พี่อี้เฉิงอยากสานต่อไม่ตรี แต่เฟยเซียงคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับใครทั้งนั้น ทั้งสองคนจะได้ลงเอยกันไหม? ^-^
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น”อี้เฉิงเองก็ลำบากใจที่ต้องทำอย่างนี้ แต่ด้วยอีกฝ่ายเอาแต่เดินหนีไม่ยอมคุยกับเขา“ข้าแค่ต้องการโอกาสจากเจ้าแม่นางลู่ อย่าเพิ่งตัดรอนข้าเลย”เขาเอ่ยเข้าเรื่อง เมื่อเฟยเซียงไม่พอใจและสถานการณ์ก็ไม่เหมาะสมนักจึงไม่ควรอยู่นาน“ข้าจริงใจต่อเจ้า พร้อมดูแลปกป้องเจ้า แม้ยังไม่เก่งกาจเทียบเท่าพี่ชายข้า แต่ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า ข้าเองก็มีฝีมือ มีโอกาสก้าวหน้าในสักวันนึง เจ้าจะไม่อายใครหากตกลงปลงใจกับข้า”แววตาคู่คมกริบนั้นฉายความจริงใจ หากไม่ได้ทำให้เฟยเซียงใจสั่นระรัว นางกลับเจ็บลึกในอกราวมีบางอย่างทิ่มแทงเมื่อสบตาอี้เฉิง“ข้าไม่คู่ควรให้ผู้ใดต้องพยายามถึงเพียงนั้น”“แม่นางลู่”ร่างสูงโปร่งกำยำเคลื่อนมาใกล้ เฟยเซียงก็พยายามจะหลบอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขาคว้ามือข้อนางไว้“คุณชายโปรดปล่อยข้า”“ขอเพียงแค่นี้ ข้าไม่คิดล่วงเกิน แต่อยากยืนยันคำมั่น ว่าข้าจะไม่มีวันหันหลังให้เจ้า แม้เจ้ายังไม่มีใจให้ข้าก็ตาม”แทนที่จะรู้สึกดีเฟยเซียงกลับอึดอัด นางเจ็บปวดกับความต่ำต้อยด้อยวาสนาของตน หากก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาสงสาร แม้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้ใดนางก็มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่คิดเรี
“ข้าต้องขออภัยท่านแม่ทัพกับฮูหยิน”แม่ทัพลู่เชิญให้อี้เฉิงมาคุยยังส่วนรับรองด้านหน้าจวนที่เป็นส่วนตัวขึ้น แล้วเขาก็ออกตัวทันที“ข้าเป็นคนก่อความวุ่นวายนี้ขึ้นเอง แม่นางลู่วางตัวดียิ่ง นางพยายามห้ามข้า แต่ข้าร้อนใจ เพราะนับแต่เกิดเรื่องและช่วยนางไว้ในวันนั้น ก็ไม่มีโอกาสได้พบอีก ข้าเป็นห่วงนาง ไม่ว่าจะมาเยี่ยมเยือนกี่ครั้งนางก็ไม่เคยยอมพบ ข้าไม่ดีเองที่ไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน ว่าตนจะทำให้เกียรติของแม่นางลู่เสื่อมเสีย”ยิ่งอี้เฉิงออกรับด้วยตัวเอง แม่ทัพลู่ยิ่งหนักใจ ด้วยนี่คือสิ่งที่ตนกังวลมาตลอด สำหรับท่านแล้วบุตรสาวคนรองไม่อาจออกเรือนเชิดหน้า ชูตาได้ ทว่าใบหน้าเฟยเซียงามสะดุดตาสะดุดใจผู้คนเพียงเห็นครั้งแรก แม่ทัพลู่เกรงจะมีเรื่องถูกตาถูกใจและปฏิเสธได้ยากเช่นนี้“เรื่องนี้ข้าย่อมไม่พอใจ แต่คุณชายฉี ข้าเกรงว่าเฟยเซียงจะไม่คู่ควรเพราะนาง...”“ข้าพอใจแม่นางลู่ที่จิตใจของนาง”แม่ทัพลู่ถึงกับนิ่งงัน หาคำมาแย้งได้ยาก ความจริงแล้วในใจของท่านก็สงสารบุตรสาวไม่น้อยที่ช่างอาภัพอัปโชคเกิดมามีปานพาดผ่านกลางอก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาถึงขั้นเสียโฉมด้วยท่านก็คิดว่าคงไม่มีชายใดเหลียวแล และตัดปัญหาเรื่องคนสะดุด
