เซียวอวี้เหลือบตามองอ๋องผิงเหยาด้วยสายตาเย็นชา"มุกตลกของท่านอ๋องผิงเหยาช่างไม่ขำเอาเสียเลย"รอยยิ้มของเซียวเหิงค้างอยู่บนริมฝีปาก นัยน์ตาเหลือบไปมองซูอวี่ซีอีกครั้งนางช่างบอบบางเหลือเกิน...เขาเพียงแค่คว้าเอวนางเบา ๆ เท่านั้น แต่นางกลับตัวเล็กจนฝ่ามือของเขาสามารถโอบนางได้ทั้งตัวความรู้สึกอยาก บดขยี้ พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจบรรยากาศกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ ก่อนที่เซียวเหิงจะรีบพาข้ารับใช้ของเขาจากไป"ท่านพี่ซื่อจื่อ”ซูอวี่ซีที่ยังรู้สึกหวาดกลัว รีบพุ่งเข้าไปซุกในอ้อมอกเซียวอวี้เมื่อครู่นางเผลอเดินชนอ๋องผิงเหยา แต่เขากลับฉวยโอกาสแตะต้องนาง!แต่เรื่องนี้ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด!โดยเฉพาะเซียวอวี้...หากเขารู้เข้า แล้วไม่ต้องการนางขึ้นมาจะทำอย่างไร?ในเมืองหลวงนี้ ต่อให้ไม่นับอ๋องหวยหนานผู้พิการวิปลาส ก็ยังมีเซียวเหิงจอมอันธพาลอีกคน พระชายาทั้งสามของเขาตายไปอย่างมีเงื่อนงำ ส่วนอนุภรรยาและสาวใช้ในจวนที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุยิ่งมีมากมายนับไม่ถ้วนถูกเขาลวนลามเช่นนี้ นางรู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอาเจียน"ไม่ต้องกลัว ข้าจะพาเจ้ากลับจวน"เซียวอวี้ปลอบโยนพร้อมกับเหลือบไปเห็นห่อยาในมื
คงไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไรหรอกกระมัง?คิดได้ดังนั้น หมอชราก็ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีไปกันใหญ่ ขาสองข้างสั่นระริก"ท่านหมอหลิน ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?" ซูอวิ๋นหันกลับมาเห็นท่าทีของเขาแปลกๆหมอหลินรีบปาดเหงื่อ "ทะ...ทูลพระชายา กระ กระ ข้าน้อยมิได้เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ"ซูอวิ๋น "..."นางหันไปมองชิงหนิงที่อยู่ข้างกายชิงหนิงเพียงแต่เลิกคิ้วเล็กน้อย คงคิดว่าชาวบ้านทั่วไปเมื่อพบเจอเชื้อพระวงศ์ก็ต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดาซูอวิ๋นกล่าวเสียงอ่อนโยน "หมอหลินไม่ต้องกังวล ท่านเพียงแค่ตรวจร่างกายตามปกติก็พอ โดยเฉพาะเรื่องนั้นขององค์ชาย""ขะ...เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ..."เห็นเขายังมีท่าทีหวาดกลัว นางก็ปลอบโยนอีกสองสามประโยค"เจียนซุ่น องค์ชายอยู่ข้างในหรือไม่?"ซูอวิ๋นเดินไปยังหน้าห้องหนังสือ เห็นเจียนซุ่นกำลังสัปหงกอยู่ทันทีที่นางเรียก เจียนซุ่นก็สะดุ้งตื่น รีบค้อมกายทำความเคารพ"กระหม่อมถวายบังคมพระชายา องค์ชายทรงประทับอยู่ในห้องหนังสือพ่ะย่ะค่ะ"สิ้นเสียงรายงานเสียงของเซียวลู่เซิงก็ดังออกมาจากด้านใน"เจียนซุ่น ให้พระชายาเข้ามา""พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย" เจียนซุ่นตอบรับก่อนจะผลักประตูเปิดออกซูอวิ๋นเหลือบ
