‘ขนาดฉันจะตาย ก็ยังมีภารกิจให้ทำอีกนะท่านยมบาล’ หยางปิง บ่นอยู่ภายในใจ ก่อนจะหันไปมองร่างของหญิงงาม ที่ยืนส่งยิ้มกว้างให้แก่เธอ ‘ไม่ชูป้ายเชียร์เลยล่ะแม่คุณ’ หยางปิง ปรับสายธนูให้พอเหมาะกับมือของตนเอง ก่อนจะมองหาจุดสำหรับซุ่มโจมตีฟิ้ว! ฉึก! ชายชุดดำต่างพากันตกใจ เมื่ออยู่หนึ่งในหกคน ล้มลงโดยมีลูกศรปักเข้าที่ลำคอทะลุมาด้านหน้า ทั้งหมดยกอาวุธขึ้นป้องกันตัวในทันที เพราะความเร็วของลูกศร บ่งบอกว่าถูกยิงมาในระยะใกล้“ลูกธนูของพวกเรา…สังหารพวกมันให้หมด”ยังไม่ทันที่จะวิ่งไปทิศทางของเป้าหมาย หลายคนได้ถูกจู่โจมจากลูกศร หยางปิง คิดคำนวณความเป็นไปได้ สลับกับการที่เธอ ต้องไม่ให้แขนบอบบางนี่หักไปเสียก่อน เลือดเริ่มไหลซึมออกจากบาดแผล ไม่เว้นแม้แต่จมูกและปากด้วยเช่นกัน ‘หากช้ากว่านี้ ฉันได้ตายในฝันอีกครั้งแน่นอน’ในที่สุดชายชุดดำที่เหลือ ก็ได้ยืนเผชิญหน้ากับหญิงสาว ที่พวกเขามั่นใจว่านางตายไปแล้ว ทว่าไยตอนนี้ นางจึงยังคงมีชีวิตอยู่อีกเล่า“ตายยากจริงนะขอรับ คุณใหญ่”“ข้ามันคนมีบุญ ทำยังได้ล่ะ”หยางปิงตอบกลับไปด้วยคำพูด ตามแบบฉบับของคนที่นี่ เธอเข้าใจเรื่องภาษาดี เพราะการเป็นหน่วยรบพิเศษ ย่อมต้องเรีย
“ท่านแม่ทัพ จะไปเป็นทูตระหว่างแคว้นจริงหรือเจ้าคะ” แม่นมจูเอ่ยถามขึ้น เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วมิอาจนับได้“ที่เอาใจข้าขนาดนี้ คงมิอยากให้ข้าไปสินะ” เซียวเถาเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน“เจ้าค่ะ” หญิงชราตอบรับ“สิบปีแล้ว คนพวกนั้นลืมเลือนข้าไปสิ้นแล้วกระมัง อย่าได้วิตกกังวลให้มาก ท่านพ่อมิสะดวกติดตามองค์ชายกับพระชายาไป จะมีก็แค่เพียงข้าเท่านั้น ที่ท่านพ่อวางใจ”เซียวเถาให้เหตุผลแก่แม่นมของตนเอง นางรับรู้ถึงความห่วงใย แต่นี่คือหน้าที่ ซึ่งนางมิอาจหลีกหนีได้เช่นกัน“บ่าวทราบเจ้าค่ะ ว่าท่านแม่ทัพใหญ่ จำต้องรั้งอยู่ที่นี่ แต่บ่าวเกรงว่าจะมีผู้ใดจดจำท่านแม่ทัพได้” หญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ“จำได้แล้วอย่างไร จำมิได้แล้วจะอย่างไร ข้าหาใส่ใจไม่”คำพูดที่มิอ่อนมิแข็งของผู้เป็นนายนั้น แม่นมจูเคยสงสัยอยู่นาน รวมถึงเรื่องการต่อสู้ด้วยเช่นกัน ทว่าจะอย่างไรเสีย ผู้เป็นนายก็ปกป้องคุณชายน้อย และมิคิดทอดทิ้งนาง นับแต่นั้นมา นางจึงเลือกที่จะไม่ก้าวก่าย เรื่องการเปลี่ยนแปลงตนเองของผู้เป็นนายอีกเลย“บ่าวเอ่อ...”“หากท่านป้าติดตามข้ากับจ้าวหยางไป ย่อมทำให้คนเหล่านั้นจดจำได้มิยาก” เซียวเถาเอ่ยดักทางแม่นมจูขึ้นเสี