อี้เฉิงพกผ้าเช็ดหน้ารูปกระต่ายน้อยติดตัวลงไปในสนามประลอง การประลองครั้งนี้จัดขึ้นในกองของขุนพลพยัคฆ์ขาว แต่ก็มีขุนพลพยัคฆ์คนอื่นร่วมเป็นกรรมการ โดยแม่ทัพลู่มาเป็นประธาน และมีบรรดาทหารในสังกัดพยัคฆ์ขาวกับกองอื่นเข้าชมด้วยตามอัชฌาสัยรอบแรกอี้เฉิงได้คู่ประลองที่ตัวโตกว่าตนมาก หากก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ รอบที่สองเป็นคู่ต่อสู้ตัวไล่เลี่ยกัน ฝีมือสูสีทั้งยังถูกดาบอีกฝ่ายฟันเข้าที่ต้นแขนด้วยแต่สุดท้ายก็ได้ชัยชนะมาอีกครั้ง ในรอบสามนั้นเป็นยอดฝีมือที่เก่งในการสู้มือเปล่า และดาบของอี้เฉิงก็ถูกเตะหลุดไปไกลแล้วอีกฝ่ายประชิดตัวจึงเสียเปรียบ โดนไปหลายหมัดเพราะเขาฝึกการใช้อาวุธมาเท่านั้น แต่อี้เฉิงก็ใช้วิธีพุ่งชนอีกฝ่ายจนล้มไปใกล้ดาบตนแล้วคว้ามาวางแนบคออีกฝ่ายราวจะปาดแล้วหยุดมือลง“ขอบคุณที่ออมมือ”เขากระซิบกับอีกฝ่ายหลังเสียงประกาศว่าตนชนะจบลงแล้วพยายามยันพื้นพาร่างกายที่สะบักสะบอมของตนโซเซลุกขึ้น แม้คู่ต่อสู้จะดูขัดใจที่เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่แต่ถูกพลิกเอาชัยไป หากก็ยอมรับการตัดสิน ทั้งยังยอมใจที่ไม่ว่าจะถูกเขาอัดแค่ไหนอีกฝ่ายยังพยายามลุกขึ้นมาจนได้อี๋เฉินมองน้องชายตนด้วยความกังวล รอบนี้อี้เฉิงเจ็บ
ลู่เฟยเซียงไม่คิดว่าตนจะมีวันนี้เลยสักครั้งในชีวิต วันที่นางนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว มือบางจับกระโปรงตนแน่น ความเคร่งเครียดเกาะกินจิตใจมานับแต่วันที่บิดาเรียกตนไปรับรู้ว่าท่านตอบรับการทาบทามสู่ขอนางจากใต้เท้าฉี และงานแต่งจะมีในอีกหนึ่งเดือนต่อมา‘ท่านพ่อคงโล่งใจที่ตัวอัปมงคลเช่นลูกจะออกไปจากบ้านท่านเสียที’นางเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ‘แต่ถึงอย่างนั้น ลูกก็ขอบคุณท่านพ่อที่ให้ชีวิตและเลี้ยงดู’เอ่ยจบเฟยเซียงก็คุกเข่าลงคำนับบิดาตน ครู่หนึ่งจึงรับรู้ถึงน้ำหนักมือที่วางลงบนผมของตนเบาๆ ทำเอาน้ำตาไหลพราก เมื่อเงยขึ้นมองก็เห็นสายตาคู่คมโรยราเต็มไปด้วยความสงสาร‘หากเลือกได้ พ่อก็ยินดีให้เจ้าอยู่ที่นี่ตลอดไป แต่พ่อไม่มีทางเลือกนัก’เฟยเซียงสะอื้นไห้หากก็ไม่ได้โอดครวญใดๆ ให้ผู้เป็นพ่อลำบากใจ นางไม่เคยได้พบหน้าฉีอี้เฉิงอีกเลย อีกฝ่ายเงียบหายไปโดยนางไม่รู้ความเป็นไปใดๆ กระทั่งรู้ว่าต้องแต่งงาน นั่นทำให้เฟยเซียงยิ่งกรุ่นโกรธอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะสุดท้ายเขาก็บังคับฝืนใจให้นางต้องแต่งงานด้วยจนได้เกี้ยวหยุดนิ่งหน้าจวนใต้เท้าฉี ใจนางกลับเต้นโครมครามขึ้นมาทั้งที่คิดว่าตนไม่พอใจและไม่อยากแต่งงานแม้แต่น้อย ร่
