แชร์

อัจฉริยะน้อย

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-04-19 14:08:54

ในความเห็นของนางสถานศึกษามักพร่ำบอกถึงความเที่ยงธรรมแม้จะเพียงฉากหน้าอย่างน้อยเรื่องนี้ก็ไม่ควรถูกผ่อนปรนง่ายๆ

เพื่อทำลายภาพลักษณ์ที่ตระกูลเซียวสายหลักเป็นผู้สร้าง คำถามนี้เป็นกับดักที่บิดานางกำชับไว้อย่างแยบคาย นางไหนเลยจะปล่อยผ่านไปอย่างง่ายดายเช่นนี้

ในความเห็นของนาง เด็กหญิงคนหนึ่งย่อมสะท้อนทัศนคติที่ถูกปลูกฝังออกมา

จากนั้นนางจะทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความบาดหมางเอาไว้กับสายตระกูลอื่นที่จึงจะเป็นผลลัพธ์ที่นางอยากได้

นางกลับไม่คาดคิดว่าเหมยลี่อิงจะไม่เดินตามสามัญสำนึกถึงกับยกพระพุทธรูปองค์ใหญ่๑ออกมา

“เจ้ากำลังเอาท่านผู้อาวุโสมากล่าวอ้าง!”

เหล่าอาจารย์ที่ฟังบทสนทนาสีหน้าขุ่นมัวพลัน

คุณหนูใหญ่สายรองแม้มีแผนการแต่ก็เป็นการบงการของผู้ใหญ่ ตัวนางเล็กนักด้วยอายุเพียงเจ็ดขวบปีย่อมไม่เข้าใจความลึกล้ำของปลักน้ำ

ความเที่ยงธรรมอาจนำกะเกณฑ์กับผู้อื่นได้ แต่เมื่อใช้กับผู้เฒ่าเซียวที่ถือเป็นว่าเป็นกำลังหลักของตระกูล ผู้ทุ่มเทเสียสละเพื่อตระกูลเซียวไปมากมายจนชีวิตครอบครัวแทบพังทลายภรรยาเอกตาย บุตรสาวอีกคนหายสาบสูญเป็นสิ่งสมควรงั้นหรือ

ตัวนางไม่รู้จักพอ ยังสาวความต่อการกระทำเหล่านี้ย่อมเป็นการควงขวานต่อหน้าลู่ปัน๒ สะท้อนความคิดอันแตกแยกที่สายรองมีต่อสายหลักที่นางถูกปลูกฝังออกมาอีกด้วย

เหล่าอาจารย์และลูกศิษย์ทุกคนสามารถอยู่ในตระกูลเซียวแห่งนี้ได้ย่อมไม่ผู้ใดโฉดเขลา

การยั่วยุอันชัดแจ้งของนางย่อมถูกมองออกอย่างง่ายได้

เหมยลี่อิงกลั้นหัวเราะในใจ เอียงคอยิ้มละไม “พี่หญิงท่านนี้ ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ความหมายก็คือผู้อาวุโสของข้ายังมีคุณสมบัติไม่พออย่างนั้นหรือ

“ก็...” แรงดึงของสหายร่วมเรียนทำให้คำพูดที่กำลังจะออกมาชะงักงัน เด็กหญิงชุดขาวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายคล้ายเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยกหินทุ่มเท้าตัวเอง๓

อาจารย์ที่มองอยู่กระแอมไอแล้วให้นางไปเข้าชั้นเรียนได้ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจด้วยฐานะและส่วนสูงของนางทำให้นางได้นั่งอยู่ด้านหน้าของเซียวมี่ คุณหนูใหญ่สายรองผู้นี้พอดี

หากสายตาสามารถเฉือดเชือนคนได้ แผ่นหลังเล็กของเด็กหญิงของถูกบาดจนแหวงหวิ่น เหมยลี่อิงได้แต่ยักไหล่ ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

ทว่านางปล่อยว่างได้ ไม่ได้ความหมายอีกฝ่ายจะยอมปล่อยนางไป

ยามอาจารย์กำลังสารความรู้พื้นฐาน

“พลังปราณหรือแก่นสารปราณเป็นพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดค้นพบว่าแท้จริงแล้วจุดกำเนิดอย่างไร แต่มีปรมาจารย์หลายท่านได้ศึกษาและเขียนตำราเบื้องต้นอาไว้เป็นที่ย่อมรับเองแพร่หลายในที่นี้ยังเร็วเกินกว่าเด็กเล็กอย่างพวกเจ้าจะใส่ใจ”

“เราจะกล่าวถึงการดึงพลังปราณมาใช้ชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ ที่พวกเจ้าคุ้นเคยดี เช่น สิ่งประดิษฐ์เวท อาวุธเวท ยันต์อาคม มีผู้ใดช่วยข้าบอกได้ว่ามีอะไรบ้าง?”

อาจารย์ผู้กล่าวส่งยิ้มอย่างมีเมตตาให้กำลังใจเด็กๆ ทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนครึกครื้นสนุกสนาน

“โคมไฟพลังปราณเจ้าค่ะ”

“ค่ายกลเคลื่อนย้ายขอรับ”

“หุ่นเชิดรับใช้เจ้าค่ะ”

“ประทีบลอยฟ้าเจ้าค่ะ”

“....แหวนเก็บของกับถุงร้อยสมบัติ”

“กระดานข่าวสารขอรับ”

“ดาบเวทและกระบี่ขอรับ” เมื่อถึงหัวข้อที่น่าสนใจเหล่าเด็กน้อยต่างยกมือแย่งตอบเสียงดังวุ่นวาย

ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนกล่าวยกมือขึ้นสงบความตื่นเต้นของเหล่าเจ้าตัวเล็ก

เมื่อบรรยากาศสงบลงพร้อมแก่การเรียนต่อไป เด็กหญิงชุดขาวก็รีบยกมือขึ้นอย่างว่องไว อาจารย์วัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นอย่างอย่างแปลกใจ “เซียวมี่เจ้ามีข้อสงสัยใดงั้นหรือ”

สหายร่วมเรียนของเด็กหญิงกระตุกแขนเสื้อคัดค้านอย่างรุนแรง วันนี้พวกนางพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งหากยังดึงดันต่อไปย่อมทำให้พวกนางดูกลายเป็นพวกใจแคบเอาได้ นางล่ะอยากใจบ้าตายกับสหายสมองหมูของตน

