วันไหว้พระจันทร์ "อื้ม" จูมี่เอินส่งเสียงฮึมฮัมออกมาจากลำคอ รู้สึกถึงความเมื่อยล้าไปทั้งตัว ที่หลังคอก็คล้ายจะเจ็บมากกว่าส่วนอื่น นางลืมดวงตาขึ้นช้าๆเมื่อกระพริบตาอีกสองสามครั้งก็เริ่มเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เตียงที่ตกแต่งไปด้วยผ้าม่านสีแดงทำให้รู้สึกแปลกตา ที่โรงหมอของนางแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นสีแดงเลย แต่ผ้าแบบนี้ ลายเช่นนี้ก็กลับดูคุ้นตายิ่งนัก ข้า...อยู่ในนิมิตรหรือ ด้วยเพราะพักหลังนางเห็นภาพในนิมิตรชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก บางครั้งมันชัดเจนจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งใดนิมิตร สิ่งใดคือความจริง ทำให้นางใช้ชีวิตด้วยความสับสนไม่น้อย แต่แล้วจูมี่เอินก็เริ่มได้สติขึ้น นี่คือเรื่องจริง! ที่นี่ที่ไหนกัน นางอยู่ที่ไหน? จูมี่เอินหันมองรอบตัว สมองน้อยพลันนึกถึงความเจ็บที่หลังคอ ทำให้จำเรื่องราวก่อนที่จะตื่นขึ้นมาได้ทั้งหมดแล้ว เมื่อนึกได้ร่างกายก็สั่นเทาด้วยความกลัวขึ้นมา "ตื่นแล้วสินะ" ย้อนไปสองวันที่แล้ววันก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ชายผู้นั้นเมื่อเปิดโต่วลี่ออกก็คือคนที่นางภาวนาไม่ให้เจออีกตลอดชีวิต "ภรรยา" เหรินโย่วหลุนยกยิ้มขึ้น มอง
วังหลวงแคว้นเซียว วันไหว้พระจันทร์ ในยามเว่ย [1] เหรินเยว่เทียนได้ข่าวว่าพี่ชายของตนกำลังเดินทางใกล้มาถึงวังหลวงแล้ว เขาจึงเดินมาหยุดยืนมองอยู่บนกำแพงของประตูวังหลวง เพื่อเฝ้ามองฮ่องเต้ของแคว้นที่เพิ่งกลับมาเยือนบ้านของตนเองในรอบหลายปี อยากรู้ว่านักว่านั่นเป็นข่าวจริงหรือไม่ และพบว่าคนที่หน้าตาคล้ายตนกำลังมุ่งตรงมาทางนี้พอดี (ยามเว่ย คือช่วงเวลา 13.00 น. - 14.59 น. ) 'เรื่องจริงสินะ ยอมกลับมาเช่นนี้คงเจอนางแล้วกระมัง' มองขบวนเสด็จกำลังเคลื่อนที่เข้ามาในประตูวัง บนหลังอาชาตัวใหญ่นั้นพี่ชายกำลังกอดบางสิ่งอยู่ แต่เพราะถูกคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมสีเข้มจึงมองไม่ออกว่านั่นคือคนหรือสิ่งของกันแน่ ถึงจะไกลมากและมองไม่ชัดแต่เหรินเยว่เทียนมั่นใจในสัญชาตญาณของตนว่าพี่ชายเจอคนที่วิ่งตามหามาตลอดสองปีแล้ว คำถามเมื่อครู่ในใจก็ได้รับคำตอบทันที เหรินเยว่เทียนราวกลับยกภูเขาที่แบกไว้บนสองบ่าออกไป 'จบแล้วสินะ...' เขาคิดในใจเช่นนั้นแต่หารู้ไม่ว่าตนคิดผิดไปอีกแล้ว คงมีแค่เรื่องของจูมี่เอินที่เขาไม่เคยทายถูกเลยสักครั้ง หวนนึกถึงจดหมายของตนที่ส่งให้พี่ชายเมื่อไม่กี่วันก่อน
