“ไท่จื่อ ท่านกลับมาแล้ว”เพ่ยซานรีบเดินเข้าไปหาร่างสูงสง่าของไท่จื่อที่ก้าวเข้ามายังตำหนักไป๋จูของตน“ได้รู้ว่าท่านลงไปยังโลกมนุษย์ ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก”ทว่ายังไม่ทันที่นางจะแตะแขนกำยำ ไท่จื่อก็ก้าวเลี่ยงออกห่างทำให้เพ่ยซานชะงัก หากก็ปรับสีหน้าคาดไม่ถึงของตนให้ยิ้มหวาน“เชิญไท่จื่อนั่งก่อน ข้ารินชาให้นะเพคะ”นางพยายามไม่คิดมากด้วยอีกฝ่ายมาหาตนเมื่อกลับจากโลกมนุษย์ย่อมนับเป็นเรื่องดี“ไม่รู้เสี่ยวโปไปไหน จะได้สั่งให้จัดเตรียมของว่างมาให้ไท่จื่อ”ขณะรินชาก็เอ่ยไปด้วย แต่หันไปมองเจ้าของร่างสูงสง่ายังยืนนิ่งไม่ขยับจึงนึกแปลกใจ หากก็พยายามจะเรียกคนของตน“เสี่ยวโป เจ้าอยู่แถวนี้หรือไม่”“หาคนของเจ้าหรือ”เสียงเข้มราบเรียบเอ่ยถาม“เพคะไท่จื่อ ไม่เห็นนางมาครู่ใหญ่แล้ว ปกติก็ไม่เคยหายไปนานเช่นนี้ ไท่จื่อมาทั้งทีไม่มีของว่างต้อนรับได้อย่างไร เดี๋ยวข้าไปดูหน่อยว่าแถวนี้มีนางกำนัลคนอื่นอยู่หรือไม่ จะได้สั่งให้เตรียมของว่าง”นางขยับตัวจะไปด้านนอก ทว่าไท่จื่อยั้งไว้ก่อน“ไม่ต้อง คนของเจ้าอยู่นี่แล้ว”จากนั้นร่างของเสี่ยวโปก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าหมองหม่น โดยมีหวังหย่งกับจางหย่งของคนไท่จื่อเดินตามราวคว
“อย่าคิดว่าข้าปิดหูปิดตา หูเบา แม้คลางแคลงใจแต่ข้าก็เชื่อว่าหนิงเฟิ่งจะไม่ทรยศข้า ที่ข้าไม่พอใจคือพี่ชายของเจ้าบังอาจลอบไปพบนาง แต่นางไม่บอกข้าต่างหาก หากข้ารู้ก่อน พี่ชายเจ้าไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้นแน่ ไม่ต้องรอให้หนิงเฟิ่งฆ่าเองหรอก เพียงได้ยินว่าพี่เจ้าเข้าใกล้หนิงเฟิ่งข้าก็อยากหั่นร่างเป็นหมื่นแสนชิ้น เจ้าไม่สำนึกในน้ำใจหนิงเฟิ่งที่ยืดอายุพี่เจ้ามาได้เป็นนาน ยังฉวยโอกาสปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายนาง มีหรือข้าจะไม่เอาเรื่อง”เจิ้งหานย้ำเสียงเข้ม ทั้งยืนข่มมองสนมของตนไม่ลดละ“และโทษทัณฑ์ของคนที่โกหก สถานเบาคือสิ่งใด รู้หรือไม่”เพ่ยซานส่ายหน้าไปมา ขณะนั้นเสี่ยวโปรีบเข้ามาคุกเข่าขวางหน้านายตน พร้อมโบกมือไปมาอย่างขอร้องไท่จื่อ“อื้อๆ”นางไม่พูด แต่ส่ายหน้าพร้อมส่งเสียงในลำคออย่างรุนแรง น้ำตาไหลพรากเพ่ยซานเห็นคนของตนแล้วก็ถึงกับพึมพำตัวสั่น เข้าใจแล้วว่าโทษทัณฑ์คือสิ่งใด“ไม่...ไม่...”“แน่นอน เมื่อพูดไม่จริง โกหก ใส่ร้ายผู้อื่น หลอกลวงเบื้องสูง ก็ไม่สมควรปล่อยให้มีโอกาสพูดอีกต่อไป”สำหรับเพ่ยซานแล้วน้ำเสียงของไท่จื่อนั้นดูเหี้ยมเกรียมน่ากลัวเหลือเกิน“ไท่จื่อได้โปรดเมตตา”“ข้าโปรดเจ้
“แม่จะมอบพลังปราณให้เจ้าเอง”ราชินีฟางเซียนเอ่ยด้วยความอยากช่วยทั้งลูกและหลาน“เอ...