หรือว่าเซียวลู่เซิงกลัวว่านางจะเสียเปรียบที่จวนแม่ทัพเจิ้นหยวน จึงส่งอวี่ชีไปคนเดียวไม่พอ ยังให้ซูอิ่งมาด้วยหรือ นางเหยียบขึ้นบันไดรถม้าเพิ่งรู้ตัวว่า รถม้าวันนี้เป็นรถม้าส่วนตัวของเซียวลู่เซิง ใหญ่กว่ารถม้าทั่วไปอย่างน้อยเท่าตัว เมื่อประตูรถม้าเปิด ก็เห็นชายคนหนึ่งสวมหน้ากากสีเงิน สวมชุดสีดำนั่งอยู่ข้างใน พื้นที่ในรถม้ากว้างพอ แม้แต่รถเข็นของเซียวลู่เซิงก็วางอยู่ข้างใน "องค์ชายเพคะ" ซูอวิ๋นไม่คิดว่าเซียวลู่เซิงจะอยู่ในรถม้า คราวก่อนที่กลับบ้าน เขาก็ไม่ได้ไปส่งนางกลับบ้านเดิม คราวนี้ซูอวี่ซีหมั้น เขาจะไปหรือ ในขณะที่สงสัย เซียวลู่เซิงก็ยื่นมือออกมา นางจึงต้องส่งมือให้เขา "องค์ชายจะเสด็จไปจวนตระกูลซูด้วยหรือเพคะ" แล้วนั่งลงข้าง ๆ เซียวลู่เซิง นางมองชายที่สวมหน้ากากสีเงิน มองไม่เห็นรอยแผลเหล่านั้น เห็นแต่ดวงตาลึกและโครงกรามที่ชัดเจนของเขา... หัวใจเต้นแรงหนึ่งครั้ง หากเซียวลู่เซิงฟื้นฟูใบหน้า คงจะเป็นบุรุษที่งามเลิศล้ำแน่นอน ชายหนุ่มตอบรับเบา ๆ ว่า "อืม" หลังจากชิงหนิงขึ้นรถ ก็คำนับให้เซียวลู่เซิงก่อน แล้วอวี่ชีก็ขับรถม้าไปที่จวนแม่ทัพเจิ้นหยวน ในเวลานี้ คนในจว
"พระชายา เจ้าพูดสิ" เซียวลู่เซิงเล่นแหวนหยกในมือ ถามอย่างไม่ใส่ใจ แท้จริงแล้ว เขาได้เห็นคำเตือนในสายตาของคนในตระกูลซูที่มองซูอวิ๋นเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ เขาได้ยินซูอิ่งเล่าว่าในวันที่นางกลับบ้าน คนในตระกูลซูมีท่าทีต่อซูอวิ๋นอย่างไร แต่วันนี้พอได้มาดูด้วยตาตนเอง ความโกรธในใจเขาก็เริ่มปะทุขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่ในเตาไฟของห้องโถงหลัก ถ่านเงินส่งเสียงแตกเปรี๊ยะ ๆ ความเงียบทำให้แม้แต่เสียงหายใจก็ฟังดูดังขึ้น ซูอวิ๋นยิ้มอ่อน "องค์ชายเพคะ หม่อมฉัน..." นางคิดอะไรไม่ออก จึงพูดกับเซียวลู่เซิงราวกับล้อเล่น "หม่อมฉันเป็นใคร สำคัญกับองค์ชายมากหรือเพคะ" ใบหน้าเย็นชาของเซียวลู่เซิงปรากฏรอยยิ้ม "พระชายาอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจข้า ไม่ว่าเจ้าเป็นใครหาได้สำคัญกับข้าไม่" พูดจบ คนในตระกูลซูก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่นานนัก ข้างนอกก็ได้ยินเสียงพลุประทัดดังขึ้น ผู้ที่ถือของมงคลตะโกนประโยคหนึ่ง ซูหงเผิงและเซียวลู่เซิงก็คำนับ แล้วทั้งครอบครัวก็ไปต้อนรับคนจากจวนอ๋องผิงซี เซียวอวี้สวมเสื้อคลุมสีแดงเข้ม คลุมด้วยเสื้อคลุมขนเสือ ตามหลังมาด้วยแม่สื่อและคนที่แบกของหมั้นเข้ามาเป็นขบวน ของหมั้นเต็มสิบกว่าโ
“ใช่น่ะสิ ท่านซื่อจื่อช่างให้ความสำคัญกับเจ้ามากเสียจริงๆ”"ขอบคุณพี่สาวที่ช่วยเหลือ"ซูอวิ๋นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย คนที่เก่งเรื่องเสแสร้งอย่างนาง ไฉนถึงกล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเพราะตนเองช่วยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น?นางมองไปเห็นเซียวอวี้และคนตระกูลซูกำลังล้อมรอบแม่สื่อ รวมถึงน้าชายของเซียวอวี้ กำลังหารือเกี่ยวกับวันแต่งงาน สินสอด และรายละเอียดอื่นๆขณะที่นางและซูอวี่ซีอยู่ตรงประตูห้องโถงหลัก ซึ่งห่างออกไปมากพอที่ใครจะได้ยินบทสนทนาของพวกนางซูอวิ๋นยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "เจ้าก็รู้ด้วยหรือว่าเป็นเพราะข้าที่ช่วยให้เจ้าสมหวัง?""ซูอวิ๋น มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถนำพาตระกูลซูให้รุ่งเรืองได้ หากเจ้ามอบตำรับยายาหอมบำรุงประสาทให้กับข้า ข้ารับรองได้เลยว่าอนาคตของจวนอ๋องหวยหนานจะสงบสุขไม่มีภัยใดๆ แต่หากไม่...""หากไม่แล้วจะอย่างไร?""พี่สาว อย่าคิดว่าเพียงเพราะตนเองเป็นพระชายาแล้วจะอยู่เหนือผู้อื่นได้เลย คนพิการเช่นเขาก็เป็นได้แค่อ๋องเท่านั้น" นางกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ "แต่เซียวอวี้ย่อมแตกต่างออกไป เจ้ารู้ว่าข้าหมายความเช่นไร"ซูอวิ๋นหัวเราะเบาๆ "น้องข้า เจ้าอย่าเพิ่งรีบดีใจไป"น
“ข้า…ข้า…” หัวใจของซูอวิ๋นซีเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานางมองไปทางซูหงเผิงและเซียวอวี้ ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรตามหลักแล้ว งานหมั้นวันนี้ควรจะเป็นของซูอวิ๋นและเซียวอวี้ ทายาทของจวนอ๋องผิงซี ไม่ใช่ซูอวี่ซี เพราะซูอวี่ซีได้แต่งงานเข้าจวนอ๋องหวยหนานไปนานแล้วแต่ตอนนี้ คำพูดเหล่านั้นของเซียวลู่เซิงหมายความว่าอย่างไรกันแน่?เขาต้องการบีบบังคับให้พวกเขายอมรับเรื่องการสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวงั้นหรือ?เรื่องเช่นนี้จะยอมรับได้อย่างไร นี่ถือเป็นการหลอกลวงฮ่องเต้ซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารทั้งตระกูล!ขณะที่พวกเขากำลังลังเล เซียวลู่เซิงก็จับมือของซูอวิ๋นแล้วพูดว่า “อวิ๋นเอ๋อร์ คนพวกนี้ยังอยากหลอกลวงฝ่าบาทต่อไป ความหวังดีของเจ้านั้นน่าเสียดายยิ่งนัก”ซูอวิ๋น: “…” ความหวังดีของนางคืออะไร?นางเพียงแค่อยากแยกซูอวี่ซีและเซียวอวี้ออกจากกันเท่านั้น นางเพียงอยากให้โชคชะตาของพระเอกนางเอกเปลี่ยนไป เช่นนั้นนางจึงจะนอนหลับได้สนิท!เซียวลู่เซิงจับมือซูอวิ๋น มองไปที่ซูหงเผิงและคนอื่นๆ แล้วเอ่ยต่อว่า “คืนวันแต่งงาน ด้วยแรงกดดันจากข้า พระชายาได้สารภาพว่า นางคือบุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพเจิ้นหยวน ซูอวิ๋น ไม่
ซูอวี่ซีทรุดเข่าลงอย่างอ่อนแรง สายตาเผลอจับจ้องไปที่อ๋องหวยหนานที่มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น แต่กลับทำให้รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกนางรู้สึกหัวใจสั่นระรัวไม่เป็นจังหวะ เมื่อได้ยินซิ่วอี้ประกาศพระราชโองการที่บอกว่านางเป็นสตรีที่อ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมรสแก่อ๋องผิงเหยา เซียวเหิง“อะไรนะ?” ซูอวี่ซีเบิกตากว้าง "เป็นไปไม่ได้! เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร!"ซูหงเผิงและคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง“ท่านหัวหน้าขันที ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?” ซูหงเผิงถึงกับไหล่ห่อซูอวี่ซีและนางนางหลินพยุงกันล้มลงนั่งกับพื้น ทันใดนั้น เสียงร้องตกใจก็ดังขึ้นจากทางเดิน มีเสียงเรียก “ท่านหญิงผู้เฒ่า”แท้จริงแล้ว นายหญิงผู้เฒ่าซูที่กำลังไหว้พระอยู่ที่ลานด้านหลัง พอคิดว่าพิธีหมั้นจะเริ่มแล้วจึงเดินออกมา แต่กลับได้ยินพระราชโองการที่ให้ซูอวี่ซีแต่งงานกับอ๋องผิงเหยาราวกับฟ้าถล่ม!ชายาของอ๋องผิงเหยาคนนั้นล้วนแล้วแต่มีอันเป็นไป ดำรงชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ จะต่างอะไรกับอ๋องหวยหนาน?อาจจะแย่กว่าอ๋องหวยหนานเสียอีก!ทั้งจวนแม่ทัพตอนนี้ตกอยู่ในความโกลาหลซิ่วอี้เห็นซูอว
ซูอวิ๋นหัวเราะเบาๆ "ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านผู้เฒ่าซูจะนอนหลับสบายดีนะ ถึงยังมีเรี่ยวแรงมาด่าข้าได้ถึงเพียงนี้?""เจ้า!"นายหญิงผู้เฒ่าซูเบิกตากว้าง มองซูอวิ๋นด้วยความตกตะลึง ราวกับไม่เคยรู้จักนางมาก่อน"เจ้ากลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?"กลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรน่ะหรือ?ก็มิใช่เพราะทุกคนในตระกูลซูหรอกหรือที่ทำให้นางกลายเป็นเช่นนี้?ในชาติก่อน นางทั้งกตัญญูและคิดถึงคนอื่นเป็นสำคัญ แล้วผลลัพธ์เล่า?เคยมีใครใส่ใจนางบ้างหรือไม่?ญาติที่เรียกตัวเองว่าครอบครัวเหล่านี้ ยังสู้เซียวลู่เซิงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อย่างน้อยในชาติก่อน เซียวลู่เซิงก็ยังช่วยเก็บศพให้พระชายาตัวแทนอย่างนาง!ซูเซี่ยงหยางคว้ามือซูอวิ๋นไว้แน่น"อวิ๋นเอ๋อร์พวกเราเป็นสายเลือดเดียวกันแท้ๆ เจ้าไม่อาจใจแข็งได้ลงคอหรอก!""พี่ใหญ่! สายเลือดเดียวกันงั้นหรือ? ในตอนนั้นทำไมพวกเจ้าถึงยอมปล่อยให้ข้าแต่งงานเข้าอยู่ในนรกบนดิน?" ซูอวิ๋นสะบัดมือออกและถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา"ซูอวิ๋น!""ซูอวิ๋น!"ซูเซี่ยงเหยียนและซูเซี่ยงหานโกรธจนใบหน้าดำคล้ำเหมือนก้นกระทะ "ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเอาแต่ใจ!"ซูอวิ๋นหัวเราะขื่น "ตั้งแต่วันที่ข้าแต่งเข้า
“ขอบพระทัยองค์ชาย หม่อมฉันจะจดจำไว้เพคะ” หลังจากกล่าวจบ ซูอิ่งก็เข็นรถของเซียวลู่เซิงออกไป พร้อมกับอวี่ชีและชิงหนิงที่เดินตามไปยังนอกจวนลมหนาวพัดหิมะปลิวไสวจนกระทั่งเงาของซูอวิ๋นและเซียวลู่เซิงหายลับไปจากสายตา นายหญิงเฒ่าก็ร้องโอดครวญก่อนจะเป็นลมหมดสติไปทั้งลานหน้าจวนและในบ้านก็ตกอยู่ในความโกลาหลซูหงเผิงสั่งให้ซูเซี่ยงหยางไปส่งบรรดาญาติที่มาเยือน อื่นๆ ขณะที่เขาเชิญเซียวอวี้เข้าไปในห้องหนังสือ"ท่านซื่อจื่อ ข้าไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าเรื่องวันนี้จะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ข้าไม่คิดเลยว่าซูอวิ๋นจะกล้าพูดเรื่องการสลับตัวการแต่งงานออกไปจนหมดเปลือกเช่นนี้”เซียวอวี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ ในหัวของเขายังคงวุ่นวายสับสนในความทรงจำของเขา ซูอวิ๋นเคยเป็นหญิงสาวที่หลงใหลเขาเสมอ เมื่อใดที่เห็นเขา นางจะยิ้มหวานจับใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักมั่นนั้นจับจ้องมาที่เขาเพียงผู้เดียวแม้แต่การแต่งกายของนางก็ออกจะดูประหลาดๆ แต่ในครั้งนี้ นางกลับเยือกเย็น สุขุม และแต่งกายอย่างเรียบหรูสมฐานะนางเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?ซูหงเผิงเรียกเซียวอวี้อีกสองสามครั้ง ก่อนที่เขาจะได้สติ "เอ่อ มีเรื่องใ
“เจ้ามันโง่เขลานัก!”ซูหงเผิงตวาดลั่น รู้สึกเหมือนมีเสียงอื้ออึงดังอยู่ในหัวไม่หยุด “ตาของเจ้าบอดไปแล้วหรือไร? ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แม้ว่าอ๋องหวยหนานจะ...” เขาลดเสียงลง “แม้ว่าอ๋องหวยหนานจะไร้ความสามารถ แต่เขาก็คือพระโอรสเพียงองค์เดียวของฝ่าบาท เป็นเทพแห่งสงครามของแคว้นชางอวิ๋น และตอนนี้อวิ๋นเอ๋อร์ก็เป็นพระชายาของอ๋องหวยหนานแล้ว เจ้าคิดว่านึกอยากจะเรียกก็เรียกกลับมาได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?นางหลินถึงกับพูดไม่ออก ไม่นานนักนางก็ได้สติ "แต่ ทำไมนางถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ เมื่อก่อนนางเป็นเด็กว่าง่ายและรู้จักประสาแท้ๆ ทำไมพอแต่งเข้าไปในจวนอ๋องถึงได้เปลี่ยนไป! แล้วซีเอ๋อร์จะทำอย่างไรดีล่ะ นางมีชะตาที่ถูกลิขิตไว้ให้เป็นราชินีเชียวนะ หากต้องแต่งกับเซียวเหิง ชีวิตของนางก็ต้องพังพินาศแน่!”“เจ้าหุบปากเสีย!”เขาจะไม่รู้หรือว่าซูอวี่ซีคือเกียรติยศของตระกูลซูทั้งตระกูล แต่ราชโองการก็ออกมาแล้ว หรือจะให้ขัดราชโองการอย่างนั้นหรือ?บ้าบอสิ้นดี!นางหลินพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านพี่ แล้วท่านซื่อจื่อล่ะว่าอย่างไร?” น้ำตาของนางเริ่มเอ่อคลอซูหงเผิงไม่ชอบเห็นสตรีร้องไห้แม้จะรำคาญ แต่เ
เดินมาได้สักพัก ซูอวิ๋นก็ถอนหายใจ “ดอกเหมยเหล่านี้บานแข่งกัน งดงามจับตาเสียนี่กระไร น่าเสียดาย หากมีที่สูงให้ชม คงจะสวยกว่านี้”นางกำนัลกล่าวว่า “ในสวนอี้เหมยมีศาลาอยู่เพคะ” นางพูดพลางชี้มือไป “อยู่ตรงนั้นเพคะ ศาลาค่อนข้างสูง หากชมจนพอใจแล้ว เดินต่อไปข้างหน้ายังจะเห็นเกาะกลางทะเลสาบอีกด้วย”เกาะกลางทะเลสาบ?วังนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก มีเกาะกลางทะเลสาบด้วยหรือซูอวิ๋นก้าวเดินเร็วขึ้น มุ่งหน้าไปยังศาลาที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ“ว้าย…” นางกำนัลพลันสะดุดล้ม ขาพลิกไปซูอวิ๋นหันกลับมา “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”“ทูลพระชายา บ่าวข้อเท้าพลิกเพคะ”ซูอวิ๋นขมวดคิ้ว มองเห็นศาลาอยู่ไม่ไกล จึงหันไปพูดกับชิงหนิง “เจ้าพานางกลับไปเถิด ข้าจะรอเจ้าที่ศาลา”ชิงหนิงลังเลเล็กน้อย “พระชายา ที่สวนอี้เหมยนี้…” ปลอดภัยแน่หรือเพคะ?