เหอตี้เอามาให้เธอทาน พอเธอทานเข้าไปถึงกับอาเจียนไม่ยอมหยุด “ไม่เป็นไรเลยจ้ะ เธอต้องกินมันให้หมดนะ หลานของฉันจะได้ออกมาแข็งแรง” แม่เหอบอกด้วยรอยยิ้ม “ว่าแต่เจ้าใหญ่ จะแต่งงานเมื่อไหร่ดีล่ะ เหอตี้มีลูกแซงหน้าไปแล้วนะ” แม่เหอเอ่ยถามลูกชายคนโต ที่ตอนนี้สานสัมพันธ์กับคู่หมั้นได้อย่างราบรื่น“แล้วคุณแม่ว่ายังไงล่ะครับ พร้อมที่จะไปสู่ขอสะใภ้ใหญ่ได้หรือยัง” เหอซานหันมาถามแม่ของตนบ้างแม่เหอที่ได้ยินแบบนั้นก็ตาโตทันที นี่เจ้าใหญ่ของเธอกำลังบอกให้ไปขอภรรยาให้เขาใช่หรือไม่“นี่ลูกพูดจริงใช่ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่กับพ่อจะได้ไปพูดเรื่องนี้กับบ้านกงแต่เช้าเลย” “555” เหอซานอดที่จะยิ้มขำแม่ของตนไม่ได้ คงอยากได้สะใภ้มากเลยถ
สองแฝดจะมีน้อง…“ท้อง???”“คุณหมอช่วยพูดอีกครั้งได้หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันที่ต้องการได้ยินอีกครั้ง ว่าอาการที่เธอเป็นนั้นเป็นโรคอะไรกันแน่ เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม“คนไข้ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรนะครับ อาการที่เป็นอยู่ เป็นอาการของคนท้องเท่านั้นครับ” หมอเองได้ตรวจซ้ำถึงสองรอบจากการจับชีพจร ซึ่งผลที่ออกมาก็เหมือนกันทั้งสองครั้งและเขาเองก็มั่นใจเป็นอย่างมากเมิ่งหลันคิดว่ากลับบ้านไปเธออาจจะเรียกเอาชุดทดสอบการตั้งครรค์ออกมาตวจอีกสักครั้ง เพื่อความแน่ใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจหมอในยุคนี้หรอกนะ แค่เธออยากมีโมเม้นท์ขึ้นสองขีดแบบคนอื่นบ้างเท่านั้นเอง“แล้วไม่ทราบว่าตอนนี้ฉันท้องกี่เดือนแล้วหรือคะ” เมิ่งหลันเองก็แอบงงเหมือนกัน ทั้งที่เธอเองก็กินยาคุม แล้วลูกของเธอนั้นทะลุยาคุมออกมาได้ยังไงกัน หรือยาที่เธอกินจะหมดอายุนะ แต่ก็ไม่น่าใช่“ประมาณ เดือนกว่าได้แล้วครับ ช่วงนี้คุณก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะครับ ของหนักก็ห้ามยกเพราะมันจะเสี่ยงต่อการแท้ง ส่วนในเรื่องของอาหารก็ให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ และก็อย่าลืมดื่มนมด้วยนะครับ อ้อ…และอีกอย่างเรื่องบนเตียงช่วงนี้ก็ให้งดไปก่อนนะครับจนกว่าจะมีอ
เมิ่งหลันป่วย???วันนี้เป็นวันที่ห้าแล้ว ที่เมิ่งหลันและคนงานช่วยกันบรรจุของเพื่อทำถุงยังชีพ และทุกวันก็จะทำได้ประมาณหนึ่งพันชุดทุกวัน“คุณเมิ่งหลันคะ วันนี้มีคนมาโวยวายที่หน้าร้านอีกแล้วค่ะ” ซูเหวินเข้ามารายงานเมิ่งหลัน เพราะหลายวันมานี้มีคนต้องการมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง แต่ทางร้านไม่สามารถเปิดขายให้ได้ เพราะต้องนำไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน นั้นจึงสร้างความไม่พอใจกับลูกค้าบางคน“แล้วได้บอกเหมือนที่ฉันสั่งไว้หรือเปล่าจ๊ะ” เมิ่งหลันเองให้ลูกจ้างทุกคนนั้นบอกลูกค้าไปตามความจริง ว่าทางร้านไมาสามารถขายสินค้าให้ได้ ให้ไปหาซื้อที่อื่นก่อน “บอกแล้วค่ะ….” ทั้งสองพูดกันไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงดังโวยวายกันอยู่ที่ด้านนอก“เฮอะ ที่ไม่ยอมขายข้าวให้พวกฉัน เป็นเพราะว่าจะเอาไปขายให้กับทางการใช่หรือเปล่าล่ะ” เสียงลูกค้าที่เป็นสตรีเอ่ยขึ้น“ไม่อยากขายให้พวกเราก็พูดมาตรงๆเถอะ ไม่ต้องอ้างทางการหรอก มันน่าอาย” เธอยังพูดไม่หยุด“ทำมาเป็นบอกว่าเอาไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ฉันเองก็เดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องให้ของพวกนี้กับฉันด้วย” ผู้หญิงทืี่มาด้วยกันเอ่ยขึ้น“ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเงินมากพอที่จะซ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัย…….