“พาแม่กลับไปฝังในสุสานตระกูลไป๋กันเถอะ”ไป๋จื้อหยางเริ่มทำใจได้หลังผ่านการร้องไห้อย่างหนักมากว่า 1 ชั่วโมงเขาเริ่มคิดถึงสิ่งจำเป็นที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนหลินลู่เสียนต้องได้รับการฝังอย่างถูกต้องเธอจะได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะภรรยาผู้นำตระกูล“ตกลงค่ะ คุณพ่อให้คนจัดการตามสมควรเลย หนูไม่มีปัญหาอะไร”ไป๋เหม่ยถิงตอบกลับพ่อของเธอด้วยน้ำเสียงลดความห่างเหิน เรียกได้ว่าการพบกับหลินลู่เสียนช่วยลดช่องว่างที่หญิงสาวเว้นระยะห่างกับผู้ให้กำเนิดได้มากทีเดียวถึงไม่ได้สนิทสนมชนิดรักใคร่กลมเกลียวแต่ไม่ได้รู้สึกราวกับคนแปลกหน้าอีกต่อไป“พวกคุณคิดจะทำอย่างไรต่อไปครับ”สองพ่อลูกพากันเดินกลับมายังบ้านเจิ้ง ทิ้งบอดี้การ์ดเฝ้าทางเข้าบ้านร้างไม่ให้คนเล็ดรอดเข้าไปก่อความวุ่นวาย พอได้ยินคำถามของพ่อเจิ้งไป๋เหม่ยถิงกับไป๋จื้อหยางก็มองหน้ากันราวกับใจสื่อถึงกันได้พรึ่บ! ตุบ!ปึก! ปึก!“บุญคุณของตระกูลเจิ้ง เราสองพ่อลูกจะจดจำไว้จนวันตาย”“พวกคุณ!!! รีบลุกเร็วเข้า!!!”ครั้งนี้ทุกผู้ที่อยู่ในห้องโถงบ้านเจิ้งแตกตื่นกันอย่างแท้จริง ไปเหม่ยถิงและไป๋จื้อหยางพร้อมใจ คุกเข่าโขกหัวเต็มพิธีการให้แก่คนของตระกูลเจิ้งเ
ไป๋เหม่ยถิงตกใจจนตาค้าง เรียวปากอ้ากว้าง ดวงตาหวานเบิกโพลงจนกลมโตจุ๊บ!ฉินเฟยหลงมองใบหน้าน่ารักนั่น อดใจไม่ไหวก้มตัวจูบปลายจมูกรั้น ในจังหวะที่คนตัวเล็กไม่ทันระวังตัว“ฉินเฟยหลง!!! คุณละเมอหรือไง ขอแต่งงานเขาใช้กับคนที่เป็นคนรักหรือคบหาดูใจ เรายังไม่ทันได้เริ่มเปิดใจกันเลยด้วยซ้ำ”ไป๋เหม่ยถิงโมโหกลบเกลื่อนความเขินอาย ใบหน้าแดงราวกับจะคั้นเลือดออกมาได้ ความรู้สึกวุ่นวายใจผสมกันยุ่งเหยิงไปหมดสับสนที่เรื่องมันดูข้ามขั้นตอนดีใจแกมประหม่าที่เขาก็มีใจเหมือนกันโมโหที่เขาเก็บงำความคิดได้แนบเนียน“ถิงถิง เราสองคนเรียนรู้กันมานานหลายปีแล้วนะครับ”“หา! เรียนรู้อะไรกันคะ ไม่ใช่ว่าเป็นพี่เป็นน้อง?”“พี่ชายที่ไหนดูแลน้องสาวแบบที่เฮียทำให้เธอบ้าง เงินทองสมบัติเฮียก็อยู่ในมือเธอแทบทุกอย่าง”ฉินเฟยหลงมีเหตุผลในทุกคำโต้แย้ง ดวงตาหงส์หวานเชื่อม รอยยิ้มกรุ้มกริ่มส่อนัย‘ดูแลแบบใด’แปร๊ด...หน้าเนียนละเอียดแดงปลั่ง ริมฝีปากเม้มไม่พูดโต้ตอบให้เข้าตัว สมองคิดหาคำโต้กลับ“เฮียรู้ของเฮียคนเดียว ฉันไม่รู้กับเฮียเสียหน่อย” ไป๋เหม่ยถิงพึมพำเชิงบ่นเสียงแผ่ว“ถิงถิง น้องรู้...น้องแค่ยังไม่พร้อม เลยไม่ยอมรับมัน