ร่างบอบบางนอนตัวตรงเกร็งแข็งทื่อ แม้แต่หายใจยังลอบหายใจเพียงบางเบา มือจับปลายผ้าคลุมหน้าตนแน่นด้วยความกังวล หากนอนเช่นนี้เผลอหลับไปตื่นขึ้นมาผ้าอาจหลุดออก แล้วอี้เฉิงก็จะเห็นใบหน้าที่มีรอยแผลของนางแม้เวลานี้นางจะสามารถมองใบหน้าตนเองในคันฉ่องได้อย่างไม่เจ็บปวดใจแล้ว ทว่าก็ไม่ได้ให้ใครอื่นเห็นนอกจากเจียวเหมยอี้เฉิงนอนหงายเงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นมาได้จึงขยับตัวไปอยู่เหนือกายภรรยาตน และเจ้าตัวก็สะดุ้งเล็กน้อย มองเขาอย่างตื่นตระหนก“ไม่มีอะไร แค่มีสิ่งจะบอกเจ้า”มือหนาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากสวย อยากให้หญิงสาวผ่อนคลายความวิตกในใจลง“ไม่ต้องกังวลใจไป ข้าย่อมไม่คิดทำร้ายเจ้า และจะไม่ทำให้เจ้าเสียใจ ไม่ต้องอับอายข้า สำหรับข้าแล้วเจ้างดงามเหนือใครเสมอ”แววตาคมกริบที่มองมานั้นให้ความรู้สึกอุ่นซ่าน หากก็ปวดใจในส่วนลึกพร้อมกัน เฟยเซียงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกเช่นนี้กับฉีอี้เฉิง นางไม่ได้รู้สึกถึงอันตราย ออกจะเต็มไปด้วยความปลอดภัยด้วยซ้ำ ทว่าใจกลับเจ็บร้าวอึดอัดจนไม่อยากเข้าใกล้เขา“ข้ารักเจ้าเฟยเซียง รักมากกว่าชีวิตของข้า”อี้เฉิงเอ่ยจากหัวใจ รักของตนที่มีต่อเฟยเซียงนั้นหาเหตุผลไม่ได้
อี้เฉิงกับเฟยเซียงยกน้ำชาให้บิดามารดาชายหนุ่ม แม้ใต้เท้าฉีกับฉีฮูหยินจะไม่ยินดีรับสะใภ้เล็กนัก แต่ไม่มีเหตุผลให้หมางเมินต่อนาง หากก็กระอักกระอ่วนไม่น้อยเมื่อเฟยเซียงปิดหน้าปิดตา“เฟยเซียงต้องขออภัยท่านพ่อท่านแม่ ที่ไม่อาจเปิดเผยใบหน้า”นางเองรู้ตัวว่าทำให้บิดามารดาสามีอึดอัด แต่คิดว่าไม่เห็นหน้าที่มีรอยแผลน่าเกลียดของตนย่อมดีกว่า“เอาเถิด เจ้าเองก็คงลำบากใจ ไม่ต้องคิดมากหรอก”ใต้เท้าฉีกล่าวอย่างเข้าใจ“นั่นสิ คลุมไว้ดีแล้วล่ะ”พูดไปแล้วทั้งสามีและบุตรชายคนรองต่างก็เหลือบมอง ฉีฮูหยินจึงรีบเปลี่ยนเรื่องไป“เอ้อ ได้ยินมาว่า เจ้าเก่งงานบ้านงานเรือนมาก”“ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ เฟยเซียงทำอาหารอร่อย เย็บปักถักร้อยได้ดี แต่งโคลงกลอน วาดรูป นางทำได้ดีมาก ข้าเองยังไม่อาจเทียบได้”เยว่ซินที่ยืนข้างสามีตนรีบส่งเสริมน้องสาว นางดีใจมากที่น้องสาวแต่งเข้าสกุลฉีเช่นเดียวกับตน แม้จะแปลกใจแต่อี้เฉิงถึงขั้นคุกเข่ากลางฝนทั้งที่ยังป่วยเพื่อขอให้บิดาส่งคนไปสู่ขอเฟยเซียง นางก็รู้สึกดีแทนน้องสาวยิ่งนักที่มีคนรักและจริงใจด้วยถึงเพียงนี้ ทั้งที่คนในครอบครัวนางต่างไม่คิดว่าเฟยเซียงจะได้แต่งงานแล้วเมื่อใบหน้ามีรอยแผลไ
