อีกด้านหนึ่ง องครักษ์ตระกูลซูเร่งเดินทางไปหน้าประตูสกุลเจียง ประกาศว่าจะพบเหิงอ๋อง อีกทั้งยังต้องนำจดหมายมอบให้กับมือ“เจ้าคือตระกูลซูไหนกัน วันนี้ที่จวนมีงานมงคล นายท่านสั่งไว้แล้วว่าไม่รับแขก” บ่าวเฝ้าประตูพูดจบก็เตรียมปิดประตู“ข้ามาจากจวนแม่ทัพซูทางใต้ของเมือง ข้ามีเรื่องสำคัญจะพบเหิงอ๋อง” องครักษ์ดูโอหังเล็กน้อยบ่าวเฝ้าประตูชื่อเจียงห้วน มาอยู่กับตระกูลเจียงตั้งแต่เด็ก อ่านออกเขียนได้ และไม่ชอบคนโอหังที่สุด อีกทั้งยังมีน้ำโหเล็กน้อย เขารู้ว่าวันนี้คุณหนูสามกลับจวนตามพิธี ใครก็รบกวนไม่ได้ทั้งนั้น อีกทั้งยังได้ยินอีกฝ่ายบอกว่ามาจากจวนแม่ทัพซูทางใต้ของเมือง นี่เป็นตระกูลที่เขาเคยไปกับพี่เหลียนเย่ไม่ใช่หรือ?ตอนนั้นเขาได้ยินพี่เหลียนเย่บ่นหนึ่งคำ ‘ที่แท้คุณหนูซูเป็นคู่รักของเหิงอ๋องหรือ!’“หรือคุณหนูตระกูลซูส่งจดหมายมาให้เหิงอ๋องหรือ?” เขาเข้าใจทันที พร้อมเอ่ยในใจ “แย่แล้ว...”บ่าวเฝ้าประตูยิ้มให้เขาก่อน แล้วเอ่ยขึ้น “ในเมื่อมาหาท่านอ๋อง เช่นนั้นข้าจะเข้าไปรายงาน โปรดรอสักครู่ จดหมายในมือเจ้าให้ข้านำไปมอบให้หรือไม่?”คุณหนูสั่งไว้จดหมายต้องมอบให้เหิงอ๋องกับมือ เขากล่าว “ไม่จำเ
เซี่ยซางเริ่มรู้สึกเมาเล็กน้อย ประกอบกับอาการเมาค้างจากเมื่อคืน ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้า จึงเผลอหลับไปครู่หนึ่งผู้ที่อยู่ตรงหน้าแจ้งจุดประสงค์ “คุณหนูสั่งให้กระหม่อมนำจดหมายฉบับนี้มามอบให้ท่านอ๋องด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”เขาเปิดจดหมายของซูถิงหว่าน ‘อาซาง เห็นตัวอักษรประหนึ่งได้เห็นหน้า...ข้าไปแล้วนะ’หลังจากอ่านจดหมายจบ สีหน้าของเซี่ยซางก็พลันมืดมน หัวใจรู้สึกเคว้งคว้างอย่างยิ่ง หวานหว่านจะจากไปตลอดกาล สำหรับเขาแล้วมันไม่ต่างอะไรกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เวลานี้ เจียงเฟิ่งหัวเดินเข้ามาพร้อมกับน้ำแกงสร่างเมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ๆ “ท่านอ๋อง ดื่มน้ำแกงสร่างเมาก่อนเถิดเพคะ!”สายตาเย็นชาของเซี่ยซางไร้ซึ่งความอบอุ่น รอบกายแผ่รังสีเยือกเย็น ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ เขาลุกขึ้นอย่างกะทันหัน ยกมือขึ้นคว่ำถ้วยในมือของเจียงเฟิ่งหัว น้ำแกงสร่างเมาที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ทันเย็น ก็หกราดลงบนหลังมือที่ขาวเนียนของนาง ภายในชั่วพริบตาผิวก็แดงเป็นปื้นนางรีบซ่อนมือเอาไว้ อดทนต่อความเจ็บปวด “หม่อมฉันไม่ทันระวังจึงทำหกเพคะ หงซิ่วยกมาใหม่อีกถ้วยหนึ่ง”หงซิ่วทำอย่างรวดเร็ว ตักน้ำแกงมาใหม่อีกถ้วยแล้วรี
