แสงสุดท้ายของวันกำลังลับเหลี่ยมเขาไป๋เหม่ยถิงกอดกระชับชายที่แบกเธอขึ้นหลังมาระยะหนึ่ง ตัวเธอกำลังมีปัญหา หัวสมองไม่แจ่มใส สติกับการรับรู้รอบตัวถดถอย ความง่วงซึมกำลังคืบคลานเข้ามาครอบงำอากาศเย็นกำลังทำพิษหญิงสาวขยับใบหน้าเข้าหาผิวเนื้ออุ่นตรงซอกคอ“พี่ใหญ่ฉิน ยิ่งคุณเป็นแบบนี้ฉันยิ่งไม่อยากปล่อยมือจากคุณ”คำกระซิบแผ่วเลื่อนลอยดังอยู่ข้างใบหูหนา ลมหายใจร้อนผ่าวเกินปกติ‘ถิงถิงกำลังมีไข้’“ถิงถิง…เฮียไม่เคยปล่อยมือเธอ”ฉินเฟยหลงกดมือกระชับข้อพับขาเป็นการยืนยัน ความอ่อนโยนในน้ำคำแทบจะลอยฟุ้งเป็นมวลในอากาศ ตอนพูดเขาก็เอียงคอเอาศีรษะกดทับกลุ่มผมของหญิงสาวจนใบหูชนกับปลายจมูกโด่งรั้น“ฮะ… เฮีย… อะไรกัน”ไป๋เหม่ยถิงผู้ถูกทำให้ตกใจสติรู้ตื่นขึ้นฉับพลัน“ไม่เรียกเฮียหลงแล้ว?”ฉินเฟยหลงถามเพื่อต้องการหยอกเย้าและชวนคุยให้หญิงสาวตื่นตัว น้ำเสียงผ่อนคลายยังมีเสียงหัวเราะคลอด้วย“ตอนนั้น…พี่ตื่นอยู่หรอกหรือ”หึ หึ…ขายหน้า! อับอายที่สุด!ผู้อื่นรู้ทุกอย่างที่ทำกับเขาตอนหลับ ไป๋เหม่ยถิงอยากปิดตาอุดหู [1] ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ตอนนี้ทำได้เพียงปิดหน้าซ้อมตายอยู่บนแผ่นหลังกว้าง“เฮียหลง…เรียกได้ดี ต่อไป
ขอบตาไปจนถึงหางตาของหญิงสาวค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีชมพูอมแดงจนกลายเป็นสีแดงจัด ใบหน้ากดต่ำหัวไหล่สั่นสะท้าน“เฮียคะ…” เสียงเรียกแผ่วระโหย สั่นเครือพรึ่บ!“พอค่ะ เล่นต่อไม่ไหว พี่ฝูเหว่ยที่ยืนหน้าห้องก็เข้ามาข้างในเถอะค่ะ”ไป๋เหม่ยถิงเงยหน้าขึ้นมาไร้วี่แววปวดใจจนแทบร้องไห้แบบที่แสดงออก ดอกตาดอกท้อเรียบนิ่ง ด้วยโทสะเย็นยะเยือกที่ส่อแววอันตรายกว่าการระเบิดประทุฉินเฟยหลงมองวงหน้าเฉยชาประกายตาหมางเมิน ในใจส่งสัญญาณเตือนระรัว“แผนเจ็บตัวเรียกความเห็นใจนี่คิดว่าฉันจะดูไม่ออกเหรอคะ ฉินเฟยหลงความเก่งกาจของคุณฉันจะไม่รู้เชียวหรือ?”“ถิงถิง...เฮีย...”“พี่ฝูเหว่ยก็รู้กันล่ะสิ มุกทำเป็นพูดไม่หมด แต่ขายความลับนี่ ฉันเล่นบ่อยในโรงเรียน”“ขอโทษครับคุณหนู นายสั่งมาครับ”เจ้านายถูกลูกน้องขายกันต่อหน้า มองกลับไปอย่างเย็นชา หยางฝูเหว่ยยืนคอตกทำใจว่าอาจโดนสั่งกลับไปฝึกที่ค่าย“อย่าเอาร่างกายตัวเองมาล้อเล่นกัน ถ้ายังกล้าทำเราคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”“ถิงถิงครับ…เฮียขอโทษ ยกโทษให้เฮียได้ไหม สัญญาว่าไม่มีครั้งต่อไปแล้วครับ”ฝ่ามือที่กำจนแน่นของไป๋เหม่ยถิงถูกมือที่พันด้วยผ้าพันแผลกุมไว้ สัมผัสสากระคายจากปลายนิ
