โครงการถุงยังชีพ มาถึงโลกใบนี้แล้ว นางจะริเริ่มเปลี่ยนแปลงที่นี่เอง
" ไม่เป็นไรเจ้าค่ะเถ้าแก่ รบกวนท่านเตรียมสินค้าให้ข้า ข้าต้องการอย่างละ 9 กระสอบเจ้าค่ะ ท่านแค่เตรียมไม่ต้องไปส่ง ข้าจะเก็บเข้าถุงมิติเจ้าค่ะ"
" ได้ขอรับ เชิญคุณหนู เชิญนั่งรอตรงนี้สักครู่ขอรับ"
เถ้าแก่รีบไปจัดเตรียมเก้าอี้ให้หลินหลิน วันนี้เขาโชคดีจริง ๆ มีลูกค้ามาเหมาของจำนวนมาก แถมไม่กดราคาเขาด้วย
ที่ร้านเขาขายถูกจึงมีเศรษฐีหลายคนมาข่มขู่ว่าซื้อเยอะต้องลดราคา เขาไม่สามารถลดให้ได้จริง ๆ ร้านเขาเป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ได้เอากำไรมากมาย ลูกค้าของเขาก็ชาวบ้านทั้งนั้น จะขายเอากำไรมากขึ้นก็สงสาร เลยได้แต่ขายราคานี้มาตลอด
เถ้าแก่กำลังไล่ตรวจนับข้าวสารแต่ละชนิด สายตาของหลินหลินก็ไปปะทะกับผักดอง เกี่ยมไฉ่ ผักกาดดองเค็ม นางลุกขึ้นไปดูก็พบว่ามีผักกาดดองเปรี้ยว ซึงไฉ่ และหัวไชโป๊อยู่ด้วย หลินหลินบอกเถ้าแก่ว่านางเอา 3 อย่างนี้ด้วย ให้เหลือทิ้งไว้ที่ร้านอย่างละ 1 ถุงที่วางโชว์ (5 กิโล) นอกนั้นนางเอาหมด เถ้าแก่ก็น่ารัก รีบมาจัดการต่อให้นางเลย
เถ้าแก่แม้จะสงสัยว่านางเหลือไว้ทำไม แต่เขาต้องรีบจัดของจึงยังไม่ได้ถามออกไป
หลินหลินเดินดูเครื่องเทศที่นี่ น่าสนใจมาก มีหลายตัวที่นางไม่รู้จัก ปู่หลิวก็เดินอธิบายวิธีการใช้ให้นางฟัง
" ปู่หลิว ที่นี่มีไข่เค็มกับเต้าหู้ยี้ขายไหมเจ้าคะ"
" มีขอรับ แต่ราคาสูงขอรับคุณหนู มีขายไม่กี่ร้าน หากคุณหนูต้องการ รอหานเซียวมาถึงค่อยไปซื้อขอรับ"
" ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากรู้ว่าที่เมืองนี้มีไหมเจ้าคะ"
หลินหลินคิดไว้ว่าพรุ่งนี้นางจะไปตั้งโรงทานตรงนอกเขตกำแพงเมือง คนเร่ร่อนที่อยู่ทั้งข้างในและข้างนอกจะได้มีพื้นที่ในการรอของแจก พื้นที่ข้างในเขตกำแพงเมืองมีพื้นที่ไม่มาก หากออกไปนอกกำแพงเมืองพื้นที่จะกว้าง เหมาะกับการแจกอาหาร ไม่วุ่นวายกับคนในเขตเมืองด้วย
" ปู่หลิว ข้าอยากได้บ้านเช่า 1 คืน พอจะมีไหมเจ้าคะ โรงเตี๊ยมที่ข้าเช่าไว้ไม่น่าเหมาะเก็บของพวกนี้ พรุ่งนี้ข้าตั้งใจตั้งโรงทานให้พวกคนเร่ร่อน แจกอาหารพวกเขาสัก 1 มื้อ และแจกถุงข้าวสารอาหารแห้งเจ้าค่ะ"
" พรุ่งนี้เราจะเตรียมตัวทันหรือขอรับ ไหนจะเตรียมอาหารอีก เกรงว่าจะไม่ทันขอรับ"
" ทันแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านแค่หาบ้านให้ข้าพักสัก 1 คืน แล้วของทุกอย่างจะเรียบร้อยเจ้าค่ะ"
ปู่หลิวกำลังจะไปหาจวนที่ปล่อยให้เช่าตามคำสั่งของหลินหลิน ก็มีเสียงเถ้าแก่หยุดไว้ก่อน.
" คุณหนู หากไม่รังเกียจ ข้ามีจวนที่ซื้อไว้แต่ไม่ได้เข้าไปอาศัยอยู่ หากคุณหนูสะดวก สามารถไปพักที่นั่นได้เลยขอรับ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ข้าไม่คิดค่าเช่าขอรับ"
" ขอบคุณเถ้าแก่เจ้าค่ะ ต้องขอรบกวนเถ้าแก่แล้ว"
ความจริงนางจัดการของทุกอย่างในมิติแล้วค่อยไปเอาออกตรงที่พักคนเร่ร่อนได้ แต่ที่นางไม่ทำอย่างนั้น เพราะนางต้องการจะทำให้เป็นแบบอย่างของคนที่คิดจะทำทาน
" ขอถามคุณหนูได้ไหมขอรับ ว่าทำไมคุณหนูไม่เหมาสินค้าไปทั้งหมด ทั้งที่คุณหนูต้องการสินค้าจำนวนมาก แต่เลือกเหลือข้าวไว้อย่างละ 1 กระสอบ และของแห้งอย่างละ 1 ถุงขอรับ หรือของที่เหลืออยู่คุณหนูกลัวว่าจะเป็นของเก่าขอรับ"
" ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะเถ้าแก่ ที่ข้าเหลือไว้เพราะข้าไม่ต้องการให้กระทบกับชาวบ้านที่มาซื้อของที่ร้านเถ้าแก่ก็เท่านั้น"
หลินหลินตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่หนักแน่น
"ร้านเถ้าแก่ขายสินค้าราคาเป็นธรรม หากข้าเหมาหมด คนเร่ร่อนจะได้ไป แต่ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำกลับต้องไปซื้อของที่แพงขึ้น มันเป็นการทำบุญที่มีคนเดือดร้อน ข้าไม่อยากทำแบบนั้น"
" ท่านบอกว่าอีกไม่เกิน 5 วันของรอบใหม่จะมาถึง ข้าจึงเหลือไว้ให้ท่านขายให้กับชาวบ้านในช่วงรอสินค้าเข้า ชาวบ้านก็สามารถมีของให้ซื้อ ข้าก็ทำทานแบบพอดี ไม่มีใครต้องเดือดร้อน จริงไหมเจ้าคะเถ้าแก่"
เถ้าแก่พยักหน้าอย่างซาบซึ้ง
"จริงขอรับคุณหนู ข้าคิดน้อยไป เป็นคุณหนูที่รอบคอบ คิดถึงทุกคนขอรับ ข้าจะจดจำเรื่องนี้ไว้ขอรับ"
ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในใจเถ้าแก่ เขาไม่เคยเจอลูกค้าคนไหนที่มีจิตใจงดงามและละเอียดอ่อนเช่นนี้มาก่อน
เมื่อของทุกอย่างพร้อมแล้ว หลินหลินจ่ายเงินและเก็บของทุกอย่างเข้ามิติ นางมองเวลา น่าจะยามเซิน (15.00 น.) แล้ว วันนี้น่าจะพอแค่นี้
" เถ้าแก่เจียงเจ้าคะ เรื่องจวนที่จะเข้าพัก ข้าต้องรอท่าน ปิดร้านก่อนหรือข้าไปได้เลยเจ้าคะ"
" คุณหนูรอสักครู่ขอรับ ข้าให้คนไปส่งข่าวให้ฮูหยินของข้านำบ่าวไปจัดการทำความสะอาดให้แล้ว อีกสักพักก็ไปได้เลยขอรับ นางรออยู่ที่จวนขอรับ ข้าไม่ได้ไปพร้อมคุณหนู เพราะอาจจะมีคนพูดถึงคุณหนูในทางเสียหายได้ขอรับ"
" ขอบคุณเถ้าแก่ที่นึกถึงข้าเจ้าค่ะ"
หลินหลินยิ้มให้เถ้าแก่อย่างจริงใจ ก่อนจะถามต่อ
"เถ้าแก่เจ้าคะ เหตุใดท่านถึงไม่ขายไข่เค็มและเต้าหู้ยี้เจ้าคะ"
" อ่อ.. ของสองสิ่งนี้มีราคาสูงขอรับ ถ้าเราขนส่งมาอีก ของก็จะแพงขึ้น ไม่ค่อยมีใครซื้อขอรับ"
"ราคาขายกันแพงมากไหมเจ้าคะ"
" ถ้าราคาตามร้านทั่วไป ไข่ไก่อยู่ฟองละ 2-3 อีแปะ ไข่เค็มอยู่ที่ฟองละ 4-5 อีแปะ เต้าหู้ยี้โถละ 30 อีแปะขอรับ ราคาไข่จะไม่เกินนี้ขอรับ แต่บางช่วงไข่ไม่มี ราคาก็จะแพงขึ้นขอรับ"
หลินหลินจดจำข้อมูลไว้ก่อน นางคิดไว้ว่านางคงทำการค้าเพื่อระบายของในมิติ แต่นางอยากขายให้ชาวบ้านในราคาไม่แพง
เพราะเงินนางมีเยอะแล้ว ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้ สิ่งที่นางมีไม่ขาดคือเงินทอง แต่สิ่งที่ไม่มีเหมือนกันทั้งสองชาติคือคนรอบข้าง ครอบครัวนางไม่เคยมี นางตัวคนเดียวและเหมือนพระเจ้ากำลังสอนนางให้เข้มแข็ง รู้จักแบ่งปันส่งต่อให้คนอื่นแบบมีสติรอบคอบ
ชาตินี้ นางจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสอง ชาติที่แล้วนางได้ช่วยเหลือเด็กคนหนึ่ง เด็กคนนั้นมีใบหน้าที่งดงาม นางช่วยส่งเสริมให้เด็กคนนั้นได้ไปถึงยังฝั่งฝัน...ความฝันที่อยากจะเป็นดารา ไม่ว่าจะเรียนการแสดงเพิ่มเติม หรือหาชุดสวยๆดีๆ เพื่อเสริมบุคลิกนางล้วนตามใจเด็กคนนั้นทั้งสิ้น จนเด็กคนนั้นเริ่มมีคำขอที่มากไป นางจึงหยุดการช่วยเหลือและนั่นคือดาบสองคม
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางจึงมีสติในการช่วยเหลือคนมากขึ้น อย่าช่วยจนเขาไม่พยายาม ช่วยอย่างพอดี อย่าช่วยจนตัวเองทุกข์ใจหรือเดือดร้อน เหมือนคำกล่าวที่ว่า มอบข้าว 1 ถุง รำลึกเป็นบุญคุณ แต่เพิ่มข้าวเป็น 1 กระสอบ กลับนำมาซึ่งความแค้น
ระหว่างที่คิดอะไรเพลิน ๆ คนของเถ้าแก่ก็เข้ามาแจ้งกับเถ้าแก่ว่า ฮูหยินเตรียมจวนเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากร้านหลินหลินเชิญเถ้าแก่ให้ไปกินข้าวเย็นกับนาง เถ้าแก่ไม่ปฏิเสธแต่จะตามไปทีหลัง
รถม้าแล่นมาได้ไม่ไกล เสียงของหานเซียวก็แจ้งว่าถึงแล้ว ปู่หลิวยังคงเตรียมบันไดให้นางลง หลินหลินลงจากรถม้าก็เห็นจวนหลังเล็กหลังหนึ่ง เดินเข้ามาภายในมีพื้นที่ไม่มาก พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ใช้ไปกับสร้างจวนหมดแล้ว ด้านหน้ามีฮูหยินของเถ้าแก่ยืนต้อนรับนางอยู่
" คารวะคุณหนูเจ้าค่ะ ข้า เจียง เมิ่งหลัน เจ้าค่ะ"
ฮูหยินเจียงพานางเข้าไปในจวนไม้ขนาดเล็ก ภายในมีห้องโถงโล่ง ๆ กับโต๊ะกินข้าวสำหรับ 4 คนตั้งอยู่ ถัดไปมีห้องนอน 2 ห้องเท่านั้น ทั้งสองจึงนั่งพูดคุยกันที่โต๊ะทานข้าว
" อยู่ได้ไหมเจ้าคะคุณหนู ที่นี่เป็นบ้านของชาวบ้านบอกขาย เถ้าแก่ช่วยซื้อไว้ พวกข้าก็ไม่เคยมาอยู่เจ้าค่ะ ได้แต่ส่งคนมาปรับปรุงดูแลจวน ภายในอาจจะคับแคบไปบ้าง แต่อยู่ภายในเขตเมืองปลอดภัยเจ้าค่ะ"
"ข้าอยู่ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินที่เหนื่อยเป็นธุระให้ข้าเจ้าค่ะ รบกวนท่านแล้ว"
หลินหลินส่งยิ้มไปให้ฮูหยินด้วยความเกรงใจ
" ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ ข้าทราบมาว่าคุณหนูจะทำโรงทานให้คนเร่ร่อนพรุ่งนี้ แต่ข้ายังไม่เห็นท่านเตรียมของอะไรไว้เลย นี่ปลายยามเซินแล้ว (16.30 น.) พรุ่งนี้จะทำทันหรือเจ้าคะ"
" ทันเจ้าค่ะ ข้ามีของที่เตรียมไว้แล้วบางส่วนเจ้าค่ะ หากฮูหยินอยากเตรียมอะไรมาสมทบพรุ่งนี้นำมาได้เลยนะเจ้าคะ"
"ขอบคุณคุณหนู ข้านำมาแน่นอนเจ้าค่ะ"
คุณหนูท่านนี้ดูแล้วใจกว้างมาก ไม่คิดอวดอ้างยังเอ่ยชวนคนอื่น ปกติที่นี่จะไม่ชวนใครทำทานร่วมกันหรอก ก่อนจะทำโรงทานแต่ละครั้งจะให้คนป่าวประกาศรอบเมืองก่อนวันแจกจริง 3-4 วัน แม้จัดจริงของจะไม่เพียงพอต่อคนมารับ แต่ใครจะกล้าโทษคนทำบุญกัน
โรงทานที่นี่จะทำกันภายในตระกูลและประกาศว่าเป็นของตระกูลใดที่เป็นคนจัดงาน เพื่อให้คนสรรเสริญพูดต่อ ๆ กัน ผิดกับคุณหนูท่านนี้ แจกข้าวของเยอะแยะขนาดนี้กลับไม่ต้องการชื่อเสียงเลยแม้แต่น้อย
หากหลินหลินรู้คงหัวเราะ นางเพิ่งมาอยู่โลกนี้ได้แค่ 3 วัน วันแรกที่ลืมตาตื่นในป่า วันที่ 2 คือวันที่นางออกจากมิติไปบ้านเก่าของร่างเดิมและเดินทางมาพักยังโรงเตี๊ยม วันนี้คือวันที่ 3 ของการอยู่บนโลกนี้ นอกนั้น เวลาทั้งหมดนางอยู่ในมิติ นางคงไม่โง่หาเรื่องใส่ตัวขนาดนั้น ทำตัวเงียบ ๆ ไว้ คนจะกล่าวขานหลังจากที่นางออกจากเมืองนี้แล้ว เพียงเท่านี้สิ่งที่นางตั้งใจก็บรรลุผลแล้ว
" ฮูหยิน ทานข้าวเย็นกันยามใดเจ้าคะ ข้าชวนเถ้าแก่ไว้ ว่าเย็นนี้คงต้องรบกวนฮูหยินกับเถ้าแก่ช่วยชิมอาหารของข้าเจ้าคะ"
ฮูหยินยิ้มน้อยๆ
"เรียนคุณหนู ปกติสามีข้าจะปิดร้านตรวจสอบ ดูบัญชีกว่าจะกลับมาถึงบ้านปลายยามโหย่ว (18.30-18.59 น.) เจ้าค่ะ"
"แต่วันนี้คุณหนูเหมาของไปเยอะ ดูท่าคงตรวจบัญชีเสร็จแล้ว เลยมาเลยเจ้าค่ะ คุณหนูจะทำอาหารอะไรเจ้าคะ เดี๋ยวข้าช่วยเจ้าค่ะ"
" เรียกข้าว่าหลินหลินก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเรียกท่านว่า ท่านป้าได้ไหมเจ้าคะ?"
รอยยิ้มของฮูหยินเจียงบ่งบอกถึงความสุขที่ไม่อาจปิดบัง นางถูกชะตากับคุณหนูท่านนี้ตั้งแต่แรกพบหน้า แต่นางไม่กล้าทำตัวสนิทสนม เพราะดูก็รู้ว่านางไม่ใช่คุณหนูในห้องหอทั่วไป ตัวนางเองก็เป็นแค่ฮูหยินของพ่อค้าร้านเล็กๆ จึงต้องเจียมตัวไว้เสมอ
" ได้เจ้าค่ะ เอ่อ... ได้จ้ะ หลินหลินอยากทำอะไรกิน บอกป้าได้เลย เดี๋ยวป้าเป็นลูกมือให้"
" ข้าทำไว้แล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวเรารอลุงเจียงมาก่อนค่อยทานพร้อมกันนะเจ้าคะ"
หลินหลินพูดด้วยน้ำเสียงสดใส เปี่ยมไปด้วยความหวัง อย่างน้อยก็รู้สึกเหมือนมีญาติผู้ใหญ่กับเขาบ้าง
" ได้ ได้... ป้าตามใจเจ้า"
น้ำเสียงเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่าน แต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดที่พยายามเก็บซ่อน
ดวงตาที่มองไปที่หลินหลินนั้นมีแต่ความอบอุ่น หากแต่ลึกลงไปกลับฉายแววความโศกเศร้า
ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน เสียงหัวเราะสดใสของบุตรสาวตัวน้อยยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ภาพใบหน้าแช่มชื่น รอยยิ้มหวานละมุน ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำ วันที่นางสูญเสียแก้วตาดวงใจไป ราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าครึ้มฝนตกหนัก ทุกคนจึงอยู่แต่ในเรือน เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง บรรยากาศในจวนอึมครึมราวกับหัวใจของผู้เป็นมารดา
บุตรสาวตัวน้อยของนาง แอบหนีออกไปเล่นที่สระบัวโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ ด้วยความไร้เดียงสา นางคงคิดว่าสระบัวนั้นตื้นเขิน สามารถลงไปเล่นได้แต่ความจริงแล้วใต้น้ำนั้นลึกนัก
ร่างเล็กๆก้าวลงไปในสระบัว หมายจะเก็บดอกบัวสีชมพูขาวบานสะพรั่ง ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล เด็กน้อยก้าวเดินลงไปเล่นน้ำอย่างสนุกสนานไร้ซึ่งความกังวล
แต่แล้ว... สายฟ้าฟาดลงมาดังเปรี้ยง!
เท้าเล็กๆเหยียบพลาดลงไปในจุดที่ลึก ร่างน้อยๆ จมดิ่งสู่ใต้น้ำ เสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่อาจสู้กับเสียงของสายฝนได้ เสียงที่เรียก
"ท่านแม่"
ดังขึ้นเพียงครู่เดียวก่อนจะเงียบหายไป
บ่าวไพร่ที่ออกตามหา พบเพียงรองเท้าเล็กๆ วางอยู่ริมสระบัว จึงรีบแจ้งแก่นาง หัวใจของนางแทบหยุดเต้น นางรีบวิ่งไปที่สระบัว ด้วยความหวาดกลัว
และแล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้า ก็ทำให้นางแทบสิ้นสติ ร่างเล็กๆ ของบุตรสาวถูกอุ้มขึ้นมาในมือยังคงกำดอกบัวไว้แน่น แต่ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากเขียวคล้ำ ไร้ซึ่งลมหายใจอีกต่อไป....
นางกรีดร้อง โผเข้ากอดร่างไร้วิญญาณของลูกน้อย น้ำตาไหลอาบแก้มราวกับเขื่อนแตก เสียงร้องไห้โหยหวนดังกึกก้องไปทั่วสระบัว
" ฮวาฮวา ลูกแม่! ตื่นขึ้นมาสิลูก! ฮวาอย่าทิ้งแม่ไป!"
นางร้องเรียก เขย่าร่างเล็กๆนั้น หวังให้บุตรสาวลืมตาขึ้นมา แต่ก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง
ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจ ราวกับมีดกรีดแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุใดนางจึงไม่ดูแลลูกให้ดีกว่านี้? เหตุใดจึงปล่อยให้ลูก ต้องมาจบชีวิตลงเช่นนี้?
นางกอดร่างไร้วิญญาณของลูกแน่น ราวกับจะไม่มีวันยอมปล่อย
ความโศกเศร้า เสียใจ ท่วมท้น จนยากจะทานทน โลกทั้งใบของนาง พังทลายลง ในพริบตา...
กว่านางจะเป็นผู้เป็นคนเหมือนทุกวันนี้ ก็ได้กำลังใจจากสามีและบุตรชาย นางเก็บความทุกข์ ความคิดถึง ความรักนั้นฝังไว้ลึกสุดของใจ
แต่ตอนนี้ เวลานี้ เด็กสาวที่นั่งตรงหน้านางนี้ ทำให้นางสั่นคลอนในจิตใจอีกครั้ง แม้อายุของหลินหลินจะมากกว่าบุตรสาวที่จากไปของนาง แต่ความรู้สึกในตอนนี้ของนางมันกลับมารับรู้ถึงความสุขได้อีกครั้ง นางไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร มีเพียงแค่เด็กสาวตรงหน้าเท่านั้น
ความอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจของเมิ่งหลัน ราวกับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาละลายน้ำแข็งที่เกาะแน่นอยู่ในใจมานานหลายปี