หลังจากที่เซี่ยเฟยหลงได้เผยความรู้สึกที่มีต่อสตรีตรงหน้าแล้ว ความสัมพันธ์ของเขาและนาง ก็ดูเหมือนจะใกล้ชิดสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาคิดอยากจะเลื่อนงานแต่งงานเข้ามาให้ไวที่สุด เหตุผลคือเขาไม่อยากอยู่ห่างไกลจากนางอีก ช่างน่าขันที่เขาตกหลุมรักนาง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบหน้ากัน อีกทั้งความฝันมากมายที่แวะเวียนมาทักทายเขา ในยามค่ำคืนหลังจากล้มตัวลงนอน ยิ่งทำให้เขารู้สึกชัดเจนและมั่นใจ ว่าสตรีที่เขาปรารถนาจะใช้ชีวิตนี้ด้วย คือนางอย่างแน่นอน
ครั้นได้เดินทางมาเยือนเมืองหนานจาง เพื่อทำความรู้จักกันกับนาง เขาจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว นางนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างออกไปจากนางในความฝัน สตรีผู้นั้นแม้จะมีใบหน้างดงามเช่นเดียวกัน ทว่ากลับดูไร้ซึ่งความสุข ส่วนสตรีผู้นี้นอกจากจะงดงามและไร้เดียงสาแล้ว ชีวิตของนางยังดูมีความสุขมากกว่านัก“โหวเหย่…ท่านจะเดินทางกลับเมืองหนานจงพรุ่งนี้แล้วหรือเจ้าคะ” จ้าวฟางเซียนเอ่ยปากถามชายหนุ่ม ซึ่งยามนี้นอนหลับตาพริ้มหนุนตักนางอยู่ด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย“ใช่…พี่ทิ้งค่ายทหารมานานไม่ได้” เปลือกตาของเขาเปิดออก มองเหจ้าวฟางเซียนยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วเรียวยาวของตนเกลี่ยตรงหัวคิ้วที่ยับย่นของเขาอย่างแผ่วเบา จนในที่สุดคิ้วหนาก็คลายออกจากกัน เขาขยับพลิกกายเข้ามา จนใบหน้าหันเข้าไปตรงหน้าท้องของหญิงสาว จ้าวฟางเซียนพลันตระหนก อีกทั้งยังรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางพยายามทำใจให้สบาย สายลมที่พัดมาทำให้อากาศใต้ต้นไม้ใหญ่ยามนี้ช่างสบายนัก ต่างจากใจที่ยามนี้กำลังรุ่มร้อน นางได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงวันนี้สองหนุ่มสาวใช้เวลาร่วมกันเกือบทั้งวันอยู่ที่ริมธาร ครั้นเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว หญิงสาวจึงปลุกชายหนุ่มที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนหน้าตักของนาง เขาค่อยๆ ลืมตาก็เห็นเจ้าของดวงหน้างาม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนั่งแล้วถามนางออกมาด้วยน้ำเสียงห่วงใย“พี่หลับไปนานมากเลยใช่หรือไม่” จ้าวฟางเซียนพยักหน้า ทว่ายังไม่ยอมเปลี่ยนท่าทาง นางคงยังนั่งอยู่ในท่าเดิมเซี่ยเฟยหลงรู้ดีว่าขาของนางคงจะยังขยับไม่ได้ เขาจึงยื่นมือไปบีบนวดเรียวขาให้แก่นางเช่นเดิม ใบหน้างามพลันเกิดริ้วแดงขึ้นมา นางก้มหน้าหลบสายตาของเขาเพราะความเขินอาย ชายหนุ่มไม่กล่าวสิ่งใดออกมา พยายามบีบนวดให้แก่นางจนนางกล่าวอ