3 วันต่อมาโฮ่ง โฮ่ง“วิลลี่ไปคาบมา”ฉินเฟยหลงกำลังยืนอยู่บนกำแพงปราสาทชั้นใน สายตาไม่คลาดเคลื่อนจากหญิงสาวที่กำลังเล่นปาบูมเมอแรงกับวิลลี่ตรงลานหญ้าด้านล่างปราสาท“นายครับ ข้อมูลที่คุณหนูให้ตรวจสอบได้แล้วครับ”หยางฝูเหว่ยเดินมารายงานทางด้านหลังมีเอกสารบางอย่างหนีบไว้ใต้วงแขน“ส่งมา” ฝ่ามือที่มีผ้าพันแผลถูกดึงออกจากขากางเกงแบออกไปรอรับของจากผู้ช่วยหยางฝูเหว่ยส่งซองเอกสารให้ด้วยแววตาสงสัย‘ทำไมนายไม่ให้ส่งให้คุณหนูโดยตรงเหมือนทุกที’ก่อนนึกสิ่งใดได้จึงกลืนคำถามลงไป ส่วนเจ้านายก็เดินลงบันไดหินไปได้ครึ่งทางแล้ว ทิศทางที่มุ่งไปก็ไม่ต้องเดาลงไปลานล่างปราสาท“ถิงถิง”ไป๋เหม่ยถิงชะงักมือที่กำลังลูบหัวชื่นชมวิลลี่ หันกลับไปมองชายหนุ่มที่เดินมานั่งข้างกัน‘เสียงเขาที่ใช้เรียกชื่อเธอมันฟัง…เซ็กซี่’“เฮียหลง มีอะไรคะ”ว่ากันตามจริง สรรพนามที่เปลี่ยนมันทำไป๋เหม่ยถิงขัดเขิน แต่ต้องทำใจกล้าเข้าไว้ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเสียที“ข้อมูลของพ่อลูกเคสต์เนอร์”ฉินเฟยหลงยื่นข้อมูลที่เพิ่งได้มาเพิ่มส่งให้ไป๋เหม่ยถิง หญิงสาวรีบยื่นมือรับ แล้วลุกขึ้นจัดแจงสวมสายจูงเพื่อพาวิลลี่กลับไปคืนพ่อบ้าน“พี่
3 วันต่อมาโฮ่ง โฮ่ง“วิลลี่ไปคาบมา”ฉินเฟยหลงกำลังยืนอยู่บนกำแพงปราสาทชั้นใน สายตาไม่คลาดเคลื่อนจากหญิงสาวที่กำลังเล่นปาบูมเมอแรงกับวิลลี่ตรงลานหญ้าด้านล่างปราสาท“นายครับ ข้อมูลที่คุณหนูให้ตรวจสอบได้แล้วครับ”หยางฝูเหว่ยเดินมารายงานทางด้านหลังมีเอกสารบางอย่างหนีบไว้ใต้วงแขน“ส่งมา” ฝ่ามือที่มีผ้าพันแผลถูกดึงออกจากขากางเกงแบออกไปรอรับของจากผู้ช่วยหยางฝูเหว่ยส่งซองเอกสารให้ด้วยแววตาสงสัย‘ทำไมนายไม่ให้ส่งให้คุณหนูโดยตรงเหมือนทุกที’ก่อนนึกสิ่งใดได้จึงกลืนคำถามลงไป ส่วนเจ้านายก็เดินลงบันไดหินไปได้ครึ่งทางแล้ว ทิศทางที่มุ่งไปก็ไม่ต้องเดาลงไปลานล่างปราสาท“ถิงถิง”ไป๋เหม่ยถิงชะงักมือที่กำลังลูบหัวชื่นชมวิลลี่ หันกลับไปมองชายหนุ่มที่เดินมานั่งข้างกัน‘เสียงเขาที่ใช้เรียกชื่อเธอมันฟัง…เซ็กซี่’“เฮียหลง มีอะไรคะ”ว่ากันตามจริง สรรพนามที่เปลี่ยนมันทำไป๋เหม่ยถิงขัดเขิน แต่ต้องทำใจกล้าเข้าไว้ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเสียที“ข้อมูลของพ่อลูกเคสต์เนอร์”ฉินเฟยหลงยื่นข้อมูลที่เพิ่งได้มาเพิ่มส่งให้ไป๋เหม่ยถิง หญิงสาวรีบยื่นมือรับ แล้วลุกขึ้นจัดแจงสวมสายจูงเพื่อพาวิลลี่กลับไปคืนพ่อบ้าน“พี่
“เรื่องที่ให้ไปจัดการ มีความคืบหน้าหรือยัง” ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ในเงามืดด้านหลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีสีแดง สอบถามชายที่ยืนกระสับกระส่ายค้อมตัวหลังเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานด้วยใบหน้ายิ้มบางเบานุ่มนวล แต่คนที่ถูกถามรู้ว่าใบหน้าที่อ่อนโยนนั้นกลับซุกซ่อนความโหดเหี้ยมไว้มิดชิด “ทนายเตรียมสัญญาเรียบร้อยแล้วครับ ภายใน 2 วันนี้ น่าจะเรียบร้อยครับ” ชายวัย 40 ปี รูปร่างไม่สูงมาก