ณ เรือนรองแห่งจวนอ๋องหวยหนานซูอวิ๋นให้ชิงหนิงรออยู่ที่หน้าประตู ส่วนนางเรียกหมอหลินเข้าไปนั่งดื่มน้ำชาในเรือนรอง"หมอหลิน องค์ชายไม่มีปัญหาจริงหรือ?" ซูอวิ๋นเอ่ยถามหมอหลินเพิ่งถูกทำให้ตกใจจนหน้าซีดไปเมื่อครู่ ตรวจชีพจรแล้ว นอกจากปัญหาที่ขาก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จึงพยักหน้าตอบ "ไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ""ไม่มีปัญหาหรือ?" ซูอวิ๋นขมวดคิ้ว "แต่เหตุใดองค์ชายจึงไม่สนใจสตรีเลย?""องค์ชายไม่สนใจสตรี?" หมอหลินเองก็ดูแปลกใจ ทันใดนั้นก็พลันนึกถึงข่าวลือในเมืองหลวงขึ้นมาได้แต่เมื่อเห็นสายตาของพระชายาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาก็ลังเล ไม่กล้าพูดออกมายิ่งไปกว่านั้น หากคำพูดของเขาเล็ดลอดไปถึงหูของเซียวลู่เซิง เขาจะยังมีชีวิตรอดต่อไปได้หรือ?เมื่อเห็นหมอหลินปิดปากเงียบซูอวิ๋นก็หยิบถุงเงินออกมายื่นให้เขา "ข้าเป็นนายหญิงแห่งจวนนี้ ท่านเพียงพูดมา ข้ารับรองว่าจะไม่แพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้"หมอหลินมองถุงเงินอวบแน่นตรงหน้าแล้วก็มองพระชายาอีกครั้ง ดูท่าว่าหากเขาไม่พูดอะไรออกมา เกรงว่าคงจะไม่ได้กลับไปง่าย ๆเขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง "ข้าน้อย ข้าน้อยแค่คาดเดา อาจเป็นเพราะองค์ชายม
ชิงหนิงมองพระชายาด้วยความงุนงง นางกำลังไม่พอใจอยู่หรือ?อีกทั้ง วันนี้พระชายากลับเชิญหมอมาตรวจร่างกายองค์ชายโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย นางก็นึกไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่อีกด้านหนึ่งเซียวลู่เซิงเรียกซูอิ่งเข้ามาในห้องหนังสือ ก่อนเอ่ยถาม "วันนี้พระชายาอยู่ ๆ ก็เชิญหมอเข้ามาตรวจร่างกาย เจ้าไปสืบมาว่าเกิดอะไรขึ้น"ซูอิ่งค้อมศีรษะรับคำ "พ่ะย่ะค่ะ"ซูอิ่งทำงานรวดเร็วมากหมอหลินยังไม่ทันได้กลับถึงหอโอสถ ซูอิ่งก็แอบเข้าไปในรถม้าของเขาแล้วกดดันถาม "บอกมา วันนี้พระชายาเรียกเจ้ามาตรวจอะไร?"หมอหลินเหงื่อแตกพลั่ก รีบละล่ำละลักตอบ "คุณชาย ใจเย็นก่อน ข้า...ข้าจะบอก!"แล้วจากนั้นหมอหลินก็เล่าเรื่องที่คุยกับซูอวิ๋นให้ซูอิ่งฟังทุกถ้อยคำซูอิ่งกะพริบตาปริบ ๆ กลืนน้ำลาย ก่อนถามเสียงเบา "แล้วสรุปว่าองค์ชายมีปัญหาหรือไม่?"หมอหลินตอบ "ข้าน้อยเห็นว่าไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าพระชายาบอกว่าองค์ชายไม่ใกล้ชิดสตรี..."ซูอิ่ง "..."ดังนั้น องค์ชายอาจจะมีปัญหาจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?แล้วเขาควรจะรายงานกลับไปว่าอย่างไร?"คุณชาย เช่นนั้น... ยาที่พระชายาสั่งจ่าย จะให้ส่งไปหรือไม่ขอรับ?"หมอหลินมองดาบที่ห้อยอยู่เหนื
