จดหมายถูกผู้ส่งสารประจำจุดพักม้าของเมืองหนานจาง เป็นผู้เดินทางนำไปส่งด้วยการควบม้าเร็ว ใช้ระยะเวลาเดินทางเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น ผู้ส่งสารก็ถึงเมืองหนานจงแล้ว อี้จงเป็นผู้รับจดหมายจากผู้ส่งสารด้วยตนเอง ก่อนที่เขาจะนำไปมอบให้แก่ท่านแม่ทัพ ที่ยามนี้กำลังซ้อมฟันดาบอยู่กับเหล่าทหาร ภายในค่ายทหารสกุลเซี่ย
“ท่านแม่ทัพ…มีจดหมายส่งมาถึงท่านขอรับ"อี้จงรายงานขึ้นมา หลังจากที่ท่านแม่ทัพพักจากการฝึกซ้อมฟันดาบในเช้านี้ เขาถือผ้าเช็ดคราบเหงื่อบนใบหน้าหล่อเหลา ก่อนที่จะเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วเอ่ยปากถาม“ส่งจากผู้ใด”“จากเมืองหนานจางขอรับ แต่ไม่มีนามผู้ส่ง” มือหนายื่นจดหมายในมือส่งให้ผู้บังคับบัญชาเซี่ยเฟยหลงรับมาจากนั้นจึงคลี่กระดาษเพื่อเปิดอ่าน ในเนื้อหาของจดหมายฉบับนี้นั้น กล่าวเพียงแค่ว่า หากเขาละเลยคู่หมาย ระวังนางจะปันใจให้บุรุษอื่นไปเสียก่อน สีหน้าของท่านแม่ทัพหนุ่มพลันอึมครึมลง รังสีอำมหิตแผ่กระจายไปรอบๆ ตัวผู้ใดมันช่างกล้ามายุ่มย่ามกับคู่หมั้นของเขา นางเป็นว่าที่ภรรยาของเขา ไม่ว่าบุรุษใดก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตอแยนางให้รำคาญใจทั้หลังจากมาเยือนศาลาบุปผาได้เพียงไม่นาน บ่าวรับใช้ในเรือนของนายท่านผู้เฒ่าจ้าวหยวนจง ก็ได้เข้ามาเรียนเชิญเหล่าฮูหยิน และคุณหนูรองให้ไปพร้อมหน้ากันที่เรือนรับรอง เพราะยามนี้มีแขกคนสำคัญแวะมาเยี่ยมเยือน จ้าวฟางเซียนนึกประหลาดใจ ที่ผู้คุ้มกันดูมีอาการร้อนรนยามพบหน้ากัน ระหว่างทางที่นางมาเยือนศาลาบุปผา เป็นเพราะแขกผู้นี้กระมัง ที่ทำให้เขาเกิดอาการเช่นนั้น“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิดเซียนเอ๋อร์…” เสียงของเหล่าฮูหยินดังขึ้น เรียกสติที่กำลังเลื่อนลอยของหลานสาวให้กลับมาสองย่าหลานประคองกันเดินมุ่งหน้าตรงไปยังเรือนรับรอง หัวใจของจ้าวฟางเซียนเต้นแรงจนผิดปกติ นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ยิ่งใกล้เรือนรับรองเท่าใด เสียงที่ดังออกมาจากภายในก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที นางชะงักเท้าที่ก้าวเดินมาอย่างกะทันหัน จนทำให้ผู้เป็นย่าต้องชะงักเท้าตามไปด้วย“เจ้าเป็นอันใดไปรึเซียนเอ๋อร์…จู่ๆ ก็หยุดเดินซะอย่างนั้น” เหล่าฮูหยินเอ่ยถามหลานสาวออกมาด้วยความประหลาดใจ จ้าวฟางเซียนหันมาส่งยิ้มพลางส่ายหน้าให้แก่ผู้อาวุโส ก่อนที่จะช่วยพยุงผู้อาวุโสเข้าไปภายในเรือนรับรอง“นั่นไง…มานั่นแล้ว เซียนเอ๋อร์…โหวเหย่แวะมาเยี่ยมเยือ
ทว่าก่อนจะกลับไป เขาก็ไม่ลืมที่จะขออนุญาตผู้ใหญ่ทั้งสอง เรื่องที่วันพรุ่งนี้เขาตั้งใจจะมารับจ้าวฟางเซียนออกจากจวน เพื่อให้นางช่วยพาเขาเที่ยวชมเมืองหนานจาง มีหรือที่นายท่านผู้เฒ่าจ้าวหยวนจง และจ้าวหวังเหล่ยจะไม่ยินดี ทั้งสองอนุญาตโดยไม่ต้องคิดให้มากมาย เพราะอีกไม่นานทั้งสองหนุ่มสาวก็ต้องแต่งงาน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว หากได้ทำความรู้จัก