Share

141 สองปีกว่าผ่านไป

last update Last Updated: 2025-03-12 00:02:25

ที่ตำหนักด้านในสุดของวังหลัง

"ไทเฮาเพคะ"

เหว่ยซูซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งกำลังเตรียมตัวไปงานพิธีในวันนี้ เมื่อได้ยินเสียงเรียกแตกตื่นมาจากทางด้านหลัง นางก็มองนางกำนัลคนนั้นผ่านกระจกคันส่องสีทองเหลืองและถามออกไปว่า "ทำไมหน้าตาตื่นเช่นนั้น"

"พระสนมจูหนีไปแล้วเพคะ!"

"..." เหว่ยซูซินคราแรกมีสีหน้าประหลาดใจ ต่อมากลับยกยิ้มบางขึ้นมาด้วยท่าทางผ่อนคลาย "เปลี่ยนชุดให้ข้าเถอะ" ในเมื่องานล่มแล้วก็ไม่ต้องใส่ชุดที่หนักอึ้งพวกนี้อีกต่อไป ยามนางพูดนั้นก็ดูอารมณ์ดีไม่น้อย แต่ไม่มีใครเข้าใจถึงรอยยิ้มของนางได้ทั้งหมดว่ากำลังดีใจเรื่องอันใดกันแน่

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแล้ว เหรินโย่วหลุนกลับไม่พบภรรยาแม้แต่เงา ราวกลับนางได้หายไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์

สตรีตัวเล็กเช่นนั้น ไร้ที่พึ่งพา ไร้คนพึ่งพิง ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ กลับสามารถหลบหนีหน่วยข่าวกรองของเขาได้ ช่างน่าแปลกเกินไป เหรินโย่วหลุนด้วยใจที่เชื่อมั่นในภรรยาจึงคิดว่านางอาจจะถูกนำไปซ่อนแทนที่จะเป็นการหนีไปก็เป็นได้

เหรินโย่วหลุนยังคงออกตามหาภรรยาราวกับคนเสียสติ ผู้ติดตามไม่มีใครได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าพลิกฟ
Continue to read this book for free
Scan code to download App
Locked Chapter

Related chapters

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   142 ม้ามืดที่แสร้งเป็นจอมเสเพลมานาน

    ทางด้านวังหลวงเองช่วงปีแรกนั้นค่อนข้างปั่นป่วน เหรินเยว่เทียนไม่เหมือนเหรินโย่วหลุนที่หลับตาข้างหนึ่งลื่มตาข้างหนึ่งเพื่อเอาตาที่คอยหลับอยู่มาเล่นงานพวกขุนนางในภายหลัง เพราะเขากวาดล้างทิ้งจนหมด สืบค้นทุกซอกทุกมุม ขุดคุ้ยทุกอย่างของพวกขุนนาง ปลดขุนนางทิ้งเป็นว่าเล่น ทำให้งานที่ขุนนางพวกนั้นได้รับมอบหมายไม่มีคนจัดการต่อ งานเหล่านั้นล้นมือจนแทบจัดการไม่ทัน แต่เหรินเยว่เทียนคิดดีแล้ว แม้แต่ไทเฮามาพูดเตือนเขาก็ไม่ฟัง เหอะ! นางเป็นใครกัน ถึงจะบอกว่านางเลี้ยงดูเขากับเสด็จพี่มาจนโตและเสด็จพี่จะเคารพไทเฮาเหมือนมารดาคนหนึ่ง แต่สำหรับเขาไม่ใช่ นางไม่อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ นอกจากเหรินโย่วหลุนแล้วชีวิตนี้เขาก็ไม่อยากนับญาติกับใครอีก ทว่าความดื้อรั้นของเหรินเยว่เทียนนั้นกลับไม่ได้ทำให้ทุกอย่างพังพินาจอย่างที่ผู้คนคาดการณ์ เหรินเยว่เทียนจัดหาคนเข้ามาแทนที่ได้อย่างรวดเร็ว งานบ้านงานเมืองก็เฟื่องฟูขึ้นทันตาเห็น ชาวบ้านที่เคยด่าทอท่านอ๋องห้าจอมเสเพลต่างก็พากันกัดลิ้นตัวเองหลายทีเพื่อเตือนไม่ให้ตัดสินใครเร็วเกินไป จากคำด่าทอแปรเปลี่ยนเป็นคำสรรเสริญ ต่างกล่าวกันว่าเหรินเยว่เทียนก็เหมือนเป็นฮ่อ