กลางดึกคืนเดียวกันเซี่ยงไฮ้ คฤหาสต์ตระกูลไป๋ เขตฉางหนิงกริ๊ง...กริ๊ง...โทรศัพท์ในห้องทำงานคฤหาสต์ตระกูลไป๋ดังขึ้น ผู้เฒ่าไป๋กำลังร่างหัวข้อการแข่งขันแต่งบทกวี“พ่อ! พรุ่งนี้ผมจะส่งถิงเออร์ไปเซี่ยงไฮ้ มารับหลานด้วยอย่าให้คนอื่นมันได้หน้า”“ไอ้ลูกเวร... โทรมาพูดให้มันรู้เรื่องรู้ราวหน่อย คนอื่นที่ไหน? มีใครจะมารับถิงเออร์แทนบ้านเรารึไง”ขอแค่บอกเวลามาเขาก็พร้อมจะส่งรถไปรับหลานสาวอยู่แล้ว“พ่อไม่รู้อะไรเสียแล้ว! มีไอ้เด็กหน้าเหม็นตระกูลฉินมันจ้องจะบุกสวนบ้านเรามาขโมยผักกาดที่เราปลูก!”“หา! เด็กฉินคนไหน?”ท่านผู้เฒ่าพยายามนึกถึงลูกหลานตระกูลฉิน ก่อนย้ายจากปักกิ่งมา คนระดับท่านก็ต้องมีการหยั่งความลึกน่านน้ำของช่างไห่ [1] ประวัติตระกูลดังในวงสังคมย้อนหลังไป 3-4 รุ่น ถูกนำมาศึกษาไว้ก่อนแล้ว“คนโต สายตรง!”“อา...เด็กฉินเฟยหลงงั้นรึ สายตาแหลมคมสมเป็นหลานปู่ เด็กนั่นก็พอใช้ได้นะ”“แต่หมอนั่นมันอายุน้อยกว่าผม 13 ปีเองนะพ่อ! ไม่ได้! แก่เกินไปไม่เหมาะสมกับถิงเออร์ของเรา อายุขนาดนี้ยังไม่มีเมีย จะเหลือน้ำยาหรือเปล่าก็ไม่รู้!”ไป๋จื้อหยางขยุ้มหัวเสียยุ่งเหยิง ร้อนใจที่พ่อของเขาทำท่าจะเห็นดีไปกับช
คฤหาสน์ตระกูลไป๋“อาหยางนั่งก่อนสิ บ้านช่องคับแคบขาดคนดูแล ต้อนรับไม่ดีอย่าได้ถือสาปู่ไป๋”ไป๋เหม่ยถิงที่เพิ่งจะเดินเข้ามายังห้องรับแขกของบ้าน ต้องยอมรับกับตัวเองอย่างหนึ่งเงินซื้อคนตระกูลไป๋ไม่ได้ ถ้าไม่มากพอ!นิสัยนี้ของตนก็คงได้มาด้วยประการฉะนี้บทกวีโบราณลายมือดั้งเดิมบนม้วนไม้ไผ่ สามารถทำให้สนิทสนมถึงขั้นเรียกปู่เรียกหลานกันตั้งแต่บนรถที่นั่งมาจากสนามบินดองตาดอกท้ออ่อนอกอ่อนใจมองค้อนพ่อบุญทุ่มที่หันมาส่งยิ้มบางให้แล้วหันไปคุยกับคุณปู่ต่อ“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกครับ น่าเสียดายที่อยู่นานจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของคุณปู่ไป๋กับน้องเหม่ยถิง อย่างไรผมขอสนทนากับน้องก่อนกลับสักหน่อยได้ไหมครับ”“ตามสบายเลยไม่ต้องเกรงใจปู่”ท่านผู้เฒ่าที่นั่งบนโซฟาบิดตัวไปมาราวกับนั่งทับเข็มนับพันเล่ม แทบจะแล่นขึ้นไปห้องหนังสือ มือก็ลูบคลำกล่องผ้าไหมในมือไม่หยุด“ถิงถิง ต่อจากนี้อย่าให้เกาอี้กับหยางฝูเหว่ยห่างจากตัว พอเฮียเริ่มแผนการไม่อยากให้น้องตกเป็นเป้า”“เฮียหลง น้องเอาตัวรอดได้เฮียวางใจเถอะค่ะ แต่ลี่จูจะไม่โดนลูกหลงไปด้วยเหรอคะ”ไป๋เหม่ยถิงกับฉินเฟยหลงออกมาเดินเล่นสำรวจรอบบ้านตระกูลไป๋ ตัวบ้านเป็นต
2 วันต่อมาวันฝึกงานวันแรกได้เริ่มขึ้น รถที่ใช้ในวันนี้แต่เดิมคนขับเป็นคนงานของตระกูลไป๋ก็เปลี่ยนมาเป็นเกาอี้แทน พวกเขาไปกันเพียง 4 คนจะเหมาะสมกว่า“มีเอกสารต้องใช้ไปรายงานตัวไหมคะ พี่ฝูเหว่ย”“ของลี่จูเอาไปยื่นที่แผนกบุคคลครับ เดี๋ยวเขาจะทำเรื่องส่งไปแผนกเลขาเอง ส่วนของคุณหนูยื่นตรงกับประธานบริษัทไม่ต้องผ่านแผนกอะไรครับ”เวลาเริ่มงานคือ 9.00 น. รถยนต์ของพวกเขาขับมาถึงตึกเฮยอวิ๋นก่อนเวลา 20 นาที เกาอี้กำลังวนรถขึ้นไปยังลานจอดรถชั้น B จะมีโซนจอดของผู้บริหารและช่องจอดของประธานบริษัทเซี่ยอวิ๋นปรี๊ดดดดด!