ข้าคิดว่า ข้ากับท่านช่วยกันสร้างกายทิพย์ให้อวี้หลันน้อยน่าจะดีกว่า อย่างไรเราก็สายเลือดเดียวกัน หนิงเอ๋อร์เองก็จะได้พัก มีเวลาให้พลังฟื้นตัวด้วย”เทพธิดาบุปผาออกความเห็น“นั่นเป็นความคิดที่ดี”ผู้เป็นพี่สาวเห็นด้วย และหนิงเฟิ่งเองก็ดีใจจนต้องรีบขอบคุณน้าของตน“ขอบคุณท่านน้า ขอบคุณท่านแม่”“ไม่ต้องมากพิธี เราคนกันเองทั้งนั้น ในวันที่อิงเอ๋อร์นำดอกอวี้หลันกลับมาที่นี่แล้วบอกว่าเป็นหลานของข้า ข้าก็ดีใจนัก รีบให้นางนำมาปลูกไว้ใกล้บ่อน้ำทิพย์ทันที น้ำทิพย์นี้ชุบชีวิตทุกสิ่งบนดินแดนบุปผาเรามานักต่อนักแล้ว”พืชพรรณบนดินแดนบุปผาเป็นนิรันดร์ ไม่มีวันเหี่ยวเฉาโรยรา แต่ก็มีพวกที่สำเร็จเป็นเซียนออกไปนอกดินแดนบุปผาแล้วได้รับบาดเจ็บ หากกลับมาดื่มน้ำทิพย์ก็จะกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม“เจ้าเองก็ควรดื่มน้ำทิพย์ด้วยเช่นกัน จะช่วยให้ร่างกายที่บอบช้ำแข็งแรงฟื้นฟูพลังปราณได้ดีขึ้น”“เจ้าค่ะท่านน้า”อิงอิงได้ยินแล้วก็รีบร่ายเวทย์นำถ้วยชามาแล้วไปรองน้ำในส่วนที่ตกลงมาจากด้านบนเป็นสายเล็กๆ ลงมายังบ่อน้ำทิพย์ แล้วนำมาให้นายตน หนิงเฟ
“เจ้ายังเป็นไท่จื่อสวรรค์อยู่หรือไม่เจิ้งหาน”เมื่อถูกถามเช่นนั้นเจิ้งหานก็ถึงกับนิ่งงันไปฮองเฮาไม่อยากให้ทุกอย่างแย่ยิ่งไปกว่านี้จึงพยายามเอ่ยรั้งบุตรชายตน“ใจเย็นก่อนเถิดเจิ้งหาน แม่เองก็ไม่อยากให้เจ้ากับหนิงเฟิ่งแยกจากกัน แต่ทำเช่นนี้พ่อเจ้าจะยิ่งขัดเคืองใจ”“แต่ลูกรอไม่ได้ และไม่อยากปล่อยให้นานไปกว่านี้ ลูกต้องคุยกับหนิงเฟิ่งให้เข้าใจ”เจิ้งหานคิดว่าหากได้พูดคุยกัน หนิงเฟิ่งจะเข้าใจตน“จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเจ้ากับนางจบวาสนากันไปแล้ว”องค์จักรพรรดิเอ่ยราวไม่เห็นความสำคัญ“วาสนาหรือ? สำคัญอันใด หัวใจสิสำคัญยิ่งกว่า ลูกรักหนิงเฟิ่ง ท่านแยกดาวชะตาของลูกกับนางแล้วอย่างไร หัวใจลูกไม่ได้หมดรักนางเลยสักนิด”เป็นครั้งแรกที่เขาเสียงแข็งกับบิดาของตน ต้องการให้รู้ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ไม่อาจแยกตนออกจากชายาที่รักได้“ความรักที่ลูกมีต่อหนิงเฟิ่งจะไม่มีวันเสื่อมคลาย”คำพูดของเจิ้งหานทำให้ทุกคนต่างนิ่งงัน รับรู้ได้ถึงความผูกพันและหัวใจรักที่เขามีต่อหนิงเฟิ่งอย่างแท้จริง“หากนางหมดรักเจ้าแล้วเล่า”องค์จักรพรรดิเอ่ยราวหยั่งเชิง“เป็นไปไม่ได้”“นางขอหย่า ขอตัดขาดจากเจ้าด้วยตัวเอง”“นางเพียงแค่น้อยใจ
“ดื้อรั้นนัก พวกเจ้าเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว”เอ่ยเสียงเข้มด้วยความโมโหแล้วองค์จักรพรรดิก็สะบัดหน้าเดินหนีหายลับไปในทันใด ส่วนฮองเฮานั้นรีบมาจับแขนบุตรชาย“เจ้าไม่ควรพูดเช่นนี้ ตามไปขอโทษท่านพ่อสิเจิ้งหาน”“ลูกต้องไปตามหนิงเฟิ่งพระมารดา”“แต่หากไปพ่อเจ้าจะยิ่งโกรธมากนะ”“ท่านสนับสนุนลูกกับหนิงเฟิ่งไม่ใช่หรือ อย่าห้ามลูกเลย”เจิ้งหานยืนยันความตั้งใจ“เวลานี้ไฟยังร้อน รอให้พระบิดาไม่คิดว่าท่านทิ้งงานราชกิจ ทั้งพระชายาเองก็อาจมีเวลาไตร่ตรองบ้าง ไม่ดีกว่าหรือ”จิ่นลี่ที่ยืนเงียบไม่อาจแย้งเมื่อบิดาอยู่เอ่ยทัดทานขึ้นมา“ใช่ แม่เองก็จะพูดกับทางเผ่าวิหคให้ ให้ช่วยกล่อมหนิงเฟิ่ง อย่างไรทางนั้นก็เกรงใจแม่ อยู่ที่นั่นไปสักพักหนิงเฟิ่งคงใจเย็นขึ้น แล้วก็เชื่อฟังบิดามารดาของนางอยู่บ้าง”ฮองเฮาเองเห็นว่ายังพอมีทางไกล่เกลี่ย หากไม่ใจร้อนเกินไป อีกอย่างเจิ้งหานก็ยังรักผูกพันต่อหนิงเฟิ่งไม่น้อย ใจหนิงเฟิ่งเองก็คงยังตัดสามีไม่ขาด แต่นางใจแข็งเพราะความเจ็บปวดน้อยใจ“อีกอย่างฝ่าบาทก็รู้ว่าเจ้าสั่งลงโทษเพ่ยซาน แต่ไม่ได้ตำหนิเจ้าเลย นั่นย่อมหมายความว่าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเจ้า ปล่อยให้เป็นเรื่องภายในครอบคร