สามเดือนต่อมาหลังพิธีมงคลของคุณชายใหญ่จ้าวหวังไห่ผ่านพ้นไป พิธีมงคลของจ้าวฟางเซียนก็ใกล้เข้ามาทุกที ระหว่างระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมานั้น เซี่ยเฟยหลงทั้งมาเยือน และส่งจดหมายมาให้จ้าวฟางเซียนอย่างสม่ำเสมอ จนทั้งสองมีใจผูกสมัครรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างแท้จริง ยามว่างๆ จ้าวฟางเซียนได้เย็บปักชุดจงอี เตรียมเอาไว้ให้ว่าที่สามีอยู่หลายตัว ครั้นงานแต่งงานใกล้เข้ามา ในใจของนางนั้นย่อมตื่นเต้นยินดีกว่าผู้ใด“น้องหญิง เจ้ากำลังทำอันใดอยู่รึ” พี่สะใภ้ใหญ่ก้าวเข้ามาภายในศาลากลางน้ำ ซึ่งยามนี้จ้าวฟางเซียนกำลังนั่งเย็บชุดจงอีที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์อีกหนึ่งชุดอยู่อย่างใจจดใจจ่อ“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวฟางเซียนชะงักมือ ลุกขึ้นยืนคำนับทักทายอีกฝ่าย“ข้ากำลังเย็บชุดจงอีให้โหวเหย่อยู่เจ้าค่ะ”“ใกล้จะเสร็จแล้วหรือยัง พี่อยากจะชวนเจ้าไปไหว้พระขอพรที่อารามกงชุนด้วยกัน ได้ยินมาว่าที่นั่นมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่ อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องออกเรือนแล้ว พี่เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดไปเป็นเพื่อน”ยามนี้พี่ชายใหญ่ที่เพิ่งเป็นเจ้าบ่าวหมาดๆ ได้เดินทางไ
“วันนี้ท่านนักพรตฟู่ลงเขามารึ ข้าไม่เห็นได้ยินผู้ใดกล่าวถึงท่านเลย" จ้าวฟางหรูเอ่ยออกมาด้วยความฉงนใจ“ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะได้พบท่านนักพรตเช่นเดียวกันเจ้าค่ะพี่หญิงใหญ่”"เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นความโชคดีของเจ้าแล้วเซียนเอ๋อร์… ว่าแต่… เขาได้ทำนายทายทักเรื่องใดให้เจ้าหรือไม่”จ้าวฟางหรูกล่าวก่อนที่จะถามน้องสาวออกมาด้วยความอยากรู้ เพราะท่านนักพรตฟู่นั้นมีชื่อเสียงในเรื่องการทำนายดวงชะตาของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าน้อยนักที่เขาจะทำนายดวงชะตาให้แก่ผู้ใด เขาเคยกล่าวว่าเรื่องดวงชะตานั้น เป็นความลับของสวรรค์มิอาจแพร่งพราย แต่ทว่ากลับมีบางคนที่เขาเลือกทำนายให้“ไม่ได้ทำนายทายทักอันใดเจ้าค่ะ” จ้าวฟางเซียนหลุบตามองถ้วยชาพลางตอบพี่หญิงใหญ่ออกมาซู่เอ๋อลอบมองคุณหนูของนาง นางรู้ดีว่าคุณหนูของนางกำลังโป้ปด เพราะท่านนักพรตยืนพูดคุยกับคุณหนูรองตามลำพังอยู่นาน เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ที่จะไม่ทำนายสิ่งใดออกมา ทว่านั่นคงเป็นเรื่องที่คุณหนูไม่อยากให้ผู้ใดทราบ คุณหนูรองจึงได้ตอบคุณหนูใหญ่ออกมาเช่นนี้“น่าเสียดาย เจ้าใกล้จะออกเรือ
สองวันต่อมาขบวนรถม้าและเกวียนของตระกูลเซี่ย ได้เดินทางมาถึงเมืองหนานจางในช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันนี้ พวกเขาพากันไปพำนักอยู่ที่จวนหลังใหญ่ ที่เซี่ยเฟยหลงมาซื้อเอาไว้เมื่อสองเดือนก่อน ก่อนที่เขาจะซื้อจวนหลังนี้ ก็ได้คิดไตร่ตรองดูถี่ถ้วนแล้ว ว่าเจ้าสาวจะต้องกลับสกุลเดิมหลังจากออกเรือนตามธรรมเนียมปฏิบัติหากจะให้เขาพานางเดินทางกลับจวนตระกูลเซี่ยเลย แล้วถึงกำหนดการค่อยกลับมา เขาก็กังวลว่านางจะเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป อีกทั้งยามนั้นเขาก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นจนเขามิอาจพานางกลับมาได้หรือไม่ เพราะเช่นนั้นจึงมิสู้เขาซื้อเรือนไว้สักหลัง แล้วเชิญท่านท่านแม่ให้เดินทางมาร่วมพิธีที่นี่ย่อมสะดวกกว่าส่วนทางท่านปู่กับท่านย่ากับญาติทางเมืองหนานจง เขาค่อยพานางกลับไปคารวะตามธรรมเนียมทีหลังก็ย่อมได้ ซึ่งเรื่องนี้เขาก็ปรึกษากับผู้ใหญ่ในจวนทั้งสามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันอย่างไม่ต้องถกเถียงให้เสียฤกษ์ยาม“ช่างเป็นเรือนที่ออกแบบได้งดงามยิ่งนัก หลงเอ๋อร์…เจ้าของเดิมคือสกุลใดกันหรือ” เจียงซื่อถามบุตรชายออกมาด้วยความสนอกสนใจ“เดิมทีเป็นจวนของอดีตท่านเจ้าเมืองขอรับ แต่ยามนี้เข
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนไป เจ้าก็จะไม่ใช่คุณหนูรองสกุลจ้าวของเราอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังเป็นลูกสาวของแม่ เซียนเอ๋อร์…หากเจ้าอยู่ที่โน่นแล้วได้รับความลำบากหรือรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอันใด ก็ให้เขียนจดหมายสั่งให้คนนำมาให้ท่านพ่อของเจ้า อย่าได้กล้ำกลืนฝืนทนเป็นอันขาด”ฮูหยินใหญ่กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ รับผ้าในมือสาวรับใช้มาเช็ดเรือนผมให้บุตรสาวอย่างเบามือ ถึงแม้ปากนางจะบอกว่าวางใจ ที่ให้บุตรสาวออกเรือนไปกับเซี่ยโหว ทว่าภายในใจนางกลับยังรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาวอยู่ดีหรูเอ๋อร์หากพบเจอกับเรื่องคับข้องใจอันใดในตระกูลสามี นางก็ยังมีตระกูลเดิมอยู่ใกล้ๆ ทว่าเซียนเอ๋อร์ที่ต้องแต่งออกไปอยู่ไกล ทำให้ไม่สะดวกที่จะบอกกล่าวพวกตน นางจึงไม่ลืมที่จะกำชับบุตรสาวถึงเรื่องนี้“ท่านแม่โปรดวางใจ โหวเหย่จะไม่มีวันทำให้ลูกพบเจอกับความยากลำบาก หรือความคับข้องใจเป็นอันขาด”จ้าวฟางเซียนกล่าวออกมาน้ำตาคลอ ชีวิตก่อนแม้เซี่ยเฟยหลงจะปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชา ทว่าเขากลับให้เกียรตินาง ไม่รับอนุ หรือมีสตรีนอกเรือนให้นางต้องถูกลบหลู่เกียรติ ท่านปู่ท่านย่าและท่านแม่ของเขา ก็เอ็นดูสงสารนางที่ไม่ได้รั
ภายในโถงใหญ่ของเรือนรับรอง ด้านในสุดถูกติดด้วยกระดาษตัวอักษรคำว่า ‘มงคล’ ตัวใหญ่ๆ เอาไว้ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เจ้าสาวที่มีผ้าคลุมสีแดงปกคลุมใบหน้าอยู่ ถูกประคองให้มายืนเคียงคู่กับเจ้าบ่าวภายในโถงพิธี ด้านหน้าตำแหน่งเก้าอี้ไท่ซือ มีนายท่านใหญ่จ้าวหวังเหล่ยกับนายหญิงใหญ่ นั่งเคียงคู่กันอยู่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ทางฝั่งซ้ายมือของเจ้าสาวมีนายท่านผู้เฒ่าจ้าว และเหล่าฮูหยินนั่งเคียงข้างกัน ส่วนทางฝั่งขวามือคือท่านน้าจ้าวหวังหย่งกับท่านน้าสะใภ้แม่สื่อร้องบอกพิธีการ ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวคำนับฟ้าดิน บิดามารดาและคำนับกันและกัน เจ้าบ่าวยกน้ำชาให้พ่อตาแม่ยายดื่ม รับคำสั่งสอนและคำอวยพร ก่อนที่ทั้งเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะคำนับลา แล้วจึงเป็นฤกษ์เจ้าสาวออกจากเรือน แม่สื่อร้องตะโกนออกมาเสียงดัง ว่าเจ้าสาวออกจากเรือนแล้ว เสียงดนตรีที่อยู่ข้างนอกประตูจวนจึงดังขึ้นมาอีกครา พร้อมกับเสียงสรวลเสเฮฮาของผู้มารอชื่นชมจ้าวฟางฉีเป็นผู้แบกน้องสาวของตน ไปขึ้นเกี้ยวด้วยตนเอง แม้คุณชายหนุ่มจะมีรูปร่างไม่ใหญ่โต ทว่าตามลักษณะของผู้เป็นบัณฑิตแล้วถือว่าสมส่วน อ
“บ่าวเห็นใบหน้าของเซี่ยฮูหยิน นางดูเป็นคนดีมีเมตตาดีนะเจ้าคะ บ่าวเชื่อว่านางจะต้องเอ็นดูคุณหนูอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” จ้าวฟางเซียนพยักหน้าเห็นด้วยแม่สามีของนางนั้นเป็นคนดี นางเป็นสตรีที่เข้มแข็งและน่านับถือผู้หนึ่ง แม้ว่าจะสูญเสียคนข้างกายไปถึงสามคนในเวลาไล่เลี่ยกัน ทว่านางกลับยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้ระหว่างระยะเวลาเหล่านั้น นางจะต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยว นางก็ไม่เคยคิดจะละทิ้งตระกูลสามีไป“ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักสักหน่อย พวกเจ้าออกไปรอโหวเหย่อยู่หน้าห้องกันเถิด หากเขาใกล้เข้ามาแล้ว ค่อยมาปลุกข้า” จ้าวฟางเซียนหันไปบอกเซียงซุนกับซู่เอ๋อ ที่ยามนี้ยังคงอยู่คอยรับใช้นางทั้งสองสาวเห็นคุณหนูดูเหนื่อยล้า จึงไม่กล่าวสิ่งใดออกมาให้มากความอีก ต่างพากันคำนับลาแล้วจึงออกไปเฝ้าอยู่นอกห้องหอตามคำสั่ง จ้าวฟางเซียนจึงเดินกลับไปยังเตียงนอน แล้วค่อยๆ เอนกายลงแม้เตียงนอนจะนุ่ม ทว่ากลับมีพวกถั่วลิสง พุทราแห้ง เม็ดบัว ลำไยแห้งกระจายอยู่เต็มเตียง จ้าวฟางเซียนยกยิ้มใช้มือปัดเจ้าสิ่งกีดขวางเหล่านี้ออกไป เพียงแค่ที่ที่นางจะล้มตัวลงนอน ครั้นนอนลงไปแล้วยังไม่ทันจะได้เ
สายลมที่พัดผ่านเข้ามา ทางช่องประตูและหน้าต่างในยามเช้า ทำให้ผู้ที่กำลังนอนขดกายอยู่บนเตียง ขยับเข้าไปหาความอบอุ่นจากคนข้างๆ ขยับเข้าไปใกล้จนร่างกายของทั้งสองแนบแน่นยิ่งขึ้น มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นสูง พลางใช้ท่อนแขนแข็งแรง รัดรึงร่างบางที่เขาเคี่ยวกรำมาค่อนคืนอย่างรักใคร่ นางส่งเสียงครางเบาๆ ราวกับว่า กำลังพบเจอกับเรื่องที่ทำให้รำคาญใจ ต่างจากเสียงครางหวานแสนรัญจวน ในยามค่ำคืนที่ผ่านมารสชาติของการได้เป็นสามีภรรยานั้น ทำให้แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชา รู้ซึ้งอย่างชัดแจ้งแล้วว่า เพราะเหตุใดเหล่าบุรุษถึงได้พากันลุ่มหลงมัวเมาในโลกีย์กันนัก นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นสบายตัวแล้ว ยังทำให้เขารู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ระหว่างเขากับสตรีในอ้อมแขนนี้อีกด้วย หวนคะนึงถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา ใบหน้าหล่อเหลาก็ยิ่งฉายแววแห่งความสุข เขาก้มหน้าลงไปจุมพิตลงบนเนินหน้าผากนางอย่างอ่อนโยนหากเป็นช่วงเวลาปกติ เซี่ยเฟยหลงมักจะตื่นนอนแต่เช้า แล้วไปออกกำลังฝึกวรยุทธ์กับบรรดาลูกน้องคนสนิท ทว่ายามนี้ได้มีแม่เนื้อนวล เนื้อตัวนุ่มนิ่มหอมกรุ่น กำลังซุกไซ้อยู่ในอ้อมอกของเขาอยู่เช่นนี้ มีหรือที่เขาจะหั
หลังจากพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองเค่อ เสียงของทารกน้อยที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ก็ดังขึ้นมา จ้าวฟางเซียนรีบบอกกล่าวมารดา แล้วรีบเดินออกไปหาบุตรชาย หลังฟื้นมาจากฝันร่้ายในวันนั้น จ้าวฟางเซียนก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ที่สองวันแรก นางไม่อาจให้นมบุตรชายเองได้ ดีที่แม่สามีมองการณ์ไกล เตรียมแม่นมเอาไว้ให้ เผื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและสองวันแรกที่นางคลอดลู่หมิงออกมา ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่นางตื่นขึ้นมา ก็พยายามดูแลร่างกายตนเอง และกินอาหารบำรุงน้ำนม ไม่ถึงเจ็ดวัน นางก็ขออนุญาตแม่สามี ให้นางป้อนนมลูกด้วยตัวเอง จางซื่อก็ไม่ได้ห้ามปรามอันใด เพราะน้ำนมจากมารดาย่อมดีกว่านมจากผู้อื่นอยู่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมา จ้าวฟางเซียนก็ให้นมเซี่ยลู่หมิงเองเรื่อยมา ทว่ามีแม่นมฉินอยู่คอยช่วยดูแลบุตรชาย ในเวลาที่นางไม่ต้องให้นมหวงซื่อเดินตามบุตรสาวเข้ามาในห้องของหลานชาย นางมองไปยังบุตรสาว ที่ออกเรือนมาได้ไม่ถึงสามปี ทว่ายามนี้ได้มาเห็น ว่านางนั้นมีครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขเพียงใด ก็พลอยให้รู้สึกโล่งใจ จากที่เคยคิดเป็นกังวล ว่านางจะได้พบเจอกับความยากลำบาก ในการใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลขุนนางใหญ่ ก็ทำให้นางวางใจล
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากฤดูที่หนาวเย็นยะเยือก แปรเปลี่ยนมาเป็นฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลลี่ชุนก็ได้เวียนมาถึงอีกหน อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สรรพสิ่งเริ่มงอกงาม หลายครอบครัวที่ทำการเกษตร เริ่มต้นการเพาะปลูก สรรพสัตว์เริ่มออกจากการจำศีล เพื่อออกหากิน เหล่านายพรานกลับมาทำอาชีพของตนบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ชาวเมืองยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะออกมา จนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ได้ยิน ต่างก็พากันยิ้มได้ จวนตระกูลเซี่ยยามนี้ ก็ไม่ต่างไปจากสถานที่อื่น หรือจวนอื่นนัก ทว่าวันนี้ที่จวนสกุลเซี่ย ได้จัดงานครบเดือนให้แก่คุณชายน้อย ที่มีอายุครบหนึ่งเดือนพอดี บรรยากาศภายในจวน จึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีความสุขตระกูลจ้าวถือโอกาสที่เหลนน้อยอายุครบเดือน พากันเดินทางมาจากเมืองหนานจาง เพื่อมาเยี่ยมเยือนจ้าวฟางเซียน และบุตรชายของนางที่จวนสกุลเซี่ย เมืองหนานจง จ้าวฟางเซียนมองไปยังผู้คนจากตระกูลเดิมของตน ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่า ชีวิตของนางจะมีโอกาส ได้มาเห็นภาพแห่งความสุขเช่นในวันนี้ท่านปู่ท่านย่าที่อายุมากแล้ว ก็ยังอุตส่าเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาอวยพรให้เ
“หลงเอ๋อร์…จ้าวซื่อกับเจ้า ได้ตั้งชื่อเตรียมเอาไว้ให้เขาแล้วใช่หรือไม่”จางซื่อถามบุตรชายออกมาขณะที่ส่งทารกในห่อผ้าไปให้เขา เซี่ยเฟยหลงหัดอุ้มเด็กกับภรรยามาบ้างแล้ว แม้จะมีท่าทีเงอะงะงุ่มง่าม ทว่ากลับดูไม่ขัดตาเท่าใดนัก เซี่ยเฟยหลงก้มมองดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของบุตรชาย ก่อนที่จะเอ่ยนามของเขาออกมา“เซี่ย…ลี่หมิง”เพราะเขาคือแสงสว่างอันงดงาม ส่องลงมายังบนโลกมนุษย์ให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน จ้าวฟางเซียนเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนตัวเขาเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรสาวเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้ใช้ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าตัวน้อยเสียจริง ที่ได้ชื่อที่มารดาเป็นผู้ที่ตั้งให้“นามไพเราะ ความหมายดี…หมิงเอ๋อร์หลานย่า” จางซื่อยื่นมือไปรับหลานชายกลับมา เซี่ยเฟยหลงไม่ดื้อดึง ส่งทารกในห่อผ้ากลับคืนให้แก่มารดาทันที“จ้าวซื่อเป็นคนตั้งชื่อให้เขาใช่หรือไม่” นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยเอ่ยถามหลานชายออกมา ก่อนที่จะกวักมือเรียกลูกสะใภ้ให้พาเหลนตัวน้อยมาให้เขาได้เชยชมบ้าง“ขอรับท่านปู่…นางตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนข้าตั้งชื่อบ
หลังจากที่ตรวจพบว่า จ้าวฟางเซียนตั้งครรภ์ จางซื่อก็ได้ส่งแม่นมฉิน ให้มาทำหน้าที่คอยดูแลฮูหยินน้อยอย่างใกล้ชิด แม้เซี่ยเฟยหลงจะรับปากกับมารดาว่า เขาจะไม่ล่วงเกินภรรยา ขอเพียงแค่ให้เขาได้นอนกอดนางก็พอคราแรกจางซื่อก็ไม่ยินยอม ทว่าจ้าวฟางเซียนกลับช่วยพูดให้แม่สามีเข้าใจ จางซื่อจึงยอมอ่อนข้อให้แก่บุตรชาย ทว่ากลับให้แม่นมฉิน มานอนเฝ้าอยู่ที่หน้าฉากกั้นแทน เช่นนั้นแล้วหากเซี่ยเฟยหลงมีความคิดเหลวไหล ย่อมถูกแม่นมฉินจับได้“โหวเหย…ท่านต้องเห็นใจบ่าวด้วยสิเจ้าคะ บ่าวก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อนายหญิงท่านสั่งมา บ่าวจะกล้าขัดได้อย่างไรกัน”เซี่ยเฟยหลงจ้องหน้าแม่นมตาเขม็ง แม่นมฉินฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่จะสั่งให้คนนำตั่งตัวยาวมาวางไว้ ด้านหน้าฉากกั้น จ้าวฟางเซียนนึกขัน ให้กับใบหน้าของสามีที่กำลังบูดบึ้ง พลางมองไปยังแม่นมฉินด้วยแววตาอบอุ่นแม่นมฉินแคล้วคลาดจากความตายในความทรงจำของนาง หรืออาจจะเป็นเพราะนางมีครรภ์ ถึงได้ทำให้เหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนไป นางเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะถ้าหากเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่นางเคยพบเจอแม่นมฉินจะต้องจากไปตั้งแต่ต้น
แสงทิวากำลังจะลาลับ พร้อมกับท้องฟ้าสีน้ำหมึกกำลังเปลี่ยนเข้ามาแทนที่ สองอาชาสองชายหนุ่ม ยังคงเร่งรีบฝ่าความมืดกลับเมืองหนานจงด้วยความคะนึงหา เซี่ยเฟยหลงไม่แม้แต่คิดที่จะหยุดพัก ในเมื่อเจ้านายไม่ยินยอมที่จะพัก ทั้งคนทั้งม้าจึงได้พากันอดทนจนถึงประตูเมืองหนานจงในเวลาดึกดื่นหากเป็นชาวบ้านธรรมดา มีหรือจะสามารถผ่านทหารเวรยาม ที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าประตูเมืองเข้าไปได้ง่ายๆ ทว่าเซี่ยเฟยหลงคือผู้ใด ทหารเหล่านี้ย่อมรู้ดี ครั้นได้เห็นว่าท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยกลับมา ต่างก็พากันกล่าวต้อนรับการกลับมา ของผู้เป็นผู้บังคับบัญชาท่านแม่ทัพหนุ่มยามนี้ปลดชุดเกราะที่น่าเกรงขามออก เหลือเพียงอาภรณ์เยี่ยงคุณชายทั่วไปสวมใส่เท่านั้น เขาไม่พูดจากับทหารเหล่านี้ให้มากความ รีบกลับเข้าเมืองอย่างเร็วรี่ มุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพของตน“พวกเจ้าอย่าคิดรั้งท่านแม่ทัพไว้นาน เขาเร่งรีบกลับมาย่อมคิดถึงภรรยา” นายทหารที่เป็นหัวหน้ากล่าวกับลูกน้องที่กำลังมองตามท่านแม่ทัพผู้องอาจ ควบอาชาหายไปในความมืดมิดครั้นมาถึงหน้าประตูจวน เซี่ยเฟยหลงสั่งห้ามมิให้ผู้ใด ไปรายงานให้คนด้านในทราบ เพราะเข
ณ ตำหนักไท่เหอ ราชสำนัก แคว้นจิ้นองค์รัชทายาทวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน เพราะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ยังคงนอนป่วยรักษาตัวอยู่ ทำให้หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ตกอยู่ในมือของเขาชั่วคราว อย่างชอบธรรม สีหน้าของเขายามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก เป็นเพราะความต้องการของเขา ถูกเหล่าขุนนางเก่าแก่เหล่านี้ พากันกล่าวคัดค้านเขาย่อมรู้ดีว่ายามนี้ บ้านเมืองยังขาดความมั่นคง ยิ่งกับตัวเขาหากไม่สร้างผลงาน ไหนเลยจะขึ้นมานั่งบัลลังก์มังกรนี้อย่างภาคภูมิ เขาจึงอยากใช้การยึดเมืองหนานตงของแคว้นเจิ้ง มาเป็นผลงานเพื่อขึ้นครองราชย์ของตน ถึงอย่างไรบิดา ผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว“จะทำเช่นนั้นมิได้พ่ะย่ะค่ะ ผู้สำเร็จราชการน่าจะรู้ดี ว่ายามนี้สถานการณ์ภายในของแคว้นจิ้นเรา ยังไม่เหมาะแก่การทำศึก อีกทั้งพวกเราเพิ่งจะสูญเสียแม่ทัพใหญ่อย่างท่านอู่ผา และกำลังทหารจำนวนหลายพันคนไป บ้านเมืองเรายังคงบอบช้ำอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีด้วยเถิด”“ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ใ
สามวันหลังจากที่อี้จงสืบความมาได้ พวกเขาก็สามารถจับกุมพวกหนูสกปรก และได้หลักฐาน เกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คอยให้การสนับสนุน พวกทหารไส้ศึกเหล่านั้นเพียงชั่วคืน ตระกูลหยวนที่เคยรุ่งเรือง และมีอำนาจมากที่สุดในเมืองหนานตง ก็ถูกกองกำลังทหาร เข้ายึดทรัพย์ และตัดสินลงโทษประหารชีวิต ในข้อหาก่อกบฏ สมคบคิด และให้การสนับสนุนพวกทหารแคว้นจิ้น โดยผู้ที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุรุษของตระกูลเหลือเพียงเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบสองปี และสตรีเท่านั้น ที่เซี่ยเฟยหลงยังมอบโอกาสให้พวกเขา ได้มีชีวิตรอด ทว่าทุกคนก็ต้องถูกลดสถานะ เป็นเพียงสามัญชน ชาวบ้านธรรมดา แต่เพียงแค่นี้ ก็นับว่ายังมีเมตตามากแล้ว ดีที่ไม่เนรเทศเด็กชาย ให้ไปทำงานหนักอยู่ที่ชายแดน และบังคับสตรีให้ไปอยู่หอนางโลม หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อยู่ก็ไม่สู้ตาย“ไม่น่าเลย…แล้วเช่นนี้พวกสตรีกับเด็กน้อยเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ใดกัน ใต้เท้าหยวนสมองเป็นหมูไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ไปร่วมมือกับพวกข้าศึกศัตรูทำลายบ้านเมืองตัวเอง”ชายชราที่ขายน้ำเต้าหู้กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ พลางมองบรรดาสตรีและเด็กสกุลห
ในช่วงเย็นของวันต่อมา ข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ของฮูหยินน้อยจวนสกุลกวน ก็มาถึงจวนแม่ทัพ ซึ่งจ้าวฟางเซียนได้รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอันใด กับเรื่องที่สหายกำลังตั้งครรภ์ เพราะนางได้แสดงความยินดีกับอีกฝ่ายไปก่อนผู้ใดแล้ว ทว่าเรื่องที่นางกำลังให้ความสนใจและรู้สึกเป็นกังวลในยามนี้ ก็คือ สถานการณ์ทางชายแดนเมืองหนานตงต่างหากเพราะชีวิตนี้นางออกเรือนมาเร็วกว่าชีวิตก่อนอยู่หลายเดือนนัก จึงทำให้เหตุการณ์ต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลง และคาดเคลื่อนไปไม่น้อย หากนางอยากรู้ว่าสถานการณ์ชายแดนเมืองหนานตงเป็นเช่นไร ก็คงต้องรอให้สามีกลับมาก่อน แล้วนางค่อยฟังจากปากของเขาเอา“นายหญิง…ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่เจ้าคะ” เซียงซุนเดินเข้ามาสอบถามจ้าวฟางเซียน ที่ยามนี้ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่บนตั่งภายในห้องนอนของตน“อืม…สั่งให้คนเตรียมน้ำเถิด” นางตอบสาวรับใช้คนสนิท พลางเหลือบมองแสงของทิวาที่กำลังจะลาลับเซียงซุนออกไปสั่งการอยู่นอกห้อง ไม่นานนักน้ำร้อนและน้ำเย็น ก็ถูกส่งเข้าไปภายในห้องอาบน้ำ จ้าวฟางเซียนวางตำราในมือลง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากตั่
“ท่านนักพรตน้อย” จ้าวฟางเซียนคำนับนักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิง อีกฝ่ายยิ้มแย้มพลางคำนับนางกลับอย่างเต๋า“แม่นางมาพบข้า ต้องการไขปริศนาธรรมกับข้าหรือ” นักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิงเอ่ยถามออกมา“เจ้าค่ะ…” จ้าวฟางเซียนตอบรับทันที“ถ้าเช่นนั้นก็ไปนั่งคุยกันที่ศาลาด้านหลังอารามเถิด” จ้าวฟางเซียนไม่อิดออด สิ่งที่นางต้องการรู้ นางเชื่อว่านักพรตน้อยผู้นี้ จะสามารถไขข้อสงสัยของนางได้จ้าวฟางเซียนหันไปบอกกล่าวสหาย ก่อนที่จะติดตามนักพรตน้อย ไปยังศาลาด้านหลังของอาราม พร้อมกับสาวรับใช้คนสนิทของตน ท่านหญิงชิงหลวนเห็นว่าจ้าวฟางเซียนมีธุระที่ต้องไปทำ นางจึงเดินนำสาวรับใช้คนสนิท มุ่งหน้าไปยังโรงทาน เพื่อกินอาหารเจรอจ้าวฟางเซียนอยู่ที่นั่น ตามที่ได้คุยกันเอาไว้ก่อนหน้านานเกือบครึ่งชั่วยาม จ้าวฟางเซียนถึงได้เดินกลับออกมา จากศาลาด้านหลังอารามด้วยหัวใจที่เต้นแรง มีทั้งความรู้สึกเป็นกังวล และความรู้สึกโล่งใจปะปนกันไป เรื่องที่นางรู้สึกเป็นกังวลนั้นก็คือ สิ่งที่นักพรตน้อยได้บอกกล่าว เขาล่วงรู้ว่านาง คือผู้ที่ได้รับโอกาสจากสวรรค์ ให้ย้อน