เหรินโย่วหลุนเล่าบ้างหยุดบ้างเพื่อมองดูสีหน้าของจูมี่เอินที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวหวาดกลัว เดี๋ยวตกใจ บางครั้งก็เหมือนเจ็บปวด แต่เขาจะไม่ยอมหลงกลไปกับใบหน้านั้นของนางอีกแล้ว เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วมุ่นเขาก็เริ่มเล่าต่อ "และเจ้าก็มาจริงๆ ข้าเกือบหลอกให้เจ้าพาข้ากลับไปที่ซ่อนตัวของเจ้าได้แล้ว เสียดายที่เจ้ารู้ตัวเสียก่อน" เหรินโย่วหลุนเล่ามาถึงตรงนี้ก็คิดได้ว่า ตอนนั้นที่นางแตะข้อมือของเขาแล้วต่อจากนั้นก็พยายามถอยหนีคงเพราะดวงตาวิเศษของนางที่เพิ่งอาบแสงสีทองไป...หรือว่านางเห็นนิมิตรอะไรเกี่ยวกับเขากันแน่ นางถึงได้รู้ว่าคนที่นอนอยู่เป็นเขา "ตอนที่เราเจอกัน เจ้ามองเห็นสิ่งใด?" "ไม่เกี่ยวกับพระองค์หรอกเพคะ" คำพูดที่จูมี่เอินพูดออกมานั้นนอกจากจะห่างเหินแล้วยังเลือกใช้คำที่คนธรรมดากล่าวกับกษัตริย์ของแผ่นดิน ใช่ นางจงใจ และเมื่อนางได้ฟังเหรินโย่วหลุนเล่าแผนของเขา จูมี่เอินยิ่งสับสนกับการเห็นนิมิตรของตนเองมากขึ้นไปอีก ในตอนนั้นเรื่องบางอย่างก็ทำให้นางตกใจอีกครั้ง "พระองค์..อย่าบอกนะว่าขาที่หลุดนั้น..." มันจะเหมือนกันเกินไปหรือไม่ที่สตรีคนนั้นที่ถูกเหรินโย่วหลุนผลักลงเขาไปจะมาขาห
เที่ยงของอีกวันจูมี่เอินตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองถูกมัดข้อมือเข้าไว้ด้วยกันและผูกปลายเข้ากับหัวเตียง ร่างกายทุกส่วนก็เจ็บช้ำไปหมด ทั้งแขน ขา ลำตัว ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ยามนี้นางกำลังนั่งพิงกายเข้ากับหัวเตียงและจ้องมองคนข้างกายที่นั่งอยู่ด้วยกัน "ข้าบอกให้เจ้ากิน" ตัวต้นเหตุที่สร้างรอยไว้บนตัวจูมี่เอินก็กำลังยกช้อนค้างไว้บนกลางอากาศ ในช้อนยังมีน้ำแกงที่ถูกยกเข้ามาเมื่อครู่โดยเหรินโย่วหลุนเองอีกด้วย มืออีกข้างก็ถือถ้วยน้ำแกงไว้เพื่อรอป้อนให้นางกิน "..." จูมี่เอินก็มองเขานิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหวเหมือนเดิม ใครเลยจะคิดว่าเขาจะว่างถึงขนาดมานั่งเฝ้านางกินข้าวกัน นางไม่อยากกิน ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น "งั้น ให้ข้าส่งคนไปจับนางกำนัลในตำหนักเก่าของเจ้ามาฆ่าทิ้งทีละคนดีรึไม่" "ฝ่าบาท!" จูมี่เอินขึ้นเสียง แต่แล้วก็นึกถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนขึ้นมา นางก็ใจเย็นลง เพราะในตอนนั้นที่เหรินโย่วหลุนสั่งประหารนางกำนัลในตำหนักของนางนั้นเป็นเพียงเรื่องโกหก คราแรกที่นางได้ยินประกาศของทางการ นางที่หนีไปอยู่กับกัวเจียงมิ่งแล้วก็ย้อนกลับมาที่เมืองหลวง แต่ไม่ทันการ นางมาช้าไ
ร่างบางรู้สึกถึงความเย็นและนิ้วที่หมุนวนอยู่ผิวกายทำให้เจ้าตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดู ในตอนนั้นก็พบว่าเหรินโย่วหลุนกำลังทายาตรงรอยช้ำให้นางอยู่ ใบหน้าที่เคยบึ้งตึง ดวงตาที่เคยไร้แววยามนี้กลับอ่อนโยนผิดไปจากเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด ความตั้งใจในการทายานั้นก็ขะมักเขม้นเป็นอย่างมาก ดูจริงจังเสียยิ่งกว่าตอนเขาตรวจฎีกาบ้านเมืองเสียอีก