ชอบสตรีแบบใดกัน?เซียวลู่เซิงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดถึงคำถามนี้มาก่อนแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ใบหน้าที่งดงามของซูอวิ๋นก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเขา มีทั้งท่าทีอ่อนน้อม รอยยิ้มของนาง และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่ติดตัวนาง"องค์ชาย องค์ชายไม่ชอบหม่อมฉัน เช่นนั้นรับอนุภรรยาตามที่องค์ชายพอพระทัยดีหรือไม่?"ขณะที่เซียวลู่เซิงยังครุ่นคิดอยู่ คำพูดของซูอวิ๋นกลับทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน"รับอนุภรรยา?""เพคะ องค์ชายชอบสตรีแบบใด?"เซียวลู่เซิงหัวเราะเยาะเบาๆ นางดีกับเขา ยกย่องเขาดั่งสรวงสวรรค์ แม้กระทั่งสงสารเขา ทว่า...นางมิได้รักเขาใช่แล้ว เขาเป็นเพียงคนพิการ ผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์ จะมีสิทธิ์อันใดให้ใครมารัก?ในใจของนาง คงมีเพียงเซียวอวี้ผู้นั้นเท่านั้นกระมัง!เห็นนางแสร้งทำได้น่าเชื่อถือถึงเพียงนี้ เซียวลู่เซิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตนเอง จริงดังว่า หญิงงาม ต่อให้โกหก ก็ยังทำให้ผู้คนเผลอตกหลุมพรางได้โดยง่ายขณะนี้ เซียวลู่เซิงกลับอดคิดไม่ได้ว่า หากขี้ผึ้งที่นางทาให้เขามีผลบ้าง แม้เพียงทำให้แผลเป็นจางลงสักเล็กน้อยก็คงดี"ข้าไม่สนใจสตรี" เขาหลับตาลง ละเลยความเจ็บแปลบในอกไม่สนใจสต
เซียวลู่เซิงลูบศีรษะนาง มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย "พระชายาไม่ต้องกลัว" "หม่อมฉันไม่กลัวเพคะ" นางตายมาครั้งหนึ่งแล้ว ยังมีอะไรน่ากลัวอีก? เพียงแต่ เรื่องนี้นางค่อนข้างไม่คุ้นเคย ไม่รู้วิธี การที่นางกล้าทำตัวเป็นฝ่ายรุกขนาดนี้ก็นับว่ายากแล้ว แต่ทำไมเซียวลู่เซิงถึงได้แค่ลูบหัว แล้วไม่ทำอะไรอื่นเลย? "องค์ชาย หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่รู้วิธี" พูดพลาง นางก็เงยหน้าขึ้น พยายามดูสีหน้าของชายหนุ่ม แต่ห้องมืดเกินไป นางมองไม่เห็น ขณะนี้ ร่างกายของเซียวลู่เซิงร้อนผ่าวเหมือนเตาไฟ หากก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าตนเองมีใจให้ซูอวิ๋น เขายังสั่งให้นางปรนนิบัติได้ แต่ตอนนี้ เขาพูดแบบนั้นไม่ออก มีภรรยาผู้งดงามในอ้อมแขน แต่เขาไม่กล้าทาบร่างพิการบนตัวนาง... "พระชายา จะรักษาขาของข้าได้จริงหรือ?" มือใหญ่ของเขาลูบเส้นผมนุ่มของนางเบา ๆ มองหญิงสาวในอ้อมแขนแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง "ได้เพคะ องค์ชายยังไม่เชื่อหม่อมฉันอีกหรือ?" เซียวลู่เซิงถอนหายใจพลางยิ้ม "เชื่อ ข้ายินดีเชื่อพระชายา" หยุดเล็กน้อย เขากล่าว " เช่นนั้นหากพระชายารักษาขาของข้าหาย เราค่อยร่วมอภิรมย์กันดีหรือไม่?" ซูอวิ๋นอึ้งไป เมื่อนึกถึงขาของเข