และเรียนรู้กันก่อน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าจ้าวฟางเซียนกลับเรือนไปแล้วก็ได้แต่ครุ่นคิด เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ราวกับว่านางนั้นฝันไป เขาที่นางเคยเห็นและเคยผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันมาแล้วหนหนึ่ง ที่เคยเป็นบุรุษเย็นชาหน้าตายเช่นนั้น นางไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะมีวันที่ได้เห็นรอยยิ้มของเขาสักครั้ง มุมปากงามยกขึ้นเพียงเล็กน้อย นางอดที่จะเฝ้ารอวันพรุ่งนี้ ที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับเขาไม่ได้แสงสุริยันที่สาดส่องมาจากท้องนภาแหวกมวลอากาศลงมายังพื้นดิน ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของผู้คนไม่น้อย หลังจากที่จ้าวฟางเซียนกินมื้อเช้าที่เรือนใหญ่เสร็จเรียบร้อย นางก็นั่งรอคู่หมั้นหนุ่มให้มารับอยู่ที่ศาลากลางน้ำกับมารดา บิดากับน้องชาย ท่านอาและพี่ชายใหญ่ต่างพากันออกไปค้าขายกั
สายลมที่พัดเอื่อยๆ มาในยามเช้าเช่นนี้ เหมาะแก่การชื่นชมภาพบรรยากาศเบื้องหน้า ที่เป็นทุ่งบุปผายิ่งนัก ซู่เอ๋อ สาวรับใช้คนสนิท รีบไปชงชาร้อนให้แก่คุณหนูของนาง และเซี่ยโหวอย่างรู้หน้าที่ สองหนุ่มสาวเดินไปหยุดยืนเคียงข้างกัน มองไปเบื้องหน้าที่เป็นทุ่งบุปผากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา บุปผาที่เติบโตในทุ่งแห่งนี้ มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ หลากสีสัน มองดูให้ความเพลิดเพลิน และผ่อนคลายยิ่งนักสำหรับแม่ทัพหนุ่ม ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในสมรภูมิ เห็นภาพทุ่งหญ้าที่มีแต่ฝุ่นและโลหิตของเหล่าทหารกล้าจนชินตา ครั้นได้มาเห็นภาพเช่นนี้ เขาก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจยิ่งนัก เขาเหลือบมองเสี้ยวใบหน้างามของหญิงสาวข้างกาย มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกคุ้นเคยกับนางเหลือเกิน ราวกับว่าเคยพลัดพรากจากนางมาเนิ่นนาน เซี่ยเฟยหลงเอาแต่จ้องมองหญิงสาวอยู่เช่นนั้น จวบจนจ้าวฟางเซียนหันกลับมามองหน้าเขา เขาก็ยังคงไม่ละสายตาไปจากนาง“โหวเหย่” จ้าวฟางเซียนขานเรียกเขาออกมา เพราะนางเห็นเขาเอาแต่จ้องหน้านาง เหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่าง จนนางรู้สึกประหม่า“ไม่รู้ว่าเป็นข้าที่คิดไปเองหรือไม่&rdqu
หลังจากเปิดใจคุยกัน และเพลิดเพลินอยู่กับธรรมชาติของไร่บุปผา จวบจนสุริยันยามนี้เริ่มเจิดจ้า สาดความร้อนแรงลงมาปะทะผิวกายได้แล้ว สองหนุ่มสาวและผู้ติดตาม จึงพากันเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป จ้าวฟางเซียนพาคู่หมั้นหนุ่มไปไหว้พระที่อารามกงชุน สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ของอารามอยู่บนเชิงเขา ชาวเมืองหนานจางต่างพากันแวะเวียนมาทำบุญอยู่ไม่ขาดสายสองหนุ่มสาวที่มีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น เยื้องย่างเคียงข้างกันเข้าไปกราบไหว้พระเพื่อขอพร