จูมี่เอินพอได้มองเขาเช่นนี้ก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมา ตอนนั้นมีอยู่วันหนึ่งช่วงที่หนีออกจากวังไป ข่าวลือของนางแพร่ไปทั่วแคว้น กระจายอยู่ทุกหนแห่ง ราวกับเป็นอากาศที่สามารถล่องลอยไปได้ทุกที่ แทรกซึมอยู่ทุกการสนทนา "นางเป็นปีศาจแน่" เสียงชาวบ้านยังคงเด่นชัดในความทรงจำ ยิ่งพอนางได้เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้วก็อดนึกถึงคำพูดพวกนั้นขึ้นมาไม่ได้ คนที่เคยมีใบหน้าที่เต็มอิ่มบัดนี้ซูบผอมลงไปมาก แขนและลำตัวก็เล็กลงเหมือนคนอดมื้อกินมื้อ แม้นเขาจะยังดูมีสง่าเหมือนในความทรงจำสมกับเป็นฮ่องเต้ของแคว้น หากแต่แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองนั้นกลับยิ่งตอกย้ำให้นางรู้สึกผิดมากกว่าเดิม คำกล่าวหานางเหล่านั้นจากพวกชาวบ้าน บางทีอาจจะไม่เกินจริง 'หรือข้าจะเป็นปีศาจอย่างท
ต่อมาจูมี่เอินก็ปัดยาทิ้งได้อีก ทั้งที่นางถูกมัดไว้แต่ก็ไม่สิ้นฤทธิ์ อาจเป็นเพราะเหรินโย่วหลุนเพียงมัดมือนางไว้ด้วยกันไม่ได้ผูกเข้าที่หัวเตียงอย่างที่เคย "ทำไมเพคะ? แค่นี้พระองค์ก็ทรงกริ้วแล้วหรือ" จูมี่เอินยกยิ้มขึ้น เป็นรอยยิ้มที่มีแค่บนริมฝีปากหากแต่ไม่ได้ยิ้มจนถึงดวงตา นางมองคนที่กำมือแน่นเพราะถูกนางปัดถ้วยยาตกลงไปเมื่อครู่อย่างไม่ลดละไม่หวั่นเกรง "หรือจะทรงรังแกหม่อมฉันอีก ทั้งที่หม่อมฉันไม่ได้ชอบพระองค์ก็ยังทรงจับมาขังไว้ ทำไมหรือเพคะ เสียหน้ามากจนรับไม่ได้หรือ?" คำพูดนั้นยิ่งแหลมคมมากกว่ามีดแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปในตัวของเขาเสียอีก เพียงแค่คำพูดของนางก็สามารถสร้างบาดแผลในใจให้เขาได้อย่างง่ายดาย "ต่อให้เจ้าไม่เคยมีใจให้ ข้าก็จะขังเจ้าไว้ จองจำเจ้าไว้ที่วังหลวงด้วยกัน" ในตอนนั้นเขาก้มหน้าลงต่ำทำให้จูมี่เอินไม่ทันสังเกตเห็นสายตาที่น่ากลัวของเขา แต่น้ำเสียงราบเรียบนั้นนางฟังออกว่าเขาทั้งเจ็บปวดและเอาจริง "..." จูมี่เอินไม่รู้จะพูดสิ่งใดต่อ คำพูดของเขาทำให้นางอุ่นวาบในใจ การกระทำที่ป่าเถื่อนของเขานางก็เข้าใจว่าเขาทำไปทำไม นั่นก็เป็นเพราะรักมากไป เชื่อใจมากไป เม
"ข้าขอร้อง ได้โปรด ได้โปรดละ..." ด้วยใจที่สั่นไหวและไม่อาจทนเห็นเขาเจ็บปวดได้อีก ทำให้นางตัดสินใจจับใบหน้าของเขาให้เงยขึ้นมามองตนเอง ก่อนจะมอบจุมพิตที่ลึกซึ้งให้เขาไป เหรินโย่วหลุนที่ถูกจู่โจมก็สงบลงไปได้บ้าง ยกหน้าขึ้นอีกนิดยอมรับจุมพิตที่แสนหวานจากภรรยา หยาดน้ำตาที่อยู่บนแก้มของคนทั้งสองสัมผัสถูกกันยามเมื่อพวกเขาแนบชิดใบหน้าเข้าหากันในระยะนี้ ในตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าน้ำตาของใครไหลออกมามากกว่ากัน เพราะน้ำตาของพวกเขาได้หลอมรวมเข้าด้วยกันไปเสียแล้ว และการที่นางโผเข้าหาเขาก่อนเมื่อวาน ทำให้วันนี้เหรินโย่วหลุนยิ้มได้ทั้งวัน