บางครั้งพูดถึงท่านอัตรเสนาบดี อีกฝ่ายก็จะคุยกับนางสักประโยคสองประโยคอย่างสนใจ“ท่านอัครเสนาบดีลั่วหรือ ปัญหาที่เขาสร้างมิน้อยแต่นิด กระทั่งเจ้ายังคลี่คลายมิได้ หลายวันมานี้เขาเข้าประชุมด้วยสภาพอ่อนล้า กระทั่งจักรพรรดิยังให้เขาพักรักษาตัว”“พวกเขาบอกว่าเป็นเพราะการตายของมหาราชครูลั่ว แต่ข้าว่าเป็นเพราะฮูหยินของเขากลับมาเสียมากกว่า”ใต้เท้าหวังกินถั่วลิสงไป ไขว้ขาและเอ่ยพูดอย่างช้า ๆ ไปลั่วชิงยวนได้ยินจึงตะลึง “ฮูหยินท่านนั้นของเขา? มิทราบว่าท่านใดกันหรือ?”ใต้เท้าหวังเห็นว่านางสนใจ จึงยันศอกและเข้าใกล้ พร้อมพูดอย่างลึกลับ “เจ้าคงยังมิรู้สินะ ก่อนหน้านี้เขาได้แต่งภรรยาคนหนึ่งที่งดงามดุจนางฟ้า”“หลังเกิดเรื่องเหล่านั้นในวัง ฮูหยินท่านนั้นของเขาก็ตายอย่างปริศนา”“ได้ยินว่าป่วยตาย แต่ข้าคิดว่ามิใช่” ใต้เท้าหวังพูดพร้อมส่ายหน้าอย่างเสียดายหัวใจของลั่วชิงยวนบีบรัดใช่แม่ของลั่วชิงยวนหรือไม่?“เช่นนั้นใต้เท้าหวังคิดว่าตายอย่างไร? เรื่องนี้มีจุดน่าสงสัยใดกัน?” ลั่วชิงยวนพยายามถามอย่างสงบใต้เท้าหวังขมวดคิ้วไตร่ตรอง และเอ่ย “ด้านนอกลือกันว่าเป็นเพราะการทะเลาะกันของภรรยาและอนุภรรยา เ
สัมผัสนักบวชหญิงแต่ละสมัยหากทำนายไม่ผิด เจ้าของปิ่นบุหงาชาดนี้เป็นอาจารย์ของนางจริง ๆ !นักบวชหญิงรุ่นที่แล้ว ลั่วอิง!นางจริง ๆ ! เป็นนางจริง ๆ !เหตุใดอาจารย์จึงแต่งงานกับลั่วไห่ผิง? เหตุใดท่านจึงให้กำเนิดลูกสาวเพื่อเขา? และเหตุใดท่านจึงตาย?ด้วยความสามารถของอาจารย์ ไม่มีทางสู้ไม่ไหวกระทั่งอนุภรรยาคนหนึ่ง และตายในมืออนุภรรยา!ลั่วไห่ผิงทำลายของทุกอย่างที่แม่นางทิ้งเอาไว้ก่อนตายจนสิ้น เขากลัวอะไรอยู่กันแน่?”ถุงหอมนั่น น่าจะเป็นของลับที่แม่นางทิ้งให้แม่นมซ่อนไว้ แต่กล่องในถุงหอมกลับเป็นสัญลักษณ์สุริยันจันทรา ซึ่งเปิดมิได้ง่าย ๆ นางถือไว้ก็ไม่มีอาการใดมิเหมือนปิ่นบุหงาชาดนี้ เพียงแค่กำไว้ในมือก็สามารถรู้สึกถึงพลัง ในสมองฉายภาพบางอย่างผ่านต่อเนื่องนางกลับร้านด้วยความเร็วสูงสุดหยิบเข็มทิศออกมา หายใจเข้าลึก ๆ และหลับตาลงภาพที่นางเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นนั่นเป็นงานเลี้ยงชมบุปผาหนึ่ง ครึกครื้นยิ่ง กลางสวนดอกไม้มีนางรำระบำฟ้อนได้ยินเพียงคนข้าง ๆ เอ่ย “นางรำอันดับหนึ่งของหอสมุทรมรกตงดงามอย่างหาเปรียบมิได้ดั่งคำร่ำลือแท้!”นางเห็นนางรำผู้นั้นมองมาบ่อยครั้ง เพราะความดื่มด่ำ ทุ
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบยี่สิบปีแล้วกระมัง ล่มไปเสียนานแล้ว”ได้ยินดังนี้ หัวใจของลั่วชิงยวนหนักอึ้งหอสมุทรมรกตล่มแล้วหรือ?เช่นนั้นข้อมูลเส้นนี้ของนาง ก็ขาดแล้วน่ะสิ“เช่นนั้นเถ้าแก่รู้หรือไม่ว่านี่คือคฤหาสน์ของผู้ใด” ลั่วชิงยวนยังคงอยากสืบเรื่องเกี่ยวกับหอสมุทรมรกตต่อเถ้าแก่นอนพิงบนเก้าอี้ไม่ค่อยอยากลุกนัก และเอ่ยพูดช้า ๆ “เจ้าของคฤหาสน์มิได้อยู่ที่นี่เหตุใดรึ? เจ้าอยากได้คฤหาสน์นี้รึ? ซื้อหรือไม่? สองร้อยตำลึงเท่านั้น”สองร้อยตำลึงซื้อคฤหาสน์หรือ?นางหันไปมองทีหนึ่ง จากนั้นรับปากตอบรับ “ซื้อ!”เถ้าแก่ตะลึง ทั้งคนเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรงในทันที เขานั่งตัวตรง “เจ้าจักซื้อจริงหรือ?”ลั่วชิงยวนยื่นเงินสองร้อยตำลึงให้ทันทีเถ้าแก่รับเงิน และรีบไปเอาโฉนดมายื่นให้นาง “แม่นางช่างเป็นคนเด็ดขาดเสียจริง! เช่นนั้นค้าขายสำเร็จ ห้ามถอนคำพูดเด็ดขาด!”เห็นท่าทีเถ้าแก่ ลั่วชิงยวนก็รู้ได้เลยว่าคฤหาสน์นี้ต้องมีปัญหาอะไรแน่ ขายถูกเช่นนี้ หนำซ้ำยังกลัวนางถอนคำพูดอีกนางยิ้มและเอ่ยถาม “ข้าขอเจอเจ้าของเก่าคฤหาสน์นี้ได้หรือไม่?”เถ้าแก่เอ่ย “เรื่องนี้ข้ามิรู้จริง ๆ น่าจะย้ายออกไปตั้งแต่ครึ่งปีที
หน้าคฤหาสน์จุดโคมไว้ ทั้งคฤหาสน์ดูสะอาดและอลังเป็นอย่างมาก“ไปสิ ท่านเหม่อหาปะไรเล่า?” ซ่งเชียนฉู่มิรับรู้ถึงความผิดปกติ นางดึงลั่วชิงยวนขึ้นหน้าลั่วชิงยวนมิได้เอ่ยอันใด นางจะดูว่าในคฤหาสน์นี้มีสิ่งใดกันแน่ ทำให้ขายออกไปได้ด้วยเงินเพียงสองร้อยตำลึงทั้งคู่ผลักประตูคฤหาสน์ออกในคฤหาสน์สว่างไสว พื้นดินสะอาดสะอ้าน โคมใต้ชายคาเจิดจ้าเป็นพิเศษพืชพันธุ์นานาเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา“ข้าคิดว่าท่านเสียเงินสองร้อยตำลึงซื้อคฤหาสน์เก่ากึ้กกลับมา มิคิดว่าดีเช่นนี้! ไม่เลวเลยหนา!”“ในเมืองหลวง คฤหาสน์เช่นนี้คงต้องขายราคาเป็นพันตำลึงแน่!”ซ่งเชียนฉู่พูดไป พร้อมเดินไปทางเรือนใน“เช่นนั้นคฤหาสน์นี้จึงมีปัญหาไงเล่า เจ้าเดินช้าหน่อย” ลั่งชิงยวนตะโกนตามหลังนางจู่ ๆ กลับพบว่าซ่งเชียนฉู่มิตอบนางแล้วนางเดินเข้าไปในเรือนราวกับถูกสะกดลั่วชิงยวนรีบขึ้นหน้าไปดึงนางไว้ กลับพบว่าซ่งเชียนฉู่จดจ้องภายในเรือนอย่างหลงใหล นัยน์ตาเต็มไปด้วยแสงจากโคมบุปผาที่เจิดจรัสคนทั้งคนราวกับต้องมนตร์ลั่วชิงยวนเองก็จดจ้องไปที่กลางคฤหาสน์ข้างหูค่อย ๆ มีเสียงร้องเพลงส่งมากลางเรือนตั้งเวทีทรงกลมไว้ ใต้เวทีมีเก้าอี้
เมื่อคนที่อยู่บนเวทีโดนบังคับให้หยุดร่ายระบำ ใบหน้ายิ้มแย้มของพวกเขากลับเย็นชาขึ้นทีละนิด ๆ สายตาไม่เป็นมิตรเผยให้เห็นแววขุ่นเคืองอยู่บ้าง เมื่อลั่วชิงยวนวิ่งมาถึง นางก็อดมิได้ที่จะเหลียวกลับไปมอง แต่บนเวทีกลับว่างเปล่า! ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่ามือที่กอดแขนนางไว้กลับเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ชวนให้หนาวเหน็บจนรู้สึกเจ็บปวด นางจึงหันกลับไปทันที ในสายตาของนาง มือที่กอดแขนของนางเอาไว้ช่างซีดขาวไร้สีเลือด อาภรณ์ขาวผืนหนึ่งปลิวสะบัดท่ามกลางสายลมแล้วล่องลอยอยู่ตรงหน้านาง “คุณชาย ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ? ไยจึงไม่ฟังข้าร้องเพลงให้จบเสียก่อนเล่า?” น้ำเสียงอ่อนโยนค่อย ๆ ดังขึ้น ลมหายใจที่พ่นออกมากลับเต็มไปด้วยไอเยียบเย็น เมื่อลั่วชิงยวนเงยหน้าขึ้นก็เห็นสตรีใบหน้าซีดขาวค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาทีละนิด ๆ ริมฝีปากของนางแดงฉานมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทั้ง ๆ ที่นางกำลังแย้มยิ้ม กลับมีโลหิตไหลทะลักออกมาจากมุมปากอย่างน่าประหลาด ผิวซีดขาวที่ปะปนไปด้วยโลหิตข้นเหนียวหย่อมหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาด้วย ดวงตาของนางหดเหลือเพียงตาขาวเท่านั้น เมื่อมีลมกระโชกแรงหอบหนึ่ง ก็ราวกับจะแหลกสลายลงได้ทุกเมื่อ ลั่วชิงยวนสีหน้าสงบนิ่งพลา
”หลังจากมอบเรือนหลังนั้นให้เถ้าแก่ร้านข้าง ๆ เอาไปขายก็ย้ายออกไปวันนั้นเลย ไม่มีความเคลื่อนไหวหน้าเรือนหลังนั้นเลย ตอนเย็นถึงได้มีคนเข้าไปตรวจสอบดู” “ตอนที่ข้าเข้าไปยามค่ำคืน ทั้งตระกูลก็จมอยู่ใต้ถังน้ำแล้ว” เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็จิตใจสั่นสะท้าน นางจำได้ว่าคราที่ลิ่นฝูเสวี่ยพูดจา ลมหายใจของนางกลับแผ่กลิ่นอายเยียบเย็น ตอนนี้พบศพของทั้งตระกูลอยู่ในน้ำก็บ่งบอกได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน “ท่านลุง ท่านทราบรายละเอียดหรือไม่?” ลั่วชิงยวนถาม ท่านลุงยกกาน้ำชาขึ้นมารินชาร้อนสองถ้วย จากนั้นก็ค่อย ๆ เอ่ยขึ้นมาว่า “เจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นเป็นพ่อค้าวาณิชย์จากนอกเมือง เดิมทีซื้อคฤหาสน์หลังนี้เอาไว้เพื่อสะดวกในการติดต่อค้าขาย ผู้คนบนถนนสายนี้ต่างเรียกเขาว่าคหบดีหลี่” “เมื่อปีนั้น เขาหลงรักคณิกานางหนึ่งในหอนางโลมตั้งแต่แรกพบ ทั้งยังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อไถ่ตัวนางออกมา โดยไม่สนใจข่าวลือจากภายนอก จากนั้นก็แต่งนางเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะ” “ยามนั้นเจ้าจักได้ยินเสียงภรรยาของเขาร้องรำทำเพลงอยู่ในเรือนอยู่เสมอ” “แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่าคหบดีหลี่จะแต่งภรรยาอยู่ที่บ้านเกิดแล้ว เมื่อภรรยาเ
“เฮ้อ โชคชะตาช่างเล่นตลกกับผู้คน!” ครั้นหอสมุทรมรกตรุ่งเรืองเฟื่องฟู ลั่วชิงยวนยังไม่ถือกำเนิด ดังนั้นนางย่อมไม่มีความทรงจำเรื่องนั้นอยู่เลย แต่เมื่อได้ยินท่านลุงเล่าเรื่องนั้นและเห็นแววตาเร่าร้อนของเขา ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมนึกออกว่ายามนั้นถนนสายนี้คึกคักและเจริญรุ่งเรืองมากเพียงใด ลั่วชิงยวนกับท่านลุงนั่งอยู่ในลานแล้วพูดคุยกันจวบจนรุ่งอรุณยังไต่ถามเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับหอสมุทรมรกต นางยังได้รู้อีกว่าท่านลุงผู้นี้แซ่ฟ่าน เขาเองก็มาที่เมืองหลวงเพราะหลงใหลในตัวลิ่นฝูเสวี่ย ในที่สุดเขาก็ซื้อร้านที่นี่เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับลิ่นฝูเสวี่ยมากขึ้น ทว่าลิ่นฝูเสวี่ยกลับประสบอุบัติเหตุจนสิ้นชีพ ยามนั้นถนนสายนี้คึกคักยิ่งนัก มีรถม้าของขุนนางชั้นสูงวิ่งกันขวักไขว่อยู่ทุกวี่ทุกวัน จากนั้นสตรีทั้งหลายก็จะเข้ามาดีดพิณและร่ายรำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นยามที่ลิ่นฝูเสวี่ยถูกรับตัวไปจึงหามีผู้ใดคิดว่ามีอะไรแปลก ๆ ไม่ แต่หลังจากคราวนั้นนางก็มิได้กลับมาอีกเลย ท่านลุงฟ่านเป็นคนจิตใจดี หากมีผู้ใดบังเอิญเผลอเข้าไปในเรือนหลังนั้น เขาก็จะช่วยเหลือคนเอาไว้ หลังจากผ่านมานานหลายปีขนาดนั้น เขากลั
วันนั้นลั่วชิงยวนสั่งให้คนมาทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกเรือน พร้อมแขวนโคมไฟเอาไว้หน้าประตูและลานเรือน เมื่อปราศจากภาพลวงตา เรือนก็แลดูใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนกับที่เห็นเมื่อคืนนี้ เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวไม่น้อยจึงเป็นที่รู้กันไปทั่วถนนทั้งสาย ช่วงกลางวันในเรือนหามีความเคลื่อนไหวอันใด ลั่วชิงยวนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็หาทราบไม่ว่าคนไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ตกกลางคืน ลั่วชิงยวนก็มาที่ประตูเรือนอีกครั้ง แต่คราวนี้นางมิได้พาซ่งเชียนฉู่มาด้วย เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะหวาดกลัวได้ ลมราตรีหอบหนึ่งพัดพาความเหน็บหนาวมาเล็กน้อย จากนั้นประตูก็เปิดดังเอี๊ยดราวกับต้อนรับนางให้เข้ามา ลั่วชิงยวนก้าวเดินเข้ามาในลานเรือนด้วยฝีเท้ามั่นคง นางได้ยินเสียงของลิ่นฝูเสวี่ยกำลังร้องเพลงจากเรือนชั้นในแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไป ยังคงเป็นเวทีทรงกลม ดังเช่นเมื่อคืนนี้ คนที่อยู่บนเวทีกำลังร้องรำทำเพลงราวกับมีผู้ชมอยู่ ลั่วชิงยวนมัวแต่ครุ่นคิด ทว่าชั่วครู่ต่อมา ความเหน็บหนาวก็ไต่ขึ้นมาตามแผ่นหลังของนางแล้วนิ้วมือเย็นเฉียบก็ค่อย ๆ วางลงบนไหล่ของนาง ลมหายใจหอมกรุ่นราวดอกกล้วยไม้เอ่ยกระซิบว่า “คุณชาย มาเต้นรำกันเถอะเ
ชายหลายคนก้าวเข้ามารุมทำร้ายอวี๋โหรวในทันทีจั๋วฉ่างตงเปิดกล่องใบหนึ่งออก หมอกดำทมิฬพลันลอยออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้ายังกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของลั่วชิงยวนอีก เห็นทีจะยังมีเรี่ยวแรงอยู่ ข้าคงทรมานเจ้ายังมิพอ”“วันนี้เจ้าจงลิ้มรสภูตผีร้ายแห่งหุบเขาฝังศพให้สาสม”จั๋วฉ่างตงใช้ยันต์แผ่นหนึ่งควบคุมหมอกดำทมิฬให้รวมตัวกันกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าโจมตีอวี๋โหรวอย่างรุนแรงอวี๋โหรวกำลังต้านทานการโจมตีของบุรุษเหล่านั้นอยู่ในชั่วขณะต่อมา หมอกดำทมิฬก็พุ่งเข้าใส่ กระแทกเข้าที่ท้องของนางราวกับจะฉีกร่างนางออกเป็นชิ้น ๆ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดเข้าจู่โจมหมอกดำทมิฬนั้นทะลุผ่านร่างของนางไปอวี๋โหรวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง เจ็บปวดจนร่างกายสั่นเทา มิอาจลุกขึ้นได้บุรุษเหล่านั้นจับแขนของนางแล้วกระชากให้นางลุกขึ้นหมอกดำทมิฬนั้นพุ่งเข้ากระแทกท้องของนางอีกครั้ง แล้วทะลุผ่านไปอย่างรุนแรงอวัยวะภายในสั่นสะท้านก่อให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง ทำให้อวี๋โหรวสั่นไปทั้งร่าง เจ็บปวดจนริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดนางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ได้เลยเป็นเช่นนี้ซ้
นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมิพอใจนางเป็นถึงองค์หญิง ความรักของนางนั้นสูงส่งยิ่งนัก เฉินชีควรจะคุกเข่ารับมันไว้ แต่น่าเสียดายที่เขาปฏิเสธนางอย่างเย็นชา! มิหนำซ้ำยังทำให้นางอับอายขายหน้าอีกด้วย!นางมิพอใจและมิเต็มใจอย่างยิ่งเฉินชียิ่งเป็นแบบนี้ นางก็ยิ่งอยากเอาชนะเขาให้ได้!เฉินชีมองนางด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจแต่เขาก็ยังคงแย่งกระบี่ในมือเกาเหมียวเหมี่ยวมา แล้วกดศีรษะของนางลง ก่อนจะจุมพิตลงบนริมฝีปากของนางอย่างมิลังเลหัวใจของเกาเหมียวเหมี่ยวเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมาจากอกของนางจูบของเฉินชีนั้นเร่าร้อนและรุนแรงอย่างมิอาจต้านทานได้เกาเหมียวเหมี่ยวถูกจูบจนหมดแรง แทบจะทรุดตัวลงแต่ในขณะที่นางคิดว่าเฉินชีจะทำอะไรต่อไป เฉินชีกลับผลักนางออกอย่างแรงไร้ซึ่งความปรานีก่อนเดินจากไปอย่างสง่างามโดยมิแม้แต่จะหันมามองนางด้วยซ้ำเกาเหมียวเหมี่ยวล้มลงนั่งกับพื้นพลางมองแผ่นหลังของเฉินชีด้วยความตกตะลึงเสียงเย็นชาของเฉินชีดังขึ้นว่า “สิ่งที่ท่านให้ข้าทำ ข้าทำแล้ว เรื่องนี้จบแค่นี้”“หากท่านยังคงใช้เรื่องนี้มาขู่ข้าอีก ข้าจะมิเกรงใจท่านแน่”เฉินชีเดิ
ลั่วชิงยวนมองอวี๋โหรวด้วยความประหลาดใจ อวี๋โหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คราวก่อนเจ้ามิได้ถามข้าหรอกหรือว่ามีสิ่งนี้หรือไม่ นี่เป็นดอกสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่”“คราวนี้เจ้าถูกฮองเฮาทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ข้าคิดว่าเจ้าย่อมต้องการสิ่งนี้เป็นแน่ จึงได้นำมาให้”ลั่วชิงยวนได้ฟังก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก นางมิคาดคิดว่าอวี๋โหรวจะมอบสิ่งนี้แก่นางด้วยว่ายามนี้ ต่อให้หาทั่วทั้งเมืองหลวงก็หาสิ่งนี้มิได้แล้ว“ขอบคุณ” ลั่วชิงยวนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจยามนี้นางต้องการสิ่งนี้ยิ่งนัก“มิต้องเกรงใจ” อวี๋โหรวแย้มยิ้มจากนั้นทั้งสองก็เข้าวังไปด้วยกัน กลับไปยังที่พำนักของสำนักนักบวชของพวกนางการใช้บัวถวายนั้นจำต้องใช้สมุนไพรอื่นร่วมด้วย อวี๋โหรวจึงไปยังคลังโอสถเพื่อนำสมุนไพรมามากมายลั่วชิงยวนจึงก่อไฟต้มยาในลานหลังจากกินยาเข้าไป ลั่วชิงยวนก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างสิ่งนี้มีสรรพคุณหลักในการรักษาบาดแผลภายในและฟื้นฟูลมปราณ แต่เมื่อบาดแผลภายในหายดีแล้วย่อมส่งผลดีต่อบาดแผลภายนอกด้วยเช่นกันอวี๋โหรวเห็นว่าหลังจากนางกินยาแล้วสีหน้าของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ดูเหมือนว่ายานี้จะได้ผลดีกับเจ้าย
นางจ้องมองไปยังเฉินชีพลางเอ่ยว่า “โอสถนี้ก็แค่บำรุงรักษาร่างกายทั่วไป มิได้มีผลอะไรต่อข้าในยามนี้”เฉินชีกลับกล่าวตอบ “ร่างกายของเจ้าในยามนี้มิอาจกินยาแรงได้ ตำรับยานี้สามารถรักษาบาดแผลภายนอกของเจ้าได้”ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมุ่นมองเขา “แต่ยามนี้ข้าต้องการโอสถรักษาบาดแผลภายใน”“โอสถของเจ้าเพียงรักษาที่ปลายเหตุ มิได้รักษาที่ต้นเหตุ!” เฉินชียังคงยืนกรานในความคิดของตน “วางใจเถิดอาเหลา โอสถที่ข้าให้เจ้ากินนั้นย่อมเหมาะสมแก่เจ้าที่สุด”“เจ้าพักผ่อนให้ดี ข้ายังต้องเข้าวังไปอีกครั้ง”“เรื่องของเกาเหมียวเหมี่ยวยังมิได้สะสาง”“เจ้าพักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเจ้าหรอก”กล่าวจบ เฉินชีก็จากไปอีกทั้งยังจัดแจงให้คนมาส่งโอสถแก่ลั่วชิงยวนด้วยลั่วชิงยวนพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนของเฉินชีสองวันแล้ว ทุกวันจะมีนางรับใช้มาเปลี่ยนผ้าพันแผลและเสื้อผ้าให้ตรงเวลาโอสถที่นำมาให้ก็ล้วนเป็นไปตามตำรับของเฉินชีทว่าลั่วชิงยวนรู้ซึ้งถึงอาการของตนดีว่า ร่างกายของตนนั้นจำต้องได้รับการรักษาด้วยโอสถใดตำรับยาของเฉินชีนั้นเป็นเพียงยาบำรุงร่างกายและให้สารอาหารแก่ร่างกายนี้ แต่การบำรุงเพียงอย่างเดีย
ขณะพูด เฉินชีก็รีบหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งออกมา พลางเทโอสถลูกกลอนหนึ่งเม็ดส่งให้ลั่วชิงยวนกินมันสามารถปกป้องหัวใจของนางได้รถม้าโคลงเคลงไปตลอดทาง เร่งมุ่งหน้าไปยังจวนของเฉินซีอย่างรวดเร็วหลานจีได้ยินเสียงจึงเดินมาที่ลาน นางสงสัยมากว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องรีบร้อนออกไปอย่างกะทันหันทว่านางกลับเห็นเฉินชีลงจากรถม้าพร้อมกับอุ้มลั่วชิงยวนที่ได้รับบาดเจ็บ“ท่านแม่ทัพ… นางคือ...” หลานจีรีบสาวเท้าเข้ามาแต่นางกลับถูกเฉินชีผลักออกไปอย่างไร้ความเมตตา “อย่ามาขวางข้า!”หลานจีต้องถอยหลังไปสองก้าวถึงจะทรงตัวไว้ได้เมื่อได้สติ เฉินชีก็เดินไปไกลพร้อมกับสตรีในอ้อมแขนแล้วหลานจีตกตะลึงเหตุใดท่านแม่ทัพถึงต้องเป็นห่วงสตรีนางนั้นถึงเพียงนี้?นางเป็นใครกัน?หลานจีเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างกะทันหันนางตามไปดูด้วยความมิพอใจเฉินชีอุ้มลั่วชิงยวนเข้ามาที่ห้องของตน เขาวางนางลงบนเตียงแล้วเรียกนางรับใช้มาเปลี่ยนอาภรณ์ให้ลั่วชิงยวนนางรับใช้พากันสาละวนเข้า ๆ ออก ๆ เรือนกันยกใหญ่ยามนี้หลั่วชิงยวนหลับไปแล้วจากนั้นเฉินชีก็ออกจากห้องไป และมิรู้ว่าเขาไปที่ใดหลังจากที่นางรับใช้เปลี่ยนอา
"ตอนนี้มิว่าท่านจะตรัสอะไรไปก็ไร้ประโยชน์”“ไม่มีใครสนใจหรอกเพคะ”ทันทีที่พูดคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าของฉินอี้และฮองเฮาเกาก็เปลี่ยนไปฮองเฮาเกาจ้องนางด้วยสายตาดุร้ายนางยิ้มเยาะ “ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากแล้วรึ? อย่าลืมที่ข้าพูดไว้สิว่า หากเจ้าพูดข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย!”จากนั้นนางก็ส่งสายตาเป็นนัยให้องครักษ์องครักษ์สองคนก้าวไปข้างหน้า คนหนึ่งจับไหล่ของลั่วชิงยวน อีกคนหยิบมีดขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมลงมือฉินอี้ตกใจและครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรดีลั่วชิงยวนยังมิยอมแพ้ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง “องค์ชายใหญ่ทรงเคยคิดหรือไม่เพคะว่าเหตุใดวรยุทธ์ของท่านถึงหยุดนิ่งมิพัฒนาไปไหน?”“เหตุใดถึงเรียนรู้ได้ช้า แม้จะทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมิสามารถเรียนรู้ได้เท่ากับที่คนอื่นทำได้”“นั่นมีเหตุผลอยู่เพคะ”“ที่จริงแล้ว ทั้งหมดมิใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ธรรมดาเพคะ”“แต่มีพิษชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า…”เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น ฉินอี้ก็ตกใจเป็นอย่างมากฮองเฮาเการีบกระชับเสื้อของนางด้วยความกังวล สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและขณะที่ลั่วชิงยวนกำลังจะพูดออกมาน
ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้หลุดออกมาร่างกายของฟู่เฉินหวนก็แข็งทื่อดวงตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความคาดหวังอันร้อนแรงตั้งแต่เล็กจนโต แม้เขาจะเป็นองค์ชาย แต่ก็มีเพียงมิกี่คนที่ให้ความเคารพเขาแม้กระทั่งน้องสาวของเขาเองก็มักจะลงมือทำร้ายเขาบ่อย ๆ โดยมิไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อยส่วนคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคืออ๋องผู้เป็นเทพสงครามเทพแห่งแคว้นเทียนเชวียและผู้สำเร็จราชการผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าเขาจึงตั้งตารอที่จะได้เห็นฟู่เฉินหวนคุกเข่าด้วยความเคารพฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จริงเขาสามารถเจรจากับฉินอี้ได้ และมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายที่เขาสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ทว่าการเจรจาต้องอาศัยยุทธวิธีและที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องมีจิตใจที่สงบมั่นคงแต่ในเวลานี้ ฟู่เฉินหวนมิสามารถทำเช่นนั้นได้เขาแทบจะรอมิไหวแล้วดวงตาของเขาขรึมลง พลางยกเสื้อคลุมขึ้นและคุกเข่าลงเสียงดังตึงเมื่อเข่ากระทบพื้นนั้นเจือไปด้วยความอึดอัดกลัดกลุ้ม แต่เป็นเสียงที่ฉินอี้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูเป็นอย่างยิ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เขาพอใจอย่างถึงที่สุดนี่เป็นความรู้สึกที่เขาพยายามเสาะหามาตลอดหลายปีแต่ก็มิเคยได้มันมาโดยเฉพา
ในห้องขังอันเงียบงัน เสียงเฆี่ยนตีดังชัดเจนจนเหมือนได้ยินเสียงผิวหนังฉีกออกเป็นชิ้น ๆทำเอาคนที่ได้ยินรู้สึกใจสั่นที่มุมตรงทางเดิน บุรุษสวมหน้ากากที่อยู่ข้างหลังฉินอี้กำหมัดแน่นในทันทีฝ่ามือถูกจิกจนเกือบจะเลือดออกฟู่เฉินหวนที่ได้ยินเสียงนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงและอดมิได้ที่จะพุ่งไปหาแต่ฉินอี้คว้าข้อมือของเขาเอาไว้“เฉินชีจะมาช่วยนางเอง”“หากตอนนี้เจ้าถูกจับได้ก็ช่วยนางออกไปมิได้ แล้วพวกเจ้าก็จะต้องตายอยู่ที่นี่”“ด้วยตัวตนของเจ้า มีแต่จะต้องเผชิญกับจุดจบที่น่าอนาถยิ่งกว่าเดิม”ฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่น เขาก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวและอดทนต่อไปฝ่ามือของเขาเหงื่อออกเมื่อได้ยินเสียงเฆี่ยนตีอย่างต่อเนื่องแต่ไม่มีเสียงร้องของความเจ็บปวด ก็สามารถบอกได้ว่า ลั่วชิงยวนกำลังทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดมากเพียงใดนั่นทำให้ฟู่เฉินหวนรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมากทว่าเขาทำได้เพียงเฝ้ามองจากที่ไกล ๆ มิสามารถเข้าไปใกล้หรือช่วยนางได้เสียงแส้ดังขึ้นอย่างมิหยุดหย่อน และเสียงแส้ในแต่ละครั้งนั้นดูเหมือนจะฟาดลงไปที่หัวใจของฟู่เฉินหวนจนเลือดสด ๆ ไหลออกมาเป็นทางเวลาเหมือนจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า และเสียงแส้น
ภายในห้องบรรทมอันโอ่อ่าฉินอี้เดินมาที่ข้างเตียงด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลยามนี้เกาเหมียวเหมี่ยวได้ทำแผลและกินโอสถเรียบร้อยแล้ว แต่ใบหน้าของนางยังคงซีดอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นฉินอี้เดินมาหาด้วยใบหน้าฟกช้ำและเปื้อนเลือด เกาเหมียวเหมี่ยวจึงมองเขาด้วยความมิอยากเชื่อ“ท่านแพ้ลั่วชิงยวนรึ?”ฉินอี้ขมวดคิ้วเป็นปม พลางมองบาดแผลของเกาเหมียวเหมี่ยวด้วยความกังวลและพูดว่า “เหมียวเหมี่ยว บาดแผลเจ้าสาหัสมาก ช่วงสองวันนี้เจ้าควรพักผ่อนให้ดีก่อน อย่าเพิ่งเดินไปไหนมาไหนเลย”ทว่าเกาเหมียวเหมี่ยวกลับมิได้สนใจในความห่วงใยของฉินอี้นางจ้องมองฉินอี้ด้วยความโมโหแล้วยกฝ่ามือฟาดไปหนึ่งฉาดฉินอี้มิประหลาดใจแม้แต่น้อย แต่กลับมองเกาเหมียวเหมี่ยวด้วยสีหน้าจริงจังและเป็นห่วง“เหมียวเหมี่ยว...”เกาเหมียวเหมี่ยวโมโหมากจนเอามือฟาดเขาสองครั้งติดต่อกันและแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา “ขยะไร้ค่า! ขยะไร้ค่า!”“ท่านเป็นถึงองค์ชายผู้สูงส่ง แต่กลับถูกลั่วชิงยวนจัดการจนมีสภาพเช่นนี้ อับอายจนมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”เกาเหมียวเหมี่ยวโกรธจนแทบอยากจะฉีกลั่วชิงยวนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยดวงตาของฉินอี้หรี่ลง แต่กลับมิได