มองเช่นไรก็เหมาะสมกันยิ่งนัก สตรีทั้งหลายต่างพากันมองไปยังบุรุษหนุ่ม ที่แม้จะมีรูปร่างองอาจสมชายชาตรี ทว่าใบหน้ากลับหล่อเหลาเหลือเกิน สายตาของชายหนุ่มที่จับจ้องบนดวงหน้างามของสตรีข้างกายก็ช่างหวานล้ำ ดูแล้วทั้งคู่คงจะเป็นคู่รักกัน สตรีนางนั้นช่างเป็นสตรีที่น่าอิจฉายิ่งนัก นอกจากเจ้าของจะมีใบหน้างดงามแล้ว ยังได้พบกับบุพเพที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นเช่นนั้นอีกด้วย ดูแล้วไม่เหมือนคุณชายเจ้าสำอาง แต่ทว่าเหมือนเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มากด้วยอำนาจมากกว่า“ข้าน้อย…คารวะ ท่านแม่ทัพ” จู่ๆ นายทหารที่ลากลับ
บรรยากาศภายในโรงน้ำชาอู๋เหลียง ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไป ตั้งแต่ที่สองหนุ่มสาวซึ่งมีรูปลักษณ์โดดเด่น ก้าวเข้ามาเป็นลูกค้าของโรงน้ำชา เรื่องเล่าที่บัณฑิตหนุ่มเตรียมมา จึงไม่ค่อยเข้าหูแขกที่ก่อนหน้าตั้งใจมาชื่นชมรูปโฉมของเขาสักเท่าใดนัก เพราะบัดนี้ความสนใจตกไปอยู่ที่สองหนุ่มสาวเสียส่วนใหญ่ จ้าวฟางเซียนมองไปยังเวที ที่ยามนี้บัณฑิตหนุ่มกำลังเล่าเรื่องราวของแม่ทัพทิศใต้ผู้องอาจ เทพสงครามแห่งแคว้นจ้ง ที่สามารถทำให้พวกศัตรูยอมศิโรราบ จนต้องขอสงบศึกนานถึงสิบปีอยู่อย่างออกรสออกชาติ นางหันหน้ากลับมามองคนข้างๆ มุมปากงามจึงผุดรอยยิ้มออกมา“ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด พวกบัณฑิตหรือพวกนักปราชญ์เหล่านี้ ถึงได้ชอบนำเรื่องราวของข้าไปเล่าลือกันนัก” เซี่ยเฟยหลงเหมือนจะมองเห็นสายตา และรอยยิ้มของคู่หมายที่ส่งมายังเขา เขาจึงแสร้งบ่นออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน“ท่านอย่าได้ตำหนิพวกเขาเลยเจ้าค่ะ นั่นเป็นเพราะว่า ท่านคือวีระบุรุษแคว้นจ้งของพวกเรา พวกเขาจึงได้หยิบยกเรื่องราวของท่าน มาเล่าลือให้พวกชาวเมืองอื่นๆ ได้ฟัง” จ้าวฟางเซียนกล่าวออกมายิ้มๆ ก่อนที่นางจะรินน้ำชาใส่ถ้วยชา แล้วส
หลังจากพูดคุยกันถึงเรื่องทั่วไปอยู่นานเกือบสองเค่อ เซี่ยเฟยหลงก็ขอตัวลากลับก่อน ทว่าก่อนที่เขาจะกลับไป ก็ไม่ลืมที่จะขออนุญาตนายท่านผู้เฒ่าจ้าว ว่าให้จ้าวฟางเซียนช่วยพาเขาเที่ยวชมเมืองในวันรุ่งขึ้นอีกหนึ่งวัน เพราะวันถัดไป เขาจะต้องเดินทางกลับเมืองหนานจงแล้ว ซึ่งนายท่านผู้เฒ่าจ้าวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก มีหรือที่เขาจะปฏิเสธความต้องการของชายหนุ่ม อีกทั้งเขาก็ต้องการให้เด็กทั้งสอง ได้ศึกษาดูใจกันก่อนออกเรือนอยู่แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายมีโอกาสเดินทางมาเยือนทั้งที เขาย่อมไม่กีดกันจ้าวฟางเซียนเดินไปส่งชายหนุ่มที่หน้าประตูจวน เซี่ยเฟยหลงเหลือบมองร่างระหง ที่เดินเคียงข้างกันแทบจะทุกย่างก้าว จ้าวฟางเซียนย่อมรู้ดีว่าชายหนุ่มข้างกายนั้นลอบมองนางอยู่ ทว่านางก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ครั้นเดินไปถึงประตูหน้าจวน จ้าวฟางเซียนก็คำนับลาเขาอย่างอ่อนน้อม ชายหนุ่มรับการคำนับจากนั้นเขาจึงกระโดดขึ้นหลังอาชา ที่ผู้คุ้มกันของจวนจูงมารออยู่แล้ว จ้าวฟางเซียนยืนส่งยิ้มให้เขา เซี่ยเฟยหลงส่งยิ้มให้แก่นางเช่นกัน เขามองหน้านางอีกคราแล้วจึงตัดใจควบอาชาจากไปพร้อมกับอี้จง ลูกน้องคนสนิทเช้าวันต่อมา เซี่ยโหวกับล