เหรินโย่วหลุนที่กำลังหวีผมให้ภรรยาอยู่ก็มองนางผ่านกระจกเช่นกัน เมื่อได้สบตากันเขาคิดว่าจูมี่เอินยังไม่อาจอภัยให้เขาได้ทั้งหมดที่เขาใช้ความรุนแรงกับนางไปเมื่อหลายวันที่ผ่านมา หรือไม่ก็อาจมีเรื่องบางอย่างที่กวนใจนางอยู่ แววตาคู่สวยที่มองเขาผ่านเงาสะท้อนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนละคนสงสาร เป็นสายตาที่เขาเดาทางไม่ออก เขายังกังวลอยู่ เพราะถึงแม้นางจะมอบจุมพิตที่อ่อนโยนให้เขา แต่ก็ไม่ได้ตอบรับเขาหรือพูดอันใดออกมาเหมือนเดิม ในใจยังรู้สึกว่านางยังต้
"ห้ามบอกว่าข้ามาที่นี่ พวกเจ้าเงียบไว้ ไว้เกิดเรื่องแล้วข้าพูดสิ่งใดก็เออออตามน้ำไป" เขาวางแผนเผาตำหนักข้างๆ ไว้แล้ว ยามนั้นค่อยโกหกพี่ชายออกไปว่าเกณฑ์คนไปช่วยดับเพลิงแล้วจูมี่เอินก็หายไปเอง แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอ แถมองครักษ์เงาของจูมี่ เอินแฝงตัวอยู่ในเงามืดพวกนั้นเขาก็ส่งคนไปดักไว้แล้ว แต่รอบนี้ค่อนข้างอุกอาจไปหน่อยบางทีอาจจะโดนจับได้ว่าเขาเป็นคนช่วยจูมี่เอินหนีไป แต่แล้วยังไง เขาไม่สนแล้ว เวลาสองปีในการดูแลบ้านเมืองและดูแลบัลลังก์มังกรที่ทุกคนต่างต้องการมันเหนื่อยมากเกินไป เรื่องทุกอย่างควรจบได้เสียที "แต่ท่านอ๋อง..." ทหารเฝ้าประตูที่กำลังจะพูดก็เงียบลงทันทีเมื่อได้เห็นสายตาคมกล้าของอีกฝ่ายที่มองต่ำลงมา ไม่มีใครไม่รู้ว่าคนผู้นี้รูปงามแต่จิตใจอำมหิตและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก เพียงแค่ถูกมองมือไม้ก็สั่นจนควบคุมไม่ได้ แล้วจะทำเช่นไรดี ทางหนึ่งก็ฮ่องเต้ อีกทางก็ท่านอ๋องห้าที่กำลังกุมอำนาจทั้งหมดของวังหลวงไว้ พวกเขาจะเลือกใครได้ ไม่ว่าทางไหนก็เป็นสัตว์ดุร้ายที่พร้อมจะกัดเหยื่อให้ตายได้ทั้งคู่ ทว่าเมื่อดูสถานการณ์แล้วตอนนี้ยังไงก็ถูกคนของอ๋องห้าล้อมไว้แล้ว คงต้องทำตา
วันสถาปนา กัวเจียงมิ่งยืนอยู่รวมกับผู้คนสองฟากฝั่งของทางเดินในงานพิธี ดวงตาคู่คมมองสตรีตัวเล็กที่แต่งชุดเต็มยศ บนหัวเล็กๆ นั้นประดับไปด้วยเครื่องหัวหลากชิ้น ท่าทางการเดินที่มั่งคง ใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่เป็นมิตร อาภรณ์สีแดงสดที่นางสวมคือลายหงษ์ปักด้วยด้ายทอง พอเห็นลูกศิษย์ใส่ชุดนี้แล้วก็นึกถึงวันแรกที่เจอกัน ยามนั้นเด็กน้อยก็สวมชุดสีแดงอยู่บนหลังของอาชาตัวใหญ่ คนตัวเล็กควบม้ามาหานางที่ลอยน้ำมาติดอยู่ข้างทาง กระโดดลงจากม้าด้วยความคล่องแคล่ว ออกแรงลากนางให้ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว "แม่นาง แม่นางทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะช่วยท่านเอง" นั่นคือคำที่จูมี่เอินกล่าวกับนางในครั้งแรกที่เจอกัน กัวเจียงมิ่งคิดว่าตนจะตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว นางได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งแล้วพลัดตกน้ำมาไกล