“ศิษย์เพียงแต่คิดว่าทฤษฎีพลังปราณก่อนหน้าที่อาจารย์ว่าระดับสูงเกินไปสำหรับพวกเรา แต่หากเป็นน้องหญิงที่เข้ามาใหม่คงเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย เพราะนางเป็นหลานของผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่

อาจารย์ท่านไฉนไม่ให้นางลองเล่าให้พวกเราฟังเหล่าเจ้าคะ”

“นี่...” ใบหน้าอาจารย์ฉายแววลำบากใจ ไม่ว่าผู้เฒ่าเซียวจะเก่งกาจเพียงใดหลานของเขาก็อายุเพียงห้าขวบจะไปเข้าใจอะไรได้

ทั้งไม่พอใจเซียวมี่ที่ไม่รู้กาลเทศะขัดจังหวะการสอนของตนผู้เป็นอาจารย์เพียงเพราะความริษยาส่วนตน

กลับเป็นเหมยลี่อิงที่ไร้ความกังวลใจ ปลอบโยนผู้เป็นอาจารย์ผ่านนัยน์ตากระจ่างใสดุจท้องฟ้าไร้เมฆหมอก “ท่านอาจารย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ให้ศิษย์ลองกล่าวดูดีไหมเจ้าคะ”

ชายวัยกลางคนยังคงไม่วางใจ “ทฤษฎีเหล่านี้ยังห่างไกลเกินไป พวกเจ้ายังไม่รู้ก็เป็นเรื่องธรรมดา”

เด็กหญิงชุดสีกลีบบัวส่ายหน้ากล่าวว่าตนพอจำได้บ้างผู้เป็นอาจารย์จึงได้แต่ปล่อยให้นางกล่าวไป

“ทฤษฎีพลังปราณนั้นมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือการศึกษาของผู้ก่อตั้งหุบเขาหมื่นบุปผา เหมยหวังจวิ้น กล่าวว่าพลังปราณก็คือพลังแห่งสรรพชีวิต”

เสียงเด็กหญิงกังวานใสฉะฉาน กล่าวอย่างมั่นใจชัดถ้อยชัดคำผิดกับเด็กวัยเดียวกัน

“คือแก่นสารแห่งชีวิตที่คงอยู่และแปรเปลี่ยนโดยมิอาจดับสลายเพียงแปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อหมุนเวียนระหว่างสรรพสิ่งในโลกหล้า”

นางกล่าวเว้นช่วงเสียงเป็นจังหวะ การเน้น วรรคตอนคำกล่าวราวท่วงทำนอง เสนาะหูน่าฟังราวกับกำลังกล่าวคำกลอนอวยพรอันน่าฟัง

“เฉกเช่นว่า หากเป็นดอกไม้ปราณก็ปราณดินในการเติบโต ใช้ปราณหยางของดวงตะวันและปราณน้ำล่อเลี้ยง เมื่อสัตว์ปราณกินดอกไม้ปราณเข้าไปหากสัตว์ปราณตาย พลังปราณก็สลายคืนสู้ดินและฟ้าหมุนเวียนให้สิ่งอื่นต่อไปเช่นนี้พลังปราณจึงไม่อาจแห้งเหือดไปสามารถมีให้สิ่งมีชิวิตทั้งหลายใช้ต่อเนื่องมาแต่โบราณ”

แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านหน้าตาทำให้ทั้งร่างของเด็กหญิงตัวเล็กๆ เปล่งแสงเรืองรองดุจห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ทองราวเซียนน้อยมงคล

สายลมพัดปลายผมดำปกปรายใบหน้าเล็ก ทำให้ขนตายาวนางสั่นไหวราวนกน้อยกระพือปีก ริมฝีปากสีชมพูเล็กๆ เจื้อยแจ้วข้างแก้มหยกมันแพะเนียนขาว ราวสะกดใจคนฟังให้เผลอไผล

เด็กหญิงตัวน้อยยังคงกล่าวสิ่งที่นางรู้ต่อไป ท่าทางงดงามเหนือสามัญราวกับภาพวาดอันเฉลียวฉลาดและมีชีวิตชีวาโดดเด่นออกมาจากทิวทัศน์เบื้องหลัง

“เช่นนั้นแก่นสารพลังปราณเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไร? สามารถนำมาเพิ่มพูดจากของที่มีอยู่เดิมได้หรือไม่

จะเกิดอะไรหากสิ่งมีชีวิตหนึ่งสามารถสร้างและดูดซับพลังปราณได้มากเกินกว่าที่ของเขตของโลกจะรับไหว

การบรรลุเซียนจริงแท้แล้วคือสิ่งใด? เซียนเหล่านั้นเมื่อบรรลุแล้วไปที่ไหน นี่อาจเชื่อมโยงกับดินแดนเบื้องบน สวรรค์หรือแดนเซียนในตำนานหรือไม่ ประมาณนี้เจ้าค่ะ”

ผลลัพธ์ก็คือนางทิ้งภาพจำของอัจฉริยะน้อยไว้ในใจอาจารย์ตั้งแต่ชั้นเรียนแรกชั้นเรียนแรกจบลงพร้อมกับความเหนื่อยล้า เหมยลี่อิงไม่ได้สุงสิงกับผู้ใด นางเพียงเดินนำขบวนบ่าวไพรไปยังห้องพักส่วนตัวเพื่อทานมื้อเที่ยง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทที่เกี่ยวข้อง

