Home / รักโบราณ / ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช / 134 ภาพในนิมิตรที่แสนยาวนาน 1

Share

134 ภาพในนิมิตรที่แสนยาวนาน 1

last update Last Updated: 2025-03-10 01:32:08

ในใจจูมี่เอินก็รู้สึกผิดบาปขึ้นมา หากนางพูดออกไปสนมกุ๋ยคงโดนโทษประหาร แต่หากไม่พูด จะมีคนต้องตายอีกเป็นจำนวนมาก อยู่ด้วยกันมานานอาหลุนของนางอ่อนโยนกับนางมาตลอด ไม่คิดเลยว่าเมื่อเกิดเรื่องร้ายกับนางขึ้นจะทำให้ได้เห็นด้านมืดของเขาที่น่ากลัวขนาดนี้ แม้นจะเคยเห็นเขาบีบคอกูหยู่เหยียนกับตาแต่นั่นก็เพราะเขาพยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในกาย ภายหลังเขาก็ไม่ถือโทษโกรธเคือง เพียงลดฐานะของกูหยู่เหยียนลงและเนรเทศเท่านั้น ไหนเลยจะคิดว่าครั้งนี้เขาคิดจะทำตามที่พูดจริงๆ

แต่จูมี่เอินรู้ว่านางไม่อาจมองเขาต่างไปจากเดิมได้ ความรู้สึกในจิตใจของนางที่มีต่อเขาไม่ได้ถูกความกลัวเจือปนให้แปดเปื้อนไป นางยังคงรู้สึกกับเขาเฉกเช่นเดิม นางทำใจต่ออีกนิด คนข้างกายก็ไม่เร่งเร้า นิ่งรอฟังนางพูด จนในที่สุดนางก็กล่าวออกไป "ข้าพูดแล้วๆ" จูมี่เอินเกือบลืมหายใจไปชั่วขณะ พอรู้ตัวก็สูดอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่

"..." เหรินโย่วหลุนมีโอนอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาจับมือภรรยามากุมไว้ตามเดิม และนั่งลงที่เตียงดีๆ สีหน้าอ่อนโยนลงหลายเท่า "พูดมาเถิด" ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคนไปเสียแล้ว ท่าทีขึงขังเหมือนจะฆ่าใครสักคนเล่นเมื่อค
Continue to read this book for free
Scan code to download App
Locked Chapter

Related chapters

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   135 ภาพในนิมิตรที่แสนยาวนาน 2

    ใบหน้ารูปงามที่เคยมีดวงตาที่เปล่งประกายและมีพลังมากกว่าใครยามนี้เต็มไปความหม่นหมองและเลื่อนลอย เขาเงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่มืดครึ้ม ด้านบนท้องฟ้านั้นสีไม่ต่างอะไรกับจิตใจของเขาเลย ทั้งมืดมน ขมุกขมัว ไม่ชัดเจน ฝนตั้งเค้ามาแล้วและกำลังก่อตัวรวมกันตกลงมาในไม่ช้า แปะ น้ำฝนหยดแรกล่วงสู่พื้นก่อนจะแตกกระจายเป็นทรงไร้รูปแบบ อาบผืนดินที่ตนสัมผัสให้สีเข้มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัว แปะ หยดน้ำหยดลงอีกครั้ง ทว่าคราวนี้กลับไม่ใช่สายฝนที่ดิ่งลงพสุธา หากแต่เป็นหยาดน้ำตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของเหรินโย่วหลุน สีของน้ำตาที่ควรใสแต่กลับเจือสีแดงจางๆ จากการผสมกับคราบเลือดเม็ดเล็กๆ บนใบหน้าของเขา ต่อมาฝนก็เทกระหน่ำลงมา อาบย้อมชุดสีทองให้เปียกไปทั่วกาย น้ำฝนเย็นมาก ทำให้ร่างกายเย็บเฉียบลงไปด้วย หากแต่หัวใจของเขากลับรู้สึกราวถูกแช่แข็งมากกว่า เจ็บปวดเจียนตายจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้แม้สักครึ่งคำ เหรินโย่วหลุนยังคงหลั่งน้ำตาแต่มันก็อันตรธานหายไปพร้อมกับสายฝนจนมองไม่ออกว่าสิ่งไหนคือสายฝน สิ่งไหนคือน้ำตา ที่ยังคงเด่นชัดที่สุดคงจะเป็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาที่ดูแปลกประหลาด ไม่รู้ว