"หม่อมฉันเพียงกลัวว่าจะเสียของไปเปล่าๆ" ใบหน้าซูอวิ๋นแดงจัด งดงามชวนมอง "ข้าไม่ต้องการ" เขาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "เพคะ" นางก้มหน้า ไม่มองเขาอีก ควรรักษาหน้าและขาของเขาให้หายก่อน ถึงตอนนั้นจะรู้ว่าเขาทำได้หรือไม่ เมื่อคิดเช่นนั้น นางเตรียมจะลุกจากเตียง แต่กลับถูกชายหนุ่มคว้ามือไว้ "พระชายาไม่เชื่อหรือ?" "หม่อมฉันไม่ได้ไม่เชื่อ" เซียวลู่เซิงเห็นแก้มแดงของนาง พลันเกิดความรู้สึกอยากแกล้งขึ้นมา ดึงมือนางลงไปใต้ผ้าห่มทันที พอสัมผัสได้ชั่วขณะ มือของซูอวิ๋นราวกับถูกไฟลวก รีบดึงออกอย่างรวดเร็ว แล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม เซียวลู่เซิงเท้าคางด้วยมือเดียว เห็นนางห่อตัวมิดชิด จึงยิ้มแล้วพูดว่า "พระชายา ระวังจะทำให้ตัวเองหายใจไม่ออก" พูดจบก็ลุกขึ้น เขาสวมเสื้อผ้า นั่งบนรถเข็นข้างเตียงอย่างคล่องแคล่ว แล้วเรียกเจียนซุ่นเข้ามาปรนนิบัติ หลังอาหารมื้อเช้า ซูอวิ๋นก็ทายาให้เซียวลู่เซิง ทาไป ก็ถามไป "องค์ชายรู้สึกคันผิวหนังหรือเจ็บเหมือนถูกบาดหรือไม่เพคะ?" เซียวลู่เซิงพยักหน้า "มีเล็กน้อย" "นั่นถูกต้องแล้ว องค์ชายไม่ต้องกังวลนะเพคะ นี่เป็นเพราะยาเริ่มออกฤทธิ์ ผิวหนังขององค์ชายกำลังค่อย
พระชายาจะรักษาได้จริงหรือ "แผลเป็นบนใบหน้าของข้า เจ้าลองดูให้ดี มีอาการดีขึ้นบ้างหรือไม่" เขาดูสงบนิ่ง แต่ในใจความหวังที่จะได้กลับมามีใบหน้าเดิมก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้งครั้งนี้ เขาไม่ได้ทำเพื่อสิ่งอื่นใด เพียงเพราะอยากฟื้นฟูใบหน้าให้เป็นดังเดิม เพื่อให้ได้รับความชื่นชอบจริง ๆ จากซูอวิ๋นบ้าง เจียนซุ่นได้ยินเช่นนั้น ก็มองอย่างพินิจพิเคราะห์ พึมพำว่า "ใบหน้าขององค์ชายไม่ซีดเหมือนแต่ก่อนแล้ว ได้รับแสงแดดมาหลายวัน ดูสุขภาพดีขึ้น" "ข้าถามถึงแผลเป็น จางลงบ้างหรือไม่" "บ่าว บ่าวรู้สึกว่า..." "ห้ามโกหก!" เจียนซุ่นรีบกล่าวว่า "บ่าวไม่กล้า แต่ก่อนหน้านี้บ่าวไม่กล้ามององค์ชายตรง ๆ จึงดูไม่ออก" ดูไม่ออก... นั่นก็แปลว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง หายใจลึกหนึ่งครั้ง เซียวลู่เซิงโบกมือ "ออกไปซะ" "องค์ชาย ท่านบาดเจ็บมาหลายปีแล้ว ถึงพระชายาจะมีความสามารถวิเศษเพียงใด ก็คงไม่เร็วขนาดนี้ องค์ชายอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยพ่ะย่ะค่ะ" เจียนซุ่นปลอบประโลม ในขณะเดียวกันเขาก็อยากจะรับความทุกข์เหล่านี้ไว้แทนองค์ชายเหลือเกิน เขาเป็นเพียงขันที หากเสียโฉมก็เสียไป หากพิการก็พิการไป มันมีความสำคัญอะไร เห็นเซี
เดินมาได้สักพัก ซูอวิ๋นก็ถอนหายใจ “ดอกเหมยเหล่านี้บานแข่งกัน งดงามจับตาเสียนี่กระไร น่าเสียดาย หากมีที่สูงให้ชม คงจะสวยกว่านี้”นางกำนัลกล่าวว่า “ในสวนอี้เหมยมีศาลาอยู่เพคะ” นางพูดพลางชี้มือไป “อยู่ตรงนั้นเพคะ ศาลาค่อนข้างสูง หากชมจนพอใจแล้ว เดินต่อไปข้างหน้ายังจะเห็นเกาะกลางทะเลสาบอีกด้วย”เกาะกลางทะเลสาบ?วังนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก มีเกาะกลางทะเลสาบด้วยหรือซูอวิ๋นก้าวเดินเร็วขึ้น มุ่งหน้าไปยังศาลาที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ“ว้าย…” นางกำนัลพลันสะดุดล้ม ขาพลิกไปซูอวิ๋นหันกลับมา “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”“ทูลพระชายา บ่าวข้อเท้าพลิกเพคะ”ซูอวิ๋นขมวดคิ้ว มองเห็นศาลาอยู่ไม่ไกล จึงหันไปพูดกับชิงหนิง “เจ้าพานางกลับไปเถิด ข้าจะรอเจ้าที่ศาลา”ชิงหนิงลังเลเล็กน้อย “พระชายา ที่สวนอี้เหมยนี้…” ปลอดภัยแน่หรือเพคะ?