“ขออภัยครับ โซนนี้รถผู้มาติดต่อจอดไม่ได้ครับ” เจ้าหน้าที่เฝ้าลานจอดเป่านกหวีดแล้วรีบเดินมาแจ้ง“เราได้รับแจ้งจากเลขาโจวให้มาจอดชั้นนี้ข้างช่องจอดรถประธานครับ” เกาอี้ลดกระจกลงตอบ เจ้าหน้าที่น่าจะเป็นคนที่มาทำงานหลังจากเขาติดตามคุณหนูจึงไม่คุ้นหน้า“มีเอกสารหรือป้ายแสดงไหมครับ” เจ้าหน้าที่ยืนยันขอข้อมูลเพิ่มหยางฝูเหว่ยต่อสายโจวหมิงเจี่ยด้วยใบหน้าเย็นชา พูดคุยกันอยู่ 2 ประโยคก็ยื่นโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าที่ไปคุย“ขอโทษครับ...เชิญเข้าจอดได้เลยครับ เลขาโจวติดต่อหัวหน้าผมมาแล้ว แต่ผิดพลาดที่ทางเร
ตอนเปิดประตูห้องทำงานเห็นชุดโต๊ะทั้งสองก็ไม่แปลกใจนัก คนเจ้าแผนการแบบเฮียหลงถ้าไม่เตรียมไว้สิแปลก‘ทำงานไปมองหน้ากันไปจะมีสมาธิไหม?’ “เหล่าโจวบอกว่านายให้คนมาจัดให้หลังกลับจากเยอรมันครับ“ที่เคยบอกว่าจัดหาที่พักไว้ให้…คงไม่ใช่ที่เพนต์เฮาส์?”“อ่า...ครับ”หยางฝูเหว่ยลอบปาดเหงื่อกับสายตาอันตรายที่ส่งมา ได้แต่อ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียงก๊อก ก๊อก…“ถิงถิง เฮียเข้าไปนะ”พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา แน่ล่ะนี่มันห้องทำงานเขานี่นะ นับว่าเขาให้เกียรติเธอมากทีเดียว ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องเคาะบอกจะเปิดเข้ามาเลยก็ได้“อรุณสวัสดิ์ มานานหรือยังครับ ชอบโต๊ะที่เฮียจัดไว้ให้ไหม?”ประธานผู้เย็นชาอารมณ์ดีตั้งแต่เช้า เข้ามาถึงก็เดินจับมือพาไปดูโต๊ะ“ผู้ช่วยต้องนั่งในห้องทำงานประธานด้วย เซี่ยอวิ๋นไม่เหมือนที่ไหนจริง ๆ” ถ้อยคำคล้ายประชด แต่ในใจไม่ได้คิดอะไรเด็กฝึกงาน จะให้อยู่ตรงไหนก็ได้อยู่ที่นี่… ดีเสียอีก เงียบสงบไม่ต้องวุ่นวายกับใครฉินเฟยหลงอมยิ้มแล้วไม่ได้วอแวอะไรอีก เดินไปที่โต๊ะของตัวเอง เรียกโจวหมิงเจี่ยให้ขึ้นมาแล้วเอางานมาให้ไป๋เหม่ยถิงศึกษาคนบนชั้นบนสุดต่างแยกย้ายทำงานส่วนของตัวเอง ไม่ได้รับรู้ข่าวลือที่แ
หลังจากส่งผู้เฒ่าฉินออกไป ทั้งสองคนก็ไม่มีแก่ใจจะกินอะไรกันต่อ ตามเวลาทำงานของพนักงานทั่วไป ไป๋เหม่ยถิงจะมีเวลาพัก 1 ชั่วโมง เธอจึงไม่ได้รีบลุกขึ้นไปทำงานทันทีช่วงเวลานี้แหละคือสิ่งที่ฉินเฟยหลงเฝ้ารอกริ๊ง!“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”มือที่ยื่นออกมารั้งเอวของหญิงสาวหยุดชะงักพร้อมชื่อของปลายสายที่โทรเข้าเฮ้อ...‘ขนาดตัวไม่อยู่ ยังโทรมาขัดจังหวะ’ฉินเฟยหลงยอมรามือเอนตัวกับพนักโซฟา คว้ามือข้างที่ว่างของหญิงคนรักมาจับคลึงเล่น ‘คนรัก’ คิดถึงคำนี้ทีไรอารมณ์ขุ่น ๆ ก็หายเป็นปลิดทิ้ง“จะย้ายหลุมศพคุณแม่แล้วเหรอคะ”ไป๋เหม่ยถิงไม่ได้เลี่ยงออกไปรับสาย ถือว่าเราสองคนไม่จำเป็นต้องมีความลับต่อกันในเรื่องที่จะคุย“เราจะย้ายคุณแม่ไปที่ไว้ที่ไหนคะ”“ได้ค่ะ คุณพ่อแจ้งวันมาแล้วหนูจะลาที่ทำงานไปค่ะ”ทางไป๋จื้อหยางกล่าวอะไรมาสักอย่าง หญิงสาวนิ่งไปตอบไปชั่วคราว“เรื่องนั้น...ไว้จัดการทางนั้นเสร็จค่อยว่ากันเถอะนะคะ”“ค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ”งั่ม…พอไป๋เหม่ยถิงวางสาย ฉินเฟยหลงก็ยกข้อนิ้วขาวดุจลำเทียนขึ้นมางับเล่นเบา ๆ สลับจูบหลังมือ กดจมูกปัดป่ายนิ้วนางที่มีแหวนของเขาสวมใส่อยู่ความยินดีจากส่วนลึกพร่างพรูจนล
เย็นวันนั้น บ้านตระกูลไป๋“ถิงเออร์ อีก 2 เดือนปู่จะจัดงานวันเกิดพร้อมเปิดตัวหลาน หลานมีอะไรติดขัดไหม” กว่าจะปลีกตัวจากตึกเฮยอวิ๋นมาถึงบ้านตระกูลไป๋ก็เกือบจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้วท่านผู้เฒ่าไป๋นั่งรอทุกคนอยู่ในห้องโถงพร้อมเอกสารต่าง ๆ วางกองบนโต๊ะ มีเซียวสืออิง หงหนิวอี ฝูหย่งอัน และพ่อบ้านเผยคอยช่วยออกความเห็นกันอย่างครื้นเครง“คุณหนูคะ ป้าเลือกอาหารกับขนมของโปรดคุณหนูไว้ตามรายการนี้นะคะ ส่วนอาหารอื่น ๆ จะเป็นของชอบของนายท่านผู้เฒ่าไป๋กับอาหารสำหรับจัดเลี้ยงทั่วไป...”“จัดการตามที่ทุกคนเห็นว่าดีได้เลยค่ะ ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มทุกคนถามลี่จูดีกว่านะคะ พวกการจัดการงานลี่จูทำได้ดีมาก”ไป๋เหม่ยถิงก้าวถอยหลัง ดันจ้าวลี่จูไปทางแม่นม แล้วส่งสายตาชักชวนหยางฝูเหว่ยกับเกาอี้ให้ชิ่งหนีตามกันมาจ้าวลี่จูถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับงานจุกจิกอย่างการจัดงานเลี้ยง ได้แต่ทำใจว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย‘ต้องไปขอขึ้นเงินเดือนเพิ่มอีก!’ ให้กำลังใจตัวเองไม่พอยังส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ตามหลังประธานไปด้วย งานนี้ประธานลืมไม่ลงแน่3 วันต่อมาฝึกงานไม่ถึงอาทิตย์ เรื่องของหญิงสาวที่เป็นเด็กเส้นในบริษัทเซี่ยอวิ๋นเล่าลือกันกระจายวงก
ตอนนี้ความกระสันต์สูงเสียดฟ้าจนอยากจะพุ่งตัวตนเข้าฝากฝังในช่องทางรักหวานฉ่ำแล้วปลดปล่อยตัวตนไปกับความปรารถนาอันลิงโลดนี้“ภรรยา…ช้าหน่อยครับ เดี๋ยวสามีทนไม่ไหวน้องจะเจ็บ” เสียงกระซิบแหบพร้าทุ้มก้องอยู่ริมหูเล็ก คนฟังรู้สึกว่ามันเซ็กซี่ทั้งยังอ้อยอิ่งราวกับตั้งใจออดอ่อยใส่กันแทนที่จะช้าลง ดวงตาดอกท้อของคนตัวเล็กกลับร้อนผ่าว ฝ่ามือขาวกดลงกลางหน้าอกกว้างให้ชายหนุ่มเอนตัวลงเท้าแขนกับโต๊ะกรุกระจก สะโพกอวบตั้งใจบดขยี้ให้ส่วนอวบนูนของวัยสาวถูไถกับส่วนหัวมังกรแดงก่ำที่โผล่พ้นขอบกางเกงในผ้าไหมขึ้นมา“ซี๊ด...อาห์”ได้ยินเสียงสูดปากพร้อมครางกระเส่าของคนตัวโตยิ่งทำให้หญิงสาวฮึกเหิมลำตัวเล็กเอนลงต่ำใช้ใบหน้าซุกลงดอมดมผิวเนื้อเรียบตึง จูบบ้างเลียบ้าง มือก็ลูบวนกดไปทั่วผิวเนื้อท่อนบนมือหนึ่ง อีกมือกลัวจะว่างจึงใช้ท้องนิ้วสะกิดยอดอกสีน้ำตาลอ่อนจนมันหดเกร็งฝ่ามือหยาบกร้านของคนด้านล่างยกขึ้นนวดคลึงภูเขาหิมะที่มียอดอิงเถาปัดผ่านกล้ามท้อง หญิงชายทั้งสองต่างนวดคลึงฟอนเฟ้นเรือนร่างเกือบเปลือยของกันและกันน้ำหนักมือเคล้นแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ที่เดือดพล่าน ผิวเนื้อสะโพกปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วเรียวยา
หลังบอกกล่าวกราบไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว ยกน้ำชาให้กับผู้ใหญ่เริ่มจากพ่อ ปู่และอาจารย์ ฉินเฟยหลงก็อุ้มเจ้าสาวขึ้นรถท่ามกลางความเงียบ... พรืด... และเสียงสูดน้ำมูกของเกาอี้ “ฮึก...คุณหนูออกเรือนแล้ว” ไป๋จื้อหยางที่น้ำตาคลอมองขบวนรถขับออกไปจากบ้านตระกูลไป๋เก็บอารมณ์กลับแทบไม่ทัน มองสภาพบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยักษ์กำลังยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาหัวไหล่สั่น ผ้าเช็ดหน้ามีคราบปริศนาเกาะหนึบ วงล้อมจึงแตกกระเจิงไปคนละทาง ทั้งผู้เฒ่าไป๋ ผู้เฒ่าติง ไป๋จื้อหยาง แม้แต่จ้าวลี่จูยังถอยเท้าเงียบ ๆ ส่วนเพื่อนอย่างหยางฝูเหว่ยเดินหนีไปนานแล้วตั้งแต่บอดี้การ์ดหนุ่มน้ำตาคลอ “เอ่อ...แต่อีกไม่กี่วันประธานก็กลับมาแล้วนะคะ” จ้าวลี่จูพูดความจริงที่ทุกคนลืมนึกไป ใช่... แต่งงานแล้วอย่างไร... อีกไม่กี่วันก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพียงแค่มีคนตามมาอยู่ด้วยอีกคน มีตะเกียบกับถ้วยข้าวเพิ่มมาอีกชุด เกาอี้เองที่ถูกอารมณ์อ่อนไหวพาไปก็หยุดร้องอ้าปากค้าง ฟืดดดดด... “นั่นสิ! เราก็ยังทำหน้าที่เดิม” คิดได้แล้วสั่งน้ำมูกที่เหลือเดินจากไปอย่างร่าเริง ไป๋จื้อหยางกับคนงานในบ้านถูกเบรกอารมณ์ก็แยกย้ายกันไป ทางด้านขบวนรั
3 วันต่อมา ลู่เจียจิ่วเป็นย่านเศรษฐกิจการเงินของเซี่ยงไฮ้ ทุกพื้นที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ บริษัทข้ามชาติ ตึกสูงเสียดฟ้า บ่งบอกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดโดยปกติเวลาของผู้คนที่ทำงานในย่านนี้เป็นเงินเป็นทอง มีแต่ความเร่งรีบ วันนี้กลับต่างออกไปเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าการทำเงินเกิดขึ้นที่ตึกเฮยอวิ๋นทีมมหรสพ กลองและปี่พาทย์ในชุดถังจวงสีแดงตั้งขบวนหน้าตึก ดนตรีถูกบรรเลงอย่างคึกคักตลอดระยะที่เริ่มมีการยกหีบสิ่งของออกมาจากประตูใหญ่ของตึก ขึ้นไปยังรถบรรทุกสีขาวปิดทึบที่ผูกซิ่วฉิวหน้ารถ พนักงานออฟิศของบริษัทต่าง ๆ ยินยอมเข้างานสายแต่ไม่กล้าเดินเบียดแทรกแถวเข้าไปในตัวอาคาร ได้แต่ยืนรักษาระยะอยู่ด้านนอก“นายครับได้เวลาแล้ว” ฉินเฟยหลงเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวด้วยชุดพิธีการสีแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับตลอดเวลาเจ้าบ่าวเดินนำขบวนไปขึ้นรถด้านนอก“เตรียมเคลื่อนขบวนไปรับเจ้าสาวได้!” ผู้นำพิธีการตะโกนเตือนเมื่อได้เวลาสมควร รถดนตรีที่มีเสาไม้ติดป้าย ‘ซวงสี่’ จึงกระหึ่มอีกระลอกขบวนรถหรูที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดง 9 คัน เริ่มเคลื่อนตามออกไปติด ๆ คันนำหน้าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนผูกซิ่วฉิวผ
รถของตระกูลไป๋ต้องเบรกกะทันหันเมื่อเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถ จู่ ๆ รถที่จอดอยู่หลายคันก็พร้อมใจกันถอยหลังจนมาล้อมกรอบรอบตัวรถของพวกเขาเป็นวงกลมปัง ปัง ปัง!สถานการณ์ยิ่งไม่ปกติเมื่อมีชายในชุดสูทนับรวมได้ 8 คน ลงมาจากที่นั่งข้างคนขับของรถที่ล้อมรถตระกูลไป๋อยู่กรี๊ด...“หลบเร็ว ตีกันแล้ว แจ้งตำรวจ!”“หนีเร็วเข้า อย่าไปยุ่ง”ไป๋จื้อหยางกอดลูกสาวแน่น“สืออิงติดต่อบอดี้การ์ดมาที่นี่ด่วน!”บอดี้การ์ดตระกูลไป๋ รวมถึงหยางฝูเหว่ยและเกาอี้ไม่ได้ตามมาเพราะเป็นเวลากลางวันและสถานที่อยู่ใจกลางเมือง ไป๋จื้อหยางจึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเล่นสกปรกไป๋เหม่ยถิงมองออร่าสีเขียวจากบุรุษบางคนที่ลงจากรถ ลองพิจารณาใบหน้าหลังแว่นกันแดดดี ๆ เหมือนจะเคยผ่านตามาบ้าง จึงนั่งนิ่งอยู่กับที่ใบหน้าเฉยเมย‘เฮียหลงกำลังจะทำอะไร?’“ถิงเออร์ลูกนั่งรอในรถ พอจะออกไปเจรจาดูสักหน่อยว่าผู้มาต้องการอะไร”ไม่ทันที่เธอจะห้ามคุณพ่อก็จับประตูรถเตรียมก้าวออกไป ประจวบเหมาะกับคนด้านนอกเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพรึ่บ! ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!ท้ายรถที่ล้อมกรอบทั้งหมดเปิดออก มีเสียงพลุขนาดเล็กแตกกระจายพร้อมสายรุ้งและกระดาษสีปลิวว่อน กุหลาบหลากสีถู
3 วันต่อมาตึกเซี่ยอวิ๋น 8 โมงเช้า“ฮ้าว...เหล่าจงนายมาสักที ข้าจะได้กลับไปนอนยาว ๆ” พนักงานรักษาความปลอดภัยของตึกกะกลางคืนทักเพื่อนที่มาเปลี่ยนกะแล้วเตรียมจะกลับเข้าไปตึกเซี่ยอวิ๋น“!!!”ตอนเปิดตาที่ปิดปากหาวยาว เขาตกใจจนขวัญเกือบกระเจิงเพราะบอดี้การ์ดในชุดฝึกสีดำราว 20 กว่าคนมายืนออกันเงียบ ๆ ตรงลานกว้าง แถมไฟของตึกก็ยังไม่เปิดจึงเห็นเป็นเงาตะคุ่ม“ตกใจหมดนึกว่าโจรปล้นตึก! พวกพี่ลงมาทำอะไรกันครับ” บอดี้การ์ดก็เป็นรุ่นพี่ที่ร่วมฝึกซ้อมกันทุกวัน ผลัดกันเปลี่ยนมาเฝ้าตึกกับออกไปทำภารกิจด้านนอกถ้าสังเกตดีต ๆ จะเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดมีถุงใส่ของติดมือมาด้วย พอคนออกจากลิฟต์เที่ยวสุดท้ายครบก็กระจายกำลังกันเดินออกไปด้านนอกตึก‘ชุนเหลียน’ กลอนคู่มงคลแผ่นยาวสีแดง ที่เขียนด้วยมือจากปรมาจารย์ด้านการคัดอักษร ถูกติดตรงประตูทางเข้าตึกก่อนเป็นที่แรก ตามด้วยตัวอักษร ‘ฝู’ ที่แปลว่าความสุขติดกลับหัวตรงประตูกระจกสองด้านด้านนอกผ้าแดงและโคมกระดาษถูกนำไปห้อยประดับตามต้นไม้ตรงสวนหย่อมก่อนเข้าตัวตึกจนดูสดใสมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นซิ่วฉิวฮวามีชายยาวถูกนำไปแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าตึกด้านหน้า ด้านในมีทีมบอดี้การ