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   ระดับวาสนา

    เนื่องจากเรือนศึกษาประกอบด้วยเด็กเล็กจำนวนมากจึงมีเพียงชั้นเรียนในช่วงเช้า หลังจากเที่ยงเหล่าคุณหนูนายน้อยล้วนสามารถกลับบ้านหรือเลือกพักผ่อนในห้องพักศิษย์ได้ตามอัธยาสัย เด็กส่วนใหญ่จะใช้เวลาเล่นกับสหายหรือทำความรู้จักกันในโถงกลาง มีบ้างที่กลับบ้านไปพักผ่อนหรือเรียนต่อกับครูที่ทางบ้านหามาเป็นการส่วนตัว เหมยลี่อิงเพิ่มมาใหม่นางไม่ได้สนิทสนมกับใครและไม่ใส่ใจจะสนิทสนม รวมถึงไม่มีภาระหน้าที่หรือแรงกกดดันใดๆ คุณหนูใหญ่เซียวพรูลมหายใจ ทรุดตัวลงบนตั่งด้วยอากาศเวียนศีรษะจากเสียงการแจ้งเตือนของระบบในหัวที่ดังระงมมาตั้งแต่เช้า ในหมู่เด็กๆ มีบ้างที่จะพบพานวาสนา ทว่าอย่างมากก็เป็นวาสนาระดับดินและระดับมนุษย์เท่านั้น ใช่แล้ว โชควาสนาเองก็มีระดับของมัน ตัวอย่างเช่นวาสนาของเซียวอวิ๋นหังที่สามารถพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาถือว่าเป็นวาสนาระดับสวรรค์ วาสนาที่สามารถส่งเสริมเกื้อหนุนแก่ผู้คนได้เรียกว่าวาสนาระดับฟ้า ส่วนโชคลางหรือมงคลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเรียกว่าวาสนาระดับดิน สำหรับโชคลาภเล็กๆ น้อย ประเภทประเภทของหายได้คืน พ้นจากอากาศป่วยไข้จัดเป็นวาสนาระดับต่ำสุดคือวาสนาระดับมนุษย์ ส่วนวาสนาระดับที่สูงกว่

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-19
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   เซียวฟางฟรู เซียวฟาวหรง

    “เขาที่ว่านั่นคือผู้ใดกันเจ้าคะ การเลือกทำกับผู้อื่นเช่นนั้นเพราะความเชื่อที่ไร้ที่มาที่ไปนั่นนั่นคร่ำครึยิ่ง”เหมยลี่อิงยิ่งคิดยิ่งไม่พอใจ นางอยู่ในโลกจำลองมานานรับเอาค่านิยมเรื่องความเท่าเทียมและความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์มามาก ทั้งยังมองว่าอคติของพี่รองของนางนั้นไม่ดีต่อตัวเขาเท่าไรไม่ว่าในอตีดชาติหรือปัจจุบันก็ดีเซียวสือรุ่ยแม้จะซุกซนแขวกขนบ แต่ทระนงถือดียิ่ง แม้เขาจะฉลาดเฉลียวเพียงใดโลกทัศน์ก็ยังแคบนัก สายตาไม่กว่างไกล ผนวกกับความภาคภูมิใจและความเย่อยิ่งแบบเด็กๆ ที่ถูกปลูกฝังมาของชนชั้นสูงทำให้รับสิ่งที่นางพูดไม่ได้เขาได้แต่คิดว่าน้องหญิงถูกขังอยู่ในเรือนมานานเกินไป ไม่มีใครสอนสิ่งเหล่านี้ให้นางจึงถูกพวกมารหลอกลวงเอาได้ ส่วนท่านปู่ตามตามใจน้องยิ่งมากเกินไปเช่นนี้ใช้การไม่ได้ในฐานะพี่ชายที่ดีเขาต้องนำทางมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องทั้งสองถกเถียงกันไปไม่มีใครมองสีหน้า ‘มาร’ ที่อยู่ในบทสนทนาเซียวอวิ๋นหังยามนี้สับสนในใจ ใช่ เขาเองก็เคยได้ยินว่าใครที่อยู่ใกล้เผ่ามารจะโชคร้าย นี่เป็นเหตุผลที่แม้แต่บ่าวไพร่ในตระกูลเซียวก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขาด้วยสถานะของนางที่เป็นคุณหนูใหญ่ มีเหตุผลใดไฉนต้อง

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-19
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   ค้นหาแดนลัพธ์บรรพบุรุษ

    เด็กหญิงยิ้มหวานอย่างไม่คิดอะไรให้พี่รองและเซียวอวิ๋นหังที่ห่วงกังวล แล้วพาพวกเขาออกไปจากตรงนั้น“แล้วเราจะไปที่ใด” เซียวสือรุ่นไพล่ตามเปี่ยนบรรยากาศ“ท่านเคยสำรวจที่ใดมาแล้วบ้าง”เซียวสือรุ่ยพออกทำท่าทางภาคภูมิใจ “ใคร่ควรถามว่าที่ใดที่พวกข้ายังไม่ได้ไปบ้างจะดีกว่า”“แต่ท่านก็ไม่เจอสิ่งใดไม่ใช่หรือ” เหมยลี่อิงกล่าวไม่เกรงใจ ทำเอาไหล่ที่ยกสูงของคุณชายน้อยชุดเขียวห่อเหี่ยวลงศาลบรรพชนแห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีตอย่างแท้จริง พื้นที่กว้างขวางโอ่โถงปลอดโปล่ง แต่คงไว้ซึ่งความสง่างามเคร่งขรึม เคยมีคนกล่าวว่าหากอยากรู้ว่าตระกูลนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงใด ให้ดูที่ศาลบรรพชนของตระกูลนั้นคำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องเพราะยิ่งตระกูลมีประวัติยาวนานและมีความมั่งคั่งมากเท่าใด ยิ่งให้ความสำคัญกับสถานที่หลังความตายของตนมากเท่านั้น ทั้งคนรุ่นหลังยังต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่มอบรากฐานอันยาวนานเหล่านี้ให้สถานที่ตั้งศาลบรรพชนที่ดีต้องมีกี่อย่าง หนึ่งคือต้องมีที่ให้ลมผ่าน สองคือมีที่ให้ธารน้ำไหล ตามนิมิตของพี่รองที่นางเห็นคืออีกฝ่ายไปตามหาเพื่อนที่ขี้ขลาดและหายไปจนพบสะหายอยู่ใต้

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-19
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   การทดสอบของแดนลับ