ข่าวพระสนมถูกลงทัณฑ์สายฟ้ามาถึงยังเผ่าบาดาลด้วยราชาปิศาจเฮยตงนั้นต้องการแก้แค้นสวรรค์จึงส่งคนของตนแอบสืบข่าวความเคลื่อนไหวของไท่จื่อเจิ้งหานเพื่อหาทางลอบสังหาร“ท่านพูดจริงหรือ”“แน่นอน คนของข้าที่ตามสืบข่าวสวรรค์บอกว่าเห็นเจิ้งหานไปรับโทษทัณฑ์สายฟ้า หลังจากกลับมาไม่นานนัก ธิดาของท่านก็ถูกส่งไปที่นั่น”เฮยตงมายังเผ่าบาดาลหลังได้รับข่าวว่าเจิ้งหานลงจากสวรรค์ไปเผ่าวิหค โดยชายาของเขาลงจากสวรรค์ไปก่อนหน้านี้ คาดว่าเจิ้งหานคงตามภรรยาตนไป เขาเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะจัดการอีกฝ่ายเพราะหากเพิ่งรับทัณฑ์สายฟ้าพลังปราณย่อมถูกทำลายไปหลายส่วน ตัวเขาเองนั้นพลังยังผสานกันไม่ดีนัก หากจะจัดการเจิ้งหานได้ต้องมีผู้ร่วมลงมือ ช่างประจวบเหมาะนักที่เกิดเรื่องกับเผ่าบาดาล“ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร”“หากท่านยังแคลงใจข้าก็สุดความสามารถจะฝืนใจท่านได้ ไม่อยากผิดใจกับสวรรค์ข้าย่อมเข้าใจ แต่ท่านไม่ต้องการแก้แค้นให้บุตรชายหรือ โทษทัณฑ์สายฟ้าหรือจะสาสมกับที่ท่านต้องสูญเสียทายาท เจิ้งหานลงทัณฑ์ธิดาของท่านแล้วไปตามชายายังเผ่าวิหค ก็เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่าเขาหมางเมินต่อบุตรสาวท่านสนใจเพียงชายา และย่อมต้องกลับสวรรค์ด้วยกัน”
เทพราตรีเร่งร้อนเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิด้วยสีหน้าตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันอย่างตนเองก็ไม่ล่วงรู้มาก่อน“ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วฝ่าบาท”“มีอะไรเทพราตรี”องค์จักรพรรดินั้นขัดเคืองใจในไท่จื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงหงุดหงิดพอควร“ไท่จื่อฝ่าบาท ดาวชะตาของไท่จื่ออับแสง ข้าเองก็ประหลาดใจยิ่งนัก เดิมทีนับจากแยกห่างกับดาวชะตาเคียงคู่ของพระชายา ดาวชะตาทั้งสองก็อ่อนแสงลงอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ กลับดับวูบไป ข้าจำต้องรีบมาทูลฝ่าบาท”“เจิ้งหาน”ฮองเฮาพึมพำเสียงเบา ด้วยความที่รู้สึกไม่ดีนักก่อนบุตรชายจะเดินทางออกจากสวรรค์ ได้ยินแบบนี้พระนางยิ่งแทบทรุดลงพิงที่นั่ง“เป็นไปได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้น เรียกเทพชะตามาเดี๋ยวนี้”“เทพชะตาขอเข้าเฝ้า”เพียงจบคำขององค์จักรพรรดิ ทหารที่เฝ้าด้านหน้าก็เอ่ยทันที และร่างของเทพชะตาก็พรวดเข้ามาราวรั้งรอคำอนุญาตไม่ได้“ทูลฝ่าบาท ไท่จื่อ...ดวงชะตาของไท่จื่อกำลังตกที่นั่งลำบาก เคราะห์ร้ายหนักอาจถึงชีวิต”“นี่มันอะไรกัน อยู่ๆ ทำไมเกิดเรื่องร้ายกับเจิ้งหานเช่นนี้”องค์จักรพรรดิเสียงเครียด ขณะที่ฮองเฮาถึงกับเจ็บปวดไปทั้งดวงใจเมื่อได้ยินว่าบุตรชายมีอันตรายถึงชีวิต“ลูกแม่..