“ถอนหายใจหลายครั้งเช่นนี้ มีเรื่องหนักใจอันใดเจ้าคะ”เจียวเหมยถามขณะช่วยเตรียมน้ำอุ่นพร้อมใส่ดอกไม้ลงไปให้มีกลิ่นหอมบางเบาเพิ่มความผ่อนคลาย“พี่ซินซินตั้งครรภ์ ข้าก็ยินดีกับนาง แต่ท่านพ่อท่านแม่หวังให้ข้าตั้งครรภ์ด้วยเหมือนกันนี่สิ”“ก็ไม่เห็นแปลกนี่เจ้าคะ”เฟยเซียงสายตาล่อกแล่ก ลืมไปว่าน้าเจียวเหมยไม่รู้เรื่องส่วนตัวบนเตียงของตน“ข้าเพียงยังไม่ค่อยมั่นใจนัก”“อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ คุณชายกับคุณหนูอายุยังน้อย ต่างก็แข็งแรงไม่นานคุณหนูก็คงตั้งครรภ์เช่นกัน”คนได้ยินแอบกลืนน้ำลาย พยักหน้าเล็กน้อยราวเห็นด้วย ในใจอดกังวลไม่ได้ว่าหากตนไม่ตั้งครรภ์ในเร็ววันจะเป็นอย่างไรขณะเดียวกันนั้นเจียวเหมยก็หันไปเห็นว่าอี้เฉิงตรงมายังห้องอาบน้ำ นางจึงเลี่ยงออกไปพร้อมยิ้มกับตัวเองอยู่คนเดียวแม้ได้ยินเสียงปิดประตูเฟยเซียงก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะคิดว่าเป็นเจียวเหมย ส่วนอี้เฉิงก็ถอดเสื้อของตนแขวนไว้ด้านนอก ก่อนเดินอ้อมฉากกั้นเข้าไปกอดอกมองคนที่ก้มลงตรวจดูความร้อนของน้ำพร้อมพึมพำ“น้ำกำลังพอดีเลย ไม่รู้ว่าท่านพี่กลับจากคุยกับท่านพ่อหรือยัง”เจ้าของร่างสูงโปร่งย่างก้าวให้เบาที่สุดไปยืนชิดด้านหลังภรรยาตน แล้วโน้ม
เฟยเซียงยังหวาดหวั่นกับความชิดใกล้ที่ไม่เคยลึกซึ้งระหว่างตนกับสามี หากก็เข้าใจดีว่าสตรีที่ไม่อาจตั้งครรภ์ได้ย่อมไร้ค่าไร้ความหมาย ผู้เป็นสามีรักใคร่นางนั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด เขาไม่มีความรังเกียจในรอยแผลบนใบหน้าของนาง ไม่เคยมองนางด้วยสายตาอื่นนอกจากอบอุ่นรักมั่น ถนอมน้ำใจของนางเสมอมา เฟยเซียงใช้ชีวิตอยู่ในจวนใต้เท้าฉีอย่างสงบสุข มีงานในจวนให้ดูแลไม่เบื่อ ไม่ได้อยู่อย่างไร้ค่าไปวันๆ เช่นที่บ้านของตน สามีมอบชีวิตใหม่ที่ดีให้นางเช่นนี้แล้ว นางเองก็อยากร่วมมือสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมกับเขานางต้องการลบล้างความเป็นหญิงอัปมงคลนำพาหายนะมายังครอบครัวที่ตนต้องยอมรับมันมาตั้งกำเนิด ทว่าลึกๆ แล้วก็กังวลว่าหากร่างกายนางเปิดเผยต่อหน้าสามีแล้วเขาจะยังอยากแตะต้องอีกหรือไม่“ท่านพี่ข้า...”เสียงหวานเอ่ยขัดก่อนที่ปากได้รูปจะแตะบนกลีบปากตน“ร่างกายข้า...น่าเกลียด”มือบางกำเสื้อตัวเองแน่นขึ้นขณะพูดออกมาอี้เฉิงชะงักก่อนจะเปลี่ยนไปจูบแก้มที่มีรอยแผลแล้วพึมพำ“น่าเกลียดที่ไหนกัน แก้มนี้ออกจะทั้งนิ่มทั้งหอม”เขาเข้าใจว่านางหมายถึงใบหน้ากับลำคอที่เป็นรอยไหม้ จึงฝัง ริมฝีปากตนแนบลำคอบางย้ำอีกครั้ง“อ
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นทำให้นางหันมอง แล้วก็ลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณ เพราะสองคนผู้มาใหม่พร้อมกับบิดามารดานั้นดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ทั้งฝ่ายผู้หญิงยังเดินตรงมาหานางเร็วกว่าคนอื่นและจับมือทันที“ช่างสวยน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก”อวี้หลันยืนงง ขณะอีกฝ่ายลูบผมนาง“หลันเอ๋อร์ นี่คือท่านย่าของเจ้า”มารดาเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา“ท่านย่า”สาวน้อยย่อตัวลงเล็กน้อยแม้จะยังอึ้งแปลกใจ และบิดาก็เอ่ยขึ้นนางจึงต้องหันมองตาม“แล้วนี่ก็ท่านปู่”“ท่านปู่”นางย่อตัวลงอีกครั้ง สบตาคมดูมีอำนาจของผู้เป็นปู่แวบเดียวก็หลบ แล้วก็ต้องยิ้มบางกับท่านย่าที่ประคองสองข้างแก้มตน“ไหนให้ย่าดูชัดๆ สิ เหมือนเจิ้งหานเมื่อยังเด็ก แต่ก็คล้ายหนิงเฟิ่ง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะโตถึงเพียงนี้”“หากพวกท่านมาเยี่ยมท่านพ่อบ่อยๆ ก็จะไม่คิดว่าข้าโตเร็ว”“หลันเอ๋อร์”หนิงเฟิ่งดุเสียงเบา ทว่าอวี้หลันไม่ได้สลดนัก นางคิดว่านางพูดความจริง ตนนั้นเห็นว่าบิดาเป็นเซียนปลายแถวทำสวน หากก็รักท่านมาก ทั้งเมื่อเห็นญาติฝ่ายมารดามาเยี่ยมไม่เคยขาด ยังอดคิดไม่ได้ว่าบิดาคงโดดเดี่ยวไร้ญาติ น่าสงสาร แต่นางก็ไม่เคยพูดสิ่งนี้กับผู้ใด“จริงนี่เจ้าคะ ข้าคิดว่
“แล้วนี่จะเรียกว่าท่านปรนนิบัติได้อย่างไร”นางนึกหมั่นไส้คนที่ถูกตำหนิแล้วยังยิ้มกลับมาตรงหน้านัก“อย่างนี้ไงเล่า”มือหนาข้างหนึ่งวางกระชับสะโพกผาย ส่วนอีกข้างทาบเหนือทรวงอวบขาวแล้วฟอนเฟ้นพร้อมเพรียงกัน ทั้งยังสลับไปมาขณะที่สะโพกแกร่งด้านล่างก็ขยับเร้าร่างหญิงสาวจนในที่สุดหนิงเฟิ่งก็ต้องเคลื่อนไหวสะโพกตนตามอีกฝ่าย“อืม ไม่นะ นี่ข้าปรนนิบัติท่าน”มือเกาะบ่าหนาเป็นหลักขณะเอ่ยแย้ง“แล้วอย่างนี้เล่า”คราวนี้ปลายนิ้วแกร่งเปลี่ยนมาไล้วนเหนือสัดส่วนบอบบางด้านหน้าเร็วรี่จนหญิงสาวต้องกัดฟันครางยาวในลำคอ ซุกซบใบหน้าลงกับซอกคอแกร่งเพราะอ่อนไหวเสียดสยิวจนไม่อาจขยับได้อีกแล้ว ร่างงามเกร็งขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกร้อนเหมือนไฟลุกท่วมตัวกระทั่งกระตุกอย่างรุนแรง เอนกายเข้าหาร่างแกร่ง และแขนกำยำก็โอบกอดนางไว้ ขณะที่สะโพกหนาเคลื่อนไหวเชื่องช้าเหมือนกำลังเริ่มต้น หากหนิงเฟิ่งก็รู้ว่าเขาจะไม่หยุดเพียงเท่านี้“พอใจหรือยังชายาที่รักของข้า”นางกัดฟันไม่ยอมตอบหากกลับนั่งตั้งหลักอย่างมุ่งมั่น โยกไหวสะโพกสวนกลับชายหนุ่ม เร่งจังหวะให้เร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว เห็นว่าชายหนุ่มเองก็ขบกรามแน่นเช่นกันนางก็นึกพอใจ ในเมื่อถูกเล่นง
“องค์ชายเจิ้งหานมาขอพบเจ้าค่ะ”อิงอิงกระซิบบอกผู้ที่อยู่ในสระอาบน้ำเล็กหนิงเฟิ่งขมวดคิ้ว นึกแปลกใจด้วยปกติแล้วเจิ้งหานจะไม่เข้ามาในตำหนักหากไม่มีกิจจำเป็น ทั้งยังในเวลาส่วนตัวเช่นนี้ทว่าวันนี้เขามาร่วมโต๊ะกับเทพธิดาบุปผาที่ต้อนรับไท่จื่อสวรรค์ในตำหนัก ส่วนหนิงเฟิงกับลูกอยู่ที่ตำหนักเล็กของตน เพราะเห็นว่าเป็นการใหญ่เกินไป นางไม่อยากให้อวี้หลันคิดว่าตนนั้นอยู่เหนือผู้อื่น อยากให้ลูกเป็นเทพเซียนน้อยผู้หนึ่งในดินแดนบุปผาเท่านั้น“เวลาเช่นนี้น่ะหรือ”เวลาที่นางอาบน้ำอยู่...อีกฝ่ายคงเพิ่งแยกจากไท่จื่อจิ่นลี่แล้วมายังตำหนักเล็กนี้“อิงอิงจะไปทูลว่าองค์หญิงยังไม่สะดวก”อิงอิงเอ่ยอย่างรู้ใจ ทว่าเสียงเข้มดังขึ้นห่างออกไป“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเจ้า”เจิ้งหานเชิญตนเองเข้ามา ทำเอาอิงอิงหน้าเสีย ตำหนักเล็กของหนิงเฟิ่งนั้นมีเพียงอิงอิง เพราะนางต้องการเพียงเท่านี้ และถือว่าตนนั้นเป็นเพียงผู้อาศัยเทพธิดาบุปผาจึงไม่ต้องการมีคนมาคอยห้อมล้อมเช่นตอนที่อยู่เผ่าวิหค หรือแม้แต่บนสวรรค์ นางต้องการเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแม้มีม่านกั้นหากหนิงเฟิ่งก็รู้สึกขนลุกและวูบวาบตามผิวกายเพียงได้ยินเสียงเข้มของเจิ้งห
ไท่จื่อจิ่นลี่เพิ่งเคยมายังดินแดนบุปผาครั้งแรก ความงดงามชื่นตาชื่นใจจากพันธุ์ไม้ดอกไม้ให้ความรู้สึกสดชื่นในทันทีที่เหยียบย่างเข้ามา“ท่านมาพบผู้ใด โปรดแจ้งนาม”ผู้ที่เฝ้าประตูทางเข้าดูค่อนข้างมีอายุ หากก็ไม่ถึงกับดุเข้มจนน่ากลัว“ข้ามาพบเจิ้งหาน บอกเขาว่าจิ่นลี่มาเยี่ยมเยือน”ครั้งนี้เขาลงไปแก้ปัญหาน้ำหลากท่วมบ้านเรือนมนุษย์กับหวังหย่ง และผ่านดินแดนบุปผาจึงอยากเยี่ยมพี่ชายที่ไม่พบหน้ากันมาถึงพันสองร้อยปี“ชื่อท่านช่างคุ้นยิ่งนัก”หวังหย่งขยับจะพูด ทว่าจิ่นลี่เหลือบมองห้ามปรามจึงเงียบไป“เชิญตามข้ามาทางนี้”อีกฝ่ายไม่ซักไซ้สงสัย ทั้งยังนำทางโดยง่าย จิ่นลี่ก็ยิ้มบางแล้วเดินตามไปโดยมีหวังหย่งผู้ที่มีหน้าที่ช่วยราชกิจไท่จื่อแบบใช้กำลังตามติดไม่ห่าง ส่วนจางหย่งนั้นเป็นผู้ดูแลงานด้านงบประมาณและฎีกาเมื่อมาถึงหน้ากระท่อมเนินเขาที่มีไร่ดอกไม้ล้อมรอบจิ่นลี่ก็รู้สึกไม่ดียิ่งนัก พี่ชายตนต้องลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ที่อยู่หลับนอนก็เป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ หากมารดามาเห็นคงปวดใจ ยิ่งบิดาคงยิ่งกรุ่นโกรธผู้นำทางไปแล้วจิ่นลี่กำลังคิดว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ก็มีเสียงหวานใสของผู้หนึ่งดังขึ้นไม่ห่างนัก“พ
“ยอดดวงใจของข้า เจ้าเจ็บปวดกับสิ่งที่ข้าทำ ไม่ยกโทษให้ไปอีกแสนปีก็ย่อมได้ ตามแต่ใจเจ้าต้องการ แต่ความรักของข้าก็ยังเป็นเจ้า หัวใจของข้าอยู่ที่เจ้าเสมอหนิงเฟิ่ง”บอกแล้วปากได้รูปก็จูบลงบนหน้าผากสวยราวตอกย้ำคำพูดตน เขาไม่ต้องการขอให้อีกฝ่ายยกโทษให้อีกแล้ว นับจากได้ยินว่าตนสั่งลงทัณฑ์สายฟ้าจนเกือบสูญเสียลูกน้อยและหนิงเฟิ่งพยายามเพียงไรเพื่อให้อวี้หลันมีชีวิตอยู่ เจิ้งหานก็ปวดร้าวในอก เขาเกือบฆ่าลูกของตนไปแล้ว หากไม่เพราะหนิงเฟิ่งคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหรือได้อุ้มลูกน้อย“ข้าไม่รู้”เสียงหวานพร่าเอ่ยเบาหวิว“แต่ข้ารู้เพียงว่า มีท่านอยู่ใกล้ ข้ากับลูกจะปลอดภัย”ใบหน้างดงามนองน้ำตาเงยขึ้น เจิ้งหานยิ้มรับกับคำพูดของอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่นขึ้น เท่านี้ก็ดีมากแล้ว เขาก้มลงทาบทับปากได้รูปบนหน้าผากสวย เปลือกตาทั้งสองข้าง และข้างแก้มที่ชื้นด้วยน้ำตา ก่อนจะไล่มายังริมฝีปากอิ่ม จูบซับบางเบาแล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักขึ้น มือช้อนใต้ศีรษะเล็กเมื่ออีกฝ่ายเริ่มแหงนเงยรับเขาปลายลิ้นอุ่นเริ่มเคลื่อนไล้ก่อนจะรุกล้ำภายในปากนุ่มเพราะอีกฝ่ายเปิดหนทาง หนิงเฟิ่งจูบตอบคลอเคลียกับชายหนุ่มอย่างยินยอม สองแขนเรียวเค
หนิงเฟิ่งลืมตาขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่จำเหตุการณ์สุดท้ายได้จึงรีบผวาลุกขึ้น เมื่อเห็นว่าบุตรสาวนอนอยู่ในอ้อมกอดระหว่างกลางร่างตนกับเจ้าของร่างสูงสง่า ทั้งยังหายใจขึ้นลงผะแผ่วเป็นปกติก็ถอนหายใจ เหลือบมองใบหน้าคมคายที่ค่อนข้างซีดแล้วก็แตะหลังมือบนหน้าผากกว้างอีกฝ่ายตัวอุ่นแต่ดูเหมือนคนป่วยทำให้นางขมวดคิ้ว ทว่ามาคิดดูแล้วคงเพราะเจิ้งหานใช้พลังเพื่อช่วยนางกับลูก เห็นอย่างนี้แล้วนางจะพาอวี้หลันกลับไปเลยก็คงไม่ได้ร่างอ้อนแอ้นลุกขึ้นพร้อมกับอุ้มลูกน้อยไปวางบนเตียงด้านใน ส่วนร่างสูงของเจิ้งหานนางร่ายเวทย์เคลื่อนย้าย เปลี่ยนเสื้อผ้าของทั้งเขากับลูกและตนเอง ห่มผ้าให้ทั้งคู่อย่างเรียบร้อยก่อนจะออกไปด้านนอกหนิงเฟิ่งไปยังบ่อน้ำทิพย์และนำน้ำกลับมาให้เจิ้งหานดื่ม นางพยายามค่อยๆ ประคองอีกฝ่ายให้ดื่มน้ำทิพย์จนสำเร็จ เช็ดปากและห่มผ้าให้เช่นเดิม ทว่าพอจะลุกขึ้นกลับถูกจับข้อมือไว้“นี่ท่านฟื้นแล้วอย่างนั้นหรือ”นางหันไปมองพร้อมกับเอ่ยเสียงเข้ม“เพิ่งรู้สึกตัวก่อนที่เจ้าจะเข้ามานี่แหละ พอได้ยินเสียงก็เลยหลับตาลงต่อ”“ท่านหลอกข้า”หนิงเฟิ่งพยายามดึงมือออกจากอีกฝ่ายให้ได้“เปล่าเลย แค่หลับตา
“ขอลูกข้าคืนด้วย”หนิงเฟิ่งตัดความ ไม่คิดจะพูดคุยอะไรอีกแล้วเจิ้งหานยอมปล่อยลูกน้อย ไม่ใช่เพราะความตั้งใจถดถอย ยิ่งได้รู้เช่นนี้เขายิ่งรู้สึกผิดต่อหนิงเฟิ่งและลูก สมควรแล้วที่ได้รับการโกรธเคืองจากนาง“ข้าทำผิด และจะไม่แก้ตัว เวลานั้นข้าเห็นแก่งานราชกิจก่อนเจ้า จนตัดสินใจพลาดไป แต่ข้าไม่เคยคิดปล่อยคนที่ใส่ร้ายเจ้าลอยนวลเลย”“ไม่ปล่อยลอยนวลก็เลยรับเป็นสนมเช่นนั้นหรือ”หนิงเฟิ่งไม่คิดว่าตนจะหึงหวง นางโกรธที่เจิ้งหานยอมรับคนที่ใส่ร้ายนางเป็นสนม ทว่าเมื่อได้ยินกับหูนางจึงรู้ว่าตนมีความหึงหวงอยู่ในใจเอ่ยอย่างขุ่นเคืองแล้วหนิงเฟิ่งก็อุ้มลูกน้อยหันหลังจะเดินจากไป ทว่าเสียงเข้มก็ดังขึ้นด้านหลัง“ข้าไม่เคยแม้แต่ชายตาแลนาง เรื่องสนมเป็นเพียงเรื่องการเมืองสำหรับข้า ขอโทษที่ทำให้เจ้าเสียใจ”นางก้าวต่อทั้งที่รู้สึกราวเท้าหนักอึ้ง ขณะที่อีกฝ่ายก็ยังเอ่ย“แม้ไม่ยกโทษให้ ก็ขอให้ข้าได้อยู่ใกล้เจ้ากับลูกเถิด หนิงเฟิ่ง ข้าอยากทำหน้าที่ของข้า...”“ข้าไม่ต้อง...”“ทั้งสามีและพ่อ”เจิ้งหานสวนขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยจบ“หากเจ้าหมดรักแล้วข้าก็จะไม่ฝืนใจ รู้ไว้ว่าข้ารักเจ้าหมดใจก็เพียงพอแล้ว”ขอบตานางร้อนผ่า
นับแต่พบหน้าเจิ้งหานในวันนั้นหนิงเฟิ่งก็ไม่พาอวี้หลันไปสวนดอกไม้อีก หนูน้อยงอแงขึ้นอย่างไม่ยอมเชื่อฟัง ส่วนนางเองยังต้องฝึกพลังปราณอยู่ จึงต้องให้มารดากับอิงอิงดูแลแทนบางเวลา ทว่าเมื่อออกมาแล้วไม่เห็นผู้ใดนางจึงแปลกใจแล้วไปยังอุทยาน เห็นว่ามารดาตนพักผ่อนอยู่โดยมีเซียนบุปผาน้อยดูแล หากไม่เห็นอวี้หลันน้อยกับอิงอิง“หลันเอ๋อร์เล่าท่านแม่”ราชินีฟางเซียนถอนหายใจ แม้ตนจะอยู่ดินแดนบุปผาเนิ่นนาน แต่เพราะหนิงเฟิ่งเองก็ยังไม่แข็งแกร่งสมบูรณ์ ทั้งหลานก็ยังเล็กนัก ต้องมีผู้ช่วยดูแล นางจึงไม่อาจวางใจกลับเผ่าวิหคได้ แล้วยิ่งมีเรื่ององค์ชายเพิ่มมาด้วยราชินียิ่งต้องคอยช่วยเหลือให้จบลงด้วยดีเสียก่อน“แม่ให้ไปอยู่กับผู้เป็นพ่อบ้าง”“ท่านแม่”“หลันเอ๋อร์ควรได้รับความอบอุ่นจากพ่อและแม่ จะได้เติบโตขึ้นโดยไม่รู้สึกขาดสิ่งใด”“ไม่จำเป็น ลูกดูแลหลันเอ๋อร์ได้”หนิงเฟิ่งเสียงแข็งใส่มารดาอย่างไม่เคยเป็น ทั้งยังก้าวพรวดรวดเร็วจะออกไปจากตรงนี้“แล้วนี่เจ้าจะไปไหน”“จะไปตามลูกเจ้าค่ะ”“อีกไม่นานอิงเอ๋อร์ก็พากลับมาแล้ว”“อิงเอ๋อร์พาไปสินะ คงต้องลงโทษกันบ้างแล้ว”เมื่อเห็นบุตรสาวเข่นเขี้ยวราชินีฟางเซียนก็ถอนหายใจ“
อวี้หลันน้อยโตเร็วจนสามารถเดินได้แล้วทว่าพูดได้ไม่กี่คำ หนิงเฟิ่งมักจะพามาเดินเล่นอุทยานดอกไม้บ่อยจนหากวันไหนไม่ออกมาหนูน้อยจะงอแงร่างน้อยเตาะแตะเล่นกับผีเสื้อวนเวียนไปมา ขณะที่หนิงเฟิ่งนั่งฝึกปักผ้าไม่ห่างและเงยหน้ามองเป็นระยะ อยู่ๆ นางก็นึกอยากทำขึ้นมาแม้ช่วงแรกจะโดนเข็มทิ่มไปไม่น้อยเลย ทว่าความทรงจำบนโลกมนุษย์ทำให้จดจำได้ว่าปักผ้านั้นช่วยให้ใจสงบมีสมาธิ แม้จะทำให้ความคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องบนโลกมนุษย์บ่อยครั้ง หากก็ไม่ฟุ้งซ่านในตอนฝึกฝนจิตและพลังปราณตุ้บ...“แง...”เสียงล้มและร้องทำให้หนิงเฟิ่งรีบลุกขึ้นพร้อมทิ้งผ้าที่ปัก ขยับตัวเร็วเพื่อไปหาลูกสาวตัวน้อย ทว่ากลับมีใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาอุ้มขึ้นเสียก่อน นางจึงเอ่ยเสียงเข้ม“เจ้าเป็นใคร ปล่อยลูกข้านะ”ร่างสูงสง่าที่หันหลังให้นั้นดูคุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาพร้อมอวี้หลันน้อยในอ้อมกอดหนิงเฟิ่งก็ถึงกับผงะ“ท่าน...ไท่จื่อ...”“มา...มา...”อวี้หลันน้อยชูมือมาทางมารดาของตน ขณะที่หนิงเฟิ่งนั้นยืนมองหน้าลูกกับใบหน้าคมคายสลับไปมา ดวงหน้าหวานซีดเผือด ทำตัวไม่ถูกกระทั่งหนูน้อยเริ่มร้องไห้อีกครั้งที่มารดาไม่เข้ามาหาตนเอง“มา...แง...”“ส่งล