    ทันใดก็มีแสงปราณห้าสีก่อตัวขึ้นเป็นประตูห้าบาน บานประตูไม้จู่ๆ ก็โผล่มาบนพนังโถง เป็นประตูไม้เก่าแก่จะพังแร่มิพังแร่ไร้ลวดลายใดๆ มีเพียงสีและลายไม้ที่บ่งบอกว่าพวกมันถูกสร้างในช่วงเวลาแตกต่างกันบานไม้แต่ประตูเหมือนแฝงไว้ด้วยมนตร์ขลัง ชวนให้พินิจว่าอีกฝั่งของประตูจะเป็นสถานที่เช่นไร ใจผู้มองล้วนดูดึงดูดไปใต้แสงที่สองลอดออกมาจากเงาประตูไม้ รัศมีที่แผ่ออกมาดุจดั่งถูกเททับด้วยเหล็กกล้านับพันชั่งพร้อมจะพังครืนเหนือหัวได้ทุกเมื่อ ทั้งหนักหนาและอึดอัดจนยากจะหายใจกระต่ายขาวตาแดงฉ๊กยิ้มอย่างสดใส “ล่ะให้ข้าดูว่าโชคชะตาแบบใดกันนะที่พวกเจ้าเลือก~”เหมยลี่อิงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ไพล่ไหล่ผายมือไปทางเซียวสือรุ่ย “พี่รองท่านเลือกเถอะ”เด็กชายชุดเขียวแขวะในใจว่าน้องสาวที่หน้าตาหน้ารักออกปานนี้ไปเรียนกริยาไม่งามเช่นนี้มาจากที่ใด“ประตูไม้บานนี้ก็แล้วกัน” เจ้าก้อนแป้งเหมยแอบโล่งใจเพราะประตูที่เด็กชายสุ่มชี้ไปเป็นประตูไม้ตรงกลางบานเดียวกันกับนางเห็นในนิมิต“โอ้ พวกเจ้าแน่ใจหรือ” กระต่ายขาวถามอย่างยียวนเมื่อเห็นเด็กทั้งสามพยักหน้าแน่ใจ มันก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าไป ประตูไม้บานใหญ่ที่เหลือหายไปเหล่าเพียงหนึ่งบา

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-21
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   สู้กับอักษรพิษไฟ

    เจ้าดวงตาสีแดงเป็นอสรพิษไฟตัวใหญ่เขื่องตัวหนึ่งที่ไม่รู้เลื้อยมาตั้งแต่เมื่อใด ดวงตาเดรัจฉานคู่นั้นแดงฉานลุกไหม้ราวลูกไฟ ด้านหลังมันที่ไม่รู้เรียกว่าอะไรแผ่ออกเป็นเชิงรุกราน ลิ้นสองแฉกสีแดงปานโลหิตหยดน้ำลาย“ฉิบหาย!”ไม่รอช้าพริบตาที่งูฉกลงมา เซียวอวิ๋นหังก็คว้างน้องสาวและสิ่งอื่นๆ (?) ไปทิศตรงข้ามแล้วล่อมันไปอีกทางหนึ่ง“นี่ท่านไปเอามันมาตั้งแต่เมื่อไร!” เหมยลี่อิงที่ถูกเซียวอวิ๋นหังรองรับไว้ ร้องเหวใส่อย่างอดใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่พี่รองยัดใส่อกนางไม่ใช่อื่นใดนอกจากเจ้าลูกหมีศิลา!“ระวัง!”เด็กชายชุดเขียววัยแปดขวบเปรียบเทียบกับงูอัคคีตัวใหญ่ดูอย่างไรก็ไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อยทว่าเซียวอวิ๋นหังแม้พละกำลังสู้ไม่ได้ แต่เขาคล่องแคล้วว่องไว มีไหวพริบฉลาดฉลาด เมื่อรู้ว่าสู้แรงมันไม่ได้ก็ไม่ใช้การปะทะซึ่งหน้า อาศัยความเร็วล่อหลอกให้มันหัวหมุนไปรอบๆ เป็นวงใหญ่เพียงเจ้างูตัวใหญ่หาใช่ภัยคุกคามเดียว กลิ่นไหม้ของไฟป่าฉุนกรุ่นควันโชยฟ้า องศาความร้อนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะทนได้นาน เหมยลี่อิงและเซียวสือรุ่ยโชคดีที่ชุดทำจากไหมน้ำแข็งสถานะของเซียวอวิ๋นหังกลับสู้ไม่ได้ แม้เพิ่งย้ายมาอยู่เรือนรองของน

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-23
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   หัวใจแห่งป่าไม้

    เซียวสือรุ่ยลองถามแน่นอนว่าเจ้าหมีตัวใหญ่ไม่เข้าใจ เขาเลยลองเดินตามมันตัวมันในที่สุดก็คิดว่าพวกเขาคงเข้าใจความนัยจึงนำทางพวกเขาไปในที่สุดแสงตะวันถอดผ่านแนวผา ชะแง่งหินขรุขระทางเดินคับแคบ เด็กมอมแมมสามคนเดินตามแม่หมีที่มีลูกน้อยนั่งอยู่บนหัวหนึ่งตัว“เจ้าจะพาพวกเราเดินไปถึงเมื่อไร”แน่นอนว่ามารดาหมีศิลาไม่อาจตอบพวกเขาได้ พวกเขาได้แต่เดินตามมันไป กระทั่งจวนจะเดินไม่ไหว เซียวสือรุ่ยได้ประคองเหมยลี่อิงที่กำลังจะล้มลงแม่มีสีน้ำตาลตัวใหญ่จึงผินหน้ากลับมาก็ค้อมตัวให้ เจ้าลูกหมีเข้าใจมันรีบลงจากหลังแม่ ดึงแขนเสื้อชุดเด็กๆ ให้ขึ้นมา“พวกเราขึ้นไปได้จริงหรือ” เหมยลี่อิงตามอย่างไม่ค่อยแน่ใจเซียวสือรุ่ยประคองน้องสาวขึ้นไปท่าทางระวังภัยอยู่ในที กระทั่งไม่เห็นแม่หมีโมโหก็ว่างใจ ให้เซียวอวิ๋นหังปีนตามขึ้นไปแล้วค่อยปิดท้ายด้วยตนเหมยลี่อิงลอบยิ้ม พี่รองของนางเป็นเช่นนี้เสมอ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่ค่อนใส่ใจอะไร แต่กลับขวัญกล้าจิตใจละเอียดอ่อนกลายเป็นสามคนหนึ่งตัวอยู่ถูกบรรทุกอยู่บนหลังแม่หมีตัวใหญ่ ขนสีน้ำตาลของหมีศิลาไม่อ่อนนุ่มเหมือนลูกหมี ขนเส้นหนาระคายสากบนแผ่นหลังกว้างทำให้นางไม่สบายตัวอยู่บ้

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-23
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   ส่าหร่ายคลายวิญญาณ

    เซียวสือรุ่ยเบ้ปาก เดินไปยังลูกกลมสีทองที่ดูสว่างที่สุดในความคิดเขา แม้ความจริงๆ แล้วทุกๆ อันจะสว่างเท่ากันก็ตาม เซียวอวิ๋นหังเพียงหยิบลูกแก้วสีเงินที่โผล่ขึ้นมาข้างเท้า ในเมื่อทั้งหมดแล้วเป็นของดีจะอันไหนก็เหมือนกัน เขาจะมอบให้เสี่ยวอิงหมด เหมยลี่อิงเรียกระบบในใจ “ตอนนี้ข้ามีแต้มลิขิตเท่าไร”[โฮสต์ได้รับมาสองร้อยแต้ม รวมกับที่สะสมไว้ในโลกภารกิจ สามหมื่นสองพันสี่ร้อยแต้ม เป็นทั้งหมดสามหมื่นสองพันหกร้อยแต้ม ]“ใช้แรกเนตรหยั่งรู้ระดับแรก”[ทำการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น โฮสต์ได้รับเนตรหยั่งรู้ระดับหนึ่งคงเหลือ สามหมื่นหกร้อยแต้ม]นัยต์ตาดอกท้อของเด็กหญิงทอประกายสีทองจางๆ เหมยลี่อิงไม่รอช้ารับหยิบของที่นางต้องการทันทีผู้เฒ่ากระต่ายเท้าอุ้งเท้านุ่มนิ่มเท่าคางมองนางอย่าพิจารณาครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ว่าอะไร ความสามารถก็นับเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่งเช่นกันกระต่ายเป็นสัตว์คิดไวใจร้อนเสร็จธุระแล้วก็จะใส่ใจเห็นพวกเขาเลือกของรางวัลกันแลวก็กระทืบเท้าเคาะพื้นส่งพวกมนุษย์จิ๋วออกจากแดนลับทันที“อ้ากก เจ้าอ้วกใส่เสื้อข้าแล้วเจ้าโง่ !”เซียวสือรุ่ยหยิบตัวเซียวอวิ๋นหังขึ้นมาโยนเข้าไปในธารน้ำจุดที่

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-23
  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   เซียวปี้เหลียน

    “พิษ?” ในที่นี้มีเพียงเซียวสือรุ่ยที่ตกใจ“เป็นพิษไร้สี ไร้กลิ่น สะสมทีน้อยและออกฤทธิ์เมื่อผ่านไปหมื่นวันเท่านั้น เมื่อมันออกฤทธิ์ผู้ต้องพิษจะเส้นลมปราณสูญสลายและถึงแก่ความตายโดยไร้ยาแก้”เซียวสือหลงแทบทำใจเชื่อไม่ได้ “...ยาพิษที่ทำลายเส้นลมปราณ”“ผู้ใดกัน ช่างชั่วร้ายอะไรเช่นนี้!” เซียวสือรุ่ยกัดฟันกล่าวเซียวจงสิงถอนหายใจ “ข้ากลับไม่รู้ว่าตนถูกวางยาตั้งแต่เมื่อใด ยังดีที่ได้ส่าหร่ายคลายวิญญาณของอิงเอ๋อร์ มิเช่นนั้นครานี้คงย่ำแย่แล้วจริงๆ ”เด็กหญิงพูดไม่ออกคล้ายก้อนอะไรสักอย่างจุกอยู่ในลำคอ ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่คลอหน่วยของตัวเองเงียบๆในกาลก่อนท่านตาผู้ยิ่งใหญ่ของนางถูกยาพิษนี้เล่นงาน กว่ารู้ตัวก็สายเกินแก้ไข แต่ครานี้นางช่วยท่านตาเอาไว้ได้ตระกูลเซียวที่ไม่สูญเสียเสาค้ำยันก็สมควรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นใช่หรือไม่ไม่มีผู้ใดบอกได้กระทั่งตัวนางเองก็ยังไม่แน่ใจชีวิตที่เจ็บปวด ล้มเหลว ร่อนเร่ เซซังแหลกสลายยังคงเกิดขึ้นและไม่เคยผ่านไป ติดค้างอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดเหมือยปลายเข็มซ่อนในยอดหญ้า รอคอยประเดประดังเข้ามาทุกคราที่นางล้มลงในความโดดเดี่ยวเด็กหญิงโผกอดท่านตาที่อุ้มนางเอาไว้

    ปรับปรุงล่าสุด : 2025-04-23

บทล่าสุด

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   อักษรฝู

    นัยต์ตาดอกท้อทอประกายระยิบระยับ เหมยลี่อิงแย้มยิ้มอย่างน่ารัก นางหยิบกระระฆังเล็กๆ สีทองเหลืองขนาดเท่ากำมือออกมาพลางกล่าว “ลี่อิงคาราวะท่านตา ขอให้ท่านตาอายุยืนยาวเป็นพันๆ ปีดุจเขาไท่ซ่าน มีความสุขโชติช่วงไม่สิ้นสุดเจ้าค่ะ ” เสียงกระฆังน้อยในมือนางก้องกังวาลเป็นสัญญาณให้โคมลอยมากมายที่ถูกจุดจนส่องสว่างลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่มีใครรู้ว่านางใช้วิธีการใดเหล่าโคมกลับไม่ลอยปลิวหนีไป แต่ค่อยๆ เรียบตัวเหนือผืนฟ้าเป็นอักษร“福 (ฝู)—ความสุข มีโชค)” ที่สวยงามอย่างยิ่ง ใต้ท้องนภาสีดำเข้มราวน้ำหมึก ปรากฎประภาอักษร ‘ฝู’ สีทองส่องสว่างงดงามเป็นมงคล เฉิดฉายราวจะกลบแสงจันทร์ให้หม่นหมอง เหมยลี่อิงยิ้มตาหยีลั่นระฆังใบน้อยในมืออีกครั้ง ม้วนกระดาษใต้โคมไฟเหล่านั้นถูกปล่อยลงมา โคมทุกใบเต็มไปด้วยคำอวยพรอันเรียบง่ายแต่จริงใจจากพวกเขาสามคนพี่น้อง ‘ขอให้ท่านตาอายุยืนยาวเป็นที่รักของลี่อิงตลอดไป’ ‘ขอให้ท่านตามีความสุขดุจอาทิตย์เที่ยงวัน’ ‘ขอให้ท่านตารักข้ามากขึ้น ทำโทษข้าน้อยลง’ ‘…..’ ‘ขอใหท่านตาสุขภาพแข็งแรง’ ‘ขอให้ท่านตาแข็งแกร่งดั่งวัวเหล็กยักษ์ ก้าวขาทีสะเทือนขุนเขา’ ‘ขอให้เส้นทางบำเพ็ญข