    Last Updated : 2025-03-10
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   136 กุ๋ยเหยาไม่พูด นางกำนัลสองคนที่รู้เรื่องนี้ไม่พูด แต่จูมี่เอินพูด!

    "เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้!" เพราะกุ๋ยเหยาได้รู้มาว่าสายของตนที่อยู่ในตำหนักของสนมหลิวนั้นถูกทรมานจนตายไปแล้ว และนางกำนัลคนนั้นก็ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดออกไป หากสารภาพไปแล้วนางคงโดนจับตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วไหนเลยจะอยู่รอดมาถึงค่ำนี้ได้ คนตายไม่อาจฟื้นมาบอกเรื่องราวได้ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเข้าทางนางหรือไร คราวนี้ก็รอให้สนมหลิวผู้โง่เขลากลายเป็นแพะรับบาปก็พอ พ้นคืนนี้ไปสนมหลิวก็คงไม่รอดแล้ว ขนาดนางกำนัลคนนั้นแค่ถูกพาไปสอบปากคำไม่เท่าไหร่ก็สิ้นใจตายไป คนที่โดนพิษรุนแรงเช่นสนมหลิวนั้นก็ไม่น่าพ้นคืนนี้แน่ นั่นเลยทำให้กุ๋ยเหยาผ่อนคลายความกังวลลงได้บ้าง นางจ้องมองเปลวเทียนที่วูบไหวภายในห้อง นึกถึงไปสองวันก่อนนั้น สายของตนที่อยู่กับสนมหลิวรายงานมาว่าสนมหลิวสั่งให้นางกำนัลของตนเองไปหายาที่ทำให้เกิดผดผื่นมาจากนอกวัง ซึ่งไม่ถึงชั่วยามก็ได้มา และดูเหมือนจะซื้อขนมหลายอย่างกลับมาด้วย กุ๋ยเหยาจึงเดาทางออกว่าแผนของสนมหลิวคงเริ่มในวันนี้แน่ ต่อมานางจึงสั่งคนของตนให้ไปหายาพิษชนิดที่แรงที่สุดมา จากนั้นก็ไปหาสนมหลิวและชวนนางออกไปเดินเล่นที่สวนในยามเว่ย [1] (^ ยามเว่ย ช่วงเวลา 13.00 น. -

    Last Updated : 2025-03-10
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   137 บทลงโทษที่ไร้ความปรานี

    เหรินโย่วหลุนที่ทรมานหลิวปิงจนตายก็ให้คนลากศพของหญิงชั่วนางนั้นออกไป เพื่อรอนักโทษคนต่อไปเข้ามา ก่อนที่หลิวปิงจะตาย นางถามว่าในเมื่อนางยอมสารภาพแล้วเหตุใดจึงยังไม่ปล่อยนางไปอีก คนที่วางยาพิษสนมจูคือคนอื่นหาใช่นางไม่ เหรินโย่วหลุนที่เที่ยวบอกกับตนเองว่าตนนั้นเป็นคนใจดี จึงช่วยสงเคราะห์คนที่กำลังจะตายเพื่อเอาบุญ เขาเลยตอบไปว่า 'หากเจ้าไม่เริ่มตั้งแต่แรก ก็ไม่มีใครมาซ้อนแผนของเจ้าจนทำให้ภรรยาของข้าเกือบจากไป' ต่อให้หลิวปิงไม่ใช่คนที่ทำให้ภรรยาตัวน้อยของเขาเกือบต้องตายไป หากแต่เรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพราะนางมีเจตนาไม่ดีตั้งแต่แรก เขาไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ หลิวปิงได้แต่มองเขาด้วยดวงตาสิ้นหวัง ภายในถูกพิษกัดกร่อน ภายนอกถูกทรมานจนเลือดแทบหมดตัว ได้แต่มองดูเลือดของตนที่เจิ่งนองไปทั่วพื้นที่ตนนอนทับอยู่ นางไม่แม้แต่จะสามารถขยับกายได้ ต่อให้โซ่ตรวนจะถูกปลดออกไปแล้วนางก็ทำได้เพียงทนรับความเจ็บปวดต่อไป ไม่อาจหลีกหนีไปไหนได้ แรงที่จะพูดก็แทบไม่เหลือแล้ว ได้แต่ทนเห็นสายตาน่ากลัวของเหรินโย่วหลุนจนกระทั่งเขายินยอมให้นางตายไปจริงๆตามที่นางร้องขอ นางจึงหลุดพ้นจากขุมนรกบนดินได้ในท