“ที่นี่คือวังหลวง ไม่ใช่ถนนด้านนอก จะมีอันตรายใดได้?”นางกำนัลกล่าว “บ่าวสมควรตายที่ทำให้พระชายาหมดสนุก”ซูอวิ๋นว่า “เลิกพูดเถิด รีบกลับไป ไปให้หมอหลวงดูอาการเสีย”“บ่าวขอบพระทัยพระชายาเพคะ”ชิงหนิงไม่มีทางเลือกจำต้องพยุงนางกำนัลออกจากสวนอี้เหมยจนกระทั่งซูอวิ๋นมองไม่เห็นเงาของทั
เซียวอวี้อ้าปากค้าง “หากฝ่าบาทเกิดระแวงขึ้นมา ต่อให้เสด็จพ่อเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่ในบรรดาเชื้อพระวงศ์สายรอง ก็ยังสามารถเลือกผู้สืบทอดได้”“เจ้าก็ไม่ได้โง่นี่!”“ลูกเข้าใจแล้ว” ขณะนั้น ภาพใบหน้าของซูอวี่ซีที่ร้องไห้อ้อนวอน รวมถึงท่าทางเอาใจเขาก็ผุดขึ้นมาในหัวเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงคืนวันส่งท้ายปีเก่าช่วงบ่าย เจียนซุ่นนำคนในจวนมาแปะกลอนคู่ และติดกระดาษลวดลายต่าง ๆ บนหน้าต่างซูอิ่งเข็นรถของเซียวลู่เซิงเข้ามา “พวกเราต้องเข้าวัง ไปอยู่เป็นเพื่อนฝ่าบาทและเสด็จแม่ในคืนส่งท้ายปีเก่า”ไม่ใช่แค่พวกเขา ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายก็ต้องเข้าวังเช่นกันซูอวิ๋นรับคำ จากนั้นชิงหนิงก็เริ่มช่วยนางเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและแต่งหน้าเซียวลู่เซิงนั่งอยู่บนเตียงอุ่น อ่านหนังสือไปพลาง แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ซูอวิ๋นตลอดเวลา นางนั่งอยู่อย่างสงบ มีรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเสมอ ซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“พระชายา พระองค์คิดว่าเครื่องประดับปักผมอันนี้เป็นอย่างไรเพคะ?” ชิงหนิงยกปิ่นทองขึ้นมาถามซูอวิ๋นขมวดคิ้วสวย มองผ่านกระจกทองแดง เห็นชิงหนิงกำลังลองปิ่นทองให้ดูที่ข้างขมับ
เจ้ากรมเฉินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รออยู่เงียบ ๆอ๋องผิงซีเซียวเจิ้นหนานกล่าวต่อว่า “ยาที่ทำให้เป็นหมันที่ให้เจ้าเตรียมไว้นั้น เจ้าได้นำมาหรือไม่?”“นำมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมเฉินหยิบขวดยาออกจากหีบยาแล้วถวายด้วยสองมืออ๋องผิงซีถามว่า “ใช้ได้ทั้งชายและหญิงหรือไม่?”เจ้ากรมเฉินพยักหน้า “ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากใช้ในระยะแรกจะเป็นเพียงยาคุมกำเนิด แต่หากใช้ต่อเนื่องเกินครึ่งปี จะกลายเป็นหมันแน่นอน”เป็นหมันงั้นรึ? ดีมาก!