พระชายาองค์ชายสี่ก็อดหวาดกลัวต่อคำขู่ขึ้นมาไม่ได้ ยามนี้นางก็บังเกิดความสงสัยขึ้นมาเช่นกัน จึงพึมพำออกมาอย่างปากไวว่า “จะใช่นังสารเลวเหลียนเอ๋อร์นั่นหรือเปล่านะ แต่นางจะกล้าทำร้ายลูกสาวของข้าได้อย่างไร”เจียงเฟิ่งหัวสบตายิ้มกับเซี่ยซาง “เหลียนเอ๋อร์คือผู้ใดหรือ?” บางทีอาจเป็นสาวใช้ที่แอบร้องไห้ที่พวกเขาเจอพระชายาองค์ชายสี่ปิดปากแน่น ไม่เต็มใจจะพูดถึง“ในเมื่อพระชายาองค์ชายสี่ไม่เต็มใจจะพูดสิ่งใดทั้งนั้น เช่นนั้นข้ากับพระชายาก็ไม่อาจจะช่วยท่านได้แล้ว” เซี่ยซางจงใจกล่าวด้วยเหตุนี้ องค์ชายสี่จึงได้เล่าเรื่องราวออกมาสุดท้าย นางยังด่าออกมาอีกประโยคว่า “นังสารเลวเหลียนเอ๋อร์นั่น นางถือโอกาสที่ข้าตั้งครรภ์ ปีนขึ้นเตียงของเซี่ยหยาง มั่วกับเขาจนท้องลูกนอกคอกขึ้นมา แล้วยังคิดจะใฝ่สูงอีก”หลังเซี่ยซางได้ยินก็เข้าใจทันที เขาก็มิได้รู้สึกเห็นใจพระชายาองค์ชายสี่เช่นกัน ทำเรื่องเลวร้ายเองก็ย่อมต้องรับผลกรรมนั้น เขาจึงกล่าวว่า “ไปเรียกตัวคนมาเถอะ”เมื่อออกจากห้องชั้นใน เซี่ยอวี้ก็พาตัวเซี่ยหยางกับสาวใช้นางหนึ่งชื่อเหลียนเอ๋อร์มาแล้วเมื่อชายาองค์ชายสี่ออกมาจากห้องชั้นในแล้วเห็นคนทั้งสองกลับ
ด้วยความโกรธเคืองอันรุนแรง นางจึงชี้หน้าชายาองค์ชายสี่ด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวว่า “อาศัยสิ่งใดบุตรสาวของเจ้าถือเป็นบุตรสาว แต่ลูกสาวของข้ากลับเป็นเด็กนอกคอก ข้าแค้นตนเองเสียจริง เหตุใดตอนนั้นข้าถึงไม่ใจแข็งบีบคอนางให้ตายไปเลยนะ ข้าควรจะบีบคอลูกสาวของเจ้าให้ตายไปซะ ให้นางชดใช้ชีวิตให้ลูกสาวของเจ้าเสีย”หลายวันมานี้ เหลียนเอ๋อร์ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส นางน้ำตาไหลไม่หยุด กรีดร้องออกมาจนเสียงแหบเครือว่า “ท่านอ๋องจะรับข้าเป็นอนุชัดๆ ล้วนเป็นเจ้า เป็นเจ้าที่ขัดขวางเพราะเจ้าริษยา เจ้ามันหญิงขี้อิจฉา เจ้ายังฆ่าลูกสาวของข้ากับท่านอ๋องอีก นังหญิงอำมหิต เหตุใดเจ้าถึงได้โหดเหี้ยมเช่นนี้!”สาวใช้จิตใจแตกสลายแล้ว นางร้องไห้ออกมาเสียงดัง ทว่าเซี่ยหยางกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาเพียงกล่าวอย่างอ่อนแรงประโยคหนึ่งว่า “ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ไม่ควรไปกรีดหน้าของท่านหญิงน้อย”“เป็นพวกเจ้าฆ่าลูกสาวของข้า ตอนนางออกมาจากตัวข้าเพิ่งตัวใหญ่เท่าฝ่ามือเท่านั้น ท่านอ๋อง ท่านไม่ได้บอกว่าจะรับผิดชอบข้าหรือ?”เหลียนเอ๋อร์ดึงเซี่ยหยาง “ตอนนี้พระชายาก็คลอดบุตรแล้ว ลูกสาวของนางน่ารักถึงเพียงนั้น ท่านเคยคิดหรือไม