    Last Updated : 2025-03-10
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   138 ไม่อาจห้ามได้

    "ไม่ใช่เพคะพระสนม" ถิงถิงลองคิดในทางกลับกันถ้าบอกความจริงออกไป อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับพระสนมจูของนางก็ได้ นางจึงพูดต่อว่า "เป็นการย้ายออกเพคะ" "ย้ายออก?" จูมี่เอินขมวดคิ้วเล็กน้อย ขยับผ้าห่มออกจากตัว พยายามจะลุกขึ้น เพยเพยเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปช่วยประคอง นางไม่รู้จะเอ็ดถิงถิงดีหรือไม่ แต่หากถิงถิงไม่พูดก็คงต้องเป็นนางเองที่พูดเรื่องนี้แทน เพราะเพยเพยเองก็ได้เห็นแววตาของพระสนมจูยามที่ถามว่า 'ฝ่าบาทรับสนมใหม่เพิ่มหรือ' ได้อย่างชัดเจน แววตาคู่สวยนั้นดูเจ็บปวดยิ่งนัก บวกกับใบหน้าที่กำลังป่วยทำให้พระนางดูเหมือนกำลังแตกสลายจากภายใน เป็นใครก็คงอดไม่ได้ที่จะทำให้พระนางเบาใจ ยังไงเสียเรื่องนี้ยังไงในไม่ช้าพระสนมจูก็ต้องรู้เข้าอยู่แล้ว สู้บอกออกไปให้พระนางวางพระทัยคงเป็นการดีที่สุด ถิงถิงเมื่อหันมองเพยเพยก็เห็นว่าพี่สาวของตนส่งสายตาว่าพูดต่อเถอะ นางก็ตอบพระสนมจูว่า "เพคะ เป็นสนมในตำหนักหลังทั้งหมด" "ถิงถิง เจ้าหมายถึงสิ่งใดกัน!" จูมี่เอินยึดมือของเพยเพยแน่นเพื่อลุกขึ้นมานั่ง แต่ดวงตากลับมองถิงถิงอย่างไม่เข้าใจ "เป็นเพราะพระสนมจูถูกวางยาพิษ ทำให้ฮ่องเต้ไม่ทรงวางพระทัยที

    Last Updated : 2025-03-10
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   139 ฮองเฮาที่แท้จริง

    วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะสามารถย้ายของได้แล้ว อะไรสำคัญก็ต่างนำขนออกไปก่อนหน้านี้จนเกือบหมด ยามนี้ก็เหลือเพียงตัวเองเท่านั้นที่พวกนางจะต้องพาออกไป เหล่านางกำนัลใต้อาณัติพวกนางต่างแสดงท่าทีไม่พอใจแทนเจ้านายของตน พากันพูดคุยตลอดทาง ทว่าเมื่อเจ้าของตำหนักเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกสั่งปลดเดินออกมา ทุกคนทั้งเหล่านางกำนัลและสนมต่างพากันหยุดชะงักอย่างพร้อมเพียงกัน เสียงพูดคุยเงียบหายไปทันที ไม่สิ ตอนนี้ควรเรียกพวกนางว่าบ่าวรับใช้ เพราะเจ้านายของพวกนางเพิ่งโดนปลดยศไป จากสนมก็เป็นเพียงคุณหนูลูกขุนนางธรรมดาเท่านั้น สายตาของเหล่าสนมที่เพิ่งถูกปลดก็จับจ้องไปที่สตรีที่ได้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ บ้างริษยา บ้างโกรธแค้น บ้างปลงตกเพราะไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตของตนเองในอนาคต บิดาของพวกนางต่างคาดหวังไว้สูง ยามนี้ความหวังเหล่านั้นถูกพังทลายลงไปแล้ว ด้วยหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาที่บุญหล่นทับ บังเอิญเดินผ่านไปตำหนักของสนมกูในวันที่เกิดเรื่องไม่ดีกับฮ่องเต้ พวกนางต่างคิดว่าเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครรู้ถึงความจริงแท้ของเรื่องนี้แม้แต่น้อย "มี่เอินเจ้าจะไปไหน" แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงี

    Last Updated : 2025-03-10
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   140 ข้าทำสิ่งใดผิดหรือ

    หลายวันผ่านไป เหรินโย่วหลุนไม่สนคำคัดค้านของผู้ใด รอจนกระทั่งจูมี่เอินสามารถเดินเหินได้ปกติก็จัดงานสถาปนาแต่งตั้งนางขึ้นมาในตำแหน่งฮองเฮา ทั่วทั้งแคว้นในยามนี้ต่างพูดถึงเรื่องเดียวกัน ทั้งในทางที่ดีและในทางที่แย่ ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินนามของพระสนมจูมี่เอินมาก่อน รู้อีกทีพระสนมผู้นี้ก็ได้ขึ้นมาในตำแหน่งของหงษ์เคียงคู่บัลลังก์มังกรเสียแล้ว "ข้ายังเคยได้ยินว่าฮ่องเต้ของเราชมชอบบุรุษมิใช่หรือ ไยถึงได้ยินคนในวังว่ากันว่าพระสนมจูที่กำลังจะได้เป็นฮองเฮานั้นทรงเป็นที่โปรดปรานกันเล่า" หญิงชาวบ้านวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนเลือกซื้อผักอยู่กลางตลาด ได้ยินคนเดินผ่านคุยเรื่องนี้ ตนเองก็พอจะสนิทกับเจ้าของแผงผักอยู่บ้าง จึงเริ่มพูดคุยสิ่งที่ได้ยินมาเช่นกัน แต่ตอนพูดก็พากันลงเสียงลงเล็กน้อย "เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วนี่ ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างเว้นมาสองปีตั้งแต่ครองราชย์มา อีกทั้งยังได้ยินว่าเพิ่งรับสนมจูเข้ามาไม่นานนี้เอง แต่พระนางก็ได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแล้ว แสดงว่าฮ่องเต้ทรงชมชอบพระสนมจูยิ่งนัก เช่นนี้บ้านเมืองของเราก็มีผู้สืบทอดราชบัลลังก์แล้ว" เจ้าของแผงผักกล่าวในส่วนที่ตน

    Last Updated : 2025-03-10
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   141 สองปีกว่าผ่านไป