หลังจากที่เซี่ยเฟยหลงได้เผยความรู้สึกที่มีต่อสตรีตรงหน้าแล้ว ความสัมพันธ์ของเขาและนาง ก็ดูเหมือนจะใกล้ชิดสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาคิดอยากจะเลื่อนงานแต่งงานเข้ามาให้ไวที่สุด เหตุผลคือเขาไม่อยากอยู่ห่างไกลจากนางอีก ช่างน่าขันที่เขาตกหลุมรักนาง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบหน้ากัน อีกทั้งความฝันมากมายที่แวะเวียนมาทักทายเขา ในยามค่ำคืนหลังจากล้มตัวลงนอน ยิ่งทำให้เขารู้สึกชัดเจนและมั่นใจ ว่าสตรีที่เขาปรารถนาจะใช้ชีวิตนี้ด้วย คือนางอย่างแน่นอนครั้นได้เดินทางมาเยือนเมืองหนานจาง เพื่อทำความรู้จักกันกับนาง เขาจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว นางนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างออกไปจากนางในความฝัน สตรีผู้นั้นแม้จะมีใบหน้างดงามเช่นเดียวกัน ทว่ากลับดูไร้ซึ่งความสุข ส่วนสตรีผู้นี้นอกจากจะงดงามและไร้เดียงสาแล้ว ชีวิตของนางยังดูมีความสุขมากกว่านัก“โหวเหย่…ท่านจะเดินทางกลับเมืองหนานจงพรุ่งนี้แล้วหรือเจ้าคะ” จ้าวฟางเซียนเอ่ยปากถามชายหนุ่ม ซึ่งยามนี้นอนหลับตาพริ้มหนุนตักนางอยู่ด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย“ใช่…พี่ทิ้งค่ายทหารมานานไม่ได้” เปลือกตาของเขาเปิดออก มองเห
จ้าวฟางเซียนยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วเรียวยาวของตนเกลี่ยตรงหัวคิ้วที่ยับย่นของเขาอย่างแผ่วเบา จนในที่สุดคิ้วหนาก็คลายออกจากกัน เขาขยับพลิกกายเข้ามา จนใบหน้าหันเข้าไปตรงหน้าท้องของหญิงสาว จ้าวฟางเซียนพลันตระหนก อีกทั้งยังรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางพยายามทำใจให้สบาย สายลมที่พัดมาทำให้อากาศใต้ต้นไม้ใหญ่ยามนี้ช่างสบายนัก ต่างจากใจที่ยามนี้กำลังรุ่มร้อน นางได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงวันนี้สองหนุ่มสาวใช้เวลาร่วมกันเกือบทั้งวันอยู่ที่ริมธาร ครั้นเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว หญิงสาวจึงปลุกชายหนุ่มที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนหน้าตักของนาง เขาค่อยๆ ลืมตาก็เห็นเจ้าของดวงหน้างาม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนั่งแล้วถามนางออกมาด้วยน้ำเสียงห่วงใย“พี่หลับไปนานมากเลยใช่หรือไม่” จ้าวฟางเซียนพยักหน้า ทว่ายังไม่ยอมเปลี่ยนท่าทาง นางคงยังนั่งอยู่ในท่าเดิมเซี่ยเฟยหลงรู้ดีว่าขาของนางคงจะยังขยับไม่ได้ เขาจึงยื่นมือไปบีบนวดเรียวขาให้แก่นางเช่นเดิม ใบหน้างามพลันเกิดริ้วแดงขึ้นมา นางก้มหน้าหลบสายตาของเขาเพราะความเขินอาย ชายหนุ่มไม่กล่าวสิ่งใดออกมา พยายามบีบนวดให้แก่นางจนนางกล่าวอ
หลังจากพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองเค่อ เสียงของทารกน้อยที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ก็ดังขึ้นมา จ้าวฟางเซียนรีบบอกกล่าวมารดา แล้วรีบเดินออกไปหาบุตรชาย หลังฟื้นมาจากฝันร่้ายในวันนั้น จ้าวฟางเซียนก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ที่สองวันแรก นางไม่อาจให้นมบุตรชายเองได้ ดีที่แม่สามีมองการณ์ไกล เตรียมแม่นมเอาไว้ให้ เผื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและสองวันแรกที่นางคลอดลู่หมิงออกมา ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่นางตื่นขึ้นมา ก็พยายามดูแลร่างกายตนเอง และกินอาหารบำรุงน้ำนม ไม่ถึงเจ็ดวัน นางก็ขออนุญาตแม่สามี ให้นางป้อนนมลูกด้วยตัวเอง จางซื่อก็ไม่ได้ห้ามปรามอันใด เพราะน้ำนมจากมารดาย่อมดีกว่านมจากผู้อื่นอยู่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมา จ้าวฟางเซียนก็ให้นมเซี่ยลู่หมิงเองเรื่อยมา ทว่ามีแม่นมฉินอยู่คอยช่วยดูแลบุตรชาย ในเวลาที่นางไม่ต้องให้นมหวงซื่อเดินตามบุตรสาวเข้ามาในห้องของหลานชาย นางมองไปยังบุตรสาว ที่ออกเรือนมาได้ไม่ถึงสามปี ทว่ายามนี้ได้มาเห็น ว่านางนั้นมีครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขเพียงใด ก็พลอยให้รู้สึกโล่งใจ จากที่เคยคิดเป็นกังวล ว่านางจะได้พบเจอกับความยากลำบาก ในการใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลขุนนางใหญ่ ก็ทำให้นางวางใจล
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากฤดูที่หนาวเย็นยะเยือก แปรเปลี่ยนมาเป็นฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลลี่ชุนก็ได้เวียนมาถึงอีกหน อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สรรพสิ่งเริ่มงอกงาม หลายครอบครัวที่ทำการเกษตร เริ่มต้นการเพาะปลูก สรรพสัตว์เริ่มออกจากการจำศีล เพื่อออกหากิน เหล่านายพรานกลับมาทำอาชีพของตนบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ชาวเมืองยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะออกมา จนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ได้ยิน ต่างก็พากันยิ้มได้ จวนตระกูลเซี่ยยามนี้ ก็ไม่ต่างไปจากสถานที่อื่น หรือจวนอื่นนัก ทว่าวันนี้ที่จวนสกุลเซี่ย ได้จัดงานครบเดือนให้แก่คุณชายน้อย ที่มีอายุครบหนึ่งเดือนพอดี บรรยากาศภายในจวน จึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีความสุขตระกูลจ้าวถือโอกาสที่เหลนน้อยอายุครบเดือน พากันเดินทางมาจากเมืองหนานจาง เพื่อมาเยี่ยมเยือนจ้าวฟางเซียน และบุตรชายของนางที่จวนสกุลเซี่ย เมืองหนานจง จ้าวฟางเซียนมองไปยังผู้คนจากตระกูลเดิมของตน ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่า ชีวิตของนางจะมีโอกาส ได้มาเห็นภาพแห่งความสุขเช่นในวันนี้ท่านปู่ท่านย่าที่อายุมากแล้ว ก็ยังอุตส่าเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาอวยพรให้เ