“คนผู้นี้ คือท่านแม่ทัพพยัคฆ์ ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”ชายหนุ่มแสร้งถาม ทั้งที่เขารู้ดีว่านางคือผู้ใด แต่จะให้เอ่ยออกไปตรง ๆ อาจเกิดความแคลงใจระหว่างกันได้“ย่อมเป็นนางท่านอ๋อง แม่ทัพผู้มิเป็นสองรองผู้ใด”องค์รัชทายาทตอบด้วยรอยยิ้ม ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือของพ่อลูกสกุลจ้าว เป็นเหมือนเกราะคุ้มภัยอีกชั้นของแค้วน“จ้าวเซียวเถา คารวะท่านอ๋องเพคะ”เมื่อได้รับสัญญาณจากผู้เป็นนาย เซียวเถา ก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากอ๋องหนุ่มพอสมควร ก่อนจะประสานมือทำความเคารพ ทว่าใบหน้างามหาได้มีรอยยิ้มให้เห็นไม่ กลับมีเพียงความเยือกเย็นส่งผ่านสายตามาเท่านั้น“ข้าได้ยินเสียงเล่าลือมานาน ว่าท่านแม่ทัพเก่งกาจยิ่งนัก ทั้งยังฉลาดปราดเปรื่องเหนือผู้ใด” ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อสายตาของหญิงสาวเปลี่ยนไปมาก หรืออาจเพราะกาลเวลา ทำให้นางไร้ซึ่งแววตาเฉกเช่นเมื่อก่อน“ท่านอ๋องกล่าวชมเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงทหาร ที่ได้รับพระเมตตา จนมีตำแหน่งก็เท่านั้นเพคะ”“ท่านแม่ทัพถ่อมตัวเกินไปแล้ว มีผู้ใดบ้างในเว่ยและแคว้นใกล้เคียง ที่มิรู้จักแม่ทัพหญิงผู้เก่งกาจแห่งเว่ยกัน ว่าแต่หนุ่มน้อยด้านหลังเล่า คือผู้ใดกัน”
“ท่านแม่ ข้าดูแลตัวเองได้ อย่าได้ทำให้ท่านอ๋องลำบากใจเลยนะขอรับ”ในที่สุดเด็กชายก็ได้เอ่ยขึ้น ด้วยเขารู้จักมารดาดี ว่าเข้มงวด และห่วงใยในตัวเขามากแค่ไหน แม้ในอดีตนั้นเขาจะยังเล็กมากนัก แต่ก็รู้ดีว่าชีวิตก่อนที่จะเป็นจ้าวหยางในตอนนี้ มันอันตรายเพียงใด ไม่แปลกที่มารดาจะห่วงเขาเป็นพิเศษ“อย่าทำให้ท่านอ๋องยุ่งยากเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่จ้าวหยาง” เมื่อบุตรชายเอ่ยยุติข้อโต้แย้ง เซียวเถาจึงถอยให้กับเรื่องนี้หนึ่งก้าว นางมั่นใจว่าจ้าวหยางจะดูแลตัวเองได้ เขาว่าเด็กมักมีสัมผัสอันพิเศษ หากผู้ใดคิดร้าย เด็กมักจะถอยห่างเพื่อความปลอดภัย การที่จ้าวหยางเอ่ยเช่นนี้ นั่นเพราะมากกว่าครึ่ง บุตรชายวางใจในตัวของท่านอ๋องผู้นี้หรืออีกนัยหนึ่ง จ้าวหยางมิต้องการให้นางหรือทุกคนลำบากใจ จึงได้ตัดสินใจที่จะอยู่ร่วมเรือนกับเจ้าของบ้านเช่นนี้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นางจะไม่มีวัน ให้ผู้ใดแตะต้องจ้าวหยางได้เป็นอันขาด“ท่านแม่โปรดวางใจ” เด็กชายเอ่ยย้ำกับมารดา รอยยิ้มและสายตาที่ส่งผ่านมาให้นาง เซียวเถา เข้าใจความหมายมันได้เป็นอย่างดี“เช่นนั้น หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ”เซียวเถา โค้งกายให้แก่เจ้าของจวน เพื่อกลับไปยังที่พักของ
งานเลี้ยงได้เริ่มขึ้น ในบ่ายของวันถัดมา ตามที่จวิ๋นอ๋องได้แจ้งแก่คณะทูตไปตั้งแต่เมื่อวาน เซียวเถา ก้าวเข้าไปภายในงานด้วยชุดของสตรี โดยมีบุตรชายติดตามอยู่ไม่ห่าง แม้นางจะเกิดความสงสัย ว่าไยจวิ๋นอ๋องต้องการให้จ้าวหยางมาร่วมงาน แต่เมื่อยังไม่มีสิ่งใดชี้ชัด ถึงอันตราย นางก็เพียงก้าวตามน้ำไปเท่านั้นพอ กึก! เซียวเถาจำต้องหยุดเท้าลง เมื่อเบื้องหน้า มีชายหญิงต่างวัย