ความโล่งใจก่อเกิดเมื่อจิ่นลี่ได้รู้ว่าพี่ชายของตนนั้นปลอดภัย ทหารของตนที่ส่งให้ตามติดพระชายารายงานว่าไท่จื่อไปยังดินแดนบุปผา เขาจึงตั้งใจเดินทางไปที่นั่นแต่ได้พบกับแม่ทัพสือเฟิ่งระหว่างทาง จึงให้อีกฝ่ายไปส่งข่าวยังสวรรค์ ส่วนตนนั้นขอมาพบไท่จื่อยังขุนเขากลางเวหาก่อน“แทนที่จะมาที่นี่ เจ้าควรจัดการปัญหาหนอนบ่อนไส้เสียก่อน แล้วตอนนี้เฮยตงก็ฟื้นพลังกลับมาได้แล้ว มันต้องหาทางแทรกซึมครอบครองทั้งหกพิภพเป็นแน่”ผู้เป็นพี่ชายเอ่ยทันทีที่เห็นหน้าตน ทั้งยังทำหน้าไม่พอใจทำให้จิ่นลี่ถึงกับส่ายหน้า“ข้ารู้ ข้าเพียงต้องการมาเห็นกับตาว่าท่านปลอดภัย อย่างไรพระบิดากับพระมารดาย่อมต้องคิดเช่นข้า”เจิ้งหานขยับลุกนั่งพิงตัวเตียงจนได้ และพยายามไม่แสดงอาการเจ็บหนักต่อหน้าน้องชาย“แม่ทัพสือเฟิ่งบอกว่าท่านพลังปราณแตกซ่าน ข้าจะช่วยเร่งฟื้นพลังให้ท่าน”“ไม่ต้อง เจ้าต้องสู้กับเฮยตงและหาทางจัดการกับเจ้าบาดาล ต่อจากนี้เจ้าคือผู้บัญชาการทัพสวรรค์แล้วจิ่นลี่”“ไท่จื่อ”“เจ้าอย่าได้ชะล่าใจ ไม่เช่นนั้นจะเสียการใหญ่”“ข้าให้ผู้ที่ตามมาด้วย แยกไปเชิญราชาเผ่าวิหคกับราชาเผ่าจิ้งจอกและเทพธิดาบุปผาให้ขึ้นไปสวรรค์อย่างเงียบๆ
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นทำให้นางหันมอง แล้วก็ลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณ เพราะสองคนผู้มาใหม่พร้อมกับบิดามารดานั้นดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ทั้งฝ่ายผู้หญิงยังเดินตรงมาหานางเร็วกว่าคนอื่นและจับมือทันที“ช่างสวยน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก”อวี้หลันยืนงง ขณะอีกฝ่ายลูบผมนาง“หลันเอ๋อร์ นี่คือท่านย่าของเจ้า”มารดาเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา“ท่านย่า”สาวน้อยย่อตัวลงเล็กน้อยแม้จะยังอึ้งแปลกใจ และบิดาก็เอ่ยขึ้นนางจึงต้องหันมองตาม“แล้วนี่ก็ท่านปู่”“ท่านปู่”นางย่อตัวลงอีกครั้ง สบตาคมดูมีอำนาจของผู้เป็นปู่แวบเดียวก็หลบ แล้วก็ต้องยิ้มบางกับท่านย่าที่ประคองสองข้างแก้มตน“ไหนให้ย่าดูชัดๆ สิ เหมือนเจิ้งหานเมื่อยังเด็ก แต่ก็คล้ายหนิงเฟิ่ง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะโตถึงเพียงนี้”“หากพวกท่านมาเยี่ยมท่านพ่อบ่อยๆ ก็จะไม่คิดว่าข้าโตเร็ว”“หลันเอ๋อร์”หนิงเฟิ่งดุเสียงเบา ทว่าอวี้หลันไม่ได้สลดนัก นางคิดว่านางพูดความจริง ตนนั้นเห็นว่าบิดาเป็นเซียนปลายแถวทำสวน หากก็รักท่านมาก ทั้งเมื่อเห็นญาติฝ่ายมารดามาเยี่ยมไม่เคยขาด ยังอดคิดไม่ได้ว่าบิดาคงโดดเดี่ยวไร้ญาติ น่าสงสาร แต่นางก็ไม่เคยพูดสิ่งนี้กับผู้ใด“จริงนี่เจ้าคะ ข้าคิดว่