“หลงเอ๋อร์…จ้าวซื่อกับเจ้า ได้ตั้งชื่อเตรียมเอาไว้ให้เขาแล้วใช่หรือไม่”จางซื่อถามบุตรชายออกมาขณะที่ส่งทารกในห่อผ้าไปให้เขา เซี่ยเฟยหลงหัดอุ้มเด็กกับภรรยามาบ้างแล้ว แม้จะมีท่าทีเงอะงะงุ่มง่าม ทว่ากลับดูไม่ขัดตาเท่าใดนัก เซี่ยเฟยหลงก้มมองดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของบุตรชาย ก่อนที่จะเอ่ยนามของเขาออกมา“เซี่ย…ลี่หมิง”เพราะเขาคือแสงสว่างอันงดงาม ส่องลงมายังบนโลกมนุษย์ให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน จ้าวฟางเซียนเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนตัวเขาเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรสาวเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้ใช้ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าตัวน้อยเสียจริง ที่ได้ชื่อที่มารดาเป็นผู้ที่ตั้งให้“นามไพเราะ ความหมายดี…หมิงเอ๋อร์หลานย่า” จางซื่อยื่นมือไปรับหลานชายกลับมา เซี่ยเฟยหลงไม่ดื้อดึง ส่งทารกในห่อผ้ากลับคืนให้แก่มารดาทันที“จ้าวซื่อเป็นคนตั้งชื่อให้เขาใช่หรือไม่” นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยเอ่ยถามหลานชายออกมา ก่อนที่จะกวักมือเรียกลูกสะใภ้ให้พาเหลนตัวน้อยมาให้เขาได้เชยชมบ้าง“ขอรับท่านปู่…นางตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนข้าตั้งชื่อบ
หลังจากที่ตรวจพบว่า จ้าวฟางเซียนตั้งครรภ์ จางซื่อก็ได้ส่งแม่นมฉิน ให้มาทำหน้าที่คอยดูแลฮูหยินน้อยอย่างใกล้ชิด แม้เซี่ยเฟยหลงจะรับปากกับมารดาว่า เขาจะไม่ล่วงเกินภรรยา ขอเพียงแค่ให้เขาได้นอนกอดนางก็พอคราแรกจางซื่อก็ไม่ยินยอม ทว่าจ้าวฟางเซียนกลับช่วยพูดให้แม่สามีเข้าใจ จางซื่อจึงยอมอ่อนข้อให้แก่บุตรชาย ทว่ากลับให้แม่นมฉิน มานอนเฝ้าอยู่ที่หน้าฉากกั้นแทน เช่นนั้นแล้วหากเซี่ยเฟยหลงมีความคิดเหลวไหล ย่อมถูกแม่นมฉินจับได้“โหวเหย…ท่านต้องเห็นใจบ่าวด้วยสิเจ้าคะ บ่าวก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อนายหญิงท่านสั่งมา บ่าวจะกล้าขัดได้อย่างไรกัน”เซี่ยเฟยหลงจ้องหน้าแม่นมตาเขม็ง แม่นมฉินฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่จะสั่งให้คนนำตั่งตัวยาวมาวางไว้ ด้านหน้าฉากกั้น จ้าวฟางเซียนนึกขัน ให้กับใบหน้าของสามีที่กำลังบูดบึ้ง พลางมองไปยังแม่นมฉินด้วยแววตาอบอุ่นแม่นมฉินแคล้วคลาดจากความตายในความทรงจำของนาง หรืออาจจะเป็นเพราะนางมีครรภ์ ถึงได้ทำให้เหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนไป นางเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะถ้าหากเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่นางเคยพบเจอแม่นมฉินจะต้องจากไปตั้งแต่ต้น