บ้านตระกูลไป๋ วันต่อมาอีก 1 อาทิตย์ ก็จะเป็นวันยกน้ำชาของทายาทตระกูลไป๋ ห้องนอนของไป๋เหม่ยถิงจะถูกปรับปรุงใหม่ สร้างตู้เก็บเสื้อผ้าเพิ่มเติมสำหรับฉินเฟยหลงห้องก็เปลี่ยนสีการตกแต่งใหม่ เป็นสีไม้กับครีม พรมเป็นสีน้ำตาลอ่อน เฟอร์นิเจอร์ใหม่ถูกสั่งเข้ามา วันนี้จะมีช่างกับทีมตกแต่งภายในเข้ามาทำในส่วนของบิวท์อิน“ประธานคะ มานั่งทำอะไรตรงนี้คะ แล้วดูแบบห้องที่ตกแต่งใหม่หรือยังคะ” จ้าวลี่จูเดินเข้าบ้านมาเห็นประธานสาวนั่งเท้าคางไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงโซฟารับแขก“ไม่ต้องดูหรอก ทำตามแบบไปนั่นล่ะ ฉันนั่งสะสมพลังอยู่น่ะไม่ต้องให้ใครมารบกวนนะ”ไป๋เหม่ยถิงโบกมือเอื่อย ๆ ตาปรือทำท่าจะปิด ไหนเลยสะสมพลังงานอะไร ทำท่าจะหลับอยู่เดี๋ยวนี้ที่เธอบอกว่าสะสมพลังนั้นพูดจริงแม้ลี่จูจะมองอย่างไม่เชื่อถือแล้วถอนหายใจ เลขาสาวไม่อยากต่อบทสนทนารีบไปดูช่างตกแต่งภายในต่อว่าที่เจ้าสาวปิดตาเอนหลังเข้ามุมพิงตัวกับแขนโซฟา รับรู้ถึงกระแสลมอุ่นจากหยกจักรพรรดิที่ค่อย ๆ ไหลผ่านจากต้นคอลงสู่ท้องน้อย เข้าสู่แสงสีขาวนวลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวใบหน้าเรียบเฉยเปิดรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดนี้“คุณหนูครับ เจ้านายส่งช
นักข่าวสำนักหนึ่งตะโกนลั่น คนอื่นได้ยินก็รีบหันขวับไปทางต้นเสียงที่ฉินเฟยหลงเดินโอบเอวไป๋เหม่ยถิงแหวกฝูงนักข่าวพร้อมเหล่าบอดี้การ์ดตระกูลฉินกันที่ออกให้“นั่น!...นายท่านฉินกับคู่หมั้น?!”“ประธานไป๋!?”นักข่าวจากเซี่ยงไฮ้เดลี่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้มาใหม่เป็นอย่างดี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นที่มาจากปักกิ่งด้วยเช่นกัน“นายท่านฉินมาเป็นกำลังใจให้คู่หมั้นเหรอคะ พวกคุณมั่นใจมากแค่ไหนว่าจะชนะคดี”“ประธานไป๋พูดถึงคดีจ้างวานฆ่าหน่อยครับ”“นี่...ทำไมดูอย่างกับคนละคนที่ไปบ้านตระกูลหลินเลยล่ะเธอ”นักข่าวก็ดี คนทั่วไปก็ดีตอนนี้ส่งเสียงระงมกันอยู่ทางเข้าศาล จนเจ้าหน้าที่ต้องมาระงับเหตุ“สัมภาษณ์รอไว้หลังจากพิจารณาคดีวันนี้นะครับ” หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้เดินประกบด้านข้างเจ้านายทั้งสองเป็นฝ่ายแจ้งนักข่าวพอได้รับการยืนยันจากปากกลุ่มเจ้าของคดีนักข่าวจึงค่อยสงบลงเพราะรู้ว่าวันนี้ไม่ได้มือเปล่ากลับไปภายในห้องพิจารณาคดี ที่เปิดให้เป็นการพิจารณาแบบสาธารณะมีคนเข้ามาชมได้ ไป๋เหม่ยถิงเดินแยกออกไปทางด้านหลังอัยการ เธอไม่แม้แต่ชำเลืองหางตามองหลินเหวินหลาน“เปิดศาล พิจารณาคดีเลขที่... นำตัวจำเลยเข้ามา”เจ้าหน้าที่เดินประกบ