ดูผอมบางแม้อยู่ในชุดสูทรายงานเจ้านายด้วยเสียงตึงเครียด “หืม…แค่น่าจะ…อย่างนั้นหรือ?” เจ้านายพูดเหมือนเปรยไม่จริงจัง แต่เล่นเอาคนรายงานต้องรีบแก้คำตอบ “ขออภัยครับท่าน ผมจะนำสัญญามาใน 2 วันครับ” “อืม…นายออกไปจัดการงานเถอะ” แม้เสียงพูดจะยังคงเรียบง่าย แต่ชายผู้เป็นลูกน้องไม่กล้าละเลย รู้ดีว่าไม่มีที่ว่างให้สำหรับความผิดพลาด ก่อนจากไปแววตายังฉายความโหดเหี้ยม บุรุษที่เหลืออยู่ดูจะพอใจกับแววตาของลูกน้อง ‘ไม่เสียแรงที่ติดตามเขามานาน’ “ฉินเฟยหลง ไอ้เด็กเหลือขอคราวนี้แกไม่รอดแน่ ตำแหน่งประธานต้องเป็นของฉัน!!!” 5 ชั่วโมงต่อมา เหอเป่ย แอ๊ด! เสียงเปิดประตูรั้วเก่าคร่ำคร่าดังเสียดแทงโสตของพ่อบ้านติงที่ยืนรอรั
“เรื่องที่ให้ไปจัดการ มีความคืบหน้าหรือยัง”ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ในเงามืดด้านหลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีสีแดง สอบถามชายที่ยืนกระสับกระส่ายค้อมตัวหลังเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานด้วยใบหน้ายิ้มบางเบานุ่มนวลแต่คนที่ถูกถามรู้ว่าใบหน้าที่อ่อนโยนนั้นกลับซุกซ่อนความโหดเหี้ยมไว้มิดชิด“ทนายเตรียมสัญญาเรียบร้อยแล้วครับ ภายใน 2 วันนี้ น่าจะเรียบร้อยครับ”ชายวัย 40 ปี รูปร่างไม่สูงมาก ดูผอมบางแม้อยู่ในชุดสูทรายงานเจ้านายด้วยเสียงตึงเครียด“หืม…แค่น่าจะ…อย่างนั้นหรือ?”เจ้านายพูดเหมือนเปรยไม่จริงจัง แต่เล่นเอาคนรายงานต้องรีบแก้คำตอบ“ขออภัยครับท่าน ผมจะนำสัญญามาใน 2 วันครับ”“อืม…นายออกไปจัดการงานเถอะ”แม้เสียงพูดจะยังคงเรียบง่าย แต่ชายผู้เป็นลูกน้องไม่กล้าละเลย รู้ดีว่าไม่มีที่ว่างให้สำหรับความผิดพลาด ก่อนจากไปแววตายังฉายความโหดเหี้ยมบุรุษที่เหลืออยู่ดูจะพอใจกับแววตาของลูกน้อง‘ไม่เสียแรงที่ติดตามเขามานาน’“ฉินเฟยหลง ไอ้เด็กเหลือขอคราวนี้แกไม่รอดแน่ ตำแหน่งประธานต้องเป็นของฉัน!!!”5 ชั่วโมงต่อมา เหอเป่ยแอ๊ด!เสียงเปิดประตูรั้วเก่าคร่ำคร่าดังเสียดแทงโสตของพ่อบ้านติงที่ยืนรอรับอยู่ตรงประตูทางเข้าเรือนรับร
“ลูกถามคำถามนี้ เพราะเคยค้นหาแล้วไม่เจอใช่ไหม?”เห็นไป๋เหม่ยถิงพยักหน้าเป็นคำตอบ ไป๋จื้อหยางเองก็หน้าเคร่ง‘ใช่...จนบัดนี้ คนของเขายังค้นหาหลุมฝังศพของภรรยาไม่พบ’มีคนจงใจปกปิดข้อมูล!เขามั่นใจ ในเงามืดมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใย ล้อเล่นกับชีวิตครอบครัวเขา“ฉันเคยไปขอเอกสาร ข้อมูลการฝังศพไร้ญาติจากโรงพยาบาลจิ่วเหอ แฟ้มข้อมูลของปี 1980 หายไป ตอนนั้นคิดว่าคงเพราะการจัดเก็บเอกสารสมัยนั้นไม่ดีพอ แต่คุณบอกว่าคุณแม่อาจถูกทำร้ายมา คิดได้อย่างเดียวว่า”มีคนเล่นตลกกับเอกสารนั่น!!!ต้องมีความแค้นระดับไหน ถึงอยากให้คนตายกลายเป็นผีไร้ญาติ ไร้คนเซ่นไหว้ดวงตาดอกท้อสองคู่มองหน้ากัน ประกายเย็นเยียบวาบผ่าน คนหนึ่งมีแววโหดเหี้ยมกระหายเลือด อีกหนึ่งเย็นชาไร้ปราณี รอยยิ้มเหยียดแสยะขัดกับใบหน้านอกจากสองพ่อลูก คนที่เหลือในห้องก็มีอารมณ์เดือดดาลไม่ต่างกัน พยายามสูดหายใจระงับอารมณ์จนอกพองหน้าแดงก่ำ‘นายเฝ้าทางนี้ เดี๋ยวฉันมา’หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้หันมาส่งสัญญาณกัน แล้วหยางฝูเหว่ยก็ปลีกตัวออกไป“การหาหลุมฝังศพของแม่ พ่อให้คนของพ่อสืบอยู่ถิงเออร์ไม่ต้องกังวล ตอนนี้เรามาว่าเรื่องตรวจดีเอ็นเอเถอะ ถิงเออร์คิดเห็น
“ลูกถามคำถามนี้ เพราะเคยค้นหาแล้วไม่เจอใช่ไหม?”เห็นไป๋เหม่ยถิงพยักหน้าเป็นคำตอบ ไป๋จื้อหยางเองก็หน้าเคร่ง‘ใช่...จนบัดนี้ คนของเขายังค้นหาหลุมฝังศพของภรรยาไม่พบ’มีคนจงใจปกปิดข้อมูล!เขามั่นใจ ในเงามืดมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใย ล้อเล่นกับชีวิตครอบครัวเขา“ฉันเคยไปขอเอกสาร ข้อมูลการฝังศพไร้ญาติจากโรงพยาบาลจิ่วเหอ แฟ้มข้อมูลของปี 1980 หายไป ตอนนั้นคิดว่าคงเพราะการจัดเก็บเอกสารสมัยนั้นไม่ดีพอ แต่คุณบอกว่าคุณแม่อาจถูกทำร้ายมา คิดได้อย่างเดียวว่า”มีคนเล่นตลกกับเอกสารนั่น!!!ต้องมีความแค้นระดับไหน ถึงอยากให้คนตายกลายเป็นผีไร้ญาติ ไร้คนเซ่นไหว้ดวงตาดอกท้อสองคู่มองหน้ากัน ประกายเย็นเยียบวาบผ่าน คนหนึ่งมีแววโหดเหี้ยมกระหายเลือด อีกหนึ่งเย็นชาไร้ปราณี รอยยิ้มเหยียดแสยะขัดกับใบหน้านอกจากสองพ่อลูก คนที่เหลือในห้องก็มีอารมณ์เดือดดาลไม่ต่างกัน พยายามสูดหายใจระงับอารมณ์จนอกพองหน้าแดงก่ำ‘นายเฝ้าทางนี้ เดี๋ยวฉันมา’หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้หันมาส่งสัญญาณกัน แล้วหยางฝูเหว่ยก็ปลีกตัวออกไป“การหาหลุมฝังศพของแม่ พ่อให้คนของพ่อสืบอยู่ถิงเออร์ไม่ต้องกังวล ตอนนี้เรามาว่าเรื่องตรวจดีเอ็นเอเถอะ ถิงเออร์คิดเห็น
ตอนนี้ความกระสันต์สูงเสียดฟ้าจนอยากจะพุ่งตัวตนเข้าฝากฝังในช่องทางรักหวานฉ่ำแล้วปลดปล่อยตัวตนไปกับความปรารถนาอันลิงโลดนี้“ภรรยา…ช้าหน่อยครับ เดี๋ยวสามีทนไม่ไหวน้องจะเจ็บ” เสียงกระซิบแหบพร้าทุ้มก้องอยู่ริมหูเล็ก คนฟังรู้สึกว่ามันเซ็กซี่ทั้งยังอ้อยอิ่งราวกับตั้งใจออดอ่อยใส่กันแทนที่จะช้าลง ดวงตาดอกท้อของคนตัวเล็กกลับร้อนผ่าว ฝ่ามือขาวกดลงกลางหน้าอกกว้างให้ชายหนุ่มเอนตัวลงเท้าแขนกับโต๊ะกรุกระจก สะโพกอวบตั้งใจบดขยี้ให้ส่วนอวบนูนของวัยสาวถูไถกับส่วนหัวมังกรแดงก่ำที่โผล่พ้นขอบกางเกงในผ้าไหมขึ้นมา“ซี๊ด...อาห์”ได้ยินเสียงสูดปากพร้อมครางกระเส่าของคนตัวโตยิ่งทำให้หญิงสาวฮึกเหิมลำตัวเล็กเอนลงต่ำใช้ใบหน้าซุกลงดอมดมผิวเนื้อเรียบตึง จูบบ้างเลียบ้าง มือก็ลูบวนกดไปทั่วผิวเนื้อท่อนบนมือหนึ่ง อีกมือกลัวจะว่างจึงใช้ท้องนิ้วสะกิดยอดอกสีน้ำตาลอ่อนจนมันหดเกร็งฝ่ามือหยาบกร้านของคนด้านล่างยกขึ้นนวดคลึงภูเขาหิมะที่มียอดอิงเถาปัดผ่านกล้ามท้อง หญิงชายทั้งสองต่างนวดคลึงฟอนเฟ้นเรือนร่างเกือบเปลือยของกันและกันน้ำหนักมือเคล้นแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ที่เดือดพล่าน ผิวเนื้อสะโพกปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วเรียวยา
หลังบอกกล่าวกราบไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว ยกน้ำชาให้กับผู้ใหญ่เริ่มจากพ่อ ปู่และอาจารย์ ฉินเฟยหลงก็อุ้มเจ้าสาวขึ้นรถท่ามกลางความเงียบ... พรืด... และเสียงสูดน้ำมูกของเกาอี้ “ฮึก...คุณหนูออกเรือนแล้ว” ไป๋จื้อหยางที่น้ำตาคลอมองขบวนรถขับออกไปจากบ้านตระกูลไป๋เก็บอารมณ์กลับแทบไม่ทัน มองสภาพบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยักษ์กำลังยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาหัวไหล่สั่น ผ้าเช็ดหน้ามีคราบปริศนาเกาะหนึบ วงล้อมจึงแตกกระเจิงไปคนละทาง ทั้งผู้เฒ่าไป๋ ผู้เฒ่าติง ไป๋จื้อหยาง แม้แต่จ้าวลี่จูยังถอยเท้าเงียบ ๆ ส่วนเพื่อนอย่างหยางฝูเหว่ยเดินหนีไปนานแล้วตั้งแต่บอดี้การ์ดหนุ่มน้ำตาคลอ “เอ่อ...แต่อีกไม่กี่วันประธานก็กลับมาแล้วนะคะ” จ้าวลี่จูพูดความจริงที่ทุกคนลืมนึกไป ใช่... แต่งงานแล้วอย่างไร... อีกไม่กี่วันก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพียงแค่มีคนตามมาอยู่ด้วยอีกคน มีตะเกียบกับถ้วยข้าวเพิ่มมาอีกชุด เกาอี้เองที่ถูกอารมณ์อ่อนไหวพาไปก็หยุดร้องอ้าปากค้าง ฟืดดดดด... “นั่นสิ! เราก็ยังทำหน้าที่เดิม” คิดได้แล้วสั่งน้ำมูกที่เหลือเดินจากไปอย่างร่าเริง ไป๋จื้อหยางกับคนงานในบ้านถูกเบรกอารมณ์ก็แยกย้ายกันไป ทางด้านขบวนรั
3 วันต่อมา ลู่เจียจิ่วเป็นย่านเศรษฐกิจการเงินของเซี่ยงไฮ้ ทุกพื้นที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ บริษัทข้ามชาติ ตึกสูงเสียดฟ้า บ่งบอกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดโดยปกติเวลาของผู้คนที่ทำงานในย่านนี้เป็นเงินเป็นทอง มีแต่ความเร่งรีบ วันนี้กลับต่างออกไปเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าการทำเงินเกิดขึ้นที่ตึกเฮยอวิ๋นทีมมหรสพ กลองและปี่พาทย์ในชุดถังจวงสีแดงตั้งขบวนหน้าตึก ดนตรีถูกบรรเลงอย่างคึกคักตลอดระยะที่เริ่มมีการยกหีบสิ่งของออกมาจากประตูใหญ่ของตึก ขึ้นไปยังรถบรรทุกสีขาวปิดทึบที่ผูกซิ่วฉิวหน้ารถ พนักงานออฟิศของบริษัทต่าง ๆ ยินยอมเข้างานสายแต่ไม่กล้าเดินเบียดแทรกแถวเข้าไปในตัวอาคาร ได้แต่ยืนรักษาระยะอยู่ด้านนอก“นายครับได้เวลาแล้ว” ฉินเฟยหลงเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวด้วยชุดพิธีการสีแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับตลอดเวลาเจ้าบ่าวเดินนำขบวนไปขึ้นรถด้านนอก“เตรียมเคลื่อนขบวนไปรับเจ้าสาวได้!” ผู้นำพิธีการตะโกนเตือนเมื่อได้เวลาสมควร รถดนตรีที่มีเสาไม้ติดป้าย ‘ซวงสี่’ จึงกระหึ่มอีกระลอกขบวนรถหรูที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดง 9 คัน เริ่มเคลื่อนตามออกไปติด ๆ คันนำหน้าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนผูกซิ่วฉิวผ
รถของตระกูลไป๋ต้องเบรกกะทันหันเมื่อเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถ จู่ ๆ รถที่จอดอยู่หลายคันก็พร้อมใจกันถอยหลังจนมาล้อมกรอบรอบตัวรถของพวกเขาเป็นวงกลมปัง ปัง ปัง!สถานการณ์ยิ่งไม่ปกติเมื่อมีชายในชุดสูทนับรวมได้ 8 คน ลงมาจากที่นั่งข้างคนขับของรถที่ล้อมรถตระกูลไป๋อยู่กรี๊ด...“หลบเร็ว ตีกันแล้ว แจ้งตำรวจ!”“หนีเร็วเข้า อย่าไปยุ่ง”ไป๋จื้อหยางกอดลูกสาวแน่น“สืออิงติดต่อบอดี้การ์ดมาที่นี่ด่วน!”บอดี้การ์ดตระกูลไป๋ รวมถึงหยางฝูเหว่ยและเกาอี้ไม่ได้ตามมาเพราะเป็นเวลากลางวันและสถานที่อยู่ใจกลางเมือง ไป๋จื้อหยางจึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเล่นสกปรกไป๋เหม่ยถิงมองออร่าสีเขียวจากบุรุษบางคนที่ลงจากรถ ลองพิจารณาใบหน้าหลังแว่นกันแดดดี ๆ เหมือนจะเคยผ่านตามาบ้าง จึงนั่งนิ่งอยู่กับที่ใบหน้าเฉยเมย‘เฮียหลงกำลังจะทำอะไร?’“ถิงเออร์ลูกนั่งรอในรถ พอจะออกไปเจรจาดูสักหน่อยว่าผู้มาต้องการอะไร”ไม่ทันที่เธอจะห้ามคุณพ่อก็จับประตูรถเตรียมก้าวออกไป ประจวบเหมาะกับคนด้านนอกเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพรึ่บ! ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!ท้ายรถที่ล้อมกรอบทั้งหมดเปิดออก มีเสียงพลุขนาดเล็กแตกกระจายพร้อมสายรุ้งและกระดาษสีปลิวว่อน กุหลาบหลากสีถู
3 วันต่อมาตึกเซี่ยอวิ๋น 8 โมงเช้า“ฮ้าว...เหล่าจงนายมาสักที ข้าจะได้กลับไปนอนยาว ๆ” พนักงานรักษาความปลอดภัยของตึกกะกลางคืนทักเพื่อนที่มาเปลี่ยนกะแล้วเตรียมจะกลับเข้าไปตึกเซี่ยอวิ๋น“!!!”ตอนเปิดตาที่ปิดปากหาวยาว เขาตกใจจนขวัญเกือบกระเจิงเพราะบอดี้การ์ดในชุดฝึกสีดำราว 20 กว่าคนมายืนออกันเงียบ ๆ ตรงลานกว้าง แถมไฟของตึกก็ยังไม่เปิดจึงเห็นเป็นเงาตะคุ่ม“ตกใจหมดนึกว่าโจรปล้นตึก! พวกพี่ลงมาทำอะไรกันครับ” บอดี้การ์ดก็เป็นรุ่นพี่ที่ร่วมฝึกซ้อมกันทุกวัน ผลัดกันเปลี่ยนมาเฝ้าตึกกับออกไปทำภารกิจด้านนอกถ้าสังเกตดีต ๆ จะเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดมีถุงใส่ของติดมือมาด้วย พอคนออกจากลิฟต์เที่ยวสุดท้ายครบก็กระจายกำลังกันเดินออกไปด้านนอกตึก‘ชุนเหลียน’ กลอนคู่มงคลแผ่นยาวสีแดง ที่เขียนด้วยมือจากปรมาจารย์ด้านการคัดอักษร ถูกติดตรงประตูทางเข้าตึกก่อนเป็นที่แรก ตามด้วยตัวอักษร ‘ฝู’ ที่แปลว่าความสุขติดกลับหัวตรงประตูกระจกสองด้านด้านนอกผ้าแดงและโคมกระดาษถูกนำไปห้อยประดับตามต้นไม้ตรงสวนหย่อมก่อนเข้าตัวตึกจนดูสดใสมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นซิ่วฉิวฮวามีชายยาวถูกนำไปแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าตึกด้านหน้า ด้านในมีทีมบอดี้การ
บ้านตระกูลไป๋ วันต่อมาอีก 1 อาทิตย์ ก็จะเป็นวันยกน้ำชาของทายาทตระกูลไป๋ ห้องนอนของไป๋เหม่ยถิงจะถูกปรับปรุงใหม่ สร้างตู้เก็บเสื้อผ้าเพิ่มเติมสำหรับฉินเฟยหลงห้องก็เปลี่ยนสีการตกแต่งใหม่ เป็นสีไม้กับครีม พรมเป็นสีน้ำตาลอ่อน เฟอร์นิเจอร์ใหม่ถูกสั่งเข้ามา วันนี้จะมีช่างกับทีมตกแต่งภายในเข้ามาทำในส่วนของบิวท์อิน“ประธานคะ มานั่งทำอะไรตรงนี้คะ แล้วดูแบบห้องที่ตกแต่งใหม่หรือยังคะ” จ้าวลี่จูเดินเข้าบ้านมาเห็นประธานสาวนั่งเท้าคางไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงโซฟารับแขก“ไม่ต้องดูหรอก ทำตามแบบไปนั่นล่ะ ฉันนั่งสะสมพลังอยู่น่ะไม่ต้องให้ใครมารบกวนนะ”ไป๋เหม่ยถิงโบกมือเอื่อย ๆ ตาปรือทำท่าจะปิด ไหนเลยสะสมพลังงานอะไร ทำท่าจะหลับอยู่เดี๋ยวนี้ที่เธอบอกว่าสะสมพลังนั้นพูดจริงแม้ลี่จูจะมองอย่างไม่เชื่อถือแล้วถอนหายใจ เลขาสาวไม่อยากต่อบทสนทนารีบไปดูช่างตกแต่งภายในต่อว่าที่เจ้าสาวปิดตาเอนหลังเข้ามุมพิงตัวกับแขนโซฟา รับรู้ถึงกระแสลมอุ่นจากหยกจักรพรรดิที่ค่อย ๆ ไหลผ่านจากต้นคอลงสู่ท้องน้อย เข้าสู่แสงสีขาวนวลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวใบหน้าเรียบเฉยเปิดรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดนี้“คุณหนูครับ เจ้านายส่งช
นักข่าวสำนักหนึ่งตะโกนลั่น คนอื่นได้ยินก็รีบหันขวับไปทางต้นเสียงที่ฉินเฟยหลงเดินโอบเอวไป๋เหม่ยถิงแหวกฝูงนักข่าวพร้อมเหล่าบอดี้การ์ดตระกูลฉินกันที่ออกให้“นั่น!...นายท่านฉินกับคู่หมั้น?!”“ประธานไป๋!?”นักข่าวจากเซี่ยงไฮ้เดลี่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้มาใหม่เป็นอย่างดี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นที่มาจากปักกิ่งด้วยเช่นกัน“นายท่านฉินมาเป็นกำลังใจให้คู่หมั้นเหรอคะ พวกคุณมั่นใจมากแค่ไหนว่าจะชนะคดี”“ประธานไป๋พูดถึงคดีจ้างวานฆ่าหน่อยครับ”“นี่...ทำไมดูอย่างกับคนละคนที่ไปบ้านตระกูลหลินเลยล่ะเธอ”นักข่าวก็ดี คนทั่วไปก็ดีตอนนี้ส่งเสียงระงมกันอยู่ทางเข้าศาล จนเจ้าหน้าที่ต้องมาระงับเหตุ“สัมภาษณ์รอไว้หลังจากพิจารณาคดีวันนี้นะครับ” หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้เดินประกบด้านข้างเจ้านายทั้งสองเป็นฝ่ายแจ้งนักข่าวพอได้รับการยืนยันจากปากกลุ่มเจ้าของคดีนักข่าวจึงค่อยสงบลงเพราะรู้ว่าวันนี้ไม่ได้มือเปล่ากลับไปภายในห้องพิจารณาคดี ที่เปิดให้เป็นการพิจารณาแบบสาธารณะมีคนเข้ามาชมได้ ไป๋เหม่ยถิงเดินแยกออกไปทางด้านหลังอัยการ เธอไม่แม้แต่ชำเลืองหางตามองหลินเหวินหลาน“เปิดศาล พิจารณาคดีเลขที่... นำตัวจำเลยเข้ามา”เจ้าหน้าที่เดินประกบ
หลังพูดคุยกันจนเข้าใจ ไป๋เหม่ยถิงกับฉินเฟยหลงก็เดินจูงมือกลับมาด้านในห้องโถงท่าทางชื่นมื่น อาจารย์กับพ่อของเจ้าตัวคนหนึ่งมองเบะปากด้วยความหมั่นไส้ อีกคนอยากจะปรี่เข้าไปสับมือหนา ๆ ทิ้ง“ตอนออกไปหน้าสลดเป็นหมาป่วย กลับมาหน้าตาคึกคักยิ่งอย่างกับหมาโดนยา ไม่ต้องถามผลแล้ว ให้ไอ้หนุ่มฉินมันส่งเกี้ยวมาพรุ่งนี้เลย?” ผู้เฒ่าติงอดไม่ไหวแขวะลูกศิษย์ที่ดูจะพร้อมออกเรือนเหลือเกิน“ได้เหรอคะอาจารย์ อย่างนั้นเฮียหลงจัดการเลยค่ะ”“ครับ ขอบคุณครับคุณปู่ คุณพ่อ อาจารย์”ไป๋เหม่ยถิงแสร้งตกใจจนตาโต หันไปขยิบตายิ้มแย้มกับคู่หมั้น แล้วหันไปแสยะยิ้มใส่จนท่านผู้เฒ่าติงเลือดลมขึ้น สุดท้ายได้แต่ทำตาโปนถลึงให้เหมือนทุกทีท่านผู้เฒ่าไป๋มองท่าทางแบบเมียร้องผัวรับของหลานสาวปากกระตุก คงได้แต่ปลงเท่านั้น‘ขนาดยังไม่ทันแต่ง ก็ตามใจกันขนาดนี้’“คุณปู่ คุณพ่อครับ อาจารย์ครับ ผมอยากขออนุญาตพาน้องไปจดทะเบียนสมรสกันก่อน เรื่องแต่งงานคงรอดูว่าถิงถิงจะมีน้องไหม ถ้าลูกยังไม่มาน้องขอเวลาผม 2 ปี แต่ถ้ามีก็จัดงานตามฤกษ์ใกล้ครับ”“วิธีนี้ก็ถือว่าไม่แย่ ถ้าจดทะเบียนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อให้ยังไม่จัดงานแต่งงาน ภายหลั
“การแต่งงานมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนรักกัน...ไม่ใช่เลย หากเรายังอยู่ในสังคมยังต้องคบค้าสมาคม ติดต่อการงานกับผู้อื่นหากถิงเออร์ท้องขึ้นมาก่อนแต่งงาน จะมั่นใจได้ไหมว่าจะไม่ทำให้หลานสาวปู่จมน้ำลายชาวบ้าน เหลนที่จะเกิดมาจะไม่ถูกคนนินทาว่ากล่าวลับหลังงานแต่งงานที่ควรจะได้จัดเมื่อทุกอย่างพรักพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องมาเร่งรีบเร่งรัดการจะเป็นหัวหน้าครอบครัว จะคำนึงถึงความต้องการของตัวเป็นหลักไม่ได้ ต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนในครอบครัวให้รอบด้านด้วย”ผู้เฒ่าไป๋สอนสั่งด้วยความอ่อนโยน ไม่ได้กล่าวโทษหรือย้ำเตือนการกระทำไม่ยั้งคิดของคนหนุ่มสาว“ไอ้หนุ่มฉิน ความรู้สึกต้องการครอบครองอันแรงกล้าไม่ใช่สิ่งผิด แต่วิธีการที่ได้มามันไม่สง่างาม แน่ใจรึว่าไม่เสียใจภายหลัง”แม้แต่ผู้เฒ่าติงยังอดเอ่ยออกมาประโยคสองประโยคมิได้จักรพรรดิฉินที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยสอนสั่ง มีแต่เขาที่ต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการคว้ามาก็ใช้วิธีการที่รวดเร็วแข็งกร้าวยามนี้ได้รับการชี้แนะเหมือนลูกหลานที่กระทำผิด ทั้งละอายแก่ใจทั้งดีใจระคนกัน เหมือนได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่สำคัญพอทบทวนแ