ดูเหมือนว่านางจะคาดเดาถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น การที่ลั่วไห่ผิงไม่ยอมช่วย มิใช่เพราะเขาไม่แจ้งชัดในข้อกล่าวหาของฟ่านซานเหอ แต่เป็นเพราะเขาเกรงว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของตนจะติดร่างแหไปกับผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง “อีกไม่กี่วัน เมื่อพวกเราย้ายหลุมฝังศพ เจ้าก็มากับข้าสิ” ยามนี้ลั่วหรงเพียงคิดจะปกป้องบุตรีทั้งสองคนให้มากที่สุดเท่าที่พอจะเป็นไปได้ ส่วนเรื่องที่เหลือย่อมสามารถรอมชอมกันได้ ลั่วชิงยวนพยักหน้าพลางลอบกำหมัดแน่น ตระกูลเหยียน! นี่หาใช่ครั้งแรกไม่ที่นางลงมือจัดการกับตระกูลเหยียน เรื่องทุกอย่างที่นางประสบพบเจอล้วนเกี่ยวพันกับตระกูลเหยียนเป็นเงาตามตัว นางคิดว่าคงไม่อาจปิดบังได้อีกแล้ว นางจะใช้ตัวตนของลั่วชิงยวนและคงสถานะพระชายาอ๋องผู้สำเร็จราชการต่อไป! นางเคยคิดว่าขอเพียงอยู่ให้ห่างจากฟู่เฉินหวนก็น่าจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ แต่นางกลับหารู้ไม่ว่า ได้เข้ามาพัวพันในวังวนเช่นนี้จนยากจะไถ่ถอน! นางเขียนเทียบโอสถแล้วให้คำแนะนำแก่ท่านอาลั่วหรงสักสองสามคำ จากนั้นก็ออกจากจวนมหาราชครู อารมณ์หนักหน่วงไปตลอดทาง นางสัมผัสได้ถึงอำนาจอันเล้นพ้นของตระกูลเหยียน ถึงแม้ว่านางจะยัง
ฟู่เฉินหวนมิตอบคำ ทว่ากลับกระตุ้นม้าขึ้นเขา ตลอดทางยังหลงเหลือเศษกระดาษเงินกระดาษทองที่เผาไหม้แล้วอยู่มากมาย ลั่วชิงยวนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นี่คือทางไปหลุมฝังศพท่านมหาราชครูในวันนี้ เขากำลังจะไปเยี่ยมหลุมฝังศพของท่านมหาราชครูกระนั้นหรือ? ฟู่เฉินหวนควบม้าห่างออกไปไม่ไกลจากหลุมฝังศพของท่านมหาราชครูตามทีคาดคิดเอาไว้ ทันใดนั้นเขาก็ยื่นแขนออกมาโอบรอบเอวของลั่วชิลงยวน นางรีบขืนตัวพลางกล่าวว่า "หม่อมฉันลงเองได้!" ฟู่เฉินหวนปล่อยนาง จากนั้นก็พลิกตัวลงจากหลังม้าก่อน ลั่วชิงยวนคิดจะกระโดดลงอย่างสง่างาม แต่เมื่อคำนึงถึงรูปร่างของตนเองก็ตัดสินใจที่จะไม่เปิดเผยตัวตนออกมา นางจึงคว้าอานม้าแล้วค่อย ๆ ลงจากหลังม้า ระหว่างที่นางย่ำลงบนหิมะก็ซวนเซไปบ้าง ฟู่เฉินหวนเอื้อมมือออกไปช่วยประคองนางเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ลั่วชิงยวนกลับไม่ยอมให้เขาแตะต้องแล้วรีบหลบหลีกไป เกรงว่าเขาคงเห็นเข้าแล้ว นางจึงแสร้งต้องลมเย็นจนเริ่มไอขึ้นมา ฟู่เฉินหวนมองนางด้วยสายตาล้ำลึกแล้วจูงม้าไปข้างหน้า ลั่วชิงยวนตามเขามาที่หลุมฝังศพของท่านมหาราชครู ม้าค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้หลุมฝังศพของท่านมหาราชครู จากนั
จือเฉาพยักหน้าแล้วปฏิบัติตามคำสั่งของนาง เมื่อประตูปิดลง ลั่วชิงยวนก็หยิบยันต์ออกมาเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี จากนั้นก็ยกมือโปรยเถ้าธุลีให้เป็นวงลงบนโต๊ะ นางกำลังจะแกะโซ่อักขระออก