อีกทั้งที่ซึ่งนางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแม่น้ำนั้นก็ห่างไกลไร้ผู้คน แถมทางด้านหน้าที่สตรีชุดแดงควบม้าผ่านมายังมีต้นไม้และหญ้าหนาทึบ ต่อให้มีคนผ่านมาก็ไม่น่ามองเห็นนาง ทว่าสตรีตัวเล็กผู้นี้มาจากไหนไม่รู้ ราวกับตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ คนตัวเล็กสั่งม้าให้นั่งลงแล้วยกนางที่ตัวใหญ่กว่าให้ขึ้นไ
"เพราะนางคือหัตถ์เซียน นามเดิมของอาจารย์คือกู่เฟยเซียน" จูมี่เอินได้รู้ความลับนี้ผ่านการมองเห็นของนางในช่วงจังหวะหนึ่งหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์มาสักพักแล้ว หลอมรวมกับที่เคยสังเกตการณ์ดูก็พบว่ากัวเจียงมิ่งนั้นสามารถทำให้คนเจ็บหายป่วยได้ในเร็ววันกว่าที่ตำราบอกไว้มากนัก "ตอนเด็กข้าเคยอ่านเจอเกี่ยวกับคนที่มีพลังวิเศษเหนือคนทั่วไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสความรู้สึกดีอย่างหนึ่งว่าตนเองไม่ใช่คนที่แตกต่างจากคนอื่น ยังมีอีกหลายคนที่คล้ายกันกับข้า คราแรกที่ได้อ่านข้าสะดุดชื่อของนางและความสามารถของนางเป็นที่สุด ตอนที่ได้เจอกันข้ายังไม่รู้ว่านางคือคนที่ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในนิมิตร ข้าเห็นคนเจ็บและคนผู้นั้นไม่รอด ข้าพยายามเปลี่ยนนิมิตร ต่อมาจึงเกิดนิมิตรใหม่ขึ้น ในนิมิตรที่สองข้าไปช่วยคนเจ็บไว้แล้วพามาให้นางรักษา คนที่ไม่น่ารอดก็สามารถรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะข้าหาของไปขวางทางไว้ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินทางผ่านถนนเส้นหนึ่งซึ่งจะมีต้นไม้โค่นลงมาใส่เขา ภายหลังพอจับสังเกตดูและแน่ใจแล้วก็ลองถามท่านอาจารย์ออกไป นางก็เลยเล่
...... วันต่อมาก็ได้เวลาเดินทางกลับวังหลวง รอบนี้มีอาจารย์และโม่โฉวติดตามกลับไปร่วมงานสถาปนาด้วย นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีคนเจ็บอีกคนที่ต้องพาเขากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่รถม้าคันหน้า "กัวเจียงมิ่งท่านมายืนทำอะไรหน้ารถม้าผู้อื่น" เหรินโย่วหลุนเอามือพ่ายหลัง หันมองไปที่อื่น แสดงท่าทางวางอำนาจเต็มที่ แผ่รังสีความเป็นฮ่องเต้ที่มีมาแต่กำเนิดออกไปโดยรอบเพื่อกดดันสตรีชุดฟ้าหน้าไม่อายข้างกาย "สตรีก็ต้องนั่งไปกับสตรีด้วยกันสิ นู้น บุรุษไปขึ้นคันหลัง" กัวเจียงมิ่งเลียนแบบท่าทางเหรินโย่วหลุน นางหมุนตัวเอาหลังหันให้รถม้า ยืนเคียงข้างคนตัวสูงที่สูงเกือบเท่ากันแถมมือพ่ายหลังและหันหน้าไปทางเดียวกัน "สตรีหรือ? ท่านเหมือนสตรีตรงไหนกัน" รถม้าคันหลังนั้นมีคนเจ็บขึ้นไปก่อนแล้วและมีโม่โฉวเป็นคนคุมม้า ความจริงเขาก็ไม่ติดอะไรแม้รถม้าเก่ามากและจะต้องนั่งไปกับราษฎรของตนเอง แต่ที่นั่นไม่มีทั้งภรรยาไม่มีทั้งบุตรชาย เขาจึงไม่อยากไปนั่ง เขาห่างจากภรรยามาถึงสองปีแล้ว ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังคิดว่ายังไม่พออยู่ดี ยามนี้ยังต้องมานั่งแยกกันอีกเกือบสามวัน ยังไงเขาก็ไม่ยอม "เห
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอันใด?" จูมี่เอินรีบเอาตัวไปยืนขวางโม่โฉวไว้ "เจ้าปกป้องเขา?" เหรินโย่วหลุนแทบไม่อยากเชื่อ "อย่าบอกนะว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนนั้น" ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะถามย้ำให้แน่ใจอีกรอบ "ใช่...อย่า!" จูมี่เอินเห็นเหรินโย่วหลุนยกมือสั่งฟางอี้ให้เข้ามาทางโม่โฉวนางก็รีบเบี่ยงตัวปิดคนด้านหลังไว้มากกว่าเดิม "เขาเป็นพ่อบุญธรรม เป็นพ่อบุญธรรม!" ก่อนจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนางรีบพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่คิดว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจจริงๆ ตอนนั้นฟางอี้ก็หยุดเท้าลงพอดี พร้อมกับเก็บมีดลับที่ดึงออกมาจากไหนไม่รู้กลับไป เพราะการเดินทางฮองเฮาบอกไม่ให้สะดุดตา จึงต้องเก็บดาบที่ใช้ประจำไว้ในรถม้า แต่เขาเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ย่อมไม่อาจปล่อยปะละเลยความปลอดภัยของฮ่องเต้ได้ จึงได้พกมีดสั้นที่ยาวจนถึงข้อศอกซ่อนไว้ในกายด้วย "?!" เหรินโย่วหลุนเลิกคิ้วขึ้นสูง ตอนที่ได้ยินจูมี่เอินบอกว่านั่นเป็นลูกนางเขาก็คาดเดาไปหลายอย่าง คิดว่าอาจเป็นลูกของเขาแต่เพราะท่าทางที่สนิทสนมของภรรยากับคนผู้นั้นดูไม่ปกติ แถมเด็กน้อยก็เรียกคนด้านหลังว่าท่านพ่อ แล้วภรรยาก็ดันมาบอกอีกว่
....... "เจ้าอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ" "ใช่แล้ว" จูมี่เอินยกกาชามาวางที่โต๊ะน้ำชา นั่งลงแล้วรินชาให้สามีก่อนจะรินให้ตัวเองทีหลัง "นี่ก็เป็นชาที่ข้าดื่มตลอดสองปีเช่นกัน ไม่หอมมาก หากแต่เมื่อลองได้จิบทีละนิดและมองออกไปที่ป่าไผ่ ต่อจากนั้นค่อยๆ หลับตาฟังเสียงลมที่กระทบผ่านไป ก็พอที่จะทำให้ชารสชาติธรรมดาเช่นนี้พิเศษขึ้นมามากกว่าเดิม ชนิดที่ว่าต่อให้หาที่ไหนก็หาไม่ได้อีกแล้ว" จูมี่เอินยกจอกชาขึ้นมาจิบทำท่าหลับตาพลางพูดอธิบายไปด้วย "..." เหรินโย่วหลุนก็ลองทำตาม จิบชามองป่าไผ่ หลับตาและฟังเสียงลมที่กระทบกับใบของต้นไผ่ "สงบยิ่งนัก" แถมยังได้กลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่นลอยมาตามลมด้วย จูมี่เอินเองสองปีกว่าที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมานั่งจิบชาและได้ใช้เวลาอยู่กับตนเอง เมื่อจิบชาไปด้วยแล้วได้มองป่าไผ่ ทั้งที่ทำให้รู้สึกสบายใจแต่กลับทำให้นางนึกถึงสามีทุกครั้ง หลังจากที่มานั่งจิบชาคนเดียวทีไรต่อมานางก็จะต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองได้มีเวลาคิดถึงเขาอีก ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขแต่ก็เศร้าใจในคราเดียว "เสียดายที่ไม่มีท่านอยู่ที่นี่" จูมี่เอินเอ่ยความรู้สึกออกมาจากใจจริง ลืมตาข
....... การเดินทางด้วยรถม้าเพื่อมาที่หมู่บ้านตงนั้นใช้เวลาเกือบสามวันเพราะมีแวะพักบ้าง ไม่เหมือนกับตอนแรกที่เหรินโย่วหลุนเร่งเดินทางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแบกภรรยากลับวังในตอนนั้น แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินที่คาดการณ์ไว้พวกเขาก็มาถึง หน้าโรงหมอกัว หมู่บ้านตง "แปลกจัง..." จูมี่เอินที่ถูกเหรินโย่วหลุนประคองลงรถม้ามาก็มองไปที่รั้วไม้ไผ่ของโรงหมอซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ "มีอะไรผิดปกติหรือ?" เหรินโย่วหลุนถามพลางยกมือขึ้นในระดับหัว เตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาของตนที่แอบอยู่รอบตัวบุกเข้าไปด้านใน "เดี๋ยว!" ดีที่จูมี่เอินสังเกตทัน รีบยกมือดึงแขนของเขาลงทันที พอห้ามคนสั่งการได้แล้วนางก็ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เกือบเป็นเรื่องไปเสียแล้ว "ข้าแค่แปลกใจเล็กน้อย อาจารย์ปกติมักจะเอาแต่นั่งดื่มชามองต้นไผ่อยู่ที่โต๊ะน้ำชาตรงนั้นและไม่ค่อยเปิดรั้วทิ้งไว้ แต่บางทีนางอาจไปพักด้านในแล้วก็ได้" "อ่อ..." เหรินโย่วหลุนลากเสียงยาว ที่แท้นอกจากปากเสียแล้วก็ไม่ทำอะไรนอกจากจิบชาสินะ เป็นคนที่ขี้เกียจเสียจริง จูมี่เอินเปิดประตูเข้าไปด้วยความเคยชินและออกตัวเดินนำไปก่อน เมื่อได้กลับมา
....... รถม้าเดินทางออกจากวังแล้ว จูมี่เอินเลือกรถม้าที่ดูธรรมดาที่สุดแต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างเตะตาไม่น้อย การเดินทางรอบนี้มีเพียงฟางอี้ที่เป็นคนขับรถม้าตามมาด้วยเท่านั้น เพราะจูมี่เอินไม่อยากให้สะดุดตา แต่นางก็รู้ว่าสามีได้เตรียมองครักษ์เงาให้ตามอยู่ห่างๆ แล้ว "ข้างนอกคึกคักยิ่งนัก" จูมี่เอินเลิกม่านมองดูเมืองหลวงที่ตนไม่ได้กลับมานานถึงสองปี ตื่นเต้นจนถึงขั้นเกาะขอบหน้าต่างดูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้าน "อดีตผู้สำเร็จราชการแทนทำงานได้ดี" เหรินโย่วหลุนยามนี้ใส่ชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งกอดอกพิงพนักที่นั่งและมองดูด้านนอกรถม้าเช่นกัน ตอนนี้คือยามอู่[1] ผู้คนเลยสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ของขายข้างทางก็มีไม่น้อย เหรินโย่วหลุนเองก็รู้สึกแปลกตาเช่นกัน แต่ก็รักษาท่าทีสุขุมไว้ ([1] ยามอู่ 11.00 น. -12.59 น.) "..." จูมี่เอินนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเดินเคียงมากับบุรุษที่เหมือนจะคุ้นหน้าก็ขมวดคิ้วมอง "อาหลุน คนนั้นไม่ใช่...ฟู่เจาหยางกระมัง" "..."เหรินโย่วหลุนทันทีที่ได้ยินชื่อบุรุษอื่นออกจากปากของภรรยาก็หรี่ตาลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขยับเอนตัวไปมองผ่านศีรษะขอ
ตอนพิเศษ 1 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เหรินโย่วหลุนเห็นถิงถิงวิ่งเข้ามาขอเข้าเฝ้าหน้าตื่นก็ลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ด้วยวางใจว่าตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาดูท่าตกลงปลงใจจะอยู่กับเขาไม่หนีไปไหนอีก เขาจึงกลับมาทำงานดังเดิม แต่ท่าทางของถิงถิงก็ทำกังวลขึ้นมา เหรินโย่วหลุนไม่แม้แต่จะรอเรื่องที่ถิงถิงได้รายงานก็รีบวิ่งออกจากห้องทรงงานของตนไปแล้ว เป็นดังคาด เมื่อเข้ามาถึงที่ห้องก็พบว่าภรรยากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ "มี่เอิน เจ้าจะไปไหน!!!" เหรินโย่วหลุนตะโกนลั่นตำหนัก ดังไปไกลหลายจั้ง[1] ทำเอาคนที่กำลังหันหลังจัดห่อผ้าอยู่สะดุ้งเฮือก "อาหลุน..." คนตัวเล็กหันมาเรียกหาเขาเสียงเบา ตอนแรกยังยกยิ้มตาหยีส่งไปเพื่อระงับโทสะของอีกฝ่าย หากแต่เมื่อเห็นสามีเดินหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยใบหน้าโกรธขึงนางก็หุบยิ้มลง หมุนกายรีบปีนหนีขึ้นเตียงไป ด้วยความตัวเล็กท่าทางตอนหนีเลยดูเหมือนกระต่ายน้อยกำลังกระโดดไปมา "ท่าน ท่าน! ใจเย็นก่อน" นางร้องเสียงหลง ไต่ตัวเข้าไปด้านในสุดของเตียง แต่พบว่าตนเองตัดสินใจผิดเสียแล้ว นอกจากทางที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อครู่ รอบด้านก็ไม่มีทางให้หลบหนีอีก "จะหนีไปไหนอีก" เ
จูมี่เอินยืนนิ่ง จ้องมองบานประตูตำหนักของเหรินเยว่เทียนเพราะเพิ่งโดนไล่ออกมา ก่อนจะหันมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน เอาเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังโดนไล่ออกมา นางเองก็ควรปล่อยให้เหรินเยว่เทียนได้พักผ่อน จูมี่เอินจึงคิดจะกลับตำหนักของตนเอง "จะไปที่ใด?" เหรินโย่วหลุนเพียงแค่เห็นภรรยาขยับกายก็เอ่ยปากถามอีกรอบ วันนี้เขาพูดประโยคนี้ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับได้ครบ "กลับตำหนัก" ความจริงแล้วเหรินโย่วหลุนไม่น่าถาม ที่ที่จูมี่เอินจะไปก็มีแค่ตำหนักของตนเองเท่านั้น หรือในตอนนี้ก็คือตำหนักบรรทมของฮ่องเต้นั่นเอง เพราะเขาไม่ยอมให้นางย้ายไปอยู่ที่ตำหนักในวังหลังเหมือนเมื่อก่อน กฏวังหลังถูกเขาเมินไปเสียแล้ว ครั้นพอได้นึกถึงก็คิดว่าที่แห่งนั้นยามนี้ต่อให้ไม่เหมือนในนิมิตรที่ถูกรื้อจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ก็คงเงียบเหงาไม่ต่างกัน พอคนตัวเล็กเดินนำ เหรินโย่วหลุนก็เดินตาม "..." ระหว่างทางเขาก็มองท้องฟ้า ยังไม่มืด หันมองภรรยาที่ร่างกายยังไม่หายดีจากรอยช้ำที่เขาทำไว้ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงยามที่เขาและนางสามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ปกติโดยที่นางไม่คิดหนีไปอีก หลายวันที่