“แล้วนี่จะเรียกว่าท่านปรนนิบัติได้อย่างไร”นางนึกหมั่นไส้คนที่ถูกตำหนิแล้วยังยิ้มกลับมาตรงหน้านัก“อย่างนี้ไงเล่า”มือหนาข้างหนึ่งวางกระชับสะโพกผาย ส่วนอีกข้างทาบเหนือทรวงอวบขาวแล้วฟอนเฟ้นพร้อมเพรียงกัน ทั้งยังสลับไปมาขณะที่สะโพกแกร่งด้านล่างก็ขยับเร้าร่างหญิงสาวจนในที่สุดหนิงเฟิ่งก็ต้องเคลื่อนไหวสะโพกตนตามอีกฝ่าย“อืม ไม่นะ นี่ข้าปรนนิบัติท่าน”มือเกาะบ่าหนาเป็นหลักขณะเอ่ยแย้ง“แล้วอย่างนี้เล่า”คราวนี้ปลายนิ้วแกร่งเปลี่ยนมาไล้วนเหนือสัดส่วนบอบบางด้านหน้าเร็วรี่จนหญิงสาวต้องกัดฟันครางยาวในลำคอ ซุกซบใบหน้าลงกับซอกคอแกร่งเพราะอ่อนไหวเสียดสยิวจนไม่อาจขยับได้อีกแล้ว ร่างงามเกร็งขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกร้อนเหมือนไฟลุกท่วมตัวกระทั่งกระตุกอย่างรุนแรง เอนกายเข้าหาร่างแกร่ง และแขนกำยำก็โอบกอดนางไว้ ขณะที่สะโพกหนาเคลื่อนไหวเชื่องช้าเหมือนกำลังเริ่มต้น หากหนิงเฟิ่งก็รู้ว่าเขาจะไม่หยุดเพียงเท่านี้“พอใจหรือยังชายาที่รักของข้า”นางกัดฟันไม่ยอมตอบหากกลับนั่งตั้งหลักอย่างมุ่งมั่น โยกไหวสะโพกสวนกลับชายหนุ่ม เร่งจังหวะให้เร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว เห็นว่าชายหนุ่มเองก็ขบกรามแน่นเช่นกันนางก็นึกพอใจ ในเมื่อถูกเล่นง
“องค์ชายเจิ้งหานมาขอพบเจ้าค่ะ”อิงอิงกระซิบบอกผู้ที่อยู่ในสระอาบน้ำเล็กหนิงเฟิ่งขมวดคิ้ว นึกแปลกใจด้วยปกติแล้วเจิ้งหานจะไม่เข้ามาในตำหนักหากไม่มีกิจจำเป็น ทั้งยังในเวลาส่วนตัวเช่นนี้ทว่าวันนี้เขามาร่วมโต๊ะกับเทพธิดาบุปผาที่ต้อนรับไท่จื่อสวรรค์ในตำหนัก ส่วนหนิงเฟิงกับลูกอยู่ที่ตำหนักเล็กของตน เพราะเห็นว่าเป็นการใหญ่เกินไป นางไม่อยากให้อวี้หลันคิดว่าตนนั้นอยู่เหนือผู้อื่น อยากให้ลูกเป็นเทพเซียนน้อยผู้หนึ่งในดินแดนบุปผาเท่านั้น“เวลาเช่นนี้น่ะหรือ”เวลาที่นางอาบน้ำอยู่...อีกฝ่ายคงเพิ่งแยกจากไท่จื่อจิ่นลี่แล้วมายังตำหนักเล็กนี้“อิงอิงจะไปทูลว่าองค์หญิงยังไม่สะดวก”อิงอิงเอ่ยอย่างรู้ใจ ทว่าเสียงเข้มดังขึ้นห่างออกไป“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเจ้า”เจิ้งหานเชิญตนเองเข้ามา ทำเอาอิงอิงหน้าเสีย ตำหนักเล็กของหนิงเฟิ่งนั้นมีเพียงอิงอิง เพราะนางต้องการเพียงเท่านี้ และถือว่าตนนั้นเป็นเพียงผู้อาศัยเทพธิดาบุปผาจึงไม่ต้องการมีคนมาคอยห้อมล้อมเช่นตอนที่อยู่เผ่าวิหค หรือแม้แต่บนสวรรค์ นางต้องการเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแม้มีม่านกั้นหากหนิงเฟิ่งก็รู้สึกขนลุกและวูบวาบตามผิวกายเพียงได้ยินเสียงเข้มของเจิ้งห