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   143 ไยถึงเพิ่งคิดได้

    ที่หมู่บ้านจิ้ง เหรินโย่วหลุนทำเหมือนตัวเองเป็นรูปปั้นอีกแล้ว เขานั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำตัวเดิม หลังจากควบม้ามาจนถึงหมู่บ้านก็มาหยุดอยู่ที่ริมธาร เหม่อมองมองน้ำไหลไปตามกระแสเนิ่นนาน จมดิ่งไปกับความรู้สึกที่มีมาตลอดสองปี น้ำของลำธารนั้นใสมาก ใสจนสามารถมองเห็นหิน เห็นปลา หากแต่จิตใจของเขากลับมืดมนต่างกับน้ำในลำธารลิบลับ ภาพความทรงจำคราที่นางช่วยชีวิตเขาปรากฏขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า นึกถึงยามที่นางดุเขาที่เขาเอาตัวไปรับมีดแทนนางโดยไม่ได้สนใจว่ามารดาที่เลี้ยงตนมาเพิ่งถูกเขาฆ่าตายไป สายตาของนางก็กลับมีเพียงแค่เขาตลอดเวลา ดวงตาคู่สวยที่มองเขาด้วยความรักอันบริสุทธิ์นั้นไม่ได้โกหก แม้นนางไม่เคยเอ่ยคำว่ารักออกมาสักครึ่งคำ แต่สายตาของคนเราไหนเลยจะโกหกกันได้ แล้วเหตุใดกัน...เหตุใดนางถึงยังต้องจากไปอีก หรือเป็นเพราะเขาชอบรังแกนางทุกคืนกัน เขาไม่อยากเชื่อว่านางจะไม่รักเขาหรือไม่ได้ชอบเขา เพราะการกระทำทั้งหมดของนั้นที่มีต่อเขานั้นล้วนออกมาจากใจของนางจริงๆ "หม่อมฉันเพียงคิดว่าในเมื่อพระองค์ได้คำตอบแล้วก็จะพอพระทัย ยามนั้นหม่อมฉันก็จะได้จากไป" ถ้อยคำที

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   144 โรงหมอกัวกับท่านหมอน้อย

    โรงหมอกัวหมู่บ้านตง ณ ที่แห่งนี้คือใต้ภูเขาที่ห่างไกลบ้านคน มีบ้านกระท่อมสามหลังถูกล้อมรั้วไว้รวมกัน หน้ารั้วมีประตูทางเข้าที่ค่อนข้างสูงใหญ่ บนประตูยังมีแผ่นป้ายหนึ่งเขียนว่า 'โรงหมอกัว' แต่เพราะอยู่ห่างไกลผู้คนและท่านหมอของที่นี่ก็ปากดีมากจึงทำให้ไม่ค่อยมีคนมารักษาเท่าไหร่ "ท่านหมอน้อย" เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นเพื่อเรียกใครบางคนที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง แต่ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นมันจึงแปลกที่อีกฝ่ายเหมือนไม่ได้ยินที่นางเรียกหา ต่อให้บริเวณโดยรอบอาจจะมีเสียงลมพัดหวีดหวิวกว่าปกติไปบ้างก็ตามแต่ก็ยังถือว่าเงียบสงบเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะที่ตั้งของโรงหมอแห่งนี้อยู่ติดกับป่าไผ่ที่ใบของมันมักจะส่งเสียงตลอดเวลาเมื่อถูกลมพัดผ่าน หากแต่ก็ไม่ได้รบกวนการได้ยินจนเกินไป ทว่าคนผู้นั้นที่นางเรียกหายังคงยืนสงบนิ่ง มีเพียงสายลมที่พัดผ่านอาภรณ์ของคนผู้นั้นให้พริ้วไหว ทำให้รู้ว่า คนที่ยืนอยู่นั้นหาใช่รูปสลักไม่ ครั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้ยินนางก็เรียกอีกครั้ง "ท่านหมอน้อย" จูมี่เอินที่ยืนนิ่งอยู่นอกรั้วบ้านและกำลังมองเข้าไปในป่าไผ่ก็ตื่นจากภวังค์พอดี เป็นในจังหวะเดีย

