แชร์

บทที่ 435

ผู้เขียน: หว่านชิงอิ๋น
เส้นโลหิตตรงหน้าผากของฟู่เฉินหวนปูดโปนขึ้นมา จากนั้นเขาก็กำหมัดแน่น

“ข้าจักเชิญแม่นางซ่งมารักษาแผลให้เจ้าเอง นางต้องรักษาเจ้าได้แน่ มอบโอสถให้ข้าก่อน!” ฟู่เฉินหวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ลั่วชิงยวนยิ้มเย็นชา “ท่านอ๋องซื้อโอสถนี้มา แน่นอนว่าย่อมต้องมอบให้ท่านอ๋องอยู่แล้ว แต่หม่อมฉันไม่มีทางมอบให้ท่านเอาไปช่วยลั่วไห่ผิงเป็นอันขาด!”

น้ำเสียงของลั่วชิงยวนเฉียบขาดและเต็มเปี่ยมไปด้วยโทสะ

ฟู่เฉินหวนรู้ว่านางชิงชังลั่วไห่ผิง เพราะการเสียชีวิตของท่านมหาราชครู

นางปรารถนาให้ลั่วไห่ผิงสิ้นชีพอยู่แล้ว ไฉนต้องยอมมอบโอสถให้ด้วยเล่า?

ถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่นางกระทำลงไป แต่กลับเอ่ยวาจาเชือดเฉือนออกมา

“แต่เขาก็ยังเป็นบิดาของเจ้า!”

ทันทีที่เอ่ยวาจาออกมา ฟู่เฉินหวนก็ถึงกับขมวดคิ้ว เพราะไม่แน่ใจว่าตนเอ่ยวาจาเหล่านั้นออกมาได้อย่างไร

ดวงตาของลั่วชิงยวนแผดเผาไปด้วยแววเกลียดชัง “เขาเป็นพ่อตาของท่านหาได้เกี่ยวอันใดกับหม่อมฉันไม่!”

แววอำมหิตวูบผ่านดวงตาของนางไป จากนั้นนางก็ทุ่มกล่องลงกับพื้น

กล่องแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลั่วชิงยวนเหยียบลงไปบนนั้นแล้วบดขยี้โสม

“ต่อให้หม่อมฉันต้อง
บทที่ถูกล็อก
อ่านต่อที่ GoodNovel
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทที่เกี่ยวข้อง

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 436

    นางอุ้มจือเฉามาถึงถนนหน้าประตูใหญ่ตำหนัก คุกเข่าลงหน้าตำหนักอ๋อง“พระชายา…” แม่นมเติ่งมองท่าทีของลั่วชิงยวนอย่างมิเข้าใจ“มิต้องสนใจข้า”ลั่วชิงยวนวางจือเฉานอนลงกับพื้น จือเฉาตื่นขึ้น “พระชายา”“หลับตาแกล้งตาย ข้ามิเรียกเจ้ามิต้องตื่น” ลั่วชิงยวนกดเสียงต่ำเอ่ยพูดจือเฉาพยักหน้า และหลับตาลงอย่างเชื่อฟังบัดนี้เป็นเวลาใกล้พลบค่ำ ผู้คนขวักไขว่มิมากนัก แต่ลั่วชิงยวนที่คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักนั้น กลับสะดุดตามากเป็นพิเศษผู้คนที่อยากรู้จะหยุดลงมองพักหนึ่งราตรีมาเยือน ผู้คนที่หน้าประตูตำหนักกลับมากขึ้นพวกเขาซุบซิบกันเสียงเบา “ผู้นั้นคือพระชายามิใช่หรือ? เหตุใดจึงคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเล่า?”“ไม่รู้สิ หรือนางถูกทำโทษ”ทุกคนต่างสงสัยเป็นอย่างมาก สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่และการกระทำนี้ของลั่วชิงยวนก็ถูกคนใช้รายงานให้กับฟู่เฉินหวน ฟู่เฉินหวนได้ยินก็รู้สึกตะลึงยิ่ง“นางคิดเล่นกระไรอีกกันแน่?”มองดูลั่วเยวี่ยอิงที่ยังคงสลบมิได้สติอยู่บนเตียง และฟังหมอกู้ที่บอกสถานการณ์ของนางมิดีนัก สีหน้าของฟู่เฉินหวนย่ำแย่เป็นอย่างมากและรู้สึกโมโหการกระทำของลั่วชิงยวนเล็กน้อยลั่วชิงยวนที่อยู่หน้

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 437

    นางใช้วิธีนี้มาบังคับเขา!ฟู่เฉินหวนหันร่างจากไปอย่างขุ่นเคือง“ท่านอ๋อง ทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?” ซูโหยวเอ่ยถามอย่างกังวลฟู่เฉินหวนรู้สึกปวดหัวอย่างยากจะทน สมองเขาราวกับกำลังจะระเบิดออก“ส่งลั่วเยวี่ยอิงกลับไป!”“นางกำลังข่มขู่ตัวข้า!”ซูโหยวรีบขานตอบ “พ่ะย่ะค่ะ!”จากนั้นลั้วเยวี่ยอิงก็ถูกยกขึ้นรถม้าทั้ง ๆ ที่ยังสลบอยู่ และส่งออกจากตำหนักในคืนนั้นทันทีมองดูรถม้าที่ห่างไกลออกไป ฟู่เฉินหวนมองไปทางลั่วชิงยวนด้วยคิ้วขมวด “เจ้ายังมิลุกอีกรึ? แสดงละครพอรึยัง?”ลั่วชิงยวนอยากจะลุก แต่เข่าของนางคุกเข่านานจนแข็งทื่อ เมื่อลุกขึ้นนางจึงเกือบจะล้มลงแต่แขนข้างหนึ่งกลับพยุงนางไว้โดยสัญชาตญาณลั่วชิงยวนชะงักเล็กน้อยฟู่เฉินหวนเองก็ชะงักเช่นกันลั่วชิงยวนรีบยืนตัวตรง และเอ่ยปากเสียงเย็น “ท่านอ๋อง หม่อมฉันมิได้แสดงละคร หม่อมฉันกำลังขอให้ท่านน้องยกโทษด้วยความจริงใจ!”“หวังว่าครั้งหน้านางอย่ามาขโมยของของหม่อมฉัน และทำร้ายคนของหม่อมฉันอีก นางอยากได้สิ่งใด หม่อมฉันย่อมให้นาง”ฟู่เฉินหวนมองนางที่พูดเหลวไหลต่อหน้าผู้คน ในใจเกิดไฟโทสะพิลึกขึ้น “งั้นหรือ? เจ้าให้จริงหรือ?”ลั่วชิงยวนยกเป็นรอยยิ

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 438

    ลั่วชิงยวนนั่งอยู่บนเตียง อยากนอนก็นอนไม่หลับ นางยิ่งไม่อยากอยู่ที่นี่จึงเลือกที่จะลุกขึ้นและแอบออกจากตำหนักคืนนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คิดว่าคงไม่มีผู้ใดมาหานางแล้วเมื่อออกจากตำหนัก นางตรงไปที่ร้านในตรอกฉางเล่อทันทีนางเดินทางด้วยทางลัดกลางดึกดื่นซ่งเชียนฉู่มาเปิดประตูให้นาง “ดึกเช่นนี้แล้ว ท่านมาได้อย่างไรกัน? มิได้กลับตำหนักแล้วหรือ?”“ตอบยากแล้ว” ลั่วชิงยวนถอนหายใจ“เช่นนั้นค่อยพูดพรุ่งนี้เช้า ไปนอนเถิด” ซ่งเชียนฉู่เห็นว่าอารมณ์นางไม่ดีนัก จึงควงแขนนางกลับห้องเปลี่ยนชุดเสร็จ ทั้งคู่เตรียมจะดับเทียนเข้านอนเวลานี้เอง ด้านนอกกลับดังเป็นเสียงเคาะประตู“ดึกเช่นนี้แล้ว ผู้ใดกัน?” ซ่งเชียนฉู่งุนงง“ข้าไปดูเอง เจ้านอนเถอะ” ลั่วชิงยวนขึ้นหน้าไปเปิดประตูด้านนอก และพบกับฟู่เฉินหวนที่กำลังนั่งดื่มเหล้าบนขั้นบันไดหินไฉนจึงเป็นเขาไปได้!ลั่วชิงยวนรีบปิดประตูทันใดผู้ใดจะรู้ฟู่เฉินหวนกลับยันประตูไว้อย่างร้อนรน จนประตูหนีบมือของเขาอย่างแรงลั่วชิงยวนตกใจ จึงรีบปล่อยมือ“ท่านอ๋อง ดึกดื่นเพียงนี้แล้วท่านจักทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ?” นางรู้สึกเสียใจที่มาเปิดประตูนี้มือของฟู่เฉินหว

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 439

    สายตาร้อนรนและเต็มไปด้วยความลนลานนั้น ลั่วชิงยวนมิเคยเห็นมาก่อนนางปัดมือของฟู่เฉินหวนทิ้ง “ท่านอ๋องเพียงแค่ชอบคนหนึ่ง และเกลียดอีกคนหนึ่งก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”“คนเราต่างมีอารมณ์และปรารถนา เราถูกควบคุมโดยสิ่งเหล่านั้น แต่ท่านอ๋องเพียงยังมิยอมรับตัวท่านที่มิแผกแยกผิดชอบชั่วดี”ฟู่เฉินหวนคิดหนัก และเอ่ยพึมพำ “ข้าชอบนางรึ?”“นางขี้อิจฉา จิตใจร้ายมิเบา มักแสร้งทำท่าอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสงสารจากตัวข้า คนเช่นนี้ คู่ควรให้ตัวข้าชอบจริงหรือ?”ได้ยินประโยคนี้ ลั่วชิงยวนตะลึงเป็นอย่างมากที่แท้เขารู้ทั้งหมด ในใจเขากระจ่างราวกับกระจกใส! แต่เขากลับเข้าข้างลั่วเยวี่ยอิงครั้งแล้วครั้งเล่า!ก่อนหน้านี้นางเคยสงสัยว่าฟู่เฉินหวนถูกควบคุมโดยวิธีบางอย่าง เพียงแต่นางไม่มีโอกาสดูให้เขาบวกกับเรื่องในจวนนอกเมือง ทำให้นางมิอยากเกี่ยวโยงกับฟู่เฉินหวนอีก ย่อมมิอยากดูให้เขาบัดนี้ได้ยินประโยคนี้ ความคิดในใจของนางสั่นคลอนเบา ๆ หากลั่วเยวี่ยอิงใช้วิธีการบางอย่างในการควบคุมฟู่เฉินหวน เช่นนั้นก็หมายความว่าเบื้องหลังลั่วเยวี่ยอิงมีผู้บงการหรือไม่?นางจะใช่พวกเดียวกับผู้เก่งกาจตระกูลเหยียนหรือไม่?และหม

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 440

    สายตาของฟู่เฉินหวนยังคงเอ่อไปด้วยหยาดน้ำ ราวกับครั้งแรกที่เจอบนตัวฟู่เฉินหวนมีกลิ่นอายมังกรคุ้มครอง คงมิตายเพราะลั่วเยวี่ยอิงในเร็ว ๆ นี้แต่เมื่อกลิ่นอายนี้หมดไป บางทีอาจเป็นยามสิ้นชีวาของเขานางเงยหน้ามองนภาราตรี หัวใจหนักอึ้งมากเป็นพิเศษเดิมทีนางมิอยากเกี่ยวโยงใด ๆ กับฟู่เฉินหวน แต่ชะตามักชอบเล่นตลก นางและฟู่เฉินหวนคอยพัวพันกันไม่หยุด นางเองก็มิรู้ว่าสวรรค์หมายความว่าอย่างไรกันแน่ฟู่เฉินหวนนั่งอยู่ใต้ชายคา ดื่มเหล้าทั้งคืนบางครั้งเขาพูดเหมือนคนเมา แต่บางครั้งก็ดูจะสติครบครันลั่วชิงยวนไม่พูดต่อ เพียงแค่นั่งอยู่นิ่ง ๆ นางนั่งในเรือนเป็นเพื่อนเขาทั้งคืนวันต่อมา ฟ้ายังมิทันสว่าง ฟู่เฉินหวนก็จากไปลั่วชิงยวนพิงเสาหลับไปทั้งคืนซ่งเชียนฉู่ตื่นมาเจอนาง ลั่วชิงยวนจึงตื่นมาซ่งเชียนฉู่เห็นอาภรณ์ที่คลุมอยู่บนร่างของลั่วชิงยวน อาภรณ์ฟู่เฉินหวน“นี่มัน… ท่านอ๋องเสด็จมาหรือ?”“อาภรณ์ของพระองค์อยู่บนร่างท่าน เช่นนั้นเมื่อคืนพระองค์อยู่อย่างไรกัน? ราตรีหนาวเย็นเช่นนั้น” ซ่งเชียนฉู่ฉงนเป็นอย่างมากลั่วชิงยวนมองเสื้อบนร่างแล้วก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเช่นกัน“เห้อ พวกท่านนี่คู่ปรับกันเ

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 441

    ด้านข้างมีเสียงของลิ่นฝูเสวี่ยส่งมา “แน่นอนว่าต้องเป็นชื่อของข้าสิ ท่านเซียนน้อย!”ลั่วชิงยวนไตร่ตรองครู่หนึ่งและเอ่ย “ฝูเสวี่ย”ได้ยินดังนี้ แม่เล้าปี้พรึมพรำกับตนเอง “ฝูเสวี่ย ช่างไพเราะเสียจริง!”แม้จะคุ้นหูไปนิด แต่แม่เล้าปี้คิดมิออกในคราแรก“แม่นางฝูเสวี่ยเปลี่ยนอาภรณ์ไปก่อน ข้าจักไปแจ้งด้านนอก ให้เจ้าขึ้นเวทีแสดงหลังครึ่งชั่วยามผ่านไป ดีหรือไม่?”ลั่วชิงยวนพยักหน้า “ได้”“ท่านเซียนน้อย ไฉนท่านตัดแซ่ของข้าทิ้งเล่า!” ลิ่นฝูเสวี่ยมิพอใจแม่เล้าปี้ออกจากห้องไปแล้วลั่วชิงยวนจึงเอ่ยปาก “นามลิ่นฝูเสวี่ยนั้นโอ่อ่าเกินไป ข้ามิอยากให้ถูกผู้อื่นคิดว่าถูกผีเข้าสิง”ลิ่นฝูเสวี่ยได้ยินก็พลันหัวเราะขึ้นอย่างได้ใจ “เช่นนั้นก็ถูก นามของข้านั้นโอ่อ่าจริง ๆ แล”“สมัยนั้น ทั้งเมืองหลวงมีผู้ใดบ้างที่มิรู้นามขานข้า”“เพียงแต่ เรื่องถูกผีเข้าสิง ผ่านไปพักหนึ่งอย่างไรก็ต้องมีคนสงสัยแน่!”“เพราะใต้หล้านี้ นอกจากข้าลิ่นฝูเสวี่ยแล้ว ยังมีผู้ใดที่ร่ายรำได้งามชดช้อยเท่าข้าได้เป็นคนที่สองอีกหรือ?”ลั่วชิงยวนเอ่ยปากอย่างอดไม่ได้ “ถ่อมตัวหน่อยเถอะ”“ชุดนี้! ชุดสีขาวนี้งามนัก!” น้ำเสียงของลิ่นฝูเสวี

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 442

    เล็บของหลีเถาจิกจนไม้ขาด ในใจนางตะลึงยิ่งรำเทพเหมันต์หรือ?นางได้ยินว่า เหมือนจะเป็นการร่ายรำที่ลิ่นฝูเสวี่ยออกแบบเอง…ผู้ที่เติบโตในหอนางโลมต้องใช้ความสามารถในการหากิน พวกนางน่าจะต่างรู้จักรำเทพเหมันต์ของลิ่นฝูเสวี่ยแต่ลิ่นฝูเสวี่ยตายไวเกินไป รำเทพเหมันต์ยังมิทันสืบทอดให้ผู้ใดก็หายไปจากใต้หล้านี้เสียก่อนแล้วกระทั่งอาจารย์ของนาง ยังเรียนรู้ไปเพียงครึ่งหนึ่ง และถูกอาจารย์ของนางมองเป็นสิ่งล้ำค่า จนมิเคยนำมาแสดงต่อหน้าผู้อื่นมาก่อนแต่แม่นางที่ชื่อฝูเสวี่ย กลับบอกว่าที่นางร่ายรำคือรำเทพเหมันต์!เป็นไปได้อย่างไร!ผู้คนด้านล่างซุบซิบกันขึ้นมา“ข้าเคยได้ยินรำเทพเหมันต์มาก่อน รำเอกลักษณ์ของหอสมุทรมรกตในอดีต!”“ได้ยินว่าลิ่นฝูเสวี่ยเป็นผู้ออกแบบท่ารำเอง! นามของแม่นางฝูเสวี่ยเหมือนลิ่นฝูเสวี่ยพอดี หรือว่านางเป็นศิษย์ลิ่นฝูเสวี่ย?”พวกเขาพูดถึงคำว่าลิ่นฝูเสวี่ยอีกครั้งบัดนี้ลิ่นฝูเสวี่ยยิ้มออกมาอย่างพออกพอใจใต้หล้านี้ยังมีคนจดจำนางได้ลั่วชิงยวนเห็นสถานการณ์เช่นนี้จึงรีบจากไป เพราะนางกลัวจะถูกล้อมแต่ทันทีที่นางไป คนด้านล่างก็ต่างตะโกนกันขึ้นมา “อีกเพลงหนึ่ง! อีกเพลงหนึ่ง!”

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 443

    แต่เมื่อตกเย็น แขกในหอกลับหายไปเกินครึ่งผู้ที่จะมาดูการร่ายรำในหอนางโลม ต่างมาเพราะความอยากรู้หากไร้สิ่งใหม่ให้พวกเขาดู ให้พวกเขาตะลึง เมื่อความอยากรู้นี้ผ่านไป พวกเขาก็มิอยู่ต่อแล้ว……ยามเช้าตรู่ ลั่วเยวี่ยอิงตื่นมาพบว่าตนอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดี นางตกตะลึงยิ่ง จึงรีบเก็บของจะกลับตำหนักแต่วันนี้เมื่อมาถึงถนนหน้าตำหนัก ชาวบ้านกลับซุบซิบนินทานาง“ดูสิ นี่มันท่านนั้นในตำหนักอ๋องมิใช่หรือ ยังจะมาอย่างหน้าไม่อายอีก”“ใช่ ๆ เป็นสาวเป็นนาง กลับวิ่งไปบ้านผู้ชายทุกวัน มิรู้จักอับอาย”ป้าสองคนที่เดินผ่านนินทานางคำพูดพวกนางตกสู่หูของลั่วเยวี่ยอิงอย่างชัดเจน หน้าของนางแดงก่ำขึ้นมาทันทีนางรู้สึกอับอายยากจะทน“นางมีหน้ามาได้อย่างไรอีก?”“บุตรีอนุกลับรังแกถึงหัวบุตรีเอก น่าเกลียดเสียจริง”“อุตส่าห์มีรูปโฉมงดงาม แต่กลับไร้ยางอายเสียได้”คำพูดเหล่านี้ที่ตกถึงหูลั่วชิงยวน ราวกับมีดแหลมคมที่ทิ่มแทงลงในร่างของนางทีละเล่ม จนนางเลือดไหลท่วมร่างหน้าไม่อายมิรู้จักอับอายไร้ยางอายศัพท์เหล่านี้ เคยเอาไว้ด่าลั่วชิงยวนมิใช่หรือ?นางฟังมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่เป็นครั้งแรกที่ศัพท์เหล่าน

บทล่าสุด

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1296

    จั๋วฉ่างตงเดินออกมาจากห้องนัยน์ตาของลั่วชิงยวนฉายแววมุ่งสังหาร “ที่แท้เจ้าก็มิใช่เต่าหดหัวในกระดองนี่”จั๋วฉ่างตงจ้องมองนางด้วยสีหน้าดุดัน แล้วเดินลงมาอย่างช้า ๆ “ลั่วชิงยวน ข้าขอเตือนให้เจ้าสำรวมตนเสียบ้าง!”กล่าวพลางกวาดสายตามองไปยังคนที่นอนกองอยู่บนพื้น แล้วตวาดเสียงดัง “ปล่อยพวกเขา!”ลั่วชิงยวนบุกเข้ามาทำร้ายคนถึงเรือนของนาง นี่มิใช่การตบหน้านางต่อหน้าธารกำนัลหรอกหรือ!แม้จะพ่ายแพ้ให้แก่ลั่วชิงยวนที่หอรักษ์ดารา แต่ก็มิได้หมายความว่านางจะต้องหวาดกลัวลั่วชิงยวน!ลั่วชิงยวนเตะไปที่คนเหล่านั้น แล้วยอมปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระคนเหล่านั้นกลิ้งตัวลงบนพื้นทีละคนก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน หมายจะหลบไปอยู่ด้านหลังจั๋วฉ่างตงทว่าในเวลานี้เอง ริมฝีปากของลั่วชิงยวนก็ยกยิ้มเย็นเยียบ กระโจนเข้าหาจั๋วฉ่างตงอย่างรวดเร็วแล้วใช้มือคว้าจับที่คอเสื้อของนางจั๋วฉ่างตงขัดขืนโดยสัญชาตญาณ แต่นางได้รับบาดเจ็บ จะเป็นสู้ลั่วชิงยวนได้อย่างไรทันใดนั้นก็ถูกลั่วชิงยวนเหวี่ยงลงกับพื้น แล้วตบหน้าอย่างแรงจนผมเผ้าของจั๋วฉ่างตงยุ่งเหยิงขณะที่ตั้งตัวมิทันเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้านั้นหนักแน่น เสียงดังสนั

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1295

    “ดังนั้น...”“เรื่องเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งหรือสองครั้ง”“นักบวชระดับสูงไว้วางใจนาง ข้าก็ทำได้เพียงทนรับมือ เมื่อก่อนยังพอขัดขืนได้บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็เลิกขัดขืนเพราะเสียแรงเปล่า”น้ำเสียงของอวี๋โหรวราบเรียบ ทว่าลั่วชิงยวนได้ฟังแล้วกลับรู้สึกหดหู่ใจ“เป็นเช่นนี้มานานแล้วหรือ? กี่ปีแล้ว?”หรือว่าในตอนที่นางยังอยู่ อวี๋โหรวต้องทนทุกข์ทรมานกับเรื่องเหล่านี้?อวี๋โหรวกลับส่ายหน้า “ข้าก็จำมิได้แล้วว่ากี่ปี”“อาจารย์ของข้าจากไปเสียนานแล้ว ไม่มีผู้ใดคอยช่วยเหลือข้า”“ดังนั้นข้าจึงต้องใช้บัวถวายรักษาอาการบาดเจ็บมาตลอด เพียงแต่ช่วงนี้หาซื้อมิได้แล้ว ข้าจึงเหลือเพียงดอกสุดท้าย”เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกปวดร้าวใจหลายปีมานี้ นางมิเคยสังเกตเห็นความทุกข์ทรมานของอวี๋โหรวเลยเพราะอวี๋โหรวมิเคยปริปากบอกผู้ใด ในสถานที่ที่คนอ่อนแอต้องพ่ายแพ้แก่ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ ดูเหมือนนางจะรู้ดีว่าบอกผู้ใดไปก็ไร้ประโยชน์หลายปีมานี้นางอดทนมาได้อย่างไรก็มิอาจรู้ได้“จั๋วฉ่างตงบาดเจ็บอยู่แท้ ๆ ยังอุตส่าห์มาหาเรื่องเจ้าอีก ข้าว่านางคงเบื่อหน่ายการมีชีวิตเต็มทีแล้ว”แววตาของลั่

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1294

    ชายหลายคนก้าวเข้ามารุมทำร้ายอวี๋โหรวในทันทีจั๋วฉ่างตงเปิดกล่องใบหนึ่งออก หมอกดำทมิฬพลันลอยออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้ายังกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของลั่วชิงยวนอีก เห็นทีจะยังมีเรี่ยวแรงอยู่ ข้าคงทรมานเจ้ายังมิพอ”“วันนี้เจ้าจงลิ้มรสภูตผีร้ายแห่งหุบเขาฝังศพให้สาสม”จั๋วฉ่างตงใช้ยันต์แผ่นหนึ่งควบคุมหมอกดำทมิฬให้รวมตัวกันกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าโจมตีอวี๋โหรวอย่างรุนแรงอวี๋โหรวกำลังต้านทานการโจมตีของบุรุษเหล่านั้นอยู่ในชั่วขณะต่อมา หมอกดำทมิฬก็พุ่งเข้าใส่ กระแทกเข้าที่ท้องของนางราวกับจะฉีกร่างนางออกเป็นชิ้น ๆ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดเข้าจู่โจมหมอกดำทมิฬนั้นทะลุผ่านร่างของนางไปอวี๋โหรวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง เจ็บปวดจนร่างกายสั่นเทา มิอาจลุกขึ้นได้บุรุษเหล่านั้นจับแขนของนางแล้วกระชากให้นางลุกขึ้นหมอกดำทมิฬนั้นพุ่งเข้ากระแทกท้องของนางอีกครั้ง แล้วทะลุผ่านไปอย่างรุนแรงอวัยวะภายในสั่นสะท้านก่อให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง ทำให้อวี๋โหรวสั่นไปทั้งร่าง เจ็บปวดจนริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดนางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ได้เลยเป็นเช่นนี้ซ้

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1293

    นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมิพอใจนางเป็นถึงองค์หญิง ความรักของนางนั้นสูงส่งยิ่งนัก เฉินชีควรจะคุกเข่ารับมันไว้ แต่น่าเสียดายที่เขาปฏิเสธนางอย่างเย็นชา! มิหนำซ้ำยังทำให้นางอับอายขายหน้าอีกด้วย!นางมิพอใจและมิเต็มใจอย่างยิ่งเฉินชียิ่งเป็นแบบนี้ นางก็ยิ่งอยากเอาชนะเขาให้ได้!เฉินชีมองนางด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจแต่เขาก็ยังคงแย่งกระบี่ในมือเกาเหมียวเหมี่ยวมา แล้วกดศีรษะของนางลง ก่อนจะจุมพิตลงบนริมฝีปากของนางอย่างมิลังเลหัวใจของเกาเหมียวเหมี่ยวเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมาจากอกของนางจูบของเฉินชีนั้นเร่าร้อนและรุนแรงอย่างมิอาจต้านทานได้เกาเหมียวเหมี่ยวถูกจูบจนหมดแรง แทบจะทรุดตัวลงแต่ในขณะที่นางคิดว่าเฉินชีจะทำอะไรต่อไป เฉินชีกลับผลักนางออกอย่างแรงไร้ซึ่งความปรานีก่อนเดินจากไปอย่างสง่างามโดยมิแม้แต่จะหันมามองนางด้วยซ้ำเกาเหมียวเหมี่ยวล้มลงนั่งกับพื้นพลางมองแผ่นหลังของเฉินชีด้วยความตกตะลึงเสียงเย็นชาของเฉินชีดังขึ้นว่า “สิ่งที่ท่านให้ข้าทำ ข้าทำแล้ว เรื่องนี้จบแค่นี้”“หากท่านยังคงใช้เรื่องนี้มาขู่ข้าอีก ข้าจะมิเกรงใจท่านแน่”เฉินชีเดิ

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1292

    ลั่วชิงยวนมองอวี๋โหรวด้วยความประหลาดใจ อวี๋โหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คราวก่อนเจ้ามิได้ถามข้าหรอกหรือว่ามีสิ่งนี้หรือไม่ นี่เป็นดอกสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่”“คราวนี้เจ้าถูกฮองเฮาทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ข้าคิดว่าเจ้าย่อมต้องการสิ่งนี้เป็นแน่ จึงได้นำมาให้”ลั่วชิงยวนได้ฟังก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก นางมิคาดคิดว่าอวี๋โหรวจะมอบสิ่งนี้แก่นางด้วยว่ายามนี้ ต่อให้หาทั่วทั้งเมืองหลวงก็หาสิ่งนี้มิได้แล้ว“ขอบคุณ” ลั่วชิงยวนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจยามนี้นางต้องการสิ่งนี้ยิ่งนัก“มิต้องเกรงใจ” อวี๋โหรวแย้มยิ้มจากนั้นทั้งสองก็เข้าวังไปด้วยกัน กลับไปยังที่พำนักของสำนักนักบวชของพวกนางการใช้บัวถวายนั้นจำต้องใช้สมุนไพรอื่นร่วมด้วย อวี๋โหรวจึงไปยังคลังโอสถเพื่อนำสมุนไพรมามากมายลั่วชิงยวนจึงก่อไฟต้มยาในลานหลังจากกินยาเข้าไป ลั่วชิงยวนก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างสิ่งนี้มีสรรพคุณหลักในการรักษาบาดแผลภายในและฟื้นฟูลมปราณ แต่เมื่อบาดแผลภายในหายดีแล้วย่อมส่งผลดีต่อบาดแผลภายนอกด้วยเช่นกันอวี๋โหรวเห็นว่าหลังจากนางกินยาแล้วสีหน้าของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ดูเหมือนว่ายานี้จะได้ผลดีกับเจ้าย

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1291

    นางจ้องมองไปยังเฉินชีพลางเอ่ยว่า “โอสถนี้ก็แค่บำรุงรักษาร่างกายทั่วไป มิได้มีผลอะไรต่อข้าในยามนี้”เฉินชีกลับกล่าวตอบ “ร่างกายของเจ้าในยามนี้มิอาจกินยาแรงได้ ตำรับยานี้สามารถรักษาบาดแผลภายนอกของเจ้าได้”ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมุ่นมองเขา “แต่ยามนี้ข้าต้องการโอสถรักษาบาดแผลภายใน”“โอสถของเจ้าเพียงรักษาที่ปลายเหตุ มิได้รักษาที่ต้นเหตุ!” เฉินชียังคงยืนกรานในความคิดของตน “วางใจเถิดอาเหลา โอสถที่ข้าให้เจ้ากินนั้นย่อมเหมาะสมแก่เจ้าที่สุด”“เจ้าพักผ่อนให้ดี ข้ายังต้องเข้าวังไปอีกครั้ง”“เรื่องของเกาเหมียวเหมี่ยวยังมิได้สะสาง”“เจ้าพักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเจ้าหรอก”กล่าวจบ เฉินชีก็จากไปอีกทั้งยังจัดแจงให้คนมาส่งโอสถแก่ลั่วชิงยวนด้วยลั่วชิงยวนพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนของเฉินชีสองวันแล้ว ทุกวันจะมีนางรับใช้มาเปลี่ยนผ้าพันแผลและเสื้อผ้าให้ตรงเวลาโอสถที่นำมาให้ก็ล้วนเป็นไปตามตำรับของเฉินชีทว่าลั่วชิงยวนรู้ซึ้งถึงอาการของตนดีว่า ร่างกายของตนนั้นจำต้องได้รับการรักษาด้วยโอสถใดตำรับยาของเฉินชีนั้นเป็นเพียงยาบำรุงร่างกายและให้สารอาหารแก่ร่างกายนี้ แต่การบำรุงเพียงอย่างเดีย

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1290

    ขณะพูด เฉินชีก็รีบหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งออกมา พลางเทโอสถลูกกลอนหนึ่งเม็ดส่งให้ลั่วชิงยวนกินมันสามารถปกป้องหัวใจของนางได้รถม้าโคลงเคลงไปตลอดทาง เร่งมุ่งหน้าไปยังจวนของเฉินซีอย่างรวดเร็วหลานจีได้ยินเสียงจึงเดินมาที่ลาน นางสงสัยมากว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องรีบร้อนออกไปอย่างกะทันหันทว่านางกลับเห็นเฉินชีลงจากรถม้าพร้อมกับอุ้มลั่วชิงยวนที่ได้รับบาดเจ็บ“ท่านแม่ทัพ… นางคือ...” หลานจีรีบสาวเท้าเข้ามาแต่นางกลับถูกเฉินชีผลักออกไปอย่างไร้ความเมตตา “อย่ามาขวางข้า!”หลานจีต้องถอยหลังไปสองก้าวถึงจะทรงตัวไว้ได้เมื่อได้สติ เฉินชีก็เดินไปไกลพร้อมกับสตรีในอ้อมแขนแล้วหลานจีตกตะลึงเหตุใดท่านแม่ทัพถึงต้องเป็นห่วงสตรีนางนั้นถึงเพียงนี้?นางเป็นใครกัน?หลานจีเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างกะทันหันนางตามไปดูด้วยความมิพอใจเฉินชีอุ้มลั่วชิงยวนเข้ามาที่ห้องของตน เขาวางนางลงบนเตียงแล้วเรียกนางรับใช้มาเปลี่ยนอาภรณ์ให้ลั่วชิงยวนนางรับใช้พากันสาละวนเข้า ๆ ออก ๆ เรือนกันยกใหญ่ยามนี้หลั่วชิงยวนหลับไปแล้วจากนั้นเฉินชีก็ออกจากห้องไป และมิรู้ว่าเขาไปที่ใดหลังจากที่นางรับใช้เปลี่ยนอา

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1289

    "ตอนนี้มิว่าท่านจะตรัสอะไรไปก็ไร้ประโยชน์”“ไม่มีใครสนใจหรอกเพคะ”ทันทีที่พูดคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าของฉินอี้และฮองเฮาเกาก็เปลี่ยนไปฮองเฮาเกาจ้องนางด้วยสายตาดุร้ายนางยิ้มเยาะ “ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากแล้วรึ? อย่าลืมที่ข้าพูดไว้สิว่า หากเจ้าพูดข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย!”จากนั้นนางก็ส่งสายตาเป็นนัยให้องครักษ์องครักษ์สองคนก้าวไปข้างหน้า คนหนึ่งจับไหล่ของลั่วชิงยวน อีกคนหยิบมีดขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมลงมือฉินอี้ตกใจและครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรดีลั่วชิงยวนยังมิยอมแพ้ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง “องค์ชายใหญ่ทรงเคยคิดหรือไม่เพคะว่าเหตุใดวรยุทธ์ของท่านถึงหยุดนิ่งมิพัฒนาไปไหน?”“เหตุใดถึงเรียนรู้ได้ช้า แม้จะทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมิสามารถเรียนรู้ได้เท่ากับที่คนอื่นทำได้”“นั่นมีเหตุผลอยู่เพคะ”“ที่จริงแล้ว ทั้งหมดมิใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ธรรมดาเพคะ”“แต่มีพิษชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า…”เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น ฉินอี้ก็ตกใจเป็นอย่างมากฮองเฮาเการีบกระชับเสื้อของนางด้วยความกังวล สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและขณะที่ลั่วชิงยวนกำลังจะพูดออกมาน

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1288

    ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้หลุดออกมาร่างกายของฟู่เฉินหวนก็แข็งทื่อดวงตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความคาดหวังอันร้อนแรงตั้งแต่เล็กจนโต แม้เขาจะเป็นองค์ชาย แต่ก็มีเพียงมิกี่คนที่ให้ความเคารพเขาแม้กระทั่งน้องสาวของเขาเองก็มักจะลงมือทำร้ายเขาบ่อย ๆ โดยมิไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อยส่วนคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคืออ๋องผู้เป็นเทพสงครามเทพแห่งแคว้นเทียนเชวียและผู้สำเร็จราชการผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าเขาจึงตั้งตารอที่จะได้เห็นฟู่เฉินหวนคุกเข่าด้วยความเคารพฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จริงเขาสามารถเจรจากับฉินอี้ได้ และมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายที่เขาสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ทว่าการเจรจาต้องอาศัยยุทธวิธีและที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องมีจิตใจที่สงบมั่นคงแต่ในเวลานี้ ฟู่เฉินหวนมิสามารถทำเช่นนั้นได้เขาแทบจะรอมิไหวแล้วดวงตาของเขาขรึมลง พลางยกเสื้อคลุมขึ้นและคุกเข่าลงเสียงดังตึงเมื่อเข่ากระทบพื้นนั้นเจือไปด้วยความอึดอัดกลัดกลุ้ม แต่เป็นเสียงที่ฉินอี้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูเป็นอย่างยิ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เขาพอใจอย่างถึงที่สุดนี่เป็นความรู้สึกที่เขาพยายามเสาะหามาตลอดหลายปีแต่ก็มิเคยได้มันมาโดยเฉพา

สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status