ถึงสี่คนขวางทางอยู่ แววตาไร้ซึ่งคำถามหรือความรู้สึกใด ๆ ของหญิงสาว ทำให้หนึ่งในสี่ ลอบกำหมัดแน่น “เจ้าคือ...” เสนาบดีถงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิว สายตานั้นสั่นไหว เมื่อสบเข้ากับดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า “ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ หากข้าขวางทางพวกท่าน” เอ่ยจบเซียวเถาเบี่ยงกายหลบ โดยที่จ้าวหยางเองก็ได้ทำตามผู้เป็นมารดา เสนาบดีถง เห็นใบหน้าของเด็กชายเต็มตา ถึงกับสั่นเทาไปทั้งร่าง ด้วยใบหน้านี้เขาจำได้มิมีวันลืม ‘จวิ๋นอ๋อง’ “คนต่างแคว้น ช่างไร้มารยาทนัก เป็นเพียงบ่าวช่างหารกล้ามาเดินเคียงนาย” เป็นถงซือเหยาที่เอ่ยขึ้น พร้อมเชิดใบหน้าขึ้นสูงอย่างคนถือดี ดวงตามองเหยียดคนทั้งสองอย่างโจ่งแจ้
เมื่อกู้ฉางเอิน มาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ถงซือเหยาก็ได้หันกลับมาตั้งใจเย้ยหยันพี่สาว ทว่านางจำต้องดวงตาเบิกค้าง เมื่อมองเห็นจ้าวหยาง ที่ยืนอยู่ข้างเซียวเหยา เพียงรอยยิ้มมุมปาก ก็ทำให้สะท้านไปทั้งกายได้เลยทีเดียว เด็กชายจากต่างแคว้น ดูสูงส่งมิเหมือนสามัญชนยิ่งนักทว่าคนที่ตกใจจนใบหน้าซีดเซียว หาได้มีเพียงถงซือเหยาไม่ แต่เป็นเสนาบดีและภรรยา ทั้งคู่ต่างก็เหงื่อซึมมิแพ้กัน เพราะใบหน้าของจ้าวหยาง เหมือนเงาสะท้อน ของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเด็กชายรอยยิ้มของทั้งคู่นั้น เหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย กู้ฉางเอิน จ้องมองเด็กชาย ที่ตัวสูงกว่า ด้วยความไม่ชอบใจ เพราะไม่ต้องให้ผู้ใดมาบอก ก็เห็นชัดถึงความแตกต่าง ระหว่างตนเองและเด็กชายจากต่างแคว้น“ฉางเอิน อย่าเสียมารยาทต่อหน้าองค์ชาย”ถงซือเหยารีบกระซิบบอกบุตรชาย ก่อนที่เด็กชาย จะประสานมือทำความเคารพ ผู้ที่มียศสูงกว่า ไม่เว้นแม้แต่เด็กชายอีกคน เมื่อทุกคนไร้ข้อสนทนา อ๋องหนุ่มจึงได้ชักชวนแขกทั้งหมดเข้าไปด้านใน ทิ้งความสงสัยต่าง ๆ ให้ครอบครัวสกุลถง ขบคิดกันต่อไป‘เมื่อพวกเจ้ามุ่งเอาชีวิตบุตรชายข้า จากนี้ก็เป็นข้าที่จะทวงคืนทุกสิ่งอย่างเช่นเดียวกัน’ เสวี่ยจ้านลอ
สวนดอกไม้หน้าเรือนรับรอง เสวี่ยจ้านหยุดมองไปยังร่างบาง ที่ยังอยู่ในชุดงานเลี้ยง“อะ...แฮ่ม” ชายหนุ่มแสร้งกระแอมเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว ซึ่งเขามั่นใจว่านางรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา นับตั้งแต่ก้าวผ่านประตูทางเข้าเรือนมาแล้ว“ท่านอ๋องมีเรื่องใด ให้หม่อมฉันรับใช้หรือไม่เพคะ”หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น พร้อมหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน“มิได้ ข้าเอาน้ำแกงมาให้ก็เท่านั้น พอดีข้าเห็นเจ้าดื่มหนักอยู่พอสมควร เกรงจะมิสร่างเมาในยามเช้า เลยเอามาให้”ชายหนุ่มรีบยกตะกร้าใส่น้ำแกง ที่เขาได้ให้องครักษ์สั่งห้องครัว จัดเตรียมไว้รอท่า ก่อนที่ทุกคนจะกลับจากวังหลวง“ท่านอ๋อง มิเห็นต้องลำบากมาด้วยตนเองเลยนะเพคะ”“ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย มาเถอะประเดี๋ยวจะเย็นซะก่อน”ชายหนุ่มก้าวตรงไปยังศาลาภายในสวน ก่อนจะจัดแจงนำน้ำแกงออกมาจากตะกร้า ทุกการกระทำของชายหนุ่มนั้น ดูนิ่มนวลและใส่ใจต่อสิ่งที่อยู่ในมือยิ่งนักเซียวเถาเดินตามมาเงียบ ๆ เมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นางก็มิสมควรทำลายน้ำใจนี้ลง สุราเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้นางเป็นอันใดได้เลย“ท่านอ๋อง ดื่มด้วยกันเถอะเพคะ น้ำแกงนี่หม่อมฉันกินคนเดียวไม่ห
“ลูกจะมิทำอันใด หากว่าเขายังมิก้าวล้ำจนเกินไป”จ้าวหยาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า อีกทั้งรอยยิ้มละมุนยังมิจางหายจากใบหน้า เซียวเถาคลี่ยิ้มน้อย ๆ แค่มองตานางก็รับรู้ถึงสิ่งที่บุตรชายคิด การเลี้ยงดูของนางนั้น แตกต่างจากมารดาอื่นอยู่มาก แต่ทุกสิ่งที่นางได้กระทำก็เพื่อจ้าวหยางทั้งสิ้นเซียวเถา บีบไหล่บุตรชายหนัก ๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังที่นั่งของตน โดยมิได้รั้งรอเพื่อส่งจ้าวหยางขึ้นหลังม้า ซึ่งทหารของนางกำลังจูงอาชาสีดำสนิท ตรงมายังบุตรชายของนาง ทุกการกระทำนั้น ในทุกสายตาที่มองมาต่างรู้สึกสงสารจ้าวหยางยิ่งนัก ที่มารดานั้นหาได้ใส่ใจในตัวเด็กชายไม่ ซึ่งแตกต่างจากแม่ทัพกู้หมิง ที่ยังคงแนะนำการขี่ม้า เพื่อช่วงชิงธงให้แก่บุตรชายอย่างเคร่งเครียด“ไยแม่ทัพจ้าว จึงดูมิใส่ใจบุตรชายเอาเสียเลยเล่า” ฮ่องเต้ชราเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นสิ่งที่เซียวเถาแสดงออกต่อจ้าวหยาง“นางรักบุตรชายมากต่างหากเล่าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”องค์รัชทายาทแห่งเว่ยเอ่ยขึ้นบ้าง พร้อมทั้งมองไปยังจ้าวหยาง ที่กำลังทำการสำรวจความพร้อมของอาชาคู่กายของผู้เป้นมารดา“อย่างไรที่ว่ารักมาก”“ทูลฝ่าบาท หากจะทรงสังเกตจ้าวหยา
“องค์ชายอย่าทรงเป็นกังวลไปเลยเพคะ จ้าวหยางจะปลอดภัย”“ท่านหมอรีบมาดูหลานชายข้าเร็วเข้า เรื่องนี้ข้าต้องได้คำตอบก่อนรุ่งสาง”“เชิญองค์ชายทางด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยจ้าน ต้องการที่จะคุยกับองค์ชายต่างแคว้นเพียงลำพัง ทั้งสองหายไปยังอีกห้อง ซึ่งอยู่ถัดไปพระชายาในองค์รัชทายาท ขยับไปยืนข้างกับแม่ทัพสาว นางเองก็รักในตัวจ้าวหยางมิแพ้ผู้ใด ถึงขนาดคิดเอาไว้ ว่าจะทรงยกพระธิดาองค์โต ให้เป็นภรรยาของจ้าวหยางในอนาคตเซียวเถาบีบเบา ๆ ยังมือของหญิงสาวผู้เป็นสหายรัก ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนพระชายาเบา ๆ ท่านหมอประจำจวนอ๋องเหลียวมองไปยังมารดาของเด็กชาย ก่อนจะหันกลับมาจัดการรักษาคุณชายน้อยต่างแคว้นต่อองครักษ์คนสนิทของท่านอ๋องเก้า ได้บอกกับเขาขณะเดินทางมายังเรือนนี้ ว่าต่อให้ยมบาล ต้องการลมหายใจของคุณชายจ้าวหยาง ก็ให้ช่วงชิงกลับมาให้จงได้ มิเช่นนั้นจะทำให้ปีศาจร้ายพิโรธ ไม่บอกเขาก็รู้ว่าหมายถึงผู้ใดเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูป การรักษาได้เสร็จสิ้นลง จ้าวหยางหลับไปด้วยฤทธิ์ของยา พิษถูกขับออกจนหมด ทำให้ทุกคนรู้สึกโล่งใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่องค์ชายแห่งเว่ย และท่านอ๋องเก้า กลับเข้ามาภายในห้อง“ท่านหมอ ทุกอย่างเรียบร
ฟริ้ว! ฉึก! ลูกธนูปักยังเสาศาลา แทนที่จะเป็นเป้าหมาย ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ได้หยุดสิ่งที่กำลังทำ เพื่อเตรียมการรับมือ ผู้บุกรุกยามค่ำคืน“หาญกล้าบุกรุกจวนข้า สงสัยคงอยากที่จะเร่งไปยมโลกกระมัง”อ๋องหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เรื่องมีคนลอบทำร้ายเขาหาได้ใส่ใจไม่ แต่พวกมันกลับมาในเวลา ที่เขากำลังจะช่วงชิงหัวใจของหญิงสาว นี่ต่างหากที่ทำให้เขาขุ่นเคืองเป็นที่สุดคืนนี้เขาสั่งให้องครักษ์ มิให้เข้ามารบกวนเวลาส่วนตัว ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็มิต้องการให้ผู้ใดมานั่งมอง เรื่องระหว่างเขากับมารดาของบุตรชายเป็นอันขาดเซียวเถาปลดสายคาดเอวออก เพื่อใช้เป็นอาวุธ เพียงครู่เดียวห่าธนูได้พุ่งเข้าหาคนทั้งสอง ทั้งคู่ได้สลับกันปัดป้อง มิให้ลูกธนูถูกกายได้ เมื่อทุกอย่างหยุดลง บุรุษชุดดำกว่าสิบชีวิต ได้ปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบทั้งคู่เอาไว้“ท่านอ๋องเก้า ชะตามิน่าสิ้นสุดเพียงเท่านี้เลย หากท่านอ๋องไม่ทรงอยู่ร่วมกับนาง ก็คงมิต้องจบชีวิตเช่นนี้” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยขึ้น เรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัยอย่างแท้จริง ผู้ใดจะคิดว่า ท่านอ๋องเก้า จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่ทัพต่างแคว้นเช่นนี้“หึ ๆ เข้ามาในบ้านข้า ยังกล้าปากดีอยู่อีก
“แต่หากเรื่องเช่นนี้เกิดกับหญิงสาวคนอื่น เด็กอาจมิโชคดีเช่นนี้”“สิ่งที่อยากจะหยั่งถึง คือใจของคน ท่านอ๋องอย่าได้ยกย่องหม่อมฉันนักเลยเพคะ ท่านอ๋องจะรู้ได้อย่างไร ว่าคราแรกที่หม่อมฉันรู้ว่าตั้งครรภ์ หม่อมฉันยินดีหรือเสียใจ”“ข้ารู้ดีว่าเจ้าเสียใจ แต่เจ้าก็รักลูกในครรภ์มากกว่าคำครหา”“ดูเหมือนท่านอ๋องจะรู้เรื่องนี้ดีนะเพคะ”“ข้ามีนิท่านเรื่องหนึ่ง จะเล่าให้เจ้าฟัง”“เวลาของค่ำคืนนี้อีกยาวนาน หม่อมฉันยินดีที่จะฟังเพคะ”เรื่องราวต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาทีละน้อย อ๋องหนุ่มหวนนึกถึง วันที่เขาเพิ่งกลับจากชายแดน เนื้อตัวนั้นมิได้ดูสง่าอันใด เพื่อสืบเรื่องราวบางอย่าง ทำให้เขาจำต้องปลอมตัวเป็นเพียงนักเดินทางทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อเขาต้องการหญิงคณิกามาปลดปล่อย ความเป็นบุรุษ ร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะหมดสติ และถูกวางยาปลุกกำหนัดถูกนำมาส่งให้ถึงห้อง เขาคิดเพียงว่าเจ้าของหอนางโลม ต้องการสร้างความตื่นเต้นให้แก่เขา จึงได้ทำเช่นนี้ ทว่าเมื่อเขารับรู้ถึงความบริสุทธิ์ของนาง จึงได้คิดที่จะเลี้ยงดูนางเป็นอนุแต่เมื่อเขากลับมาจากทำธุระ หญิงสาวบนเตียงได้หายไปแล้ว มีเพียงหยกของนาง ที่ถูกลืมเอาไว้
ภายในห้องหนังสือ จวนแม่ทัพกู้หมิง สองสามีภรรยา นั่งประจันหน้ากัน ด้วยความเคร่งเครียด ทุกคำถาม เสมือนน้ำที่เทลงพื้นก็มิปาน เมื่อผู้เป็นภรรยาหาได้ตอบคำถามนั้น แม้แต่ครึ่งคำถงซือเหยา ยังคงใช้ความนิ่งเงียบ สยบทุกคำถามของสามี ด้วยหลายคำถามนั้น มันมิต่างจากคมมีดที่ปักลงสู่กลางใจนาง“สรุป...เจ้ามิคิด ตอบคำถามข้าเลยเช่นนั้นรึ”“ท่านพี่ สิ่งที่ท่านถามมา ข้าไม่ทราบเรื่องเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ”“แล้วสิ่งที่เจ้าพูด ตอนอยู่ในสนามประลองมันหมายว่าอย่างไรเล่า”“ข้าแค่พูดไป ตามที่ผู้คนเล่าลือกันเท่านั้นเจ้าค่ะ”“เรื่องเล่าลือเช่นนั้นรึ แม่ทัพจ้าวเป็นคนแคว้นเว่ย จะมีข่าวเช่นนั้นมาเกิดที่ฉินได้อย่างไรกัน”“ท่านพี่พูดเหมือนข้า เป็นผู้ที่ทำเรื่องเช่นนั้น ข้าเป็นภรรยาของท่านนะเจ้าคะ จะลดตัวไปทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”“ก็ขอให้มันจริง เพราะเท่าที่ข้ารู้มา เรื่องต่ำช้ากว่านี้ คนเช่นเจ้าก็เคยทำมันมาแล้ว ข้านิ่งเฉยมาตลอด เพราะคิดว่าเจ้าจะปรับปรุงตัว”“ท่านพี่ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”“กลับไปเถอะ แล้วทบทวนสิ่งที่เจ้าทำ และคิดให้มากว่านี้ เจ้าจะมีความสุขเช่นที่ผ่านมา หรือให้ทุกอย่างแตกแยก”“ฮึ! เพราะมั
เซียวเถาเลิกคิ้วสูง เป็นเชิงถามชายหนุ่ม ที่กำลังยืนหายใจประหนึ่งม้าศึก ที่ผ่านการวิ่งมาอย่างสุดกำลัง ก่อนจะคลี่ยิ้มน้อย ๆ กับท่าทางของท่านอ๋องหนุ่ม“ไม่เลยขอรับท่านแม่ หากมิได้ท่านแม่ช่วยไว้ จ้าวหยางคงลำบากกว่านี้”“หึ ๆ แม่มิได้ทำอันใดเลย แค่เบื่อท่าทางอวดดีของลูกนกในกรงทอง ก็เท่านั้นเอง”“ข้าเกือบจะลงมือจริง ๆ เสียแล้ว”“แค่เรื่องขำขัน อย่าได้ใส่ใจ”การสนทนาของสองแม่ลูก ทำให้อ๋องหนุ่มถึงกับลอบกลืนน้ำลาย จ้าวหยางเติบโตขึ้น ย่อมต้องเป็นคนที่น่ากลัว กว่าที่ผู้ใดจะคาดคิดเป็นแน่ ดูแล้วเซียวเหยาผู้นี้ มิใช่เพียงสตรีที่เก่งทางด้านการต่อสู้เพียงอย่างเดียวสินะ จะมีใครบ้าดีเดือดขนาดทำเช่นนางได้ไหนจะเจ้าลูกชายตัวดี ที่ดูจะเข้าขากับผู้เป็นแม่ เสียจนเขากลายเป็นเพียงลาโง่ไปในทันที“ไปกันเถอะ ยืนตรงนี้นาน เกรงจะทำให้คุณชายน้อยผู้นั้น อกแตกตาย”เซียวเถาเอ่ยขึ้น ในขณะที่ถงซือเหยา กำลังเดินผ่าน เพื่อไปจัดเตรียมสิ่งของนำบุตรชายกลับจวน“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”ถงซือเหยาถามขึ้น ด้วยน้ำเสียงกรุ่นโทสะ นิ้วเรียวสั่นระริก ชี้ไปยังแม่ทัพต่างแคว้น“เป็นคุณหนูสูงศักดิ์ ทั้งยังเป็นถึงภรรยาแม่ทัพ แต่ไร้มารยาทที
“หึ ๆ แม่มิได้ต้องการให้เจ้าลำพองตน จงถ่อมตัวให้มาก แต่อย่ายินยอมให้ผู้ใด มาช่วงชิงลมหายใจของเราไปได้เช่นกัน”“ลูกจะจดจำไว้ขอรับ”สองแม่ลูกเปลี่ยนบทสนทนา เมื่อท่านอ๋องต่างแคว้น เดินเข้ามาหา พร้อมขนมในมือ ชายหนุ่มนั่งลงอีกด้านของจ้าวหยาง“ขนมกลีบเหมยกุ้ยป่า เป็นของที่ท่านย่าจะ...เอ่อ หมายถึงท่านแม่ของข้า ชอบทำให้กินยามเหนื่อยล้าจากการฝึก ข้าอยากให้เจ้าได้ลิ้มลองสักหน่อย”จ้าวหยางหันกลับไปหาผู้เป็นแม่ ก่อนจะได้รับคำอนุญาต เด็กชายจึงรับขนมในจาน มากินอย่างช้า ๆ ทำให้เสวี่ยจ้านยิ้มกว้าง ด้วยความยินดีชายหนุ่มอยากตบปากตนเองยิ่งนัก ที่รีบร้อนจนเกินไป เกือบจะเอ่ยว่ามารดาของเขา คือย่าของจ้าวหยางเสียแล้วเสนาบดีถง หรี่ตามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอัดแน่น เขาไม่อยากที่จะคิดเลยว่า ทั้งสามคนนั้นคือครอบครัว บุตรสาวที่หายตัวไปนับสิบปี หลานชายผู้มีใบหน้าถอดแบบบุรุษสูงศักดิ์ กับท่านอ๋องผู้เป็นดั่งปีศาจร้ายในยามสงคราม ‘เป็นไปมิได้’เขาจำได้ดี ว่าบุตรสาวคนโตนั้น พึงใจในตัวของกู้หมิงมากเพียงใด ไม่มีทางที่นางจะไปผู้สัมพันธ์กับท่านอ๋องเก้าได้ ทั้งคู่มิเคยพบเจอกันสักครั้ง แล้วไยจะเป็นท่านอ๋องเล่า ที่เป็นบิดาขอ
ทางด้านเซียวเหยา หาได้ใส่ใจกับสายตาแตกตื่นของผู้คนไม่ การที่นางให้บุตรชายใช้ม้าของตนเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าม้าของจ้าวหยาง ถูกวางยา เมื่อออกวิ่งเกินขีดจำกัดเมื่อใด ก็จะเกิดอันตรายต่อบุตรชายของนาง และนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สายลับ ของคนเหล่านั้นไม่เคยรู้มาก่อน ว่านางฝึกฝนจ้าวหยาง ด้วยม้าคู่ใจของตนเองมาโดยตลอด“ไยเจ้าดูมิห่วงใยเขาเลย”เสวี่ยจ้าน เอ่ยถามคนข้างกาย ด้วยน้ำเสียงมิใคร่พอใจเท่าใดนัก หากเกิดสิ่งมิคาดฝันขึ้น จะทำเช่นไร ‘สตรีวิปลาสผู้นี้ คิดจะอวดเบ่งไปเพื่อสิ่งใดกัน’“ท่านอ๋อง หม่อมฉันคือมารดา คือผู้ที่คลอดเขาออกมาด้วยตนเอง ย่อมรู้จักเขาดีกว่าผู้ใด ในเมื่อมีคนคิดสกปรก หม่อมฉันก็แค่ทำให้คนเหล่านั้นผิดหวัง หาได้ทำอันใดผิดไม่เพคะ”เซียวเถาตอบท่านอ๋องเก้า ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนบางครั้งชายหนุ่มเองก็รู้สึกขัดเคืองใจอยู่ไม่น้อย กับท่าทีไร้อารมณ์ของหญิงสาวข้างกาย“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เสวี่ยจ้าน ขมวดคิ้วจนเป็นปม เมื่อได้ยินในสิ่งที่เขา ไม่คิดว่าจะมีผู้ใดหาญกล้าทำเช่นนี้“ท่านอ๋องมิได้ขลาดเขลา ย่อมเข้าใจมันได้ไม่ยาก มิเห็นต้องให้หม่อมฉันอธิบายมากความเลยนะเพคะ”อ๋องหนุ่มมองไปยัง ม้าสอง
“ลูกจะมิทำอันใด หากว่าเขายังมิก้าวล้ำจนเกินไป”จ้าวหยาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า อีกทั้งรอยยิ้มละมุนยังมิจางหายจากใบหน้า เซียวเถาคลี่ยิ้มน้อย ๆ แค่มองตานางก็รับรู้ถึงสิ่งที่บุตรชายคิด การเลี้ยงดูของนางนั้น แตกต่างจากมารดาอื่นอยู่มาก แต่ทุกสิ่งที่นางได้กระทำก็เพื่อจ้าวหยางทั้งสิ้นเซียวเถา บีบไหล่บุตรชายหนัก ๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังที่นั่งของตน โดยมิได้รั้งรอเพื่อส่งจ้าวหยางขึ้นหลังม้า ซึ่งทหารของนางกำลังจูงอาชาสีดำสนิท ตรงมายังบุตรชายของนาง ทุกการกระทำนั้น ในทุกสายตาที่มองมาต่างรู้สึกสงสารจ้าวหยางยิ่งนัก ที่มารดานั้นหาได้ใส่ใจในตัวเด็กชายไม่ ซึ่งแตกต่างจากแม่ทัพกู้หมิง ที่ยังคงแนะนำการขี่ม้า เพื่อช่วงชิงธงให้แก่บุตรชายอย่างเคร่งเครียด“ไยแม่ทัพจ้าว จึงดูมิใส่ใจบุตรชายเอาเสียเลยเล่า” ฮ่องเต้ชราเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นสิ่งที่เซียวเถาแสดงออกต่อจ้าวหยาง“นางรักบุตรชายมากต่างหากเล่าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”องค์รัชทายาทแห่งเว่ยเอ่ยขึ้นบ้าง พร้อมทั้งมองไปยังจ้าวหยาง ที่กำลังทำการสำรวจความพร้อมของอาชาคู่กายของผู้เป้นมารดา“อย่างไรที่ว่ารักมาก”“ทูลฝ่าบาท หากจะทรงสังเกตจ้าวหยา
สวนดอกไม้หน้าเรือนรับรอง เสวี่ยจ้านหยุดมองไปยังร่างบาง ที่ยังอยู่ในชุดงานเลี้ยง“อะ...แฮ่ม” ชายหนุ่มแสร้งกระแอมเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว ซึ่งเขามั่นใจว่านางรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา นับตั้งแต่ก้าวผ่านประตูทางเข้าเรือนมาแล้ว“ท่านอ๋องมีเรื่องใด ให้หม่อมฉันรับใช้หรือไม่เพคะ”หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น พร้อมหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน“มิได้ ข้าเอาน้ำแกงมาให้ก็เท่านั้น พอดีข้าเห็นเจ้าดื่มหนักอยู่พอสมควร เกรงจะมิสร่างเมาในยามเช้า เลยเอามาให้”ชายหนุ่มรีบยกตะกร้าใส่น้ำแกง ที่เขาได้ให้องครักษ์สั่งห้องครัว จัดเตรียมไว้รอท่า ก่อนที่ทุกคนจะกลับจากวังหลวง“ท่านอ๋อง มิเห็นต้องลำบากมาด้วยตนเองเลยนะเพคะ”“ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย มาเถอะประเดี๋ยวจะเย็นซะก่อน”ชายหนุ่มก้าวตรงไปยังศาลาภายในสวน ก่อนจะจัดแจงนำน้ำแกงออกมาจากตะกร้า ทุกการกระทำของชายหนุ่มนั้น ดูนิ่มนวลและใส่ใจต่อสิ่งที่อยู่ในมือยิ่งนักเซียวเถาเดินตามมาเงียบ ๆ เมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นางก็มิสมควรทำลายน้ำใจนี้ลง สุราเพียงเท่านี้ไม่อาจทำให้นางเป็นอันใดได้เลย“ท่านอ๋อง ดื่มด้วยกันเถอะเพคะ น้ำแกงนี่หม่อมฉันกินคนเดียวไม่ห