“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อคุณหนูรองจ้าวมิใช่สตรีที่ทำให้น้องชายของข้าต้องพบเจอกับเรื่องเช่นนั้น ข้าย่อมไม่ทำให้นางลำบาก อีกทั้งยังจะให้เกียรติ และดูแลนางเป็นอย่างดี” เซี่ยเฟยหลงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นัยน์ตาคมก็จดจ้องมองไปยังจ้าวฟางเซียนอย่างไม่วางตา
จ้าวฟางหรูนึกวางใจจึงพยักหน้าขึ้นลง วันนี้เป็นนางที่พูดคุยกับชายหนุ่มตรงหน้าเสียส่วนใหญ่ ส่วนน้องหญิงรองที่เคยสดใส ก็เอาแต่นิ่งเงียบ บางคราก็แสดงสีหน้าฉงนออกมา ครั้นนางจะถามไถ่ว่าเกิดอันใดขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ก็มิใคร่จะเหมาะนัก กลับจวนก่อนแล้วค่อยว่ากันและที่จ้าวฟางเซียนไม่เป็นตัวเองในวันนี้ นั่นก็เพราะว่านางกำลังรู้สึกสับสน ในท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้า ไม่รู้ว่านางกำลังคิดไปเองหรือไม่ ว่าเขาดูเหมือนจะสนใจนางยิ่งกว่าในชีวิตก่อนเสียอีก“แล้วโหวเหยจะแวะไปเยือนที่จวนสกุลจ้าวก่อนกลับเมืองหนานจงหรือไม่เจ้าคะ”คำถามต่อมาช่วยดึงสายตาคมออกจากกรอบดวงหน้างามของจ้าวฟางเซียนได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มมองไปยังพี่สาวของว่าที่ภรรยา ก่อนที่จะตอบออกมา“ข้าคงต้องขออภัย ที่ยามนี้ข้ายังไมหลังจากที่ได้คลี่คลายความเข้าใจผิด ในเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จ้าวฟางหรูก็เริ่มตีตัวออกหากจากคุณหนูรองสกุลเหลียง และหันไปยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวออกเรือนของตนเอง ทางด้านของเหลียงเยว่เล่อนั้นก็ไม่มีเวลามากพอ ที่จะมาใส่ใจจ้าวฟางหรูเช่นกัน เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้า นางเองก็ต้องออกเรือนไปกับคู่หมั้น ที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล ได้เคยพูดคุยหมั้นหมายกันเอาไว้มานาน สตรีทั้งสองจึงห่างเหิน และเลิกคบหากันไปเช่นนั้นจ้าวฟางเซียนรู้สึกว่า นี่ก็นับว่าเป็นการกระทำที่มีเหตุผลอยู่บ้าง ที่พี่หญิงใหญ่จะเลิกคบหากับสหายที่ไม่จริงใจเช่นนั้น ทว่าครั้นหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ในชีวิตก่อน นางก็หาได้เข้าใจไม่ ว่าสาเหตุใดที่ทำให้พี่หญิงใหญ่ เลิกคบหากับสตรีผู้นั้น หลังจากที่นางออกเรือนไปได้ไม่นาน ไม่แน่ว่าพี่หญิงใหญ่อาจจะรู้ความจริง เกี่ยวกับเรื่องที่สหายเคยกระทำลับหลังตนก็เป็นได้แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ยามนี้ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาใส่ใจอีกต่อไปแล้ว ยามนี้นางควรจะช่วยพี่หญิงใหญ่เตรียมตัวออกเรือนไปอย่างสง่างามจะดีกว่า คิดได้เช่นนั้นระยะนี้จ้าวฟางเซียนจึงหันไปช่วยงานมารดากับท่านน้าสะใภ้ บางครานางก็ลืมตัว ให้คำแ