    ที่ตำหนักด้านในสุดของวังหลัง "ไทเฮาเพคะ" เหว่ยซูซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งกำลังเตรียมตัวไปงานพิธีในวันนี้ เมื่อได้ยินเสียงเรียกแตกตื่นมาจากทางด้านหลัง นางก็มองนางกำนัลคนนั้นผ่านกระจกคันส่องสีทองเหลืองและถามออกไปว่า "ทำไมหน้าตาตื่นเช่นนั้น" "พระสนมจูหนีไปแล้วเพคะ!" "..." เหว่ยซูซินคราแรกมีสีหน้าประหลาดใจ ต่อมากลับยกยิ้มบางขึ้นมาด้วยท่าทางผ่อนคลาย "เปลี่ยนชุดให้ข้าเถอะ" ในเมื่องานล่มแล้วก็ไม่ต้องใส่ชุดที่หนักอึ้งพวกนี้อีกต่อไป ยามนางพูดนั้นก็ดูอารมณ์ดีไม่น้อย แต่ไม่มีใครเข้าใจถึงรอยยิ้มของนางได้ทั้งหมดว่ากำลังดีใจเรื่องอันใดกันแน่ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแล้ว เหรินโย่วหลุนกลับไม่พบภรรยาแม้แต่เงา ราวกลับนางได้หายไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์ สตรีตัวเล็กเช่นนั้น ไร้ที่พึ่งพา ไร้คนพึ่งพิง ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ กลับสามารถหลบหนีหน่วยข่าวกรองของเขาได้ ช่างน่าแปลกเกินไป เหรินโย่วหลุนด้วยใจที่เชื่อมั่นในภรรยาจึงคิดว่านางอาจจะถูกนำไปซ่อนแทนที่จะเป็นการหนีไปก็เป็นได้ เหรินโย่วหลุนยังคงออกตามหาภรรยาราวกับคนเสียสติ ผู้ติดตามไม่มีใครได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าพลิกฟ

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   142 ม้ามืดที่แสร้งเป็นจอมเสเพลมานาน

    ทางด้านวังหลวงเองช่วงปีแรกนั้นค่อนข้างปั่นป่วน เหรินเยว่เทียนไม่เหมือนเหรินโย่วหลุนที่หลับตาข้างหนึ่งลื่มตาข้างหนึ่งเพื่อเอาตาที่คอยหลับอยู่มาเล่นงานพวกขุนนางในภายหลัง เพราะเขากวาดล้างทิ้งจนหมด สืบค้นทุกซอกทุกมุม ขุดคุ้ยทุกอย่างของพวกขุนนาง ปลดขุนนางทิ้งเป็นว่าเล่น ทำให้งานที่ขุนนางพวกนั้นได้รับมอบหมายไม่มีคนจัดการต่อ งานเหล่านั้นล้นมือจนแทบจัดการไม่ทัน แต่เหรินเยว่เทียนคิดดีแล้ว แม้แต่ไทเฮามาพูดเตือนเขาก็ไม่ฟัง เหอะ! นางเป็นใครกัน ถึงจะบอกว่านางเลี้ยงดูเขากับเสด็จพี่มาจนโตและเสด็จพี่จะเคารพไทเฮาเหมือนมารดาคนหนึ่ง แต่สำหรับเขาไม่ใช่ นางไม่อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ นอกจากเหรินโย่วหลุนแล้วชีวิตนี้เขาก็ไม่อยากนับญาติกับใครอีก ทว่าความดื้อรั้นของเหรินเยว่เทียนนั้นกลับไม่ได้ทำให้ทุกอย่างพังพินาจอย่างที่ผู้คนคาดการณ์ เหรินเยว่เทียนจัดหาคนเข้ามาแทนที่ได้อย่างรวดเร็ว งานบ้านงานเมืองก็เฟื่องฟูขึ้นทันตาเห็น ชาวบ้านที่เคยด่าทอท่านอ๋องห้าจอมเสเพลต่างก็พากันกัดลิ้นตัวเองหลายทีเพื่อเตือนไม่ให้ตัดสินใครเร็วเกินไป จากคำด่าทอแปรเปลี่ยนเป็นคำสรรเสริญ ต่างกล่าวกันว่าเหรินเยว่เทียนก็เหมือนเป็นฮ่อ

    Last Updated : 2025-03-12

Latest chapter

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 8

    วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 7

    "เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 6

    ...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 5

    "เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 4

    ....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 3

    ....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 2

    ....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 1

    ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   167 สัญญาที่จะอยู่ด้วยกันจนผมขาวนั้น จะคงเป็นนิรันดร์ตลอดไป (จบบริบูรณ์)

    จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status