แสงทิวากำลังจะลาลับ พร้อมกับท้องฟ้าสีน้ำหมึกกำลังเปลี่ยนเข้ามาแทนที่ สองอาชาสองชายหนุ่ม ยังคงเร่งรีบฝ่าความมืดกลับเมืองหนานจงด้วยความคะนึงหา เซี่ยเฟยหลงไม่แม้แต่คิดที่จะหยุดพัก ในเมื่อเจ้านายไม่ยินยอมที่จะพัก ทั้งคนทั้งม้าจึงได้พากันอดทนจนถึงประตูเมืองหนานจงในเวลาดึกดื่นหากเป็นชาวบ้านธรรมดา มีหรือจะสามารถผ่านทหารเวรยาม ที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าประตูเมืองเข้าไปได้ง่ายๆ ทว่าเซี่ยเฟยหลงคือผู้ใด ทหารเหล่านี้ย่อมรู้ดี ครั้นได้เห็นว่าท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยกลับมา ต่างก็พากันกล่าวต้อนรับการกลับมา ของผู้เป็นผู้บังคับบัญชาท่านแม่ทัพหนุ่มยามนี้ปลดชุดเกราะที่น่าเกรงขามออก เหลือเพียงอาภรณ์เยี่ยงคุณชายทั่วไปสวมใส่เท่านั้น เขาไม่พูดจากับทหารเหล่านี้ให้มากความ รีบกลับเข้าเมืองอย่างเร็วรี่ มุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพของตน“พวกเจ้าอย่าคิดรั้งท่านแม่ทัพไว้นาน เขาเร่งรีบกลับมาย่อมคิดถึงภรรยา” นายทหารที่เป็นหัวหน้ากล่าวกับลูกน้องที่กำลังมองตามท่านแม่ทัพผู้องอาจ ควบอาชาหายไปในความมืดมิดครั้นมาถึงหน้าประตูจวน เซี่ยเฟยหลงสั่งห้ามมิให้ผู้ใด ไปรายงานให้คนด้านในทราบ เพราะเข
ณ ตำหนักไท่เหอ ราชสำนัก แคว้นจิ้นองค์รัชทายาทวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน เพราะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ยังคงนอนป่วยรักษาตัวอยู่ ทำให้หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ตกอยู่ในมือของเขาชั่วคราว อย่างชอบธรรม สีหน้าของเขายามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก เป็นเพราะความต้องการของเขา ถูกเหล่าขุนนางเก่าแก่เหล่านี้ พากันกล่าวคัดค้านเขาย่อมรู้ดีว่ายามนี้ บ้านเมืองยังขาดความมั่นคง ยิ่งกับตัวเขาหากไม่สร้างผลงาน ไหนเลยจะขึ้นมานั่งบัลลังก์มังกรนี้อย่างภาคภูมิ เขาจึงอยากใช้การยึดเมืองหนานตงของแคว้นเจิ้ง มาเป็นผลงานเพื่อขึ้นครองราชย์ของตน ถึงอย่างไรบิดา ผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว“จะทำเช่นนั้นมิได้พ่ะย่ะค่ะ ผู้สำเร็จราชการน่าจะรู้ดี ว่ายามนี้สถานการณ์ภายในของแคว้นจิ้นเรา ยังไม่เหมาะแก่การทำศึก อีกทั้งพวกเราเพิ่งจะสูญเสียแม่ทัพใหญ่อย่างท่านอู่ผา และกำลังทหารจำนวนหลายพันคนไป บ้านเมืองเรายังคงบอบช้ำอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีด้วยเถิด”“ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ใ
สามวันหลังจากที่อี้จงสืบความมาได้ พวกเขาก็สามารถจับกุมพวกหนูสกปรก และได้หลักฐาน เกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คอยให้การสนับสนุน พวกทหารไส้ศึกเหล่านั้นเพียงชั่วคืน ตระกูลหยวนที่เคยรุ่งเรือง และมีอำนาจมากที่สุดในเมืองหนานตง ก็ถูกกองกำลังทหาร เข้ายึดทรัพย์ และตัดสินลงโทษประหารชีวิต ในข้อหาก่อกบฏ สมคบคิด และให้การสนับสนุนพวกทหารแคว้นจิ้น โดยผู้ที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุรุษของตระกูลเหลือเพียงเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบสองปี และสตรีเท่านั้น ที่เซี่ยเฟยหลงยังมอบโอกาสให้พวกเขา ได้มีชีวิตรอด ทว่าทุกคนก็ต้องถูกลดสถานะ เป็นเพียงสามัญชน ชาวบ้านธรรมดา แต่เพียงแค่นี้ ก็นับว่ายังมีเมตตามากแล้ว ดีที่ไม่เนรเทศเด็กชาย ให้ไปทำงานหนักอยู่ที่ชายแดน และบังคับสตรีให้ไปอยู่หอนางโลม หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อยู่ก็ไม่สู้ตาย“ไม่น่าเลย…แล้วเช่นนี้พวกสตรีกับเด็กน้อยเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ใดกัน ใต้เท้าหยวนสมองเป็นหมูไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ไปร่วมมือกับพวกข้าศึกศัตรูทำลายบ้านเมืองตัวเอง”ชายชราที่ขายน้ำเต้าหู้กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ พลางมองบรรดาสตรีและเด็กสกุลห
ในช่วงเย็นของวันต่อมา ข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ของฮูหยินน้อยจวนสกุลกวน ก็มาถึงจวนแม่ทัพ ซึ่งจ้าวฟางเซียนได้รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอันใด กับเรื่องที่สหายกำลังตั้งครรภ์ เพราะนางได้แสดงความยินดีกับอีกฝ่ายไปก่อนผู้ใดแล้ว ทว่าเรื่องที่นางกำลังให้ความสนใจและรู้สึกเป็นกังวลในยามนี้ ก็คือ สถานการณ์ทางชายแดนเมืองหนานตงต่างหากเพราะชีวิตนี้นางออกเรือนมาเร็วกว่าชีวิตก่อนอยู่หลายเดือนนัก จึงทำให้เหตุการณ์ต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลง และคาดเคลื่อนไปไม่น้อย หากนางอยากรู้ว่าสถานการณ์ชายแดนเมืองหนานตงเป็นเช่นไร ก็คงต้องรอให้สามีกลับมาก่อน แล้วนางค่อยฟังจากปากของเขาเอา“นายหญิง…ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่เจ้าคะ” เซียงซุนเดินเข้ามาสอบถามจ้าวฟางเซียน ที่ยามนี้ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่บนตั่งภายในห้องนอนของตน“อืม…สั่งให้คนเตรียมน้ำเถิด” นางตอบสาวรับใช้คนสนิท พลางเหลือบมองแสงของทิวาที่กำลังจะลาลับเซียงซุนออกไปสั่งการอยู่นอกห้อง ไม่นานนักน้ำร้อนและน้ำเย็น ก็ถูกส่งเข้าไปภายในห้องอาบน้ำ จ้าวฟางเซียนวางตำราในมือลง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากตั่
“ท่านนักพรตน้อย” จ้าวฟางเซียนคำนับนักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิง อีกฝ่ายยิ้มแย้มพลางคำนับนางกลับอย่างเต๋า“แม่นางมาพบข้า ต้องการไขปริศนาธรรมกับข้าหรือ” นักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิงเอ่ยถามออกมา“เจ้าค่ะ…” จ้าวฟางเซียนตอบรับทันที“ถ้าเช่นนั้นก็ไปนั่งคุยกันที่ศาลาด้านหลังอารามเถิด” จ้าวฟางเซียนไม่อิดออด สิ่งที่นางต้องการรู้ นางเชื่อว่านักพรตน้อยผู้นี้ จะสามารถไขข้อสงสัยของนางได้จ้าวฟางเซียนหันไปบอกกล่าวสหาย ก่อนที่จะติดตามนักพรตน้อย ไปยังศาลาด้านหลังของอาราม พร้อมกับสาวรับใช้คนสนิทของตน ท่านหญิงชิงหลวนเห็นว่าจ้าวฟางเซียนมีธุระที่ต้องไปทำ นางจึงเดินนำสาวรับใช้คนสนิท มุ่งหน้าไปยังโรงทาน เพื่อกินอาหารเจรอจ้าวฟางเซียนอยู่ที่นั่น ตามที่ได้คุยกันเอาไว้ก่อนหน้านานเกือบครึ่งชั่วยาม จ้าวฟางเซียนถึงได้เดินกลับออกมา จากศาลาด้านหลังอารามด้วยหัวใจที่เต้นแรง มีทั้งความรู้สึกเป็นกังวล และความรู้สึกโล่งใจปะปนกันไป เรื่องที่นางรู้สึกเป็นกังวลนั้นก็คือ สิ่งที่นักพรตน้อยได้บอกกล่าว เขาล่วงรู้ว่านาง คือผู้ที่ได้รับโอกาสจากสวรรค์ ให้ย้อน