หลังพูดคุยกันจนเข้าใจ ไป๋เหม่ยถิงกับฉินเฟยหลงก็เดินจูงมือกลับมาด้านในห้องโถงท่าทางชื่นมื่น อาจารย์กับพ่อของเจ้าตัวคนหนึ่งมองเบะปากด้วยความหมั่นไส้ อีกคนอยากจะปรี่เข้าไปสับมือหนา ๆ ทิ้ง“ตอนออกไปหน้าสลดเป็นหมาป่วย กลับมาหน้าตาคึกคักยิ่งอย่างกับหมาโดนยา ไม่ต้องถามผลแล้ว ให้ไอ้หนุ่มฉินมันส่งเกี้ยวมาพรุ่งนี้เลย?” ผู้เฒ่าติงอดไม่ไหวแขวะลูกศิษย์ที่ดูจะพร้อมออกเรือนเหลือเกิน“ได้เหรอคะอาจารย์ อย่างนั้นเฮียหลงจัดการเลยค่ะ”“ครับ ขอบคุณครับคุณปู่ คุณพ่อ อาจารย์”ไป๋เหม่ยถิงแสร้งตกใจจนตาโต หันไปขยิบตายิ้มแย้มกับคู่หมั้น แล้วหันไปแสยะยิ้มใส่จนท่านผู้เฒ่าติงเลือดลมขึ้น สุดท้ายได้แต่ทำตาโปนถลึงให้เหมือนทุกทีท่านผู้เฒ่าไป๋มองท่าทางแบบเมียร้องผัวรับของหลานสาวปากกระตุก คงได้แต่ปลงเท่านั้น‘ขนาดยังไม่ทันแต่ง ก็ตามใจกันขนาดนี้’“คุณปู่ คุณพ่อครับ อาจารย์ครับ ผมอยากขออนุญาตพาน้องไปจดทะเบียนสมรสกันก่อน เรื่องแต่งงานคงรอดูว่าถิงถิงจะมีน้องไหม ถ้าลูกยังไม่มาน้องขอเวลาผม 2 ปี แต่ถ้ามีก็จัดงานตามฤกษ์ใกล้ครับ”“วิธีนี้ก็ถือว่าไม่แย่ ถ้าจดทะเบียนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อให้ยังไม่จัดงานแต่งงาน ภายหลั
“การแต่งงานมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนรักกัน...ไม่ใช่เลย หากเรายังอยู่ในสังคมยังต้องคบค้าสมาคม ติดต่อการงานกับผู้อื่นหากถิงเออร์ท้องขึ้นมาก่อนแต่งงาน จะมั่นใจได้ไหมว่าจะไม่ทำให้หลานสาวปู่จมน้ำลายชาวบ้าน เหลนที่จะเกิดมาจะไม่ถูกคนนินทาว่ากล่าวลับหลังงานแต่งงานที่ควรจะได้จัดเมื่อทุกอย่างพรักพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องมาเร่งรีบเร่งรัดการจะเป็นหัวหน้าครอบครัว จะคำนึงถึงความต้องการของตัวเป็นหลักไม่ได้ ต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนในครอบครัวให้รอบด้านด้วย”ผู้เฒ่าไป๋สอนสั่งด้วยความอ่อนโยน ไม่ได้กล่าวโทษหรือย้ำเตือนการกระทำไม่ยั้งคิดของคนหนุ่มสาว“ไอ้หนุ่มฉิน ความรู้สึกต้องการครอบครองอันแรงกล้าไม่ใช่สิ่งผิด แต่วิธีการที่ได้มามันไม่สง่างาม แน่ใจรึว่าไม่เสียใจภายหลัง”แม้แต่ผู้เฒ่าติงยังอดเอ่ยออกมาประโยคสองประโยคมิได้จักรพรรดิฉินที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยสอนสั่ง มีแต่เขาที่ต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการคว้ามาก็ใช้วิธีการที่รวดเร็วแข็งกร้าวยามนี้ได้รับการชี้แนะเหมือนลูกหลานที่กระทำผิด ทั้งละอายแก่ใจทั้งดีใจระคนกัน เหมือนได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่สำคัญพอทบทวนแ