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   อักษรฝู

    หากจ้าวลี่อิงคือดารากลางนภาสว่างไสวให้ผู้คนต้องเหลียวมองซ้ำ การคงอยู่เหมยลี่อิงนั้นกลับเจิดจรัสดั่งจันทร์ฉาย ทำให้ผู้คนไม่อาจล่ะสายตาจากนางได้ตั้งแต่แรกเริ่มเด็กหญิงในชุดสีแดงอิ่มเอิ่บดุจผลทับทิมสุกงอม ผิวขาวกระจ่างราวหิมะแรก คิ้วโก่งดั่งใบหลิว นัยต์ตาดอกท้อเปล่งประกายเหมือนบรรจุไว้ด้วยมหาสมุครดวงดาวนับหมื่นพันทั้งที่สามใส่อาภรณ์สีแดงสดใส แต่กลิ่นอายของนางกลับวิสุทธิ์สุกใสปราศจากมนทินใดๆ ดุจเซียนน้อยใต้อาสนะดอกบัวของพระโพธิ์สัตว์ผู้ค้ำจุนสรรพชีวิต ทำให้ผู้คนรู้สึกทั้งต้องเว้นระยะห่างและต้องการชิดใกล้นางโดยสัญชาตญาณกล่าวโดยสรุปนางเหมือนตุ๊กตามงคลตัวน้อยอันปราณีตที่ให้ความรู้สึกไม่คล้ายสมจริงเสียงไพเราะของปีกปิ่นผีเสี้อสีลูกหว้ากระทบกันเบาๆ เหนือศรีษะ เวลาที่นางย่างก้าวยังส่งเสริมให้นางดูศักดิ์สิทธิ์สง่างาม“ผู้คนสามารถงดงามได้ถึงเพียงนี้จริงๆ ” ซ่งจินรู้สึกว่าตนมีชีวิตอยู่มาสิบสี่ปีช่างเสียเปล่านัก วันนี้ถึงได้รู้ว่าอะไรเรียกว่าคนงามที่แท้จริง เขาอดไม่ได้เย้าแหย่สหายข้างกายเล็กน้อย “เจ้ามิใช่บอกว่านางมีข่าวลือว่าอัปลักษณ์พิกลพิการหรอกหรือ”คุณชายผู้นั้นพึมพำอย่างเลื่อนลอย “นางน่ะหร

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   วางหมาก

    ช่องสีเหลี่ยมตารางตัดขวางเสมอกัน เม็ดขาวดำกลมเกลี้ยงเป็นมันวาว ชั้นเรียนนี้วันนี้คือหมากล้อมหนึ่งในศาสตร์ศิลป์อันเลื่องลื่อหมากขาวบนกระดานค่อยๆ ถูกรุกไล่ ถูกกลืนกินที่ละนิดดุจชายฝั่งเซาะน้ำฝนค่อยเลือนหาย เม็ดทรายกระจัดกระจายลงผืนน้ำ สายน้ำนั้นทั้งอ่อนโยน ลุ่มลึกแต่กลับไม่อาจต้านทานได้เหมยลี่อิงได้แต่นั่งมองหมากขาวถูกกลืนหายปตาปริบๆ อย่างช่วยไม่ได้“ข้าแพ้อีกแล้ว!”นางทรุดตัวลงบนเก้าอี้ถามอย่างท้อแท้ “เจ้าเพิ่งเคยเล่นจริงๆ หรือ”“ถูกต้อง” เซียวอวิ๋นหังกล่าวโดยหน้าไม่เปลี่ยนสีเหมยลี่อิงยิ่งฟังยิ่งโรยแรงดุจต้นกล้าน้อยที่เหี่ยวเฉา นางแทบทำใจเชื่อไม่ได้ว่าตัวนางที่ประสบการณ์มากมายกลับพ่ายแพ้ให้กลับเด็กที่เพิ่งหัดเล่นไม่ถึงครึ่งชั่วยามตาแรกยังพอแก้ตัวได้ว่าตนประมาทไปพอตาที่สองตาที่สามที่สี่ที่ห้า....นางอยากจะบ้าตาย ไม่รู้ว่าตัวเขาเป็นอัจฉริยะเกินไปหรือว่านางโง่เขลาเกินไปกันแน่เด็กหญิงเริ่มสงสัยในชีวิตหรือทุกสิ่งที่นางประสบมาล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นฟองสบู่บางๆ ที่ถูกจิ้มแตกแล้วก็จางหาย“เป็นถึงคุณหนูใหญ่สายตรงกับไม่อาจเอาชนะแม้แต่ลูกอนุสายสี่ได้ เจ้าช่างน่าอนาจใจโดยแท้”เสียงดัดแ