เมื่อขึ้นไปบนรถม้า เจียงเฟิ่งหัวเห็นเซี่ยซางไม่กล่าววาจา ก็คิดว่าคงกำลังคิดถึงซูถิงหว่านซูถิงหว่านถูกเขากักบริเวณสามเดือน ตอนนี้ถูกขังมาสองเดือนแล้ว เขาคงสงสารนางแล้วกระมัง!เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่สนใจว่าเขากำลังสงสารผู้ใด เป็นฝ่ายเริ่มกล่าวว่า “อย่าทรงใส่ใจคำพูดของพระชายาอวี้อ๋องเลย สองเดือนมานี้ชายารองซูนางเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ เพคะ” จู่ๆ พระชายาอวี้อ๋องก็ทำเช่นนี้ ทำให้นางประหลาดใจนัก นางคงไม่ต้องการติดค้างผู้ใดกระมังเซี่ยซางจับมือของนาง ไม่ได้เจอซูถิงหว่านมาสองเดือน เขารู้สึกว่าตนปรับเปลี่ยนไปมาก เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า “เหตุใดวันนี้เจ้าจึงช่วยพระชายาอวี้อ๋อง เรื่องของเซี่ยอวี้ในครั้งก่อน นางคงว่าร้ายเจ้าไว้ไม่น้อยกระมัง!”“สตรีนางหนึ่งถูกสามีของตนทุบตีเช่นนั้น ขอเพียงเป็นสตรีก็คงเกิดความเวทนาสงสารกระมัง!” นางกล่าวต่ออีกว่า “พระชายาอวี้อ๋องน่าจะได้รับบาดเจ็บหนัก หม่อมฉันคิดว่านางคงไม่เรียกหมอหลวงมาดูอาการ พวกเราส่งยาไปให้นางสักขวดดีหรือไม่เพคะ”สองเท้าของเซี่ยอวี้เตะอย่างรุนแรงจริงๆ และตำแหน่งที่บาดเจ็บยังเป็น…เซี่ยซางอุ้มเจียงเฟิ่งหัวมาไว้บนตักของตน “เรื่องนี้ก็ให้จบแต่เพี
ในชาตินี้ พวกเขายังจะกลับมาอีกหรือไม่?อันที่จริง นางยังไม่ได้เตรียมตัวพร้อมเลยว่าจะเป็นมารดาอย่างไร นางหวาดหวั่น หวาดกลัว วิตก กังวลว่าตนจะสอนลูกได้ไม่ดี เป็นมารดาที่เหมาะสมไม่ได้เซี่ยซางชอบลูกสาว มิน่าชาติก่อนเขาถึงได้รักและตามใจลูกสาวของซูถิงหว่านขนาดนั้นเขาจะเป็นบิดาที่ดีของลูกๆ นางหรือไม่กันนะ? เพราะชาติที่แล้วเขารังเกียจลูกๆ ของนางนัก ไม่เคยอบรมสั่งสอนพวกเขาอย่างใส่ใจเหมือนที่เขาสอนลูกคนอื่นมาก่อนเจียงเฟิ่งหัวเหน็ดเหนื่อยจนหลับลึกไป ในความฝัน นางเห็นเด็กน้อยที่ชักสีหน้าใส่นางอย่างโกรธเคืองสองคนนั้น“เหตุใดท่านถึงได้ไร้ประโยชน์เช่นนี้กันนะ พวกเราไม่มีมารดาอย่างท่าน เหตุใดจึงเป็นท่านที่คลอดพวกเราออกมา แต่ไม่ใช่ซูฮองเฮากัน”“พวกเราเกลียดท่าน ท่านออกไปนะ พวกเราไม่ต้องการให้ท่านมายุ่ง ไม่ต้องการให้ท่านตลอดกาล”“ไสหัวไปสิ! พวกเรารู้สึกขายหน้านักที่มีมารดาแบบท่าน”“ข้าแค้นท่าน แค้นท่านแทบตายแล้ว เหตุใดท่านถึงไม่ไปตายนะ เป็นท่านที่เป็นตัวถ่วงทำให้พวกเราเดือดร้อนไปด้วย”“ยังคงเป็นซูฮองเฮาที่ดีต่อพวกเรา ท่านทำเป็นแต่เรียกให้พวกเราเรียนหนังสืออยู่ตลอด พวกเราก็ไม่ใช่พวกสามัญชนชั้