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   145 ดอกไม้ก็เป็นยารักษาเช่นกัน

    รอบด้านคือป่าไผ่ที่สูงราวกับเป็นกำแพง และกำแพงนั้นก็กำลังปกป้องนางอยู่รอบทิศ ยามเมื่อสายลมวาดผ่านกอไผ่ก็ทำให้เกิดเสียงซู่ซ่าของใบไผ่ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า บางครั้งสายลมยังนำพาให้ลำต้นของไผ่ที่สูงตระหง่านนั้นกระทบกันไปมาจนเกิดเสียงก้องกังวาลเล็กๆ ออกมา เป็นเสียงที่ไพเราะราวกับเสียงของระฆังที่สะท้อนหากัน ที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ซึ่งทำให้สงบใจยิ่งนัก แต่ลึกๆ แล้วจูมี่เอินก็ยังมีเรื่องที่กังวลมาตลอด "รู้ไหมดอกไม้ที่เจ้าเก็บมาก็เป็นยานะ" กัวเจียงมิ่งพอกล่าวจบก็หันหลังเดินไปที่อื่น เมื่อครู่นางมองเห็นแววตากระจ่างใสของลูกศิษย์ที่มองไปยังผืนป่าด้านหน้าโรงหมอได้อย่างชัดเจน ทำให้รู้ว่าจูมี่เอินกำลังมีเรื่องกังวลใจอยู่ แม้สตรีตัวเล็กผู้นี้ในแววตาของนางก็เป็นเช่นนี้มานานมากแล้ว แต่ช่วงนี้ถึงจูมี่เอินจะยิ้มให้นางตลอดแต่นางก็มองออกว่าลูกศิษย์ของตนมีเรื่องให้กังวลเพิ่มขึ้นมามากกว่าเดิม "จริงหรือเจ้าคะ? ข้าไม่เห็นเคยอ่านเจอ..." จูมี่เอินหันกลับมาสนใจผู้เป็นอาจารย์ที่ยามนี้ย้ายตัวเองไปนั่งที่โต๊ะน้ำชากลางลานว่างเรียบร้อยแล้ว ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายเดินเหินว่องไวราวกับเทพเซียนแต่จูมี่เอินก

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   146 นอกจากคนบ้าคนหนึ่งก็ยังมีคนที่เสียสติมากกว่า