ศาลาพักริมทางสิบลี้ที่อยู่นอกเมืองมีศาลเจ้าที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เซี่ยซางตามซูถิงหว่านได้ทัน ในยามที่ทั้งสองรักกันอย่างลึกซึ้ง ก็ได้อาศัยศาลเจ้าที่มาทำพิธีคำนับฟ้าดิน โดยเป็นความต้องการของซูถิงหว่านนางกล่าวว่า “อาซาง ในเมื่อไม่สามารถแต่งงานกับท่านอย่างเปิดเผยได้ เช่นนั้นเราก็มาไหว้ศาลเจ้าที่กันเถิด ท่านเป็นที่ศรัทธาของผู้คน พวกเราไหว้ท่านคงไม่ผิดหรอก”เดิมทีเซี่ยซางลังเลอยู่บ้าง แต่มิอาจทนต่อคำพูดที่องอาจและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณได้ อีกทั้งรู้ตัวว่าวันนี้ผิดคำสัญญากับนาง ในวินาทีที่ได้พบนาง ความรู้สึกที่ได้สิ่งที่หายไปกลับคืนมาทำให้เขารู้สึกราวกับได้สมบัติล้ำค่า ในที่สุดก็ตกลงทำพิธีคำนับฟ้าดินกับนางที่ศาลเจ้าที่หลังจากที่ทั้งสองทำพิธีคำนับฟ้าดินแล้ว ซูถิงหว่านก็เอ่ยขึ้นต่อ “อาซาง วันนี้เป็นวันที่ข้ามีความสุขและเป็นอิสระที่สุดในชีวิต ในเมื่อเราคำนับฟ้าดินกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากัน ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว ดีใจเหลือเกิน”เขาไม่สามารถมอบตำแหน่งชายาเอกให้นางได้ ทว่าตอนนี้กลับมาทำพิธีคำนับฟ้าดินกับนางอย่างลับ ๆ ข้างนอก ในใจรู้ดีว่าไม่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม แต่หวานหว่านเป็
เมื่อกล่าวถึง ‘ความกตัญญู’ แคว้นต้าโจวก็ให้ความสำคัญกับคำว่ากตัญญูเป็นอันดับแรก พานไท่ฟู่เป็นขุนนางขั้นสูงสุด เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตโดยแท้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ข่าวนี้ถึงได้แพร่ไปถึงหูของพานไท่ฟู่ที่กำลังสอนหนังสืออยู่ เมื่อเขาได้ยินว่ามีคนทำพิธีแต่งงานที่ศาลเจ้าที่ ก็โกรธจนควันออกหู ด่าทอว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม หากคนผู้นี้เป็นบัณฑิต ก็ถือว่าอ่านหนังสือของนักปราชญ์ไปก็เสียเปล่าพานไท่ฟู่ตัดสินใจบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้เป็นอุทาหรณ์สอนลูกศิษย์รุ่นหลัง ว่าด้วยเรื่องจริยธรรม ความชอบธรรม ศีลธรรม และความละอาย พานไท่ฟู่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้ไม่หยุดเป็นเดือน และจะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในภายหลัง กลับมาที่เรื่องเดิม องครักษ์หลินเฟิงที่ยืนเฝ้าอยู่นอกศาลเจ้าที่ซ่อนดาบไว้ในมืออย่างเงียบ ๆ แสร้งทำเป็นไม่รู้จักคนทั้งสองคนในศาลเจ้าที่ เขารู้สึกอับอายขายหน้าแต่อย่างไรก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นขององครักษ์หลินเฟิงก็เริ่มทำงาน เขาแสร้งทำเป็นคนผ่านทาง เงี่ยหูฟังผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาวิพากษ์วิจารณ์นายของตนหลังจากฟังจบ เขาก็ได้แต่บ่นในใจ ‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เหตุใดคุณหนูซูถึงได้ลากนายท่านไ
ภายในจวนเหิงอ๋อง เจียงเฟิ่งหัวกลับมาถึงจวนก็จัดการตัวเอง เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนออก สวมชุดใหม่ที่ดูสง่างามและหรูหรากว่าเดิม ไม่นานนัก ซูกุ้ยเฟยก็มาหาถึงที่ซูกุ้ยเฟยในฐานะพระสนมในวังหลังสามารถเข้าออกพระราชวังได้อย่างอิสระ แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานพระนางมากเพียงใดอย่างไรก็ตาม ซูกุ้ยเฟยยังคงเป็นผู้ที่รู้จักมารยาทและรู้จักประมาณตน แม้ว่าจะออกจากวัง พระนางก็จะไม่เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ยิ่งไม่ปรากฏตัวต่อหน้าบุรุษภายนอกโดยพลการ ใบหน้ามีผ้าคลุมบาง ๆ ปิดบังอยู่ตลอดเวลา มีนางกำนัลคอยติดตามอยู่ข้างกาย มีทหารคอยคุ้มกัน เข้าไปในจวนเหิงอ๋องอย่างยิ่งใหญ่เจียงเฟิ่งหัวโค้งคำนับซูกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อม ไม่ดูถูกตนเองหรือยกตนข่มท่าน “กุ้ยเฟยเสด็จมาด้วยพระองค์เอง หม่อมฉันมิได้ออกไปต้อนรับ ขออภัยด้วยเพคะ”ซูกุ้ยเฟยแต่งหน้างดงาม กิริยามีเสน่ห์น่าหลงใหล เอวบางดุจกิ่งหลิว แฝงไปด้วยเสน่ห์ของสตรีที่เป็นผู้ใหญ่ออกมาจากภายในสู่ภายนอก นางแต่งกายอย่างสง่างามดูน่าเกรงขาม เมื่อเห็นพระชายาเหิงอ๋องดูงดงามเช่นนี้ ใจของนางก็เต้นแรง จากนั้นนางก็เสด็จไปประทับยังที่นั่งหลักเจียงเฟิ่งหัวก็ไม่ได้ใส่ใจ หาที่นั่งใกล้ ๆ
เจียงเฟิ่งหัวก็จ้องมองซูกุ้ยเฟยด้วยสายตาที่คาดหวัง กล่าวด้วยท่าทางที่สง่างามและอ่อนโยน “เมื่อครู่พระสนมกำลังพูดเรื่องนี้กับหม่อมฉันอยู่ ท่านอ๋องก็เสด็จกลับมาพอดี พระสนมบอกว่านำพระบัญชาของฝ่าบาทมาด้วย ไม่ทราบว่าฝ่าบาทมีพระบัญชาว่าอย่างไรหรือเพคะ?”เซี่ยซางขมวดคิ้วแน่น เมื่อต้องรับพระราชโองการ เขาก็ยืนขึ้นอย่างนอบน้อม ประสานมือคารวะ “เสด็จพ่อมีพระบัญชาอันใดหรือ?”สีหน้าของซูกุ้ยเฟยยิ่งดูอึดอัดใจ พ่อบ้านเฉิงรีบร้อนเข้ามา “ทูลท่านอ๋อง มีชาวบ้านจำนวนมากมามุงอยู่หน้าประตูพ่ะย่ะค่ะ”เซี่ยซางหน้าดำคร่ำเครียด ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอมาถึงหน้าประตูจวนอ๋อง เขาจึงได้รู้ว่าที่แท้ในเมืองมีข่าวลือเรื่องมีคนแต่งงานกันที่ศาลเจ้าที่นอกเมือง แถมยังพูดกันในทางที่ไม่ดี อย่างเช่น คุณชายร่ำรวยเลี้ยงดูอนุภรรยา หญิงสาวบ้านใกล้เรือนเคียงหนีตามผู้ชาย...พอพวกเขาเข้าเมืองมา จึงอยากตามมาดูความสนุกสนาน และยิ่งอยากจะรู้ความจริงพ่อบ้านเฉิงก็จนปัญญาเช่นกัน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไล่ชาวบ้านเหล่านี้ไปไม่ได้ จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูจวนให้ฟังทั้งหมดเจียงเฟิ่งหัวได้ฟังก็เบิกตากว้าง แล้วเอ่ยขึ้นเบา