เซี่ยซางจะไปจุดตะเกียง แต่นางรีบดึงเขาไว้แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “อย่า อย่าจุดตะเกียงเพคะ หม่อมฉันเกรงว่าหากจุดตะเกียงจะทำให้ทรงเห็นสภาพที่ไม่น่ามองของหม่อมฉันเข้า หม่อมฉันอยากรักษาภาพลักษณ์ที่งดงามที่สุดไว้ยามอยู่ต่อหน้าท่าน” คำพูดด้านหลังเป็นข้อแก้ตัวของนาง นางไม่อยากให้เขาเห็นความแข็งกร้าวในดวงตาของนางต่างหาก“เด็กโง่ มีสภาพแบบใดของเจ้าที่ข้าไม่เคยเห็นกัน ตอนเจ้าร้องไห้ไม่น่าเกลียดเลยสักนิด ยังคงงดงามอย่างมาก” เซี่ยซางพูดอย่างเป็นห่วง“หม่อมฉันฝันร้ายเพคะ หม่อมฉันกลัว อย่าทรงไปจากหม่อมฉัน กอดหม่อมฉันได้ไหมเพคะ?” เจียงเฟิ่งหัวหาข้ออ้าง นางคิดไม่ถึงว่าจะฝันถึงเรื่องในชาติก่อนเซี่ยซางกอดนางไว้ในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน “ความฝันล้วนกลับเป็นตรงข้าม เจ้าไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ข้างกายเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง นอกจากนี้ เจ้าเป็นพระชายาของเหิงอ๋องไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดทั้งนั้น”นางหัวเราะทั้งน้ำตา กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “เยี่ยงนั้น ท่านอ๋องจะอยู่ข้างกายหรวนหร่วนตลอดไปไหมเพคะ จะทรงปกป้องหรวนหร่วนตลอดไปไหมเพคะ”เซี่ยซางไม่แม้แต่จะคิด “แน่นอน”เจียงเฟิ่งหัวมุดเข้าไปในอ้อมกอดของเขา เหตุใดในชาติก่อน
นับแต่เจียงเฟิ่งหัวดูแลเรื่องในจวน หงซิ่วก็รับช่วงต่อเรื่องในวังมาจำนวนมาก นางจึงเปลี่ยนเป็นสุขุมมากขึ้นเรื่อยๆพ่อบ้านเฉิงกล่าวว่า “หงซิ่วไม่ต้องรีบร้อน”เมื่อหงซิ่วเข้าไปในห้องชั้นใน เห็นพระชายาลืมตาทว่ายังไม่ลุกจากเตียง “จวนสกุลซูส่งเทียบมา เวลานี้ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซูกำลังรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า พระชายาจะทรงออกไปต้อนรับไหมเพคะ?”เหลียนเย่ตามเข้ามาติดๆ “ปล่อยให้นางรอสักพักค่อยว่ากันเถอะ บ่าวได้ข่าวมานานแล้วว่า สองเดือนก่อนฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซูก็เริ่มออกเดินทางจากชายแดนแล้ว ไม่กี่วันก่อนเพิ่งกลับถึงจวนสกุลซู คิดว่าคงเป็นเพราะได้รับข่าวที่ซูกุ้ยเฟยถูกส่งเข้าตำหนักเย็นถึงได้กลับมาเพคะ ที่มาเยือนถึงจวนในเวลานี้ ก็เกรงจะเป็นเพราะเรื่องของชายารองซูเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวคลานขึ้นมาจากเตียง พูดเรียบๆ ว่า “แต่งตัวเถอะ แขกสำคัญมาเยือน พวกเราไม่อาจละเลยเด็ดขาด” ในที่สุด สกุลซูก็มีความเคลื่อนไหวเสียที“แล้วทางชายารองซูจะทำอย่างไรเพคะ ต้องไปแจ้งความหรือไม่เพคะ?” เหลียนเย่ถาม“เป็นท่านอ๋องที่ต้องการกักบริเวณนาง ข้าไม่มีอำนาจไปยกเลิกการกักบริเวณของนางได้ ขังต่อไปเถอะ!” จากนั้นนางก็กล่าวต่อว่า “ฮูหย