ไท่จื่อจิ่นลี่เพิ่งเคยมายังดินแดนบุปผาครั้งแรก ความงดงามชื่นตาชื่นใจจากพันธุ์ไม้ดอกไม้ให้ความรู้สึกสดชื่นในทันทีที่เหยียบย่างเข้ามา“ท่านมาพบผู้ใด โปรดแจ้งนาม”ผู้ที่เฝ้าประตูทางเข้าดูค่อนข้างมีอายุ หากก็ไม่ถึงกับดุเข้มจนน่ากลัว“ข้ามาพบเจิ้งหาน บอกเขาว่าจิ่นลี่มาเยี่ยมเยือน”ครั้งนี้เขาลงไปแก้ปัญหาน้ำหลากท่วมบ้านเรือนมนุษย์กับหวังหย่ง และผ่านดินแดนบุปผาจึงอยากเยี่ยมพี่ชายที่ไม่พบหน้ากันมาถึงพันสองร้อยปี“ชื่อท่านช่างคุ้นยิ่งนัก”หวังหย่งขยับจะพูด ทว่าจิ่นลี่เหลือบมองห้ามปรามจึงเงียบไป“เชิญตามข้ามาทางนี้”อีกฝ่ายไม่ซักไซ้สงสัย ทั้งยังนำทางโดยง่าย จิ่นลี่ก็ยิ้มบางแล้วเดินตามไปโดยมีหวังหย่งผู้ที่มีหน้าที่ช่วยราชกิจไท่จื่อแบบใช้กำลังตามติดไม่ห่าง ส่วนจางหย่งนั้นเป็นผู้ดูแลงานด้านงบประมาณและฎีกาเมื่อมาถึงหน้ากระท่อมเนินเขาที่มีไร่ดอกไม้ล้อมรอบจิ่นลี่ก็รู้สึกไม่ดียิ่งนัก พี่ชายตนต้องลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ที่อยู่หลับนอนก็เป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ หากมารดามาเห็นคงปวดใจ ยิ่งบิดาคงยิ่งกรุ่นโกรธผู้นำทางไปแล้วจิ่นลี่กำลังคิดว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ก็มีเสียงหวานใสของผู้หนึ่งดังขึ้นไม่ห่างนัก“พ
“ยอดดวงใจของข้า เจ้าเจ็บปวดกับสิ่งที่ข้าทำ ไม่ยกโทษให้ไปอีกแสนปีก็ย่อมได้ ตามแต่ใจเจ้าต้องการ แต่ความรักของข้าก็ยังเป็นเจ้า หัวใจของข้าอยู่ที่เจ้าเสมอหนิงเฟิ่ง”บอกแล้วปากได้รูปก็จูบลงบนหน้าผากสวยราวตอกย้ำคำพูดตน เขาไม่ต้องการขอให้อีกฝ่ายยกโทษให้อีกแล้ว นับจากได้ยินว่าตนสั่งลงทัณฑ์สายฟ้าจนเกือบสูญเสียลูกน้อยและหนิงเฟิ่งพยายามเพียงไรเพื่อให้อวี้หลันมีชีวิตอยู่ เจิ้งหานก็ปวดร้าวในอก เขาเกือบฆ่าลูกของตนไปแล้ว หากไม่เพราะหนิงเฟิ่งคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหรือได้อุ้มลูกน้อย“ข้าไม่รู้”เสียงหวานพร่าเอ่ยเบาหวิว“แต่ข้ารู้เพียงว่า มีท่านอยู่ใกล้ ข้ากับลูกจะปลอดภัย”ใบหน้างดงามนองน้ำตาเงยขึ้น เจิ้งหานยิ้มรับกับคำพูดของอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่นขึ้น เท่านี้ก็ดีมากแล้ว เขาก้มลงทาบทับปากได้รูปบนหน้าผากสวย เปลือกตาทั้งสองข้าง และข้างแก้มที่ชื้นด้วยน้ำตา ก่อนจะไล่มายังริมฝีปากอิ่ม จูบซับบางเบาแล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักขึ้น มือช้อนใต้ศีรษะเล็กเมื่ออีกฝ่ายเริ่มแหงนเงยรับเขาปลายลิ้นอุ่นเริ่มเคลื่อนไล้ก่อนจะรุกล้ำภายในปากนุ่มเพราะอีกฝ่ายเปิดหนทาง หนิงเฟิ่งจูบตอบคลอเคลียกับชายหนุ่มอย่างยินยอม สองแขนเรียวเค
หนิงเฟิ่งลืมตาขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่จำเหตุการณ์สุดท้ายได้จึงรีบผวาลุกขึ้น เมื่อเห็นว่าบุตรสาวนอนอยู่ในอ้อมกอดระหว่างกลางร่างตนกับเจ้าของร่างสูงสง่า ทั้งยังหายใจขึ้นลงผะแผ่วเป็นปกติก็ถอนหายใจ เหลือบมองใบหน้าคมคายที่ค่อนข้างซีดแล้วก็แตะหลังมือบนหน้าผากกว้างอีกฝ่ายตัวอุ่นแต่ดูเหมือนคนป่วยทำให้นางขมวดคิ้ว ทว่ามาคิดดูแล้วคงเพราะเจิ้งหานใช้พลังเพื่อช่วยนางกับลูก เห็นอย่างนี้แล้วนางจะพาอวี้หลันกลับไปเลยก็คงไม่ได้ร่างอ้อนแอ้นลุกขึ้นพร้อมกับอุ้มลูกน้อยไปวางบนเตียงด้านใน ส่วนร่างสูงของเจิ้งหานนางร่ายเวทย์เคลื่อนย้าย เปลี่ยนเสื้อผ้าของทั้งเขากับลูกและตนเอง ห่มผ้าให้ทั้งคู่อย่างเรียบร้อยก่อนจะออกไปด้านนอกหนิงเฟิ่งไปยังบ่อน้ำทิพย์และนำน้ำกลับมาให้เจิ้งหานดื่ม นางพยายามค่อยๆ ประคองอีกฝ่ายให้ดื่มน้ำทิพย์จนสำเร็จ เช็ดปากและห่มผ้าให้เช่นเดิม ทว่าพอจะลุกขึ้นกลับถูกจับข้อมือไว้“นี่ท่านฟื้นแล้วอย่างนั้นหรือ”นางหันไปมองพร้อมกับเอ่ยเสียงเข้ม“เพิ่งรู้สึกตัวก่อนที่เจ้าจะเข้ามานี่แหละ พอได้ยินเสียงก็เลยหลับตาลงต่อ”“ท่านหลอกข้า”หนิงเฟิ่งพยายามดึงมือออกจากอีกฝ่ายให้ได้“เปล่าเลย แค่หลับตา
“ขอลูกข้าคืนด้วย”หนิงเฟิ่งตัดความ ไม่คิดจะพูดคุยอะไรอีกแล้วเจิ้งหานยอมปล่อยลูกน้อย ไม่ใช่เพราะความตั้งใจถดถอย ยิ่งได้รู้เช่นนี้เขายิ่งรู้สึกผิดต่อหนิงเฟิ่งและลูก สมควรแล้วที่ได้รับการโกรธเคืองจากนาง“ข้าทำผิด และจะไม่แก้ตัว เวลานั้นข้าเห็นแก่งานราชกิจก่อนเจ้า จนตัดสินใจพลาดไป แต่ข้าไม่เคยคิดปล่อยคนที่ใส่ร้ายเจ้าลอยนวลเลย”“ไม่ปล่อยลอยนวลก็เลยรับเป็นสนมเช่นนั้นหรือ”หนิงเฟิ่งไม่คิดว่าตนจะหึงหวง นางโกรธที่เจิ้งหานยอมรับคนที่ใส่ร้ายนางเป็นสนม ทว่าเมื่อได้ยินกับหูนางจึงรู้ว่าตนมีความหึงหวงอยู่ในใจเอ่ยอย่างขุ่นเคืองแล้วหนิงเฟิ่งก็อุ้มลูกน้อยหันหลังจะเดินจากไป ทว่าเสียงเข้มก็ดังขึ้นด้านหลัง“ข้าไม่เคยแม้แต่ชายตาแลนาง เรื่องสนมเป็นเพียงเรื่องการเมืองสำหรับข้า ขอโทษที่ทำให้เจ้าเสียใจ”นางก้าวต่อทั้งที่รู้สึกราวเท้าหนักอึ้ง ขณะที่อีกฝ่ายก็ยังเอ่ย“แม้ไม่ยกโทษให้ ก็ขอให้ข้าได้อยู่ใกล้เจ้ากับลูกเถิด หนิงเฟิ่ง ข้าอยากทำหน้าที่ของข้า...”“ข้าไม่ต้อง...”“ทั้งสามีและพ่อ”เจิ้งหานสวนขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยจบ“หากเจ้าหมดรักแล้วข้าก็จะไม่ฝืนใจ รู้ไว้ว่าข้ารักเจ้าหมดใจก็เพียงพอแล้ว”ขอบตานางร้อนผ่า
นับแต่พบหน้าเจิ้งหานในวันนั้นหนิงเฟิ่งก็ไม่พาอวี้หลันไปสวนดอกไม้อีก หนูน้อยงอแงขึ้นอย่างไม่ยอมเชื่อฟัง ส่วนนางเองยังต้องฝึกพลังปราณอยู่ จึงต้องให้มารดากับอิงอิงดูแลแทนบางเวลา ทว่าเมื่อออกมาแล้วไม่เห็นผู้ใดนางจึงแปลกใจแล้วไปยังอุทยาน เห็นว่ามารดาตนพักผ่อนอยู่โดยมีเซียนบุปผาน้อยดูแล หากไม่เห็นอวี้หลันน้อยกับอิงอิง“หลันเอ๋อร์เล่าท่านแม่”ราชินีฟางเซียนถอนหายใจ แม้ตนจะอยู่ดินแดนบุปผาเนิ่นนาน แต่เพราะหนิงเฟิ่งเองก็ยังไม่แข็งแกร่งสมบูรณ์ ทั้งหลานก็ยังเล็กนัก ต้องมีผู้ช่วยดูแล นางจึงไม่อาจวางใจกลับเผ่าวิหคได้ แล้วยิ่งมีเรื่ององค์ชายเพิ่มมาด้วยราชินียิ่งต้องคอยช่วยเหลือให้จบลงด้วยดีเสียก่อน“แม่ให้ไปอยู่กับผู้เป็นพ่อบ้าง”“ท่านแม่”“หลันเอ๋อร์ควรได้รับความอบอุ่นจากพ่อและแม่ จะได้เติบโตขึ้นโดยไม่รู้สึกขาดสิ่งใด”“ไม่จำเป็น ลูกดูแลหลันเอ๋อร์ได้”หนิงเฟิ่งเสียงแข็งใส่มารดาอย่างไม่เคยเป็น ทั้งยังก้าวพรวดรวดเร็วจะออกไปจากตรงนี้“แล้วนี่เจ้าจะไปไหน”“จะไปตามลูกเจ้าค่ะ”“อีกไม่นานอิงเอ๋อร์ก็พากลับมาแล้ว”“อิงเอ๋อร์พาไปสินะ คงต้องลงโทษกันบ้างแล้ว”เมื่อเห็นบุตรสาวเข่นเขี้ยวราชินีฟางเซียนก็ถอนหายใจ“
อวี้หลันน้อยโตเร็วจนสามารถเดินได้แล้วทว่าพูดได้ไม่กี่คำ หนิงเฟิ่งมักจะพามาเดินเล่นอุทยานดอกไม้บ่อยจนหากวันไหนไม่ออกมาหนูน้อยจะงอแงร่างน้อยเตาะแตะเล่นกับผีเสื้อวนเวียนไปมา ขณะที่หนิงเฟิ่งนั่งฝึกปักผ้าไม่ห่างและเงยหน้ามองเป็นระยะ อยู่ๆ นางก็นึกอยากทำขึ้นมาแม้ช่วงแรกจะโดนเข็มทิ่มไปไม่น้อยเลย ทว่าความทรงจำบนโลกมนุษย์ทำให้จดจำได้ว่าปักผ้านั้นช่วยให้ใจสงบมีสมาธิ แม้จะทำให้ความคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องบนโลกมนุษย์บ่อยครั้ง หากก็ไม่ฟุ้งซ่านในตอนฝึกฝนจิตและพลังปราณตุ้บ...“แง...”เสียงล้มและร้องทำให้หนิงเฟิ่งรีบลุกขึ้นพร้อมทิ้งผ้าที่ปัก ขยับตัวเร็วเพื่อไปหาลูกสาวตัวน้อย ทว่ากลับมีใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาอุ้มขึ้นเสียก่อน นางจึงเอ่ยเสียงเข้ม“เจ้าเป็นใคร ปล่อยลูกข้านะ”ร่างสูงสง่าที่หันหลังให้นั้นดูคุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาพร้อมอวี้หลันน้อยในอ้อมกอดหนิงเฟิ่งก็ถึงกับผงะ“ท่าน...ไท่จื่อ...”“มา...มา...”อวี้หลันน้อยชูมือมาทางมารดาของตน ขณะที่หนิงเฟิ่งนั้นยืนมองหน้าลูกกับใบหน้าคมคายสลับไปมา ดวงหน้าหวานซีดเผือด ทำตัวไม่ถูกกระทั่งหนูน้อยเริ่มร้องไห้อีกครั้งที่มารดาไม่เข้ามาหาตนเอง“มา...แง...”“ส่งล