หลังจากที่ได้คลี่คลายความเข้าใจผิด ในเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จ้าวฟางหรูก็เริ่มตีตัวออกหากจากคุณหนูรองสกุลเหลียง และหันไปยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวออกเรือนของตนเอง ทางด้านของเหลียงเยว่เล่อนั้นก็ไม่มีเวลามากพอ ที่จะมาใส่ใจจ้าวฟางหรูเช่นกัน เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้า นางเองก็ต้องออกเรือนไปกับคู่หมั้น ที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล ได้เคยพูดคุยหมั้นหมายกันเอาไว้มานาน สตรีทั้งสองจึงห่างเหิน และเลิกคบหากันไปเช่นนั้นจ้าวฟางเซียนรู้สึกว่า นี่ก็นับว่าเป็นการกระทำที่มีเหตุผลอยู่บ้าง ที่พี่หญิงใหญ่จะเลิกคบหากับสหายที่ไม่จริงใจเช่นนั้น ทว่าครั้นหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ในชีวิตก่อน นางก็หาได้เข้าใจไม่ ว่าสาเหตุใดที่ทำให้พี่หญิงใหญ่ เลิกคบหากับสตรีผู้นั้น หลังจากที่นางออกเรือนไปได้ไม่นาน ไม่แน่ว่าพี่หญิงใหญ่อาจจะรู้ความจริง เกี่ยวกับเรื่องที่สหายเคยกระทำลับหลังตนก็เป็นได้แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ยามนี้ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาใส่ใจอีกต่อไปแล้ว ยามนี้นางควรจะช่วยพี่หญิงใหญ่เตรียมตัวออกเรือนไปอย่างสง่างามจะดีกว่า คิดได้เช่นนั้นระยะนี้จ้าวฟางเซียนจึงหันไปช่วยงานมารดากับท่านน้าสะใภ้ บางครานางก็ลืมตัว ให้คำแ
และแล้วพิธีแต่งงานของคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น เหตุการณ์ชื่นมื่นภายในจวนตระกูลจ้าวจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่อีกไม่นานก็คงจะมีงานมงคลเช่นนี้ถูกจัดขึ้นอีก เพราะปีนี้ตระกูลจ้าวมีงานมงคลแทบจะทั้งปี หลังจากนี้อีกสามเดือน จ้าวหวังไห่ พี่ชายใหญ่ บุตรชายคนโตของท่านอารอง ก็จะแต่งพี่สะใภ้ใหญ่เข้าจวนตระกูลจ้าวเช่นกันสตรีที่พี่ชายใหญ่จะแต่งเข้าจวนนั้น เป็นคุณหนูรองจากตระกูลหวัง ตระกูลหวังเป็นตระกูลคหบดีแห่งเมืองหนานฮวา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหนานจางราวๆ หนี่งร้อยลี้ สองหนุ่มสาวพบเจอกัน ยามที่จ้าวหวังไห่ร่วมเดินทางไปค้าขายกับบิดาของจ้าวฟางเซียน และจ้าวหวังหย่ง บิดาของเขา“คุณหนูรองสกุลหวังเป็นสตรีเช่นไรหรือเจ้าคะท่านพี่”หวงฟางหรงเอ่ยถามผู้เป็นสามี ขณะที่กำลังนั่งดื่มน้ำชาหลังจากมื้ออาหารเช้าจ้าวฟางฉีกับจ้าวฟางเซียนที่ยังคงนั่งร่วมโต๊ะกับบิดามารดาอยู่ ถึงกับเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยความอยากรู้เช่นกัน สำหรับจ้าวฟางเซียนนั้นนางรู้อยู่แล้ว ว่าพี่สะใภ้ใหญ่เป็นสตรีเช่นไร ทว่าชีวิตก่อนนางหาได้สนิทสนมกับอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งไม่ นั่นก็เป็นเพราะนางออกเรือนไป หลั
หลังจากที่เซี่ยเฟยหลงเดินทางกลับเมืองหนานจงได้ไม่ถึงเจ็ดวัน พระราชโองการก็ถูกขันทีคนสนิทของฮ่องเต้นำไปมอบให้ว่าที่เจ้าสาวของท่านแม่ทัพเซี่ยถึงจวน คราแรกทุกคนภายในตระกูลต่างพากันตระหนกตกใจ กับการมาเยือนของขบวนรถม้าจากคนในวังหลวง“คุณหนูรองสกุลจ้าวรับราชโองการ”เสียงแหลมเล็กของต่งกงกง ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันดังขึ้น จ้าวฟางเซียนจึงย่อกายก้มหน้าลงรับราชโองการ รวมไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ และพี่น้องในตระกูลจ้าว อีกทั้งบ่าวรับใช้ที่อยู่บริเวณนั้นทุกคน ต่างก็พากันหมอบอยู่กับพื้น“คุณหนูรองสกุลจ้าว นามจ้าวฟางเซียน งดงามดั่งบุปผา กิริยามารยาทเพียบพร้อม เฉลียวฉลาด มากความสามารถ ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง วัยเหมาะสมแก่การออกเรือน ให้เข้าพิธีสมรสแต่งกับแม่ทัพใหญ่เซี่ย เข้าจวนแม่ทัพทิศใต้แห่งเมืองหนานจงอย่างสมเกียรติ จบราชโองการ”ครั้นได้ยินที่ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกล่าวถึงจุดประสงค์ของการมาเยือน ทุกคนก็ถึงกับพากันโล่งใจ พลันยิ้มแย้มออกมาด้วยความยินดี เพราะต่างก็ไม่มีผู้ใดคิดว่า การแต่งงานเพื่อตอบแทนคุณธรรมดาระหว่างสองตระกูล ตระกูลจ้าวจะเป็นฝ
เรื่องที่บุตรีสกุลจ้าวได้รับสมรสพระราชทาน นั้นได้สร้างความอิจฉาให้เหล่าสตรี ที่อยู่ในเมืองหนานจางและเมืองหนานจงยิ่งนัก ทว่าสตรีที่พวกนางกำลังอิจฉานั้น ยามนี้กลับยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติ จ้าวฟางเซียนยังคงไปทำหน้าที่ตรวจบัญชี ช่วยบิดาที่ร้านจ้าวจางเช่นเคย มีสตรีหลายคนมาแอบเมียงมองใบหน้านาง ครั้นได้เห็นแล้วต่างก็พากันล่าถอยไป เพราะรูปโฉมของจ้าวฟางเซียนนั้น ไม่แพ้กับพี่สาวของนางที่เพิ่งออกเรือนไปเมื่อไม่นานมานี้เลย“คุณหนูรองขอรับ มีคนส่งขนมมาให้คุณหนูด้วยขอรับ” จ้าวฟางเซียนละสายตาจากสมุดบัญชีตรงหน้า แล้วช้อนตาขึ้นมองผู้ดูแลร้าน“เป็นผู้ใดส่งมากันหรือ” นางถามออกมาด้วยความงุนงง“เห็นว่าเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของคุณชายใหญ่จากสกุลซือน่ะขอรับ”ผู้ดูแลร้านตอบออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม เขายังแอบคิดว่านี่ช่างเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมยิ่งนัก เพราะคุณหนูรองนั้นเพิ่งจะได้รับสมรสพระราชทานมา กลับมีบุรุษจากที่ใดก็ไม่รู้มาข้องแวะเสียแล้ว แม้นี่จะเป็นน้ำใจของคุณชายผู้นั้น ทว่าก็ไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อสตรีที่มีคู่หมายอยู่ดีจ้าวฟางเซียนได้ฟังเช่นนั้
จดหมายถูกผู้ส่งสารประจำจุดพักม้าของเมืองหนานจาง เป็นผู้เดินทางนำไปส่งด้วยการควบม้าเร็ว ใช้ระยะเวลาเดินทางเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น ผู้ส่งสารก็ถึงเมืองหนานจงแล้ว อี้จงเป็นผู้รับจดหมายจากผู้ส่งสารด้วยตนเอง ก่อนที่เขาจะนำไปมอบให้แก่ท่านแม่ทัพ ที่ยามนี้กำลังซ้อมฟันดาบอยู่กับเหล่าทหาร ภายในค่ายทหารสกุลเซี่ย“ท่านแม่ทัพ…มีจดหมายส่งมาถึงท่านขอรับ"อี้จงรายงานขึ้นมา หลังจากที่ท่านแม่ทัพพักจากการฝึกซ้อมฟันดาบในเช้านี้ เขาถือผ้าเช็ดคราบเหงื่อบนใบหน้าหล่อเหลา ก่อนที่จะเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วเอ่ยปากถาม“ส่งจากผู้ใด”“จากเมืองหนานจางขอรับ แต่ไม่มีนามผู้ส่ง” มือหนายื่นจดหมายในมือส่งให้ผู้บังคับบัญชาเซี่ยเฟยหลงรับมาจากนั้นจึงคลี่กระดาษเพื่อเปิดอ่าน ในเนื้อหาของจดหมายฉบับนี้นั้น กล่าวเพียงแค่ว่า หากเขาละเลยคู่หมาย ระวังนางจะปันใจให้บุรุษอื่นไปเสียก่อน สีหน้าของท่านแม่ทัพหนุ่มพลันอึมครึมลง รังสีอำมหิตแผ่กระจายไปรอบๆ ตัวผู้ใดมันช่างกล้ามายุ่มย่ามกับคู่หมั้นของเขา นางเป็นว่าที่ภรรยาของเขา ไม่ว่าบุรุษใดก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตอแยนางให้รำคาญใจทั้
หลังจากมาเยือนศาลาบุปผาได้เพียงไม่นาน บ่าวรับใช้ในเรือนของนายท่านผู้เฒ่าจ้าวหยวนจง ก็ได้เข้ามาเรียนเชิญเหล่าฮูหยิน และคุณหนูรองให้ไปพร้อมหน้ากันที่เรือนรับรอง เพราะยามนี้มีแขกคนสำคัญแวะมาเยี่ยมเยือน จ้าวฟางเซียนนึกประหลาดใจ ที่ผู้คุ้มกันดูมีอาการร้อนรนยามพบหน้ากัน ระหว่างทางที่นางมาเยือนศาลาบุปผา เป็นเพราะแขกผู้นี้กระมัง ที่ทำให้เขาเกิดอาการเช่นนั้น“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิดเซียนเอ๋อร์…” เสียงของเหล่าฮูหยินดังขึ้น เรียกสติที่กำลังเลื่อนลอยของหลานสาวให้กลับมาสองย่าหลานประคองกันเดินมุ่งหน้าตรงไปยังเรือนรับรอง หัวใจของจ้าวฟางเซียนเต้นแรงจนผิดปกติ นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ยิ่งใกล้เรือนรับรองเท่าใด เสียงที่ดังออกมาจากภายในก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที นางชะงักเท้าที่ก้าวเดินมาอย่างกะทันหัน จนทำให้ผู้เป็นย่าต้องชะงักเท้าตามไปด้วย“เจ้าเป็นอันใดไปรึเซียนเอ๋อร์…จู่ๆ ก็หยุดเดินซะอย่างนั้น” เหล่าฮูหยินเอ่ยถามหลานสาวออกมาด้วยความประหลาดใจ จ้าวฟางเซียนหันมาส่งยิ้มพลางส่ายหน้าให้แก่ผู้อาวุโส ก่อนที่จะช่วยพยุงผู้อาวุโสเข้าไปภายในเรือนรับรอง“นั่นไง…มานั่นแล้ว เซียนเอ๋อร์…โหวเหย่แวะมาเยี่ยมเยือ
ทว่าก่อนจะกลับไป เขาก็ไม่ลืมที่จะขออนุญาตผู้ใหญ่ทั้งสอง เรื่องที่วันพรุ่งนี้เขาตั้งใจจะมารับจ้าวฟางเซียนออกจากจวน เพื่อให้นางช่วยพาเขาเที่ยวชมเมืองหนานจาง มีหรือที่นายท่านผู้เฒ่าจ้าวหยวนจง และจ้าวหวังเหล่ยจะไม่ยินดี ทั้งสองอนุญาตโดยไม่ต้องคิดให้มากมาย เพราะอีกไม่นานทั้งสองหนุ่มสาวก็ต้องแต่งงาน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว หากได้ทำความรู้จัก และเรียนรู้กันก่อน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าจ้าวฟางเซียนกลับเรือนไปแล้วก็ได้แต่ครุ่นคิด เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ราวกับว่านางนั้นฝันไป เขาที่นางเคยเห็นและเคยผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันมาแล้วหนหนึ่ง ที่เคยเป็นบุรุษเย็นชาหน้าตายเช่นนั้น นางไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะมีวันที่ได้เห็นรอยยิ้มของเขาสักครั้ง มุมปากงามยกขึ้นเพียงเล็กน้อย นางอดที่จะเฝ้ารอวันพรุ่งนี้ ที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับเขาไม่ได้แสงสุริยันที่สาดส่องมาจากท้องนภาแหวกมวลอากาศลงมายังพื้นดิน ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของผู้คนไม่น้อย หลังจากที่จ้าวฟางเซียนกินมื้อเช้าที่เรือนใหญ่เสร็จเรียบร้อย นางก็นั่งรอคู่หมั้นหนุ่มให้มารับอยู่ที่ศาลากลางน้ำกับมารดา บิดากับน้องชาย ท่านอาและพี่ชายใหญ่ต่างพากันออกไปค้าขายกั
หลังจากพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองเค่อ เสียงของทารกน้อยที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ก็ดังขึ้นมา จ้าวฟางเซียนรีบบอกกล่าวมารดา แล้วรีบเดินออกไปหาบุตรชาย หลังฟื้นมาจากฝันร่้ายในวันนั้น จ้าวฟางเซียนก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ที่สองวันแรก นางไม่อาจให้นมบุตรชายเองได้ ดีที่แม่สามีมองการณ์ไกล เตรียมแม่นมเอาไว้ให้ เผื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและสองวันแรกที่นางคลอดลู่หมิงออกมา ก็เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่นางตื่นขึ้นมา ก็พยายามดูแลร่างกายตนเอง และกินอาหารบำรุงน้ำนม ไม่ถึงเจ็ดวัน นางก็ขออนุญาตแม่สามี ให้นางป้อนนมลูกด้วยตัวเอง จางซื่อก็ไม่ได้ห้ามปรามอันใด เพราะน้ำนมจากมารดาย่อมดีกว่านมจากผู้อื่นอยู่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมา จ้าวฟางเซียนก็ให้นมเซี่ยลู่หมิงเองเรื่อยมา ทว่ามีแม่นมฉินอยู่คอยช่วยดูแลบุตรชาย ในเวลาที่นางไม่ต้องให้นมหวงซื่อเดินตามบุตรสาวเข้ามาในห้องของหลานชาย นางมองไปยังบุตรสาว ที่ออกเรือนมาได้ไม่ถึงสามปี ทว่ายามนี้ได้มาเห็น ว่านางนั้นมีครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุขเพียงใด ก็พลอยให้รู้สึกโล่งใจ จากที่เคยคิดเป็นกังวล ว่านางจะได้พบเจอกับความยากลำบาก ในการใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลขุนนางใหญ่ ก็ทำให้นางวางใจล
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากฤดูที่หนาวเย็นยะเยือก แปรเปลี่ยนมาเป็นฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลลี่ชุนก็ได้เวียนมาถึงอีกหน อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สรรพสิ่งเริ่มงอกงาม หลายครอบครัวที่ทำการเกษตร เริ่มต้นการเพาะปลูก สรรพสัตว์เริ่มออกจากการจำศีล เพื่อออกหากิน เหล่านายพรานกลับมาทำอาชีพของตนบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ชาวเมืองยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะออกมา จนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ได้ยิน ต่างก็พากันยิ้มได้ จวนตระกูลเซี่ยยามนี้ ก็ไม่ต่างไปจากสถานที่อื่น หรือจวนอื่นนัก ทว่าวันนี้ที่จวนสกุลเซี่ย ได้จัดงานครบเดือนให้แก่คุณชายน้อย ที่มีอายุครบหนึ่งเดือนพอดี บรรยากาศภายในจวน จึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีความสุขตระกูลจ้าวถือโอกาสที่เหลนน้อยอายุครบเดือน พากันเดินทางมาจากเมืองหนานจาง เพื่อมาเยี่ยมเยือนจ้าวฟางเซียน และบุตรชายของนางที่จวนสกุลเซี่ย เมืองหนานจง จ้าวฟางเซียนมองไปยังผู้คนจากตระกูลเดิมของตน ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่า ชีวิตของนางจะมีโอกาส ได้มาเห็นภาพแห่งความสุขเช่นในวันนี้ท่านปู่ท่านย่าที่อายุมากแล้ว ก็ยังอุตส่าเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาอวยพรให้เ
“หลงเอ๋อร์…จ้าวซื่อกับเจ้า ได้ตั้งชื่อเตรียมเอาไว้ให้เขาแล้วใช่หรือไม่”จางซื่อถามบุตรชายออกมาขณะที่ส่งทารกในห่อผ้าไปให้เขา เซี่ยเฟยหลงหัดอุ้มเด็กกับภรรยามาบ้างแล้ว แม้จะมีท่าทีเงอะงะงุ่มง่าม ทว่ากลับดูไม่ขัดตาเท่าใดนัก เซี่ยเฟยหลงก้มมองดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของบุตรชาย ก่อนที่จะเอ่ยนามของเขาออกมา“เซี่ย…ลี่หมิง”เพราะเขาคือแสงสว่างอันงดงาม ส่องลงมายังบนโลกมนุษย์ให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน จ้าวฟางเซียนเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนตัวเขาเป็นผู้ที่ตั้งชื่อบุตรสาวเอาไว้ ทว่ากลับไม่ได้ใช้ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าตัวน้อยเสียจริง ที่ได้ชื่อที่มารดาเป็นผู้ที่ตั้งให้“นามไพเราะ ความหมายดี…หมิงเอ๋อร์หลานย่า” จางซื่อยื่นมือไปรับหลานชายกลับมา เซี่ยเฟยหลงไม่ดื้อดึง ส่งทารกในห่อผ้ากลับคืนให้แก่มารดาทันที“จ้าวซื่อเป็นคนตั้งชื่อให้เขาใช่หรือไม่” นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยเอ่ยถามหลานชายออกมา ก่อนที่จะกวักมือเรียกลูกสะใภ้ให้พาเหลนตัวน้อยมาให้เขาได้เชยชมบ้าง“ขอรับท่านปู่…นางตั้งชื่อบุตรชาย ส่วนข้าตั้งชื่อบ
หลังจากที่ตรวจพบว่า จ้าวฟางเซียนตั้งครรภ์ จางซื่อก็ได้ส่งแม่นมฉิน ให้มาทำหน้าที่คอยดูแลฮูหยินน้อยอย่างใกล้ชิด แม้เซี่ยเฟยหลงจะรับปากกับมารดาว่า เขาจะไม่ล่วงเกินภรรยา ขอเพียงแค่ให้เขาได้นอนกอดนางก็พอคราแรกจางซื่อก็ไม่ยินยอม ทว่าจ้าวฟางเซียนกลับช่วยพูดให้แม่สามีเข้าใจ จางซื่อจึงยอมอ่อนข้อให้แก่บุตรชาย ทว่ากลับให้แม่นมฉิน มานอนเฝ้าอยู่ที่หน้าฉากกั้นแทน เช่นนั้นแล้วหากเซี่ยเฟยหลงมีความคิดเหลวไหล ย่อมถูกแม่นมฉินจับได้“โหวเหย…ท่านต้องเห็นใจบ่าวด้วยสิเจ้าคะ บ่าวก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ในเมื่อนายหญิงท่านสั่งมา บ่าวจะกล้าขัดได้อย่างไรกัน”เซี่ยเฟยหลงจ้องหน้าแม่นมตาเขม็ง แม่นมฉินฉีกยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่จะสั่งให้คนนำตั่งตัวยาวมาวางไว้ ด้านหน้าฉากกั้น จ้าวฟางเซียนนึกขัน ให้กับใบหน้าของสามีที่กำลังบูดบึ้ง พลางมองไปยังแม่นมฉินด้วยแววตาอบอุ่นแม่นมฉินแคล้วคลาดจากความตายในความทรงจำของนาง หรืออาจจะเป็นเพราะนางมีครรภ์ ถึงได้ทำให้เหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนไป นางเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะถ้าหากเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่นางเคยพบเจอแม่นมฉินจะต้องจากไปตั้งแต่ต้น
แสงทิวากำลังจะลาลับ พร้อมกับท้องฟ้าสีน้ำหมึกกำลังเปลี่ยนเข้ามาแทนที่ สองอาชาสองชายหนุ่ม ยังคงเร่งรีบฝ่าความมืดกลับเมืองหนานจงด้วยความคะนึงหา เซี่ยเฟยหลงไม่แม้แต่คิดที่จะหยุดพัก ในเมื่อเจ้านายไม่ยินยอมที่จะพัก ทั้งคนทั้งม้าจึงได้พากันอดทนจนถึงประตูเมืองหนานจงในเวลาดึกดื่นหากเป็นชาวบ้านธรรมดา มีหรือจะสามารถผ่านทหารเวรยาม ที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าประตูเมืองเข้าไปได้ง่ายๆ ทว่าเซี่ยเฟยหลงคือผู้ใด ทหารเหล่านี้ย่อมรู้ดี ครั้นได้เห็นว่าท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยกลับมา ต่างก็พากันกล่าวต้อนรับการกลับมา ของผู้เป็นผู้บังคับบัญชาท่านแม่ทัพหนุ่มยามนี้ปลดชุดเกราะที่น่าเกรงขามออก เหลือเพียงอาภรณ์เยี่ยงคุณชายทั่วไปสวมใส่เท่านั้น เขาไม่พูดจากับทหารเหล่านี้ให้มากความ รีบกลับเข้าเมืองอย่างเร็วรี่ มุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพของตน“พวกเจ้าอย่าคิดรั้งท่านแม่ทัพไว้นาน เขาเร่งรีบกลับมาย่อมคิดถึงภรรยา” นายทหารที่เป็นหัวหน้ากล่าวกับลูกน้องที่กำลังมองตามท่านแม่ทัพผู้องอาจ ควบอาชาหายไปในความมืดมิดครั้นมาถึงหน้าประตูจวน เซี่ยเฟยหลงสั่งห้ามมิให้ผู้ใด ไปรายงานให้คนด้านในทราบ เพราะเข
ณ ตำหนักไท่เหอ ราชสำนัก แคว้นจิ้นองค์รัชทายาทวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน เพราะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ยังคงนอนป่วยรักษาตัวอยู่ ทำให้หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ตกอยู่ในมือของเขาชั่วคราว อย่างชอบธรรม สีหน้าของเขายามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก เป็นเพราะความต้องการของเขา ถูกเหล่าขุนนางเก่าแก่เหล่านี้ พากันกล่าวคัดค้านเขาย่อมรู้ดีว่ายามนี้ บ้านเมืองยังขาดความมั่นคง ยิ่งกับตัวเขาหากไม่สร้างผลงาน ไหนเลยจะขึ้นมานั่งบัลลังก์มังกรนี้อย่างภาคภูมิ เขาจึงอยากใช้การยึดเมืองหนานตงของแคว้นเจิ้ง มาเป็นผลงานเพื่อขึ้นครองราชย์ของตน ถึงอย่างไรบิดา ผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว“จะทำเช่นนั้นมิได้พ่ะย่ะค่ะ ผู้สำเร็จราชการน่าจะรู้ดี ว่ายามนี้สถานการณ์ภายในของแคว้นจิ้นเรา ยังไม่เหมาะแก่การทำศึก อีกทั้งพวกเราเพิ่งจะสูญเสียแม่ทัพใหญ่อย่างท่านอู่ผา และกำลังทหารจำนวนหลายพันคนไป บ้านเมืองเรายังคงบอบช้ำอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีด้วยเถิด”“ขอพระองค์ทรงโปรดคิดทบทวน และพิจารณาเรื่องนี้ใ
สามวันหลังจากที่อี้จงสืบความมาได้ พวกเขาก็สามารถจับกุมพวกหนูสกปรก และได้หลักฐาน เกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คอยให้การสนับสนุน พวกทหารไส้ศึกเหล่านั้นเพียงชั่วคืน ตระกูลหยวนที่เคยรุ่งเรือง และมีอำนาจมากที่สุดในเมืองหนานตง ก็ถูกกองกำลังทหาร เข้ายึดทรัพย์ และตัดสินลงโทษประหารชีวิต ในข้อหาก่อกบฏ สมคบคิด และให้การสนับสนุนพวกทหารแคว้นจิ้น โดยผู้ที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุรุษของตระกูลเหลือเพียงเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบสองปี และสตรีเท่านั้น ที่เซี่ยเฟยหลงยังมอบโอกาสให้พวกเขา ได้มีชีวิตรอด ทว่าทุกคนก็ต้องถูกลดสถานะ เป็นเพียงสามัญชน ชาวบ้านธรรมดา แต่เพียงแค่นี้ ก็นับว่ายังมีเมตตามากแล้ว ดีที่ไม่เนรเทศเด็กชาย ให้ไปทำงานหนักอยู่ที่ชายแดน และบังคับสตรีให้ไปอยู่หอนางโลม หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อยู่ก็ไม่สู้ตาย“ไม่น่าเลย…แล้วเช่นนี้พวกสตรีกับเด็กน้อยเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ใดกัน ใต้เท้าหยวนสมองเป็นหมูไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ไปร่วมมือกับพวกข้าศึกศัตรูทำลายบ้านเมืองตัวเอง”ชายชราที่ขายน้ำเต้าหู้กล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ พลางมองบรรดาสตรีและเด็กสกุลห
ในช่วงเย็นของวันต่อมา ข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ของฮูหยินน้อยจวนสกุลกวน ก็มาถึงจวนแม่ทัพ ซึ่งจ้าวฟางเซียนได้รู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอันใด กับเรื่องที่สหายกำลังตั้งครรภ์ เพราะนางได้แสดงความยินดีกับอีกฝ่ายไปก่อนผู้ใดแล้ว ทว่าเรื่องที่นางกำลังให้ความสนใจและรู้สึกเป็นกังวลในยามนี้ ก็คือ สถานการณ์ทางชายแดนเมืองหนานตงต่างหากเพราะชีวิตนี้นางออกเรือนมาเร็วกว่าชีวิตก่อนอยู่หลายเดือนนัก จึงทำให้เหตุการณ์ต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลง และคาดเคลื่อนไปไม่น้อย หากนางอยากรู้ว่าสถานการณ์ชายแดนเมืองหนานตงเป็นเช่นไร ก็คงต้องรอให้สามีกลับมาก่อน แล้วนางค่อยฟังจากปากของเขาเอา“นายหญิง…ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่เจ้าคะ” เซียงซุนเดินเข้ามาสอบถามจ้าวฟางเซียน ที่ยามนี้ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่บนตั่งภายในห้องนอนของตน“อืม…สั่งให้คนเตรียมน้ำเถิด” นางตอบสาวรับใช้คนสนิท พลางเหลือบมองแสงของทิวาที่กำลังจะลาลับเซียงซุนออกไปสั่งการอยู่นอกห้อง ไม่นานนักน้ำร้อนและน้ำเย็น ก็ถูกส่งเข้าไปภายในห้องอาบน้ำ จ้าวฟางเซียนวางตำราในมือลง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากตั่
“ท่านนักพรตน้อย” จ้าวฟางเซียนคำนับนักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิง อีกฝ่ายยิ้มแย้มพลางคำนับนางกลับอย่างเต๋า“แม่นางมาพบข้า ต้องการไขปริศนาธรรมกับข้าหรือ” นักพรตน้อยนามว่าจ้วนชิงเอ่ยถามออกมา“เจ้าค่ะ…” จ้าวฟางเซียนตอบรับทันที“ถ้าเช่นนั้นก็ไปนั่งคุยกันที่ศาลาด้านหลังอารามเถิด” จ้าวฟางเซียนไม่อิดออด สิ่งที่นางต้องการรู้ นางเชื่อว่านักพรตน้อยผู้นี้ จะสามารถไขข้อสงสัยของนางได้จ้าวฟางเซียนหันไปบอกกล่าวสหาย ก่อนที่จะติดตามนักพรตน้อย ไปยังศาลาด้านหลังของอาราม พร้อมกับสาวรับใช้คนสนิทของตน ท่านหญิงชิงหลวนเห็นว่าจ้าวฟางเซียนมีธุระที่ต้องไปทำ นางจึงเดินนำสาวรับใช้คนสนิท มุ่งหน้าไปยังโรงทาน เพื่อกินอาหารเจรอจ้าวฟางเซียนอยู่ที่นั่น ตามที่ได้คุยกันเอาไว้ก่อนหน้านานเกือบครึ่งชั่วยาม จ้าวฟางเซียนถึงได้เดินกลับออกมา จากศาลาด้านหลังอารามด้วยหัวใจที่เต้นแรง มีทั้งความรู้สึกเป็นกังวล และความรู้สึกโล่งใจปะปนกันไป เรื่องที่นางรู้สึกเป็นกังวลนั้นก็คือ สิ่งที่นักพรตน้อยได้บอกกล่าว เขาล่วงรู้ว่านาง คือผู้ที่ได้รับโอกาสจากสวรรค์ ให้ย้อน