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   เซียวปี้เหลียน

    “พิษ?” ในที่นี้มีเพียงเซียวสือรุ่ยที่ตกใจ“เป็นพิษไร้สี ไร้กลิ่น สะสมทีน้อยและออกฤทธิ์เมื่อผ่านไปหมื่นวันเท่านั้น เมื่อมันออกฤทธิ์ผู้ต้องพิษจะเส้นลมปราณสูญสลายและถึงแก่ความตายโดยไร้ยาแก้”เซียวสือหลงแทบทำใจเชื่อไม่ได้ “...ยาพิษที่ทำลายเส้นลมปราณ”“ผู้ใดกัน ช่างชั่วร้ายอะไรเช่นนี้!” เซียวสือรุ่ยกัดฟันกล่าวเซียวจงสิงถอนหายใจ “ข้ากลับไม่รู้ว่าตนถูกวางยาตั้งแต่เมื่อใด ยังดีที่ได้ส่าหร่ายคลายวิญญาณของอิงเอ๋อร์ มิเช่นนั้นครานี้คงย่ำแย่แล้วจริงๆ ”เด็กหญิงพูดไม่ออกคล้ายก้อนอะไรสักอย่างจุกอยู่ในลำคอ ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่คลอหน่วยของตัวเองเงียบๆในกาลก่อนท่านตาผู้ยิ่งใหญ่ของนางถูกยาพิษนี้เล่นงาน กว่ารู้ตัวก็สายเกินแก้ไข แต่ครานี้นางช่วยท่านตาเอาไว้ได้ตระกูลเซียวที่ไม่สูญเสียเสาค้ำยันก็สมควรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นใช่หรือไม่ไม่มีผู้ใดบอกได้กระทั่งตัวนางเองก็ยังไม่แน่ใจชีวิตที่เจ็บปวด ล้มเหลว ร่อนเร่ เซซังแหลกสลายยังคงเกิดขึ้นและไม่เคยผ่านไป ติดค้างอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดเหมือยปลายเข็มซ่อนในยอดหญ้า รอคอยประเดประดังเข้ามาทุกคราที่นางล้มลงในความโดดเดี่ยวเด็กหญิงโผกอดท่านตาที่อุ้มนางเอาไว้

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   ส่าหร่ายคลายวิญญาณ

    เซียวสือรุ่ยเบ้ปาก เดินไปยังลูกกลมสีทองที่ดูสว่างที่สุดในความคิดเขา แม้ความจริงๆ แล้วทุกๆ อันจะสว่างเท่ากันก็ตาม เซียวอวิ๋นหังเพียงหยิบลูกแก้วสีเงินที่โผล่ขึ้นมาข้างเท้า ในเมื่อทั้งหมดแล้วเป็นของดีจะอันไหนก็เหมือนกัน เขาจะมอบให้เสี่ยวอิงหมด เหมยลี่อิงเรียกระบบในใจ “ตอนนี้ข้ามีแต้มลิขิตเท่าไร”[โฮสต์ได้รับมาสองร้อยแต้ม รวมกับที่สะสมไว้ในโลกภารกิจ สามหมื่นสองพันสี่ร้อยแต้ม เป็นทั้งหมดสามหมื่นสองพันหกร้อยแต้ม ]“ใช้แรกเนตรหยั่งรู้ระดับแรก”[ทำการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น โฮสต์ได้รับเนตรหยั่งรู้ระดับหนึ่งคงเหลือ สามหมื่นหกร้อยแต้ม]นัยต์ตาดอกท้อของเด็กหญิงทอประกายสีทองจางๆ เหมยลี่อิงไม่รอช้ารับหยิบของที่นางต้องการทันทีผู้เฒ่ากระต่ายเท้าอุ้งเท้านุ่มนิ่มเท่าคางมองนางอย่าพิจารณาครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ว่าอะไร ความสามารถก็นับเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่งเช่นกันกระต่ายเป็นสัตว์คิดไวใจร้อนเสร็จธุระแล้วก็จะใส่ใจเห็นพวกเขาเลือกของรางวัลกันแลวก็กระทืบเท้าเคาะพื้นส่งพวกมนุษย์จิ๋วออกจากแดนลับทันที“อ้ากก เจ้าอ้วกใส่เสื้อข้าแล้วเจ้าโง่ !”เซียวสือรุ่ยหยิบตัวเซียวอวิ๋นหังขึ้นมาโยนเข้าไปในธารน้ำจุดที่

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   หัวใจแห่งป่าไม้

    เซียวสือรุ่ยลองถามแน่นอนว่าเจ้าหมีตัวใหญ่ไม่เข้าใจ เขาเลยลองเดินตามมันตัวมันในที่สุดก็คิดว่าพวกเขาคงเข้าใจความนัยจึงนำทางพวกเขาไปในที่สุดแสงตะวันถอดผ่านแนวผา ชะแง่งหินขรุขระทางเดินคับแคบ เด็กมอมแมมสามคนเดินตามแม่หมีที่มีลูกน้อยนั่งอยู่บนหัวหนึ่งตัว“เจ้าจะพาพวกเราเดินไปถึงเมื่อไร”แน่นอนว่ามารดาหมีศิลาไม่อาจตอบพวกเขาได้ พวกเขาได้แต่เดินตามมันไป กระทั่งจวนจะเดินไม่ไหว เซียวสือรุ่ยได้ประคองเหมยลี่อิงที่กำลังจะล้มลงแม่มีสีน้ำตาลตัวใหญ่จึงผินหน้ากลับมาก็ค้อมตัวให้ เจ้าลูกหมีเข้าใจมันรีบลงจากหลังแม่ ดึงแขนเสื้อชุดเด็กๆ ให้ขึ้นมา“พวกเราขึ้นไปได้จริงหรือ” เหมยลี่อิงตามอย่างไม่ค่อยแน่ใจเซียวสือรุ่ยประคองน้องสาวขึ้นไปท่าทางระวังภัยอยู่ในที กระทั่งไม่เห็นแม่หมีโมโหก็ว่างใจ ให้เซียวอวิ๋นหังปีนตามขึ้นไปแล้วค่อยปิดท้ายด้วยตนเหมยลี่อิงลอบยิ้ม พี่รองของนางเป็นเช่นนี้เสมอ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่ค่อนใส่ใจอะไร แต่กลับขวัญกล้าจิตใจละเอียดอ่อนกลายเป็นสามคนหนึ่งตัวอยู่ถูกบรรทุกอยู่บนหลังแม่หมีตัวใหญ่ ขนสีน้ำตาลของหมีศิลาไม่อ่อนนุ่มเหมือนลูกหมี ขนเส้นหนาระคายสากบนแผ่นหลังกว้างทำให้นางไม่สบายตัวอยู่บ้