    หนึ่งเดือนผ่านไป เหรินโย่วหลุนยังคงลองทำร้ายตัวเองหลายครั้ง สรรหาสารพัดวิธีมาทำร้ายตนเองต่างนานา โดดหน้าผาบ้าง โดดน้ำบ้าง แต่กลับพบว่าไม่ว่าตนจะทำเช่นไร คนที่เขาเฝ้าคนึงหาก็ไม่ปรากฏกายออกมาแม้สักครั้ง เป็นเช่นนี้มาร่วมเดือนแล้ว ฟางอี้ไม่อาจทนเห็นสภาพของเจ้านายได้อีกต่อไป คนผู้นั้นที่เคยสง่างาม แต่เมื่อฮองเฮาหายไปกับเหมือนขอทานคนหนึ่ง หรืออาจจะกล่าวได้ว่าย่ำแย่กว่านั้นก็ไม่ผิด ต่อให้ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นมาแต่งตัวเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ทว่าตามร่างกายกลับเต็มไปด้วยรอยบอบช้ำ ฟางอี้เคยถามว่าเหตุใดต้องทำเช่นนี้ กลับได้คำตอบว่า "มี่เอินมองเห็นความตายของผู้คน ภายหลังนางสามารถมองเห็นอุบัติเหตุหรือกระทั่งความเจ็บป่วยของผู้อื่นได้ด้วย บางทีหากนางเห็นว่าข้ากำลังตกอยู่ในอันตราย นางอาจมาช่วยก็เป็นได้" ในน้ำเสียงคราที่ได้ยินนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ตอนนี้ฟางอี้ทนไม่ไหวแล้ว ในครั้งนี้ฮ่องเต้ถูกเขาช่วยขึ้นมาจากน้ำ กล่าวตามที่นับได้ ครานี้ก็คือรอบที่ห้าแล้วที่ฮ่องเต้เที่ยวตะเวนไปโดดน้ำฆ่าตัวตายในทุกหมู่บ้านที่ตนผ่านไป ฟางอี้คิดว่าสติของฮ่องเต้เข้าใกล้คำว

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   147 อาจารย์รู้อยู่แล้ว

    โรงหมอกัว "กังวลเรื่องใดหรือ" กัวเจียงมิ่งกลับมาจากส่งสมุนไพรก็เห็นจูมี่เอินกำลังนั่งบดสมุนไพรอยู่ที่ลานกว้างหน้าโรงหมอ มือหนึ่งของนางหยิบสมุนไพรขึ้นมา อีกมือหนึ่งบดอย่างคล่องแคล่ว แต่แววตากลมโตกลับเลื่อนลอยออกไปไกล "ไม่นานก็กลับกันมาแล้ว" กัวเจียงมิ่งพูดให้นางสบายใจ "..." จูมี่เอินได้สติหันมองอาจารย์ของตน นางรีบลุกขึ้นไปยกน้ำชาที่เตรียมไว้มาให้อาจารย์ทันที อาจารย์เดินทางไปในหมู่บ้านเพื่อส่งสมุนไพรต้องเหนื่อยมากแน่ นางไหนเลยเอาแต่เหม่อลอยไม่ทันสังเกต ช่างใช้ไม่ได้เลยเสียจริง ไม่นานร่างบางก็ยกถาดน้ำชามาพร้อมกับจอกชาสองจอก ก่อนจะบรรจงรินชาใส่ลงในจอกชาให้อาจารย์และตนเอง น้ำชายังคงร้อนอยู่ เมื่อเทลงไปไอสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นมา ก่อนไอหมอกนั้นจะผสมผสานหายไปกลางอากาศ ไม่ทันได้สังเกตว่าลอยไปที่ใด มันก็หายลับตาไปแล้ว "วางใจได้ 'คนผู้นั้น'แม้จะดูไม่ปกติไปบ้างแต่ก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้คนหนึ่ง" กัวเจียงมิ่งนั่งลงที่โต๊ะกลางลานหน้าบ้าน ยกน้ำชาที่จูมี่เอินรินให้ขึ้นมาจิบ "ข้าทราบแล้ว" จูมี่เอินไม่ได้ห่วงอีกสองคนซึ่งอาศัยอยู่ที่โรงหมอด้วยกัน ตอนนี้ทั้งคู่ได้เดินทางไปต่างหมู

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   148 เหตุใดถึงไม่ใช่อย่างที่เห็น

    แต่อีกใจนางกลับคิดว่าคนรู้น้อยย่อมดีที่สุด ลองนึกดูว่าถ้ามีคนรู้เรื่องความสามารถของนาง ต้องการให้นางดูอนาคตของตนเอง ยามนั้นจะวุ่นวายเพียงใด จึงตัดสินใจอยู่แบบนี้ต่อไปก็ดี แม้จะไม่อาจละเลยยื่นมือไปช่วยเหลือคนที่สามารถช่วยได้ก็เถอะ ทว่านางได้บทเรียนมามากแล้ว อยู่ให้ห่างจากผู้คนก็ถือว่าไม่ผิดต่อตนเองและผู้อื่น "ครั้งนี้เล่าเจ้าเห็นสิ่งใด" เมื่อเห็นว่าจูมี่เอินมีสีหน้าที่ดีขึ้นแล้วกัวเจียงมิ่งจึงปล่อยไหล่ของลูกศิษย์ออกและกลับไปนั่งลงตามเดิม "สตรีนางหนึ่งในชุดดำตกเขา" ในนิมิตรนั้นจูมี่เอินได้ยินสตรีนางนั้นบอกว่า 'วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์เสียด้วย ข้ากลับไปไม่ทันแน่' ซึ่งก็คืออีกสามวันข้างหน้าต่อจากนี้ กัวเจียงมิ่งพยักหน้าเล็กน้อย คาดว่าจูมี่เอินคงหายไปสักพักเหมือนเดิม "อยู่ใกล้ๆ นี่หรือ" "น่าจะหลังเขาของกระท่อมเรา" จูมี่เอินตอบออกไป ช่วงหลังนางมักจะมองเห็นอนาคตของคนในละแวกนี้ได้ค่อนข้างบ่อยกว่าปกติ ทำให้นางสามารถช่วยคนเหล่านั้นได้ทันเวลา ทุกครั้งที่ออกไปก็มักจะพกตะกร้าสมุนไพรออกไปด้วย ทำทีเหมือนออกไปเก็บสมุนไพรในป่าและบังเอิญเจอคนบาดเจ็บเข้า แต่เป็น

    Last Updated : 2025-03-12
  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   149 เป็นไปไม่ได้!!!!

    วันไหว้พระจันทร์ "อื้ม" จูมี่เอินส่งเสียงฮึมฮัมออกมาจากลำคอ รู้สึกถึงความเมื่อยล้าไปทั้งตัว ที่หลังคอก็คล้ายจะเจ็บมากกว่าส่วนอื่น นางลืมดวงตาขึ้นช้าๆเมื่อกระพริบตาอีกสองสามครั้งก็เริ่มเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เตียงที่ตกแต่งไปด้วยผ้าม่านสีแดงทำให้รู้สึกแปลกตา ที่โรงหมอของนางแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นสีแดงเลย แต่ผ้าแบบนี้ ลายเช่นนี้ก็กลับดูคุ้นตายิ่งนัก ข้า...อยู่ในนิมิตรหรือ ด้วยเพราะพักหลังนางเห็นภาพในนิมิตรชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก บางครั้งมันชัดเจนจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งใดนิมิตร สิ่งใดคือความจริง ทำให้นางใช้ชีวิตด้วยความสับสนไม่น้อย แต่แล้วจูมี่เอินก็เริ่มได้สติขึ้น นี่คือเรื่องจริง! ที่นี่ที่ไหนกัน นางอยู่ที่ไหน? จูมี่เอินหันมองรอบตัว สมองน้อยพลันนึกถึงความเจ็บที่หลังคอ ทำให้จำเรื่องราวก่อนที่จะตื่นขึ้นมาได้ทั้งหมดแล้ว เมื่อนึกได้ร่างกายก็สั่นเทาด้วยความกลัวขึ้นมา "ตื่นแล้วสินะ" ย้อนไปสองวันที่แล้ววันก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ชายผู้นั้นเมื่อเปิดโต่วลี่ออกก็คือคนที่นางภาวนาไม่ให้เจออีกตลอดชีวิต "ภรรยา" เหรินโย่วหลุนยกยิ้มขึ้น มอง

    Last Updated : 2025-03-12

Latest chapter

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 8

    วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 7

    "เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 6

    ...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 5

    "เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 4

    ....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 3

    ....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 2

    ....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   ตอนพิเศษ 1

    ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ

  • ฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันเป็นนักบวช   167 สัญญาที่จะอยู่ด้วยกันจนผมขาวนั้น จะคงเป็นนิรันดร์ตลอดไป (จบบริบูรณ์)

    จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่

Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status