เจียงเฟิ่งหัวราวกับไม่ได้ยิน แล้วเรื่องที่หลานสาวของเจ้าทำในเมืองหลวงถูกต้องตามกฎประเพณีแล้วหรือไร? สถานะสูงต่ำนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอายุหรอกนะ เจ้าแก่แล้วเอาความอาวุโสมาข่มผู้อื่นก็เหมาะสมแล้วหรือไร“ข้าเพิ่งกับเมืองหลวงมาก็ได้ยินว่าหลานสาวของข้าถูกขังเสียแล้ว” เมื่อเห็นนางไม่ตอบคำถาม ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซูก็ไม่พอใจขึ้นมาเจียงเฟิ่งหัวยิ้มบางๆ ว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าอาจไม่ทราบ ชายารองซูกระทำความผิดและทำให้ท่านอ๋องทรงพิโรธหนัก ท่านอ๋องถึงได้มีบัญชาให้กักบริเวณนาง ทว่านางก็อยู่ในเรือนของนาง กินดีอยู่ดี ไม่นับว่าเป็นการถูกขังไว้ เพียงแค่ให้นางฝึกตนขัดเกลานิสัยเพิ่มเท่านั้น”เห็นนางมีท่าทางอ่อนโยนเช่นนี้ ยามกล่าววาจาก็ยังมีจังหวะจะโคนมีเหตุมีผล จุดสำคัญคือเป็นเหิงอ๋องที่ต้องการกักบริเวณชายารอง ไม่เกี่ยวอันใดกับนาง ฮูหยินผู้เฒ่าซูจึงเสมือนกลายเป็นคนใบ้ แม้แต่คำพูดก็ไม่อาจกล่าวต่อแล้ว ในดวงตาปรากฏความประหลาดใจออกมา“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอพระชายาโปรดให้นางออกมาพบหน้าข้าเถิด!” ฮูหยินผู้เฒ่าซูกล่าว“นี่…” เจียงเฟิ่งหัวลังเล “ท่านอ๋องของข้ากล่าวว่า ในสามเดือนไม่อนุญาตให้นางออกจากเรือนถานเซียง
ดวงตาของซูถิงหว่านพลันสาดประกายจริงจังออกมา “ท่านย่า เป็นเจียงเฟิ่งหัวเจ้าค่ะ เป็นนางที่ต้องการทำร้ายหวานหว่าน ล้วนเป็นนาง…สองเดือนมานี้ ข้าได้ครุ่นคิดอย่างมากมาย และก็พิจารณาจนกระจ่างยิ่ง หากมิใช่เพราะเจียงเฟิ่งหัวเจ้าเล่ห์เกินไป ข้าก็ไม่มีทางถูกนางเล่นงานได้ ท่านป้าก็ถูกนางให้ร้ายเช่นกันเจ้าค่ะ”สามปีมานี้ นางลุ่มหลงอยู่ในความอ่อนโยนและการรักใคร่ตามใจอันไร้ขีดจำกันของเซี่ยซาง นางคิดว่าเซี่ยซางจะไม่เหมือนผู้อื่น ชั่วชีวิตนี้จะชอบนางเพียงผู้เดียว เป็นเพราะนางมั่นใจในตนเองมากเกินไป จนลืมไปว่า แท้ที่จริงแล้วบุรุษในใต้หล้าล้วนแล้งน้ำใจและไร้คุณธรรมทั้งสิ้นนางยิ่งลืมฐานะของตนเองไป นางเป็นเพียงลูกสาวที่กำเนิดจากอนุของสกุลซูเท่านั้น เป็นหนึ่งในลูกสาวอนุจำนวนมากของสกุลซู นางก็แค่ถูกเลือกจากมารดาเอก จากนั้นถูกเลี้ยงอยู่ข้างกายของมารดาเอกในฐานะบุตรสาวของภริยาเอกเท่านั้นหลังกลับมาที่เมืองหลวง นางก็ทำเหมือนตนเองเป็นบุตรสาวของภริยาเอกมาโดยตลอด ท่านป้าให้นางไปใกล้ชิดเซี่ยซาง นางก็ดึงดูดความสนใจจากเขาได้สำเร็จ พวกเขาพูดคุยกันทุกเรื่องอย่างเพลิดเพลิน อิสรเสรีไร้กฎเกณฑ์ นางเล่าเรื่องธรรมเนียมประเ