“ที่นี่คือวังหลวง ไม่ใช่ถนนด้านนอก จะมีอันตรายใดได้?”นางกำนัลกล่าว “บ่าวสมควรตายที่ทำให้พระชายาหมดสนุก”ซูอวิ๋นว่า “เลิกพูดเถิด รีบกลับไป ไปให้หมอหลวงดูอาการเสีย”“บ่าวขอบพระทัยพระชายาเพคะ”ชิงหนิงไม่มีทางเลือกจำต้องพยุงนางกำนัลออกจากสวนอี้เหมยจนกระทั่งซูอวิ๋นมองไม่เห็นเงาของทั
เซียวอวี้อ้าปากค้าง “หากฝ่าบาทเกิดระแวงขึ้นมา ต่อให้เสด็จพ่อเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่ในบรรดาเชื้อพระวงศ์สายรอง ก็ยังสามารถเลือกผู้สืบทอดได้”“เจ้าก็ไม่ได้โง่นี่!”“ลูกเข้าใจแล้ว” ขณะนั้น ภาพใบหน้าของซูอวี่ซีที่ร้องไห้อ้อนวอน รวมถึงท่าทางเอาใจเขาก็ผุดขึ้นมาในหัวเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงคืนวันส่งท้ายปีเก่าช่วงบ่าย เจียนซุ่นนำคนในจวนมาแปะกลอนคู่ และติดกระดาษลวดลายต่าง ๆ บนหน้าต่างซูอิ่งเข็นรถของเซียวลู่เซิงเข้ามา “พวกเราต้องเข้าวัง ไปอยู่เป็นเพื่อนฝ่าบาทและเสด็จแม่ในคืนส่งท้ายปีเก่า”ไม่ใช่แค่พวกเขา ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายก็ต้องเข้าวังเช่นกันซูอวิ๋นรับคำ จากนั้นชิงหนิงก็เริ่มช่วยนางเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและแต่งหน้าเซียวลู่เซิงนั่งอยู่บนเตียงอุ่น อ่านหนังสือไปพลาง แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ซูอวิ๋นตลอดเวลา นางนั่งอยู่อย่างสงบ มีรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเสมอ ซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“พระชายา พระองค์คิดว่าเครื่องประดับปักผมอันนี้เป็นอย่างไรเพคะ?” ชิงหนิงยกปิ่นทองขึ้นมาถามซูอวิ๋นขมวดคิ้วสวย มองผ่านกระจกทองแดง เห็นชิงหนิงกำลังลองปิ่นทองให้ดูที่ข้างขมับ
เจ้ากรมเฉินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รออยู่เงียบ ๆอ๋องผิงซีเซียวเจิ้นหนานกล่าวต่อว่า “ยาที่ทำให้เป็นหมันที่ให้เจ้าเตรียมไว้นั้น เจ้าได้นำมาหรือไม่?”“นำมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมเฉินหยิบขวดยาออกจากหีบยาแล้วถวายด้วยสองมืออ๋องผิงซีถามว่า “ใช้ได้ทั้งชายและหญิงหรือไม่?”เจ้ากรมเฉินพยักหน้า “ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากใช้ในระยะแรกจะเป็นเพียงยาคุมกำเนิด แต่หากใช้ต่อเนื่องเกินครึ่งปี จะกลายเป็นหมันแน่นอน”เป็นหมันงั้นรึ? ดีมาก!เขาโบกมือ “ดี ขอบใจเจ้ามาก เจ้ากลับไปได้แล้ว”เจ้ากรมเฉินคารวะตามมารยาท ก่อนจะแบกหีบยาแล้วเดินออกไป“ท่านอ๋อง ท่านซื่อจื่อมาขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทเดินเข้ามารายงานอ๋องผิงซีว่า “ให้เขาเข้ามา ข้ากำลังมีเรื่องจะคุยพอดี” เขามองขวดยาในมือ ครุ่นคิดอย่างมีแผนการ“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”ไม่นานนัก เซียวอวี้ก็เข้ามา คารวะกล่าวว่า “ลูกขอคารวะท่านพ่อ”อ๋องผิงซีโบกมือเล็กน้อย “เจ้ากับซูอวิ๋นที่หลังจากนางแต่งเข้าวังอ๋องหวยหนานแล้ว เคยพบกันบ้างหรือไม่?”เซียวอวี้ส่ายหัว “ครั้งก่อนลูกใช้ชื่อของเสด็จแม่เชิญนางไปชมดอกเหมย แต่นางปฏิเสธ”“ปฏิเสธงั้นหรือ?” อ๋องผิงซีแทบไม่อยาก
เซียวลู่เซิงเม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้า“บางเรื่อง ต่อไปข้าจะเล่าให้ฟัง”ฟังดูแล้วเป็นเรื่องลับของราชวงศ์แน่ ซูอวิ๋นไม่อยากเดาว่าคืออะไรตอนนี้ทำได้แค่ต้องอดทน อดทนจนกว่าซูอวี่ซีจะได้แต่งงานกับเซียวเหิงโดยราบรื่นพระจันทร์ลอยขึ้นเหนือยอดต้นหลิวซูอวี่ซีเพิ่งออกจากประตูหลังของจวนอ๋องผิงซี แล้วขึ้นรถม้าของจวนซูด้วยการพยุงของชุ่ยจู“คุณหนู พวกเรากลับดึกขนาดนี้ จะอธิบายท่านพ่อแม่ทัพกับฮูหยินว่าอย่างไรดีเจ้าคะ?” ชุ่ยจูมีท่าทีวิตกกังวลรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปเสียงกีบม้าดังกึกก้อง เสียงล้อรถบดกับพื้นกลบเสียงสนทนาของนายบ่าวสารถีไม่ได้ยินอะไรเลยซูอวี่ซียิ้มบาง ๆ “ท่านซื่อจื่อตอบตกลงกับข้าแล้ว ว่าจะไปขอร้องอ๋องผิงซีให้ช่วยถอนหมั้นให้ข้า”“อ๋องผิงซีจะช่วยคุณหนูจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”“ข้ากับท่านซื่อจื่อได้เป็นของกันและกันแล้ว อีกทั้งข้าเกิดมาพร้อมดวงชะตาราชินี ท่านอ๋องย่อมเห็นแก่ดวงชะตาของข้าจะต้องช่วยบุตรชายของตนให้ถึงที่สุดแน่”ใจที่กังวลของชุ่ยจูสงบลงไม่น้อย“เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว” หากคุณหนูรองต้องแต่งเข้าไปในจวนอ๋องผิงเหยา ชีวิตดี ๆ ของนางก็คงจบสิ้นลงทุกคนต่างรู้ว่าอ๋องผิงเหยาไม่
"ไม่ยอมแพ้แล้วจะทำเช่นไรได้?"ซูอวิ๋นลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "ฝ่าบาททรงพระราชทานการสมรสให้เอง ต่อให้เป็นอ๋องผิงซี ก็คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ใช่หรือไม่?"เซียวลู่เซิงกล่าวว่า "เว้นแต่ว่าเสด็จอาและพระชายาจะไปทูลขอด้วยตนเอง"เมื่อพูดถึงตรงนี้ ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัวของเขา เสียงของเสด็จแม่ดังก้องอยู่ในใจ— 'ยิ่งหญิงงามเพียงใดยิ่งหลอกลวงเก่งเท่านั้น'ในช่วงที่เขายังเป็นองค์รัชทายาท เสด็จแม่ต้องเสียน้ำตาเพราะพระชายาอ๋องผิงซีมากเพียงใด...ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะมีความรู้สึกพิเศษต่อพระชายาอ๋องผิงซี เขาอธิบายความรู้สึกนั้นไม่ได้ แต่รู้แน่ว่า ในใจของฝ่าบาท พระชายาผู้นี้มีความสำคัญไม่น้อยให้เสด็จอาไปขอร้องฝ่าบาทเพื่อเปลี่ยนแปลงราชโองการ ไม่สู้ให้พระชายาของเสด็จอาไปขอร้องเพียงเล็กน้อย ฝ่าบาทก็คงประทานอนุญาตแล้ว"อ๋องผิงซีไปขอร้องฝ่าบาท แล้วฝ่าบาทจะทรงยินยอมจริงหรือ?" ซูอวิ๋นขมวดคิ้วเซียวลู่เซิงพยักหน้า"ไม่ได้! เซียวอวี้กับซูอวี่ซีจะแต่งงานกันไม่ได้เด็ดขาด!"เซียวลู่เซิงมองดูใบหน้าตื่นตระหนกของนาง ก่อนจะรีบคว้ามือนางไว้ "อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ"ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายปะป
ยิ่งมอง หัวใจยิ่งเต้นแรงแผลเป็นบนใบหน้านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว อีกไม่นาน เซียวลู่เซิงจะได้กลับมามีใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้งถึงตอนนั้น นางจะได้เห็นกับตาว่าบุรุษที่ช่วยเหลือเก็บศพนางในชาติก่อน เดิมทีแล้วมีโฉมหน้าเป็นเช่นไรไออุ่นหอมละมุนกระทบใบหน้า เซียวลู่เซิงรู้สึกว่ากลิ่นนั้นช่างหอมเหลือเกิน ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรีเริ่มอ่อนโยนลงซูอวิ๋นสบตากับเขาพอดี นางยิ้มบางเบา “องค์ชาย”เซียวลู่เซิงพึมพำรับในลำคอ แล้วยิ้ม “ในดวงตาของพระชายา ข้าเห็นตัวเอง”ตัวเขาในดวงตาของนาง เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแต่เขากลบเกลื่อนความรู้สึกต่ำต้อยไว้ได้อย่างแนบเนียน เพียงยิ้มบาง ๆ มองดูสีหน้าของนางที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยซูอวิ๋นยิ้มบาง ๆ ใช้สองมือประคองใบหน้าเขา “หม่อมฉันก็เห็นตัวเองในดวงตาขององค์ชาย”นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนกล่าว “นี่ใช่หรือไม่คือคำที่คู่รักกล่าวกันว่า—ในดวงตาของท่านมีข้า ในดวงตาของข้ามีท่าน?”เซียวลู่เซิงอ้าปากค้าง ก่อนจะหัวเราะเพราะนางทำให้เขาขบขัน “อืม”ในดวงตาและหัวใจของนาง มีเขาอยู่จริงหรือ?คำตอบของเรื่องนี้ เขาไม่กล้าคิดคำนึง ณ ตอนนี้ แค่นางพูดถ้อยคำหวานหูเช่นนี้กับเขา ก็ถือเป็นวาสนาอ
“องค์ชาย?”ซูอวิ๋นเห็นเขาไม่ตอบ ก็เลยตัดสินใจถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆเพราะคืนเข้าหอ เขาเป็นคนกรีดนิ้วตัวเองให้เลือดหยดลงบนผ้าโลหิตพิสุทธิ์ต่อมา หมอหลินก็เคยมาตรวจร่างกายเขาแล้ว แต่กลับให้คำตอบที่กำกวม นางจึงไม่รู้แน่ชัดว่าเซียวลู่เซิงยังมีความสามารถอยู่หรือไม่เซียวลู่เซิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ มุมปากมีรอยยิ้มขัดเขิน ยื่นมือไปกุมมือนางไว้ “อวิ๋นเอ๋อร์รออีกสักระยะเถอะ”ยังต้องรออีกหรือ?“อวิ๋นเอ๋อร์บอกว่าภายในสามเดือน ขาข้าจะกลับมามีความรู้สึกดังเดิม และอีกครึ่งปีข้าจะยืนขึ้นได้ ใช่หรือไม่?”ซูอวิ๋นพยักหน้า “เพคะ” หากแนวทางการรักษาไม่ผิดพลาด และไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางมั่นใจในเรื่องนี้เซียวลู่เซิงกล่าว “เช่นนั้นก็รอให้ข้าหายดีแล้วกัน” รอให้ขาหายดี แล้วค่อยร่วมอภิรมย์ซูอวิ๋นเข้าใจความหมาย ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกระตือรือร้นของฝ่าบาทและตวนกุ้ยเฟยที่อยากได้หลาน พวกเขาจะรอได้นานขนาดนั้นหรือ?แม้จะมีคำถามในใจ แต่นางก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จะให้นางไปกระชากกางเกงของเซียวลู่เซิง แล้วเป็นฝ่ายเริ่มเองก็กระไรอยู่?แค่คิดก็น่าอายจนแทบต้องแทรกแผ่นดินหนีแล้ว!เพื่อทำลายความกระอักกระอ่วน ซูอ
แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังหลอกลวงได้ต้วนกุ้ยเฟยถอนหายใจ ไม่สนใจอีกแล้วว่านางต้องการอะไร ขอแค่นางให้กำเนิดทายาทให้เซิงเอ๋อร์ได้ก็พอ"ลุกขึ้นเถิด ข้าเชื่อเจ้า" ต้วนกุ้ยเฟยกล่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนักจนถึงวันนี้ นางเป็นถึงพระสนมที่ได้รับความโปรดปรานที่สุด แต่ก็ยังไม่ได้เป็นฮองเฮา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะพี่สาวแท้ ๆ ผู้เลอโฉมของนางหรอกหรือ?ซูอวิ๋นลุกขึ้น แล้วนั่งลงตรงที่นั่งต่ำกว่าไม่นานนัก แม่นมกุ้ยกล่าวขึ้นจากด้านนอกว่า "พระชายา หมอหลวงหลี่มาแล้วเพคะ"ต้วนกุ้ยเฟยกล่าวว่า "เชิญเขาเข้ามา"หลังจากพูดจบ นางก็กล่าวกับซูอวิ๋นว่า "หมอหลวงหลี่มาตรวจชีพจรให้เจ้าเพื่อความสบายใจ"สุขภาพแข็งแรงดีอยู่แล้ว จะตรวจชีพจรเพื่ออะไร?ไม่นานนัก แม่นมกุ้ยก็เดินนำหมอหลวงหลี่เข้ามาหมอหลวงหลี่ดูอายุยังน้อย น่าจะประมาณยี่สิบสองหรือยี่สิบสามปีหลังจากตรวจชีพจรของซูอวิ๋นแล้ว เขากล่าวกับต้วนกุ้ยเฟยว่า "ขอถวายรายงาน พระชายามีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องบำรุงเป็นพิเศษพ่ะย่ะค่ะ"ต้วนกุ้ยเฟยเพียงพยักหน้ารับเบา ๆหลังจากหมอหลวงหลี่จากไปแล้ว ต้วนกุ้ยเฟยกล่าวว่า "ต่อไป หมอหลวงหลี่จะไปที่จวนอ๋องเป็นประจำ เพื่อตรวจชีพ
เซียวลู่เซิงจับมือนางไว้ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม โดยรวมแล้ว พระองค์ทรงอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่พิการ เขาก็กลายเป็นคนขี้ระแวงมาโดยตลอด แต่บัดนี้ ถึงแม้จะยังคงสงสัยว่าซูอวิ๋นมีเซียวอวี้อยู่ในใจหรือไม่ ก็พยายามเตือนตนเองให้เชื่อนางภาพนี้ตกอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้ ทอดพระเนตรเห็นเซิงเอ๋อร์อารมณ์ดีเช่นนี้ พระองค์จึงมิได้ขุ่นเคืองเรื่องที่ตระกูลซูส่งเจ้าสาวมาสลับตัวกันอีกต่อไปเพียงแต่ สิ่งที่พระองค์คาดไม่ถึงคือ ซูอวิ๋นกลับมิได้ขอพระราชทานอภัยโทษให้ซูอวี่ซีเลยเฮ้อ... แม่ทัพเจิ้นหยวน ซูหงเผิงเอ๋ย!บุตรสาวคนโตอย่างซูอวิ๋น มีรูปลักษณ์สง่างามเป็นอย่างยิ่ง ไฉนจึงไม่ได้รับความโปรดปรานในตระกูลซูกัน?เป็นเพราะคำทำนายของนักพรตพเนจรผู้นั้น ที่กล่าวว่าซูอวี่ซีเกิดมาพร้อมชะตาผู้ราชินีกระนั้นหรือ?ในเมื่อเชื่อคำทำนายปานนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่เต็มใจให้ธิดาแต่งกับโอรสเพียงองค์เดียวของเขา กลับไปคบหาลับ ๆ กับทายาทแห่งจวนอ๋องผิงซี มีแผนคิดคดอันใด ทุกคนล้วนรู้แจ้งอยู่แก่ใจ!ดังนั้น เมื่อตวนกุ้ยเฟยทรงทูลขออภิเษกเซียวเหิงกับซูอวี่ซี พระองค์จึงตกลงโดยมิได้ลังเลเลยแม้แต่น้อยเซียวเหิงเป็นเชื้อพระ