เขาโบกมือ “ดี ขอบใจเจ้ามาก เจ้ากลับไปได้แล้ว”เจ้ากรมเฉินคารวะตามมารยาท ก่อนจะแบกหีบยาแล้วเดินออกไป“ท่านอ๋อง ท่านซื่อจื่อมาขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทเดินเข้ามารายงานอ๋องผิงซีว่า “ให้เขาเข้ามา ข้ากำลังมีเรื่องจะคุยพอดี” เขามองขวดยาในมือ ครุ่นคิดอย่างมีแผนการ“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”ไม่นานนัก เซียวอวี้ก็เข้ามา คารวะกล่าวว่า “ลูกขอคารวะท่านพ่อ”อ๋องผิงซีโบกมือเล็กน้อย “เจ้ากับซูอวิ๋นที่หลังจากนางแต่งเข้าวังอ๋องหวยหนานแล้ว เคยพบกันบ้างหรือไม่?”เซียวอวี้ส่ายหัว “ครั้งก่อนลูกใช้ชื่อของเสด็จแม่เชิญนางไปชมดอกเหมย แต่นางปฏิเสธ”“ปฏิเสธงั้นหรือ?” อ๋องผิงซีแทบไม่อยาก
เซียวลู่เซิงเม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้า“บางเรื่อง ต่อไปข้าจะเล่าให้ฟัง”ฟังดูแล้วเป็นเรื่องลับของราชวงศ์แน่ ซูอวิ๋นไม่อยากเดาว่าคืออะไรตอนนี้ทำได้แค่ต้องอดทน อดทนจนกว่าซูอวี่ซีจะได้แต่งงานกับเซียวเหิงโดยราบรื่นพระจันทร์ลอยขึ้นเหนือยอดต้นหลิวซูอวี่ซีเพิ่งออกจากประตูหลังของจวนอ๋องผิงซี แล้วขึ้นรถม้าของจวนซูด้วยการพยุงของชุ่ยจู“คุณหนู พวกเรากลับดึกขนาดนี้ จะอธิบายท่านพ่อแม่ทัพกับฮูหยินว่าอย่างไรดีเจ้าคะ?” ชุ่ยจูมีท่าทีวิตกกังวลรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปเสียงกีบม้าดังกึกก้อง เสียงล้อรถบดกับพื้นกลบเสียงสนทนาของนายบ่าวสารถีไม่ได้ยินอะไรเลยซูอวี่ซียิ้มบาง ๆ “ท่านซื่อจื่อตอบตกลงกับข้าแล้ว ว่าจะไปขอร้องอ๋องผิงซีให้ช่วยถอนหมั้นให้ข้า”“อ๋องผิงซีจะช่วยคุณหนูจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”“ข้ากับท่านซื่อจื่อได้เป็นของกันและกันแล้ว อีกทั้งข้าเกิดมาพร้อมดวงชะตาราชินี ท่านอ๋องย่อมเห็นแก่ดวงชะตาของข้าจะต้องช่วยบุตรชายของตนให้ถึงที่สุดแน่”ใจที่กังวลของชุ่ยจูสงบลงไม่น้อย“เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว” หากคุณหนูรองต้องแต่งเข้าไปในจวนอ๋องผิงเหยา ชีวิตดี ๆ ของนางก็คงจบสิ้นลงทุกคนต่างรู้ว่าอ๋องผิงเหยาไม่
"ไม่ยอมแพ้แล้วจะทำเช่นไรได้?"ซูอวิ๋นลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "ฝ่าบาททรงพระราชทานการสมรสให้เอง ต่อให้เป็นอ๋องผิงซี ก็คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ใช่หรือไม่?"เซียวลู่เซิงกล่าวว่า "เว้นแต่ว่าเสด็จอาและพระชายาจะไปทูลขอด้วยตนเอง"เมื่อพูดถึงตรงนี้ ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัวของเขา เสียงของเสด็จแม่ดังก้องอยู่ในใจ— 'ยิ่งหญิงงามเพียงใดยิ่งหลอกลวงเก่งเท่านั้น'ในช่วงที่เขายังเป็นองค์รัชทายาท เสด็จแม่ต้องเสียน้ำตาเพราะพระชายาอ๋องผิงซีมากเพียงใด...ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะมีความรู้สึกพิเศษต่อพระชายาอ๋องผิงซี เขาอธิบายความรู้สึกนั้นไม่ได้ แต่รู้แน่ว่า ในใจของฝ่าบาท พระชายาผู้นี้มีความสำคัญไม่น้อยให้เสด็จอาไปขอร้องฝ่าบาทเพื่อเปลี่ยนแปลงราชโองการ ไม่สู้ให้พระชายาของเสด็จอาไปขอร้องเพียงเล็กน้อย ฝ่าบาทก็คงประทานอนุญาตแล้ว"อ๋องผิงซีไปขอร้องฝ่าบาท แล้วฝ่าบาทจะทรงยินยอมจริงหรือ?" ซูอวิ๋นขมวดคิ้วเซียวลู่เซิงพยักหน้า"ไม่ได้! เซียวอวี้กับซูอวี่ซีจะแต่งงานกันไม่ได้เด็ดขาด!"เซียวลู่เซิงมองดูใบหน้าตื่นตระหนกของนาง ก่อนจะรีบคว้ามือนางไว้ "อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ"ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายปะป
ยิ่งมอง หัวใจยิ่งเต้นแรงแผลเป็นบนใบหน้านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว อีกไม่นาน เซียวลู่เซิงจะได้กลับมามีใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้งถึงตอนนั้น นางจะได้เห็นกับตาว่าบุรุษที่ช่วยเหลือเก็บศพนางในชาติก่อน เดิมทีแล้วมีโฉมหน้าเป็นเช่นไรไออุ่นหอมละมุนกระทบใบหน้า เซียวลู่เซิงรู้สึกว่ากลิ่นนั้นช่างหอมเหลือเกิน ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรีเริ่มอ่อนโยนลงซูอวิ๋นสบตากับเขาพอดี นางยิ้มบางเบา “องค์ชาย”เซียวลู่เซิงพึมพำรับในลำคอ แล้วยิ้ม “ในดวงตาของพระชายา ข้าเห็นตัวเอง”ตัวเขาในดวงตาของนาง เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแต่เขากลบเกลื่อนความรู้สึกต่ำต้อยไว้ได้อย่างแนบเนียน เพียงยิ้มบาง ๆ มองดูสีหน้าของนางที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยซูอวิ๋นยิ้มบาง ๆ ใช้สองมือประคองใบหน้าเขา “หม่อมฉันก็เห็นตัวเองในดวงตาขององค์ชาย”นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนกล่าว “นี่ใช่หรือไม่คือคำที่คู่รักกล่าวกันว่า—ในดวงตาของท่านมีข้า ในดวงตาของข้ามีท่าน?”เซียวลู่เซิงอ้าปากค้าง ก่อนจะหัวเราะเพราะนางทำให้เขาขบขัน “อืม”ในดวงตาและหัวใจของนาง มีเขาอยู่จริงหรือ?คำตอบของเรื่องนี้ เขาไม่กล้าคิดคำนึง ณ ตอนนี้ แค่นางพูดถ้อยคำหวานหูเช่นนี้กับเขา ก็ถือเป็นวาสนาอ
“องค์ชาย?”ซูอวิ๋นเห็นเขาไม่ตอบ ก็เลยตัดสินใจถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆเพราะคืนเข้าหอ เขาเป็นคนกรีดนิ้วตัวเองให้เลือดหยดลงบนผ้าโลหิตพิสุทธิ์ต่อมา หมอหลินก็เคยมาตรวจร่างกายเขาแล้ว แต่กลับให้คำตอบที่กำกวม นางจึงไม่รู้แน่ชัดว่าเซียวลู่เซิงยังมีความสามารถอยู่หรือไม่เซียวลู่เซิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ มุมปากมีรอยยิ้มขัดเขิน ยื่นมือไปกุมมือนางไว้ “อวิ๋นเอ๋อร์รออีกสักระยะเถอะ”ยังต้องรออีกหรือ?“อวิ๋นเอ๋อร์บอกว่าภายในสามเดือน ขาข้าจะกลับมามีความรู้สึกดังเดิม และอีกครึ่งปีข้าจะยืนขึ้นได้ ใช่หรือไม่?”ซูอวิ๋นพยักหน้า “เพคะ” หากแนวทางการรักษาไม่ผิดพลาด และไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางมั่นใจในเรื่องนี้เซียวลู่เซิงกล่าว “เช่นนั้นก็รอให้ข้าหายดีแล้วกัน” รอให้ขาหายดี แล้วค่อยร่วมอภิรมย์ซูอวิ๋นเข้าใจความหมาย ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกระตือรือร้นของฝ่าบาทและตวนกุ้ยเฟยที่อยากได้หลาน พวกเขาจะรอได้นานขนาดนั้นหรือ?แม้จะมีคำถามในใจ แต่นางก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จะให้นางไปกระชากกางเกงของเซียวลู่เซิง แล้วเป็นฝ่ายเริ่มเองก็กระไรอยู่?แค่คิดก็น่าอายจนแทบต้องแทรกแผ่นดินหนีแล้ว!เพื่อทำลายความกระอักกระอ่วน ซูอ
แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังหลอกลวงได้ต้วนกุ้ยเฟยถอนหายใจ ไม่สนใจอีกแล้วว่านางต้องการอะไร ขอแค่นางให้กำเนิดทายาทให้เซิงเอ๋อร์ได้ก็พอ"ลุกขึ้นเถิด ข้าเชื่อเจ้า" ต้วนกุ้ยเฟยกล่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนักจนถึงวันนี้ นางเป็นถึงพระสนมที่ได้รับความโปรดปรานที่สุด แต่ก็ยังไม่ได้เป็นฮองเฮา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะพี่สาวแท้ ๆ ผู้เลอโฉมของนางหรอกหรือ?ซูอวิ๋นลุกขึ้น แล้วนั่งลงตรงที่นั่งต่ำกว่าไม่นานนัก แม่นมกุ้ยกล่าวขึ้นจากด้านนอกว่า "พระชายา หมอหลวงหลี่มาแล้วเพคะ"ต้วนกุ้ยเฟยกล่าวว่า "เชิญเขาเข้ามา"หลังจากพูดจบ นางก็กล่าวกับซูอวิ๋นว่า "หมอหลวงหลี่มาตรวจชีพจรให้เจ้าเพื่อความสบายใจ"สุขภาพแข็งแรงดีอยู่แล้ว จะตรวจชีพจรเพื่ออะไร?ไม่นานนัก แม่นมกุ้ยก็เดินนำหมอหลวงหลี่เข้ามาหมอหลวงหลี่ดูอายุยังน้อย น่าจะประมาณยี่สิบสองหรือยี่สิบสามปีหลังจากตรวจชีพจรของซูอวิ๋นแล้ว เขากล่าวกับต้วนกุ้ยเฟยว่า "ขอถวายรายงาน พระชายามีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องบำรุงเป็นพิเศษพ่ะย่ะค่ะ"ต้วนกุ้ยเฟยเพียงพยักหน้ารับเบา ๆหลังจากหมอหลวงหลี่จากไปแล้ว ต้วนกุ้ยเฟยกล่าวว่า "ต่อไป หมอหลวงหลี่จะไปที่จวนอ๋องเป็นประจำ เพื่อตรวจชีพ
เซียวลู่เซิงจับมือนางไว้ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม โดยรวมแล้ว พระองค์ทรงอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งนับตั้งแต่พิการ เขาก็กลายเป็นคนขี้ระแวงมาโดยตลอด แต่บัดนี้ ถึงแม้จะยังคงสงสัยว่าซูอวิ๋นมีเซียวอวี้อยู่ในใจหรือไม่ ก็พยายามเตือนตนเองให้เชื่อนางภาพนี้ตกอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้ ทอดพระเนตรเห็นเซิงเอ๋อร์อารมณ์ดีเช่นนี้ พระองค์จึงมิได้ขุ่นเคืองเรื่องที่ตระกูลซูส่งเจ้าสาวมาสลับตัวกันอีกต่อไปเพียงแต่ สิ่งที่พระองค์คาดไม่ถึงคือ ซูอวิ๋นกลับมิได้ขอพระราชทานอภัยโทษให้ซูอวี่ซีเลยเฮ้อ... แม่ทัพเจิ้นหยวน ซูหงเผิงเอ๋ย!บุตรสาวคนโตอย่างซูอวิ๋น มีรูปลักษณ์สง่างามเป็นอย่างยิ่ง ไฉนจึงไม่ได้รับความโปรดปรานในตระกูลซูกัน?เป็นเพราะคำทำนายของนักพรตพเนจรผู้นั้น ที่กล่าวว่าซูอวี่ซีเกิดมาพร้อมชะตาผู้ราชินีกระนั้นหรือ?ในเมื่อเชื่อคำทำนายปานนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่เต็มใจให้ธิดาแต่งกับโอรสเพียงองค์เดียวของเขา กลับไปคบหาลับ ๆ กับทายาทแห่งจวนอ๋องผิงซี มีแผนคิดคดอันใด ทุกคนล้วนรู้แจ้งอยู่แก่ใจ!ดังนั้น เมื่อตวนกุ้ยเฟยทรงทูลขออภิเษกเซียวเหิงกับซูอวี่ซี พระองค์จึงตกลงโดยมิได้ลังเลเลยแม้แต่น้อยเซียวเหิงเป็นเชื้อพระ