นางไม่อยากพิเคราะห์ซูถิงหว่าน อีกอย่างตอนนี้ก็กำลังรอให้ฮ่องเต้มีบัญชาเข้าเฝ้า ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ทว่าทางฝ่าบาทกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งที่ความคืบหน้าของการเดินทัพควรจะมาถึงพระหัตถ์ของฝ่าบาทได้แล้ว! เจียงเฟิ่งหัวไม่อยากพึ่งพิงเฉิงฮองเฮาไปตลอด เมื่อชาติก่อนเฉิงฮองเฮาเองก็ทำให้นางอับอายไม่น้อย ครึ่งชีวิตแรกนางถูกซูชิงชิงกดขี่ ส่วนอีกครึ่งชีวิตหลังก็ยังต้องถูกนางกดขี่ ในตอนนั้นเอง อู๋ซินกงกงมาถึงตำหนักคุนหนิงก็ค้อมกายทำความเคารพต่อฮองเฮาก่อนจะกล่าวว่า “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฮองเฮา ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ” ฮองเฮาทรงโปรดปรานขันทีน้อยคนนี้มาก ทั้งปากหวานเอาใจเก่งรู้สถานการณ์ ที่ฮ่องเต้กลับมาคืนดีกับนางอีกครั้ง เพราะมีอู๋ซินช่วยเอาไว้มาก ฮองเฮาตรัสว่า “ไม่ต้องมากพิธี ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกข้าเข้าเฝ้าหรือ” “ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยตลอดว่าพระพลานามัยของฮองเฮาจะแข็งแรงขึ้นบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หลายวันมานี้ฝ่าบาททรงยุ่งอยู่กับการศึกชายแดนที่ห้องทรงพระอักษรตลอด ด้วยเหตุผลนี้จึงมิได้เสด็จมาเยี่ยมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ยังกำชับว่าให้ฮองเฮารักษาพระวรกายให้ดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ” แน่นอนว่าอู๋ซินย่อมแต่งเ
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา” นางหาที่นั่งและทิ้งบั้นท้ายนั่งลงทันที สันหลังตั้งตรง ท่าทีมองลงมาจากที่สูง นางยังคงติดตรึงในห้วงความฝันท่าทางของนางที่เปี่ยมล้นด้วยเกียรติยศและอำนาจ สมจริงถึงเพียงนี้เชียว คล้ายกับว่านั่นคืออีกครึ่งชีวิตหลังจากนี้ที่นางจะได้สัมผัสมันในวันข้างหน้า ซูถิงหว่านก็เหลือบสายตามองท้องของเจียงเฟิ่งหัว ในความฝันของนางเด็กสองคนที่เกิดจากเจียงเฟิ่งหัวจะทรมานเจียงเฟิ่งหัว จะทำให้นางเป็นทุกข์เหมือนตายทั้งเป็น ซูถิงหว่านยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางจึงเอ่ยว่า “ได้ยินหมอหลวงเหมยกล่าวว่าพระชายาตั้งครรภ์ลูกแฝด พระชายาช่างมีโชควาสนาจริง ๆ เพคะ ตั้งครรภ์คราเดียวได้ถึงสองพระองค์” เพราะนางเอ่ยว่าเซี่ยซางได้รับชัยในสงครามแล้ว สีพระพักตร์ของฮองเฮาจึงมิได้ย่ำแย่ลง แต่กลับรับคำพูดนั้นต่ออย่างราบรื่น “ซางเอ๋อร์มีวาสนาดี ได้อภิเษกสมรสกับพระชายาผู้งดงามเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอย่างหรวนหร่วนคนนี้ หรวนหร่วนเองก็มีความพยายาม ตั้งครรภ์คราเดียวก็ได้เจ้าตัวน้อยถึงสองพระองค์ ผิดกับบางคนที่ตลอดทั้งชีวิตก็ยังตั้งครรภ์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป” อันที่จริงบางคนที่นางผู้ถึงก็คือซูถิงหว่าน เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซู
ถือสิทธิ์อะไร? หากความฝันเป็นความจริงได้ก็คงดี นางได้เป็นฮองเฮาผู้สูงส่งไร้ใดเปรียบ ส่วนเด็กสองคนที่เจียงเฟิ่งหัวให้กำเนิดกลับต้องเรียกนางว่าเสด็จแม่ การเลี้ยงดูพวกเขาให้เสียผู้เสียคนคือเรื่องที่ทำให้นางสะใจที่สุดแล้ว ในตอนนี้เอง สี่หมัวมัวก็พาคนเข้ามาพร้อมหอบเครื่องภูษากองหนึ่งบุกเข้ามาด้วย เห็นนางยังนอนอยู่บนเตียง สี่หมัวมัวก็เริ่มเอ่ยวาจาหาเรื่องทันที “เครื่องภูษาของฮองเฮากองนี้ยังไม่ได้ทำความสะอาด แต่พระชายารองซูกลับเกียจคร้านซ่อนตัวอยู่ในห้อง” ซูถิงหว่านลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “เครื่องภูษาของฮองเฮายังต้องให้ข้าทำความสะอาด เช่นนั้นจะเลี้ยงบ่าวชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าเอาไว้เพื่ออะไร” นางคิดถึงภาพอันน่าสังเวชของเฉิงฮองเฮาที่ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเดียวดายในความฝันขึ้นมา นางก็เกือบจะหัวเราะออกมา ไม่รู้เหตุใดเซี่ยซางจึงไม่โปรดปรานเสด็จแม่ของเขา แม้ว่าจะยอมให้นางได้เป็นไทเฮา ทว่านางก็เป็นไทเฮาแค่ในนาม อำนาจในมือล้วนอยู่ที่ท่านป้าของนางหมด สี่หมัวมัวเห็นเช่นนี้ก็เอ่ยว่า “ก่อนท่านอ๋องจะเสด็จออกไปได้มีคำสั่ง ให้พระชายารองซูอยู่ที่วังหลวงคอยดูแลปรนนิบัติฮองเฮา
“นางคือเสด็จแม่ และนางก็เป็นฮองเฮา เป็นเสด็จแม่ของพวกข้า” องค์ชายน้อยตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “มีเพียงฮองเฮาที่รักพวกข้ามากที่สุด นางให้ข้ากิน ให้พวกข้าสวมอาภรณ์ชุดใหม่ แต่ท่านกลับทำได้เพียงเย็บอาภรณ์เก่า ๆ เหล่านี้ให้พวกข้า มิหนำซ้ำยังปล่อยให้พวกข้าอดอยาก พวกข้าเกลียดท่านที่สุด” เจียงเฟิ่งหัวเจ็บปวดเหมือนมีดกรีดแทงหัวใจ นางร่ำไห้น้ำตานองราวกับห่าฝน รู้สึกอึดอัดเสียใจจนพูดไม่ออก ซูถิงหว่านหรี่ตามองอย่างเยือกเย็น ก่อนจะสั่งให้คนไปนำอาหารและเสื้อผ้าดี ๆ มาให้เด็กน้อยไร้เดียงสาสองคน และให้คนพาพวกเขาทั้งสองคนกลับตำหนักคุนหนิงเพื่อจะได้ดูแลอย่างเต็มที่ หากนางรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ ก็จะพาพวกเขากลับมาเผชิญความลำบากอีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็จะจงเกลียดจงชังมารดาผู้ให้กำเนิดของเขาแล้ว นางยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “เจียงเฟิ่งหัว ต่อให้เจ้าเป็นชายาเอกของฝ่าบาทแล้วอย่างไร แม้จะถูกเจ้าแย่งชิงตำแหน่งพระชายารัชทายาทไปแล้วอย่างไร บัดนี้ข้าเป็นถึงฮองเฮาผู้เป็นมารดาแห่งใต้หล้าแล้ว ดูสิ! แม้แต่บุตรสองคนที่เจ้าให้กำเนิดยังไม่ยอมรับเจ้าเลยด้วยซ้ำ พวกเขาเกลียดเจ้าอย่างกับอะไรดี” เจียง
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื