"หม่อมฉันกลัวพระองค์จะลงโทษท่านฉือเจา เป็นความผิดของหม่อมฉันเองที่โกหกพระองค์ไปทำให้พระองค์ทรงกริ้ว แล้วยังออกจากวังโดยไม่บอกพระองค์ก่อน ขอประทานอภัยอีกครั้งเพคะ"นางไม่ได้กลัวตาย ไม่ได้กลัวต้องรับโทษขนาดนั้น ครานั้นที่รับลูกธนูแทนเขามันเจ็บมาก เจ็บจนร้องไม่ออก ก่อนสลบไปยังคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ลืมตามองโลก หลังตื่นมาเลยได้รับรู้มาอย่างหนึ่ง ว่าตนนั้นไม่ได้กลัวจากไปขนาดนั้น ชีวิตที่ผ่านมาของนางไม่ได้มีอะไรให้ห่วงหรือเป็นชีวิตที่ควรหวงแหนเพราะมีความสุข กลับเป็นความขมขื่นเสียส่วนใหญ่ เสี้ยวสุดท้ายในหัวยังคิดจากไปเสียได้ก็ดี ตอนนี้เลยไม่ได้กลัวตายถึงเพียงนั้นแล้ว"ข้าไม่ได้โกรธเจ้าเรื่องนั้นเสียหน่อย" เหรินโยว่หลุนกล่าวจบก็พ่นลมหายใจฮึดฮัดออกจมูกด้วยความไม่พอใจ แต่พอนึกถึงประโยคเมื่อครู่ที่นางบอกว่าไม่ได้กลัวเขา อารมณ์กลับดีขึ้นมาซะงั้น มือใหญ่ที่วางอยู่บนท้องน้อยของนางก็ค่อยๆ เลื่อนลงไป"แล้วพระองค์ทรงโกรธเรื่องอะไรเพ..." อย่างน้อยควรต้องถามออกไปเพื่อจะได้ทำตามใจเขาได้ถูก จะได้ไม่ให้ใครมาเดือดร้อนเพราะนางอีก แต่ไม่ทันได้พูดจบก็โดนมือใหญ่ของคนด้านหลังทำให้ตกใจเสียก่อน "อ่ะ ฝ่าบาท"
เหรินโยว่หลุนขยับเข้าไปใกล้ม้า จับมือเล็กวางลงบนบ่าของตนทั้งสองข้าง จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับเอวของนางด้วยมือทั้งสองข้างของตน ยกนางลงจากหลังม้ามาพาดไว้บนไหล่ของตนแทน "อ่ะ ท่านจะทำอะไร" เพราะได้เรียกชื่อเขาแบบชาวบ้านปุถุชนทั่วไปทำให้นางเปลี่ยนคำเรียกเขาไปด้วย หากเรียกเขาอาหลุนและใช้คำว่าพระองค์รวมกันคงทั้งแปลกและพิลึก อีกทั้งก็กลัวเขาจะเคืองด้วย เรื่องนี้นางตัดสินใจไปตั้งแต่เมื่อครู่ที่เขาจูงม้ามาแล้ว ยามนี้พอตกใจเรียกถามออกไป "อย่าดิ้น" เหรินโยว่หลุนสั่งห้ามก่อนที่คนตัวเล็กบนบ่าจะได้ออกแรงด้วยซ้ำ พร้อมยังลงมือตีไปที่ก้นของนางหนึ่งที ดังป๊าบ! ก้นนั้นเด้งสู้มือกลับมาคล้ายกำลังโกรธเคืองที่โดนตี "อ่ะ! ท่านตีข้าทำไม?" "เพราะเจ้าดื้อไม่เชื่อฟังข้าที่ห้ามออกนอกวังและยังหนีไปบวช" "เมื่อครู่ท่านไม่ใช่ทำโทษข้าไปแล้วหรือไง?" พอนึกเรื่องนั้นขึ้นมาใบหน้าและหูเล็กๆ ของนางก็แดงขึ้นมาด้วยความอาย ยกสองมือขึ้นมาทาบแก้มตัวเองเพื่อคลายความร้อนที่เห่อขึ้นมาบนใบหน้า หลังจากได้อยู่กับฮ่องเต้มาสักพักนางก็เริ่มรู้จักวางแผน "เช่นนั้นที่ท่านตีก้นข้าคือข้ารับโทษแทนท่านนักบวชฉือเจาแล้ว
จูมี่เอินรับรู้ถึงนิ้วเรียวยาวที่ดันเข้ามาในกาย คิดว่าหากเขานำตัวเองเข้ามาในกายนาง ยังไงก็คงยังเจ็บอยู่แน่ๆ เป็นอย่างที่นางคิดไม่ผิด คนตัวใหญ่ผละออกไปถอดอาภรณ์ของตัวเองออกจนหมด ก้มลงมาจูบนางเพื่อเบนความสนใจ ก่อนจะจับสิ่งนั้นของตนสอดเข้าไปในตัวนางทันที "อื้อ" นางเจ็บจนขมวดคิ้ว เอวเล็กจะขยับถอยแต่ก็โดนเขากดท้องน้อยของนางไว้แล้วดันลงกับพื้นตามเดิม เขาส่งเสียงในลำคอคล้ายอารมณ์ไม่ดีที่นางไม่ยอมรับเขาเข้าไป ก่อนจะดันเอวของตนลงมาอย่างแรงจนร่างกายส่วนล่างของเขาแนบติดกับนาง ฉึบ "อื้มมม" นางทั้งเจ็บและตกใจ กัดปากเขาไปทันทีเพื่อแก้แค้น มือเล็กที่โอบคออยู่ก็จิกไหล่เขาไปด้วย เหรินโยว่หลุนกลับยิ่งชอบใจในความเจ็บที่นางมอบให้ตน เขากดริมฝีปากตนลงไปแรงกว่าเดิม ควานหาความหวานจากปากของนาง ซ้ำยังจับขานางที่บีบตัวเขาไว้เมื่อครู่เพราะความเจ็บให้แยกออกจากกันดันขาของนางขึ้นไปด้านบนเล็กน้อย เริ่มขยับเอวเข้าออกตามจังหวะที่ตนต้องการ เมื่อคิดว่านางน่าจะไม่เจ็บมากแล้วก็ขยับเร็วขึ้นกว่าเดิม ผละจูบออกมาดูเด็กน้อยหน้าแดงที่ร้องออกมาเพราะการกระทำของเขา "อื้ม อ่ะ อาหลุน ท่านทำเร็วไป อ
"อื้มมม อย่าเร็วนัก" เขาไม่อยากให้เวลาที่โดนนางทำเช่นนี้เดินไวเกินไป มือใหญ่สอดไปยกท้ายทอยของนางขึ้นมา "ถ้าเจ้าไม่อยากให้ข้าใส่ลงไปในปากของเจ้า งั้นแค่นิดเดียวก็ได้ อ้าปากสิ" จูมี่เอินไม่สามารถปฏิเสธได้ อีกทั้งก็ไม่สามารถหนีเขาพ้น นางรู้ดีว่ายังไงเขาก็ต้องการจะทำเช่นนั้นให้ได้ ปากเล็กค่อยๆ อ้าออกช้าๆ เมื่อลองเทียบปากของนางกับสิ่งที่อยู่ในมือ ต่อให้นางพยายามอ้ากว้างมากแค่ไหนก็ยังไม่คิดว่าจะสามารถรับเขาเข้ามาได้อยู่ดี "แลบลิ้นออกมา อื้มมม" เหรินโยว่หลุนเม้มปากแน่น ฮัมเสียงในลำคอกดความพลุ่งพล่านที่ถูกจูมี่เอินสร้างขึ้นมาลงไปอีกครั้ง มือเล็กนุ่มนิ่มของนางที่กุมเขาไว้รูดขึ้นรูดลงไปมานั้นทำเขาแทบทนไม่ไหวแล้ว แต่เขายังไม่พร้อมจะให้มันสิ้นสุดลง เขาต้องทำตามแผนที่คิดไว้ในใจให้ได้เสียก่อน "อ่าส์" เหรินโยว่หลุนกัดฟันแน่น จูมี่เอินมองดูดวงตาคมที่เปลี่ยนเป็นหวานคล้ายดวงดาวเป็นประกายของคนด้านบนที่ก้มมองนางอยู่ ใบหน้าที่แดงขึ้นนิดๆ ของเขาทำเอานางเผลอตัวไปด้วย เป็นคนที่ช่างมีเสน่ห์ร้ายเกินทน ขนาดนางเองก็ยังต้านไม่ไหว ยอมทำตามที่เขาสั่งราวกลับถูกมนต์สะกด ได้ยินเขาสั่งอย่างนั้นก็ลิ้
ค่อนข้างดึกมากแล้วแต่ที่ตลาดกลางคืนกลับยังมีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย แคว้นเซียวเป็นแคว้นที่สงบสุขมานาน อีกทั้งไม่มีการโจรกรรมอะไรทำให้การเดินทางตอนกลางคืนไม่น่ากลัว แสงไฟจากโคมไฟยังส่องสว่างไปทั่วเมืองหลวงอีกด้วย มีไม่กี่ที่ในเมืองหลวงเท่านั้นที่มืดมิด เหรินโยว่หลุนพอพาจูมี่เอินมาถึงกลางเมืองก็ส่งม้าให้ฟางอี้นำกลับไป ในเมื่อออกมาทั้งทีก็ใช้เวลาให้คุ้ม เขาคิดจะพานางเดินเล่นชมเมืองกลางคืนเสียหน่อย "เจ้าแน่ใจนะว่าไหว" เหรินโยว่หลุนถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ "อื้ม" จูมี่เอินพยักหน้าตอบ ก่อนมาที่นี่นางได้พักไปครู่หนึ่งแล้ว ยังดีที่นางทำงานหนักมาตั้งแต่อยู่ที่อารามทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าหญิงสาวที่เป็นลูกคุณหนูทั่วไปมากนัก หาไม่แล้วยามนี้คงได้เอ่ยปากขอให้เขาพานางกลับวังหลวงเป็นแน่ กวาดตามองผู้คนที่ค่อนข้างหนาแน่น นางกระชับมือใหญ่แน่นด้วยความวิตกกังวล ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกรายล้อมไปด้วยคนไม่หวังดียังฉายชัดอยู่ในหัว ก่อนหน้านี้ตอนที่นางอยู่ในพิธีขอฝนยังไม่รู้สึกประหม่าเช่นนี้เลย คิดไปว่าตนสามารถเผชิญกับความกลัวในอดีตได้ แต่ไหนเลยจะเป็นอย่างที่หวัง ตอนนี้นางอดรู้สึกประห
"ข้ามี่เอินเอง จูมี่เอินเจ้าค่ะ" จูมี่เอินรีบย่อตัวลงไปกุมมือของหญิงขอทานที่เปื้อนคราบดำเต็มมือราวไม่ได้อาบน้ำมานานอย่างไม่นึกรังเกียจ มองขันในมือของผู้เป็นมารดาน้ำตาก็ไหลไม่หยุด ที่ผ่านมามารดาของนางไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่นใช่หรือไม่ เป็นนางผิดเอง คิดว่าตนจากมาอาจทำให้มารดาสบายยิ่งกว่าตอนมีนางอยู่ด้วยก็ได้ ไม่เคยรู้เลยว่ามารดาของตนจะลำบากถึงเพียงนี้ "มี่เอินลูกแม่" จางอี้ซูน้ำตาไหลตามเด็กสาวทันที "ดีเหลือเกินๆ" นางยกยิ้มขึ้นจนแก้มที่เหี่ยวเพราะไม่มีเนื้อย่นขึ้นจนดูแก่ลงไปมากกว่าเดิม "ท่านแม่" จูมี่เอินยามนี้น้ำตาปิดดวงตาไปเกือบครึ่ง ภาพตรงหน้านั้นมองไม่ชัดเจน ไม่สามารถรับรู้สีหน้าและท่าทางของมารดาได้ มีเพียงเหรินโยว่หลุนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง มองการกระทำของสองคนที่กำลังร้องไห้ด้วยกันทั้งคู่ แต่กลับเป็นน้ำตาที่ให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง โรงเตี๊ยมกลางตลาด หลังจากได้คุยกับมารดาก็ได้รู้ว่านางลำบากมาตลอดหลายปีตั้งแต่จูมี่เอินจากมา อาหารที่เหรินโยว่หลุนสั่งมา จางอี้ซูกินไม่เหลือสักจานด้วยความหิว "อาหลุน" จูมี่เอินหันมองบุรุษข้างตัวคล้ายอยากให
"เจ้าชอบข้ารึไม่?" เขาถามพลางค่อยๆ โอบเอวบางช้าๆ ไม่ให้นางรู้ตัว "..." จูมี่เอินที่ถูกขโมยริมฝีปากไปเมื่อครู่ก็งงงวย จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนอารมณ์ไปจนนางตามแทบไม่ทัน สายตาที่เปลี่ยนไปเช่นนั้นก็ทำเอานางสับสนไปหมด ไหนจะคำถามเมื่อครู่อีก "เจ้าชอบข้าสัมผัสเจ้ารึไม่?" เหรินโยว่หลุนหรี่ตาเล็กลงอย่างเจ้าเล่ห์ ยกมือเล่นปอยผมของนางม้วนไปมาเบาๆ ความหอมหวานในปากยังคงไม่จางหายไป คิดอยากก้มลงไปจุมพิตนางอีก แต่ตอนนี้ต้องหักห้ามใจไว้ก่อน "..." จูมี่เอินพยักหน้าเบาๆ ก็ไม่ได้รังเกียจอันใด "งั้นกับเหรินเยว่เทียนละเจ้าชอบเขารึไม่?" ".." จูมี่อินก็พยักหน้าอีก ก็ไม่ได้รังเกียจเช่นกัน เพราะเหรินเยว่เทียนเองก็นิสัยดี "หะ?" เหรินโยว่หลุนไม่อยากเชื่อ เขามองผิดหรือไม่ นางพยักหน้าใช่หรือเปล่า "เจ้าก็ชอบเขาเช่นกัน?" เมื่อวันนั้นเขาไม่ได้สอนนางเรื่องนี้ไปแล้วรึไงว่าชอบคือสิ่งใด "เขาก็นิสัยดี เหมือนศิษย์พี่ไม่มีผิด" นางยืนยันสิ่งที่คิดในหัวเมื่อครู่ออกไป ตอนอยู่ที่หมู่บ้านจวงเขาก็ช่วยเหลือนางตั้งหลายอย่าง แต่เรื่องนี้จูมี่เอินทำได้เพียงเก็บเงียบไว้ เพราะก่อนหน้านี้นางโกหกอ
"เพราะเหตุนี้เจ้าถึงจะอยู่กับนาง?" "เป็นเช่นนั้น อีกทั้งข้าคิดว่าจะหางานทำ จะได้เลี้ยงท่านแม่ได้" จูมี่เอินยังคงพูดด้วยท่าทางที่ร่าเริงยามนึกถึงเรื่องอนาคตที่ตนได้วางแผนไว้ "เจ้าถึงขั้นคิดไปถึงขั้นนั้นแล้ว? แล้วข้าเล่า เจ้าจะปล่อยข้าไว้ในวังคนเดียวหรือ" "ท่านก็มีภรรยาตั้งเยอะนี่" ไหนจะคนในวังหลวงอีก ทั้งนางกำนัลทั้งขันทีก็ตั้งเยอะขนาดนั้นขาดนางไปสักคนจะเป็นอะไรไป มองดูคนที่กำลังจะโกรธอีกครั้งจูมี่เอินก็ไม่เข้าใจแม้แต่น้อย คนในวังมีมากจนจำแทบไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ไยเขาต้องทำหน้าเหมือนโดนทิ้งไว้ที่นั้นคนเดียวด้วย "ข้าบอกว่าเจ้าเป็นภรรยาเพียงคนเดียวไง" เหรินโยว่หลุนรีบปล่อยนางออกจากแขนของตน แล้วเปลี่ยนมาลากนางเดินกลับวังไปด้วยกันเพราะกลัวว่านางจะหนีหายไปอีก "ไม่รู้ละ เจ้าห้ามไปไหน ไม่มีทางหนีข้าพ้น" คำหลังถึงขั้นกัดฟันพูดอย่างแน่วแน่ "อาหลุนท่านช้าลงหน่อย ข้ากลับไปเช่นนี้ได้หรือ ทุกคนจะรู้เรื่องที่ข้าโกหกท่านรึไม่?" จูมี่เอินก้าวขาสั้นๆ ของตนให้ไวขึ้นเพื่อตามคนด้านหน้าให้ทัน "..." เหรินโยว่หลุนพอได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้นก็เดินช้าลง แต่ไม่ยอมพูดกับนางต่
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่