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   สู้กับอักษรพิษไฟ

    เจ้าดวงตาสีแดงเป็นอสรพิษไฟตัวใหญ่เขื่องตัวหนึ่งที่ไม่รู้เลื้อยมาตั้งแต่เมื่อใด ดวงตาเดรัจฉานคู่นั้นแดงฉานลุกไหม้ราวลูกไฟ ด้านหลังมันที่ไม่รู้เรียกว่าอะไรแผ่ออกเป็นเชิงรุกราน ลิ้นสองแฉกสีแดงปานโลหิตหยดน้ำลาย“ฉิบหาย!”ไม่รอช้าพริบตาที่งูฉกลงมา เซียวอวิ๋นหังก็คว้างน้องสาวและสิ่งอื่นๆ (?) ไปทิศตรงข้ามแล้วล่อมันไปอีกทางหนึ่ง“นี่ท่านไปเอามันมาตั้งแต่เมื่อไร!” เหมยลี่อิงที่ถูกเซียวอวิ๋นหังรองรับไว้ ร้องเหวใส่อย่างอดใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่พี่รองยัดใส่อกนางไม่ใช่อื่นใดนอกจากเจ้าลูกหมีศิลา!“ระวัง!”เด็กชายชุดเขียววัยแปดขวบเปรียบเทียบกับงูอัคคีตัวใหญ่ดูอย่างไรก็ไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อยทว่าเซียวอวิ๋นหังแม้พละกำลังสู้ไม่ได้ แต่เขาคล่องแคล้วว่องไว มีไหวพริบฉลาดฉลาด เมื่อรู้ว่าสู้แรงมันไม่ได้ก็ไม่ใช้การปะทะซึ่งหน้า อาศัยความเร็วล่อหลอกให้มันหัวหมุนไปรอบๆ เป็นวงใหญ่เพียงเจ้างูตัวใหญ่หาใช่ภัยคุกคามเดียว กลิ่นไหม้ของไฟป่าฉุนกรุ่นควันโชยฟ้า องศาความร้อนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะทนได้นาน เหมยลี่อิงและเซียวสือรุ่ยโชคดีที่ชุดทำจากไหมน้ำแข็งสถานะของเซียวอวิ๋นหังกลับสู้ไม่ได้ แม้เพิ่งย้ายมาอยู่เรือนรองของน

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   การทดสอบของแดนลับ

    ทันใดก็มีแสงปราณห้าสีก่อตัวขึ้นเป็นประตูห้าบาน บานประตูไม้จู่ๆ ก็โผล่มาบนพนังโถง เป็นประตูไม้เก่าแก่จะพังแร่มิพังแร่ไร้ลวดลายใดๆ มีเพียงสีและลายไม้ที่บ่งบอกว่าพวกมันถูกสร้างในช่วงเวลาแตกต่างกันบานไม้แต่ประตูเหมือนแฝงไว้ด้วยมนตร์ขลัง ชวนให้พินิจว่าอีกฝั่งของประตูจะเป็นสถานที่เช่นไร ใจผู้มองล้วนดูดึงดูดไปใต้แสงที่สองลอดออกมาจากเงาประตูไม้ รัศมีที่แผ่ออกมาดุจดั่งถูกเททับด้วยเหล็กกล้านับพันชั่งพร้อมจะพังครืนเหนือหัวได้ทุกเมื่อ ทั้งหนักหนาและอึดอัดจนยากจะหายใจกระต่ายขาวตาแดงฉ๊กยิ้มอย่างสดใส “ล่ะให้ข้าดูว่าโชคชะตาแบบใดกันนะที่พวกเจ้าเลือก~”เหมยลี่อิงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ไพล่ไหล่ผายมือไปทางเซียวสือรุ่ย “พี่รองท่านเลือกเถอะ”เด็กชายชุดเขียวแขวะในใจว่าน้องสาวที่หน้าตาหน้ารักออกปานนี้ไปเรียนกริยาไม่งามเช่นนี้มาจากที่ใด“ประตูไม้บานนี้ก็แล้วกัน” เจ้าก้อนแป้งเหมยแอบโล่งใจเพราะประตูที่เด็กชายสุ่มชี้ไปเป็นประตูไม้ตรงกลางบานเดียวกันกับนางเห็นในนิมิต“โอ้ พวกเจ้าแน่ใจหรือ” กระต่ายขาวถามอย่างยียวนเมื่อเห็นเด็กทั้งสามพยักหน้าแน่ใจ มันก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าไป ประตูไม้บานใหญ่ที่เหลือหายไปเหล่าเพียงหนึ่งบา

  • ระบบเพิ่มพูนวาสนา บพิธมิสิ้นไร้วาสนาบุปผาตระการ   ค้นหาแดนลัพธ์บรรพบุรุษ

    เด็กหญิงยิ้มหวานอย่างไม่คิดอะไรให้พี่รองและเซียวอวิ๋นหังที่ห่วงกังวล แล้วพาพวกเขาออกไปจากตรงนั้น“แล้วเราจะไปที่ใด” เซียวสือรุ่นไพล่ตามเปี่ยนบรรยากาศ“ท่านเคยสำรวจที่ใดมาแล้วบ้าง”เซียวสือรุ่ยพออกทำท่าทางภาคภูมิใจ “ใคร่ควรถามว่าที่ใดที่พวกข้ายังไม่ได้ไปบ้างจะดีกว่า”“แต่ท่านก็ไม่เจอสิ่งใดไม่ใช่หรือ” เหมยลี่อิงกล่าวไม่เกรงใจ ทำเอาไหล่ที่ยกสูงของคุณชายน้อยชุดเขียวห่อเหี่ยวลงศาลบรรพชนแห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีตอย่างแท้จริง พื้นที่กว้างขวางโอ่โถงปลอดโปล่ง แต่คงไว้ซึ่งความสง่างามเคร่งขรึม เคยมีคนกล่าวว่าหากอยากรู้ว่าตระกูลนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงใด ให้ดูที่ศาลบรรพชนของตระกูลนั้นคำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องเพราะยิ่งตระกูลมีประวัติยาวนานและมีความมั่งคั่งมากเท่าใด ยิ่งให้ความสำคัญกับสถานที่หลังความตายของตนมากเท่านั้น ทั้งคนรุ่นหลังยังต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่มอบรากฐานอันยาวนานเหล่านี้ให้สถานที่ตั้งศาลบรรพชนที่ดีต้องมีกี่อย่าง หนึ่งคือต้องมีที่ให้ลมผ่าน สองคือมีที่ให้ธารน้ำไหล ตามนิมิตของพี่รองที่นางเห็นคืออีกฝ่ายไปตามหาเพื่อนที่ขี้ขลาดและหายไปจนพบสะหายอยู่ใต้

สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status