ในหมู่คนเหล่านี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าพูดนินทาจวนอ๋อง หรือผู้ใดจะกล้าเข้าไปถามว่าบุรุษและสตรีที่ไปทำพิธีคำนับฟ้าดินที่ศาลเจ้าที่ แล้วเข้ามาในจวนเหิงอ๋อง พวกเขาเป็นใครกัน ต่อให้เป็นเหิงอ๋อง แต่พระชายาก็อยู่ที่นี่ ท่าทางสงบนิ่งและสง่างาม ผู้ใดจะกล้าเข้าไปซักถาม จึงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเจียงเฟิ่งหัวรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ จึงกล่าวต่อว่า “พ่อบ้านเฉิงเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไว้ให้พร้อม ผู้ที่ต้องการร้องเรียน ให้จดบันทึกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ บ้านเลขที่ จำนวนสมาชิกในครอบครัว ให้บันทึกลงในสมุดให้ครบถ้วน”นางใช้อำนาจข่มขู่ บันทึกรายละเอียดขนาดนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่ด่าทอหรือพูดจาเหลวไหล หากถูกเอาเรื่องทีหลังจะทำอย่างไร ไม่มีผู้ใดโง่เขลาพ่อบ้านเฉิงทำท่าทางเคร่งขรึม ยกโต๊ะมาวาง เตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไว้เสร็จสรรพเจียงเฟิ่งหัวชี้ไปยังพื้นที่ว่างอันกว้างขวางหน้าประตูจวนเหิงอ๋องด้วยมืออันเรียวงาม “เอาโต๊ะไปวางตรงนั้น คนมากมายขนาดนี้ คงใช้เวลาสักพักใหญ่ ๆ กว่าจะจัดการได้ทั้งหมด”พ่อบ้านเฉิงดูเหมือนจะเข้าใจเจตนาของพระชายาแล้ว “แบบนี้ก็ไม
นางหันไปพูดกับเจียงเฟิ่งหัวอย่างเปิดเผย “ข้าต่างหากที่ควรขอบคุณท่าน ที่นึกถึงพวกเราขนาดนี้ และต้องขอโทษจริง ๆ หากมิใช่เพราะฮ่องเต้พระราชทานสมรส ท่านก็คงไม่ต้องแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก”เจียงเฟิ่งหัวมีสีหน้าเรียบเฉย แววตาแจ่มใส ไม่มีทีท่าว่าจะหึงหวงแม้แต่น้อย แม้แต่สายตาที่มองเซี่ยซางก็ดูเหมือนจะไม่มีความรู้สึกใด ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอแค่พวกท่านอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็พอแล้ว ถ้าเช่นนั้น พ่อบ้านเฉิงก็ไปจัดเตรียมที่พักให้กับ...พระชายารองซูเถิด!”ชาติที่แล้วนางเคยดื่มน้ำชาที่ถวายแก่นายหญิงแล้ว ชาตินี้จะดื่มหรือไม่ดื่มก็ไม่สำคัญ ถึงอย่างไรน้ำชานั่นก็กลืนลงคอได้ยากเย็นเหลือเกินนางกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเอ่ยถามเซี่ยซาง “ท่านอ๋องทรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ?”เซี่ยซางรู้สึกเหมือนตัวเองถูกย่างอยู่บนกองไฟ เขาสัญญากับหวานหว่านว่าจะแต่งงานแล้วรับนางเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่ และก็เป็นเพราะความใจร้อนที่แอบไปทำพิธีคำนับฟ้าดินกับหวานหว่านที่ศาลเจ้าที่ส่วนอีกด้านหนึ่ง เจียงเฟิ่งหัวกำลังเตรียมจัดงานแต่งงานให้กับพวกเขาอยู่ในจวนเมื่อมองไปที่เจียงเฟิ่งหัว เขาก็รู้สึกผิด เรื่องระหว่างเขากับหวานหว่า
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ
เซี่ยซางได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นจึงไม่บังคับนางอีก ต้าโจวให้ความสำคัญกับจริยธรรมที่สุด การที่นางกตัญญูต่อเสด็จแม่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจยิ่งเพื่อให้เจียงเฟิ่งหัวสบายขึ้นหน่อย เซี่ยซางสั่งให้คนนำเก้าอี้เล็กๆ มาไว้ข้างเตียง ท้องของนางไม่ใหญ่มาก ประกอบกับนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำให้ไม่เหนื่อย อ้าวเสวี่ยและเหลียนเย่ล้วนรออยู่ข้างนอก เขาได้สั่งให้คนไปรับคนทั้งสองมาเช่นกัน บัดนี้นางอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ข้างกายไม่อาจไร้คนดูแลกฎระเบียบภายในวังพวกนี้ เขาย่อมไปทูลขอให้เสด็จพ่อทรงอนุโลมเองเขาเห็นทั้งหมดว่า เจียงเฟิ่งหัวดูแลเสด็จแม่อย่างใส่ใจเพียงใด และก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งที่ได้แต่งกับภรรยาทั้งงามสง่าและมีคุณธรรมเช่นนี้หมอหลวงหวังไปเขียนใบรายการยาและต้มยาด้วยตนเองอีกครั้งรอจนคนจากไป สี่หมัวมัวก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าเซี่ยซางเพื่อขอรับโทษ“ล้วนต้องโทษบ่าวที่ไม่ได้ดูแลฮองเฮาให้ดี บ่าวมีความผิดเพคะ บ่าวก็เคยเกลี้ยกล่อมให้ฮองเฮาทรงคลายพระทัยแล้ว แต่พระนางตรัสว่ามักทรงรู้สึกผิด…”แววตาของนางดูร้อนใจคล้ายมีคำพูดที่อยากจะกล่าว แต่ก็ราวกับไม่กล้าเล่าสิ่งใดทั้งสิ้น เซี
เฉิงฮองเฮาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ราวกับสติไม่แจ่มใสนัก น้ำเสียงของนางแหบพร่าและอ่อนแรง “ซางเอ๋อร์มาแล้วหรือ แค่กๆ…แม่ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลหรอก” กล่าวจบนางก็หลับตาลงอีกครั้ง ราวกับเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าเหลือเกิน และคล้ายกลับหมดสติไปอีกครั้งแล้วดวงตาของเซี่ยซางแดงระเรื่อ เขาคุกเข่าลงข้างเตียง “เป็นลูกอกตัญญู เสด็จแม่ทรงป่วยหนักถึงเพียงนี้ ลูกกลับไม่รู้เลย เสด็จแม่ทรงไม่สบายที่ใดพ่ะย่ะค่ะ ให้หมอหลวงตรวจดูสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาส่ายหน้า หางตามีหยดน้ำตาซึมออกมา ในขณะที่สะลึมสะลือนางก็ร้องไม่หยุดว่า “เจ็บ”นางยิ่งเป็นเช่นนี้เซี่ยซางก็ยิ่งปวดใจ ถามว่านางเจ็บที่ใดนางก็บอกได้ไม่ชัดเจนเซี่ยซางสัมผัสหน้าผากของนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนใจ “เหตุใดจึงได้ร้อนเช่นนี้”เขารีบให้คนตักน้ำมา บิดผ้าเช็ดหน้าวางลงบนหน้าผากของนาง แล้วตวาดใส่นางกำนัลด้วยความโมโหทีหนึ่งว่า “พวกเจ้าดูแลเสด็จแม่อย่างไรกัน”นางกำนัลตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้เสด็จแม่ทรงดีขึ้นได้อย่างไร หม่อมฉันได้ยินเสด็จแม่ร้องว่าเจ็บ เหตุใดจึงทรงเจ็บ แล้วเจ็
“เช้าวันนี้ตอนที่หม่อมฉันจะเข้าวัง ได้ยินพ่อบ้านเฉิงพูดว่าจะจัดเตรียมชุดกันหนาวให้ชายารองซู ดูเหมือนชายารองซูจะเดินทางไกลนะเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวขึ้นมาอีก“นางจะไปที่ใดกัน ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วนางยังคิดจะไปที่ใดอีก” เฉิงฮองเฮากล่าวเสียงหนัก“แม่ทัพน้อยสกุลซูกลับเมืองหลวงแล้ว ชายารองซูน่าจะไปที่จวนสกุลซูเพราะฮูหยินผู้เฒ่าซูยังพักอยู่ที่นั่นเพคะ”“นางเฒ่านั่นจะกลับชายแดนแล้ว ได้กราบทูลต่อฝ่าบาททราบแล้ว”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ชายารองซูคงมิได้คิดจะกลับไปกับฮูหยินผู้เฒ่าซูกระมังเพคะ!”“นางจะไปก็ไปเถอะ ทางที่ดีที่สุดอย่าได้กลับมาอีกตลอดกาลเลย…”นางเพิ่งกล่าวคำพูดนี้จบ เจียงเฟิ่งหัวก็เอ่ยเตือนว่า “ท่านอ๋องก็จะไปชายแดนแล้วเช่นกันเพคะ ชาวหูมีเจตนาจะก่อสงคราม ท่านอ๋องได้ถวายฎีกาขอออกศึกแล้วเพคะ รอได้รับราชโองการก็จะออกเดินทาง” พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เซี่ยซางบอกนาง นางมิได้โป้ปด ส่วนที่เหลือก็รอให้ฮองเฮาไปคาดเดาเอาเอง“ซูถิงหว่านคิดจะตามกองทัพไปทำศึกด้วย ราชสำนักต้าโจวไม่มีธรรมเนียมให้แม่ทัพพาสตรีในครอบครัวไปออกรบด้วยมาก่อน หากซางเอ๋อร์รับราชโองการแล้วนางคอยติดตามอยู่ด้านข้างจริงๆ นางคิ
เจียงเฟิ่งหัวรู้ถึงสถานการณ์ของสกุลเฉิง ชาติที่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตของเฉิงฮองเฮาไม่ดี วันเวลาของสกุลเฉิงก็ไม่ดีไปด้วยแม้นางจะเป็นภรรยาเอกของเซี่ยซาง แต่ก็ทำให้สกุลเจียงทั้งตระกูลพลอยเดือดร้อนมีชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเข้าใจเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างดีแต่เมื่อได้ฟังเฉิงฮองเฮากล่าวกับนางด้วยตนเองเช่นนี้ ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่างน้อยที่สุด เฉิงฮองเฮาก็เห็นนางสะใภ้ผู้นี้เป็นคนกันเองแล้วหากเฉิงฮองเฮาเต็มใจช่วยนางจัดการกับซูถิงหว่าน นางก็ไม่รังเกียจจะช่วยพูดให้สกุลเฉิงต่อหน้าเซี่ยซางสักประโยคสองประโยคขอเพียงแม่ทัพเฉิงสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ การที่พวกเขาคิดจะไต่เต้ายิ่งขึ้นไป ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของสกุลเจียงแต่อย่างใดศัตรูที่พวกเขามีร่วมกันล้วนเป็นสกุลซู เรื่องดีๆ เช่นนี้เหตุใดนางจะไม่ทำเล่าเจียงเฟิ่งหัวยิ้มบางๆ ว่า “ความหมายของเสด็จแม่คือ หากท่านอ๋องจะออกศึก ทรงหวังให้พระองค์นำชนรุ่นหลังของจวนแม่ทัพเฉิงไปด้วยใช่ไหมเพคะ” ได้แต่ช่วยดันคนรุ่นหลังก่อน เพราะในชาติก่อน แม่ทัพเฉิงก็คว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้ หากเขาไปขอราชโองการอย่างบุ่มบ่าม เกรงว่าจะทำให้ฮ่องเ