“ทำไมคุณถึงได้ทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะ” เมิ่งหลันถามเหอตี้ที่พึ่งจะกลับมาจากที่ทำงาน ก็เห็นว่าสีหน้าของสามีนั้นไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งที่ปกติแล้วเวลาที่เขากลับมาบ้านนั้นมักจะส่งยิ้มมาให้ก่อนเสมอเหอตี้ที่ได้ยินเมิ่งหลันถามก็ถอนหายใจ “วันนี้พี่ใหญ่มาหาผมที่ทำงานครับ” เขาเว้นหายใจไปช่วงหนึ่ง จึงทำให้เมิ่งหลันสงสัยเข้าไปอีก“พี่ใหญ่มาขอความช่วยเหลือน่ะครับ ตอนนี้ทางตอนเหนือเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรง ฝนตกหนักมาหลายวัน จนตอนนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ บางพื้นที่ก็มีน้ำป่าลงมาจากเขาทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นอย่างมาก” เหอตี้พูดพร้อมกับจ้องหน้าของภรรยา “แล้วยังไงต่อคะ” เมิ่งหลันอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ที่เหอตี้ไม่ยอมพูดให้เสร็จเสียที“ตอนนี้ประชาชนในแถบนั้นหลายพันคนกำลังเดือดร้อนเรื่องอาหาร และที่อยู่อาศัย พี่ใหญ่เลยอยากจะขอให้คุณช่วยเรื่องอาหารครับ” เหอตี้พูดออกมาได้ในที่สุด ที่เขาไม่กล้าพูดออกมาในทีแรกเพราะกลัวว่าภรรยาจะไม่ยอมช่วยเหลือในเรื่องนี้ ทั้งๆที่เขาก็รู้แหละว่าเมิ่งหลันนั้นเป็นคนจิตใจดี แต่ในเรื่องนี้ที่ต้องช่วยคนจำนวนมากเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน“แค่นี้หรือคะ??” เม
หลักจากวันที่ช่วยจางเย่วในวันนั้นก็ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว จางเย่วเองก็ไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านเดิม แต่มาเช่าบ้านเพื่อเปิดร้านค้าตามคำแนะนำของเมิ่งหลันแทนจางเย่วนั้นเปิดร้านขายของชำ ไม่ได้ขายครบทุกอย่างเหมือนร้านของเมิ่งหลัน เพราะเธอนั้นอยู่ตัวคนเดียว เธอจึงเลือกขายของจำพวก ข้าวสาร แป้ง น้ำตาล อาหารแห้ง“คุณจางคะ ของชุดนี้ฉันเตรียมให้แล้วนะคะ ส่วนครั้งหน้าคุณโทรมาบอกที่ร้านก็ได้ค่ะ ฉันจะให้เด็กไปเอาใบรายการที่ร้านให้เอง คุณจางจะได้ไม่ต้องลำบากมาเอง ไหนจะต้องดูแลร้านอีก” เมิ่งหลันที่ให้ความช่วยเหลือก็พร้อมที่จะช่วยแบบเต็มที่ อะไรที่พอช่วยได้ก็ช่วยทันทีถ้าไม่เดือดร้อนตัวเธอ“จะดีหรือคะ มันจะเป็นการรบกวนเกินไปหรือเปล่า ทีี่พวกคุณช่วยฉันเอาไว้ ฉันเองก็ตอบแทนไม่ไหวแล้วค่ะ” จางเย่วนั้นเกรงใจจริงๆ คนที่นี่ช่วยเธอเอาไว้ตั้งมากมาย ชดใช้ด้วยชีวิตก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนได้หมดหรือเปล่าและการที่เธอนั้นมีความกล้าเรื่องค้าขายก็เพราะผู้หญิงตรงหน้านี้ จางเย่วชื่นชมเมิ่งหลันเป็นอย่างมาก ผู้หญิงที่เก่งไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการค้า การปกครองคน การดูแลครอบครัว ผู้หญิงคนนี้เก่งมากจริงๆ และเธอเองก็หวังที่จะเป
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ ในเมื่อเธอขอกลับบ้านเดิมไปตั้งหลายวันแล้วก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าหนีไปกับชู้แล้วหรือเปล่า แล้วใครบอกให้พวกคุณมาที่นี่กัน แล้ว….” นายหนิวหันไปบอกเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ทันที แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อจางเย่วก็เอ่ยขึ้นทันที“ฉันเอง…” จางเย่วอดทนไม่ไหวต่อคำพูดของคนเป็นสามีจึงได้แสดงตัวออกมานายหนิวที่ได้ยินเสียงก็หันไปดู ก็เจอเข้ากับภรรยาของตนที่เข้าใจว่าตายไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน เขาเองก็ตกใจเป็นอย่างมาก ตาของเขาปูดโปนจนแทบจะถลำออกมา“นี่..นี่ เธอยังไม่ตะ..เธอกลับมาแล้วหรือ” ก่อนที่นายหนิวจะเผลอพูดอะไรออกไป เขาเองก็ดึงสติของตัวเองกลับมาเสียก่อน ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีคนรู้เห็นยังไงก็ไม่มีคนเอาผิดเขาได้“ใช่ฉันกลับมาแล้ว ว่าแต่คุณเถอะไปที่ไหนมาหรือคะ อย่าบอกนะว่าออกไปตามหาฉัน” จางเย่วถามขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเขาคงออกไปตามสืบเรื่องของตน เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ก็ยังไม่มีใครหรือเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าเจอศพของเธอ“เธอหายไปไหนมาหลายวันล่ะ รู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงเธอมาก” นายหนิวหยิบยกคนอื่นมาอ้าง ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าเธอเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปตามเจ้าหน้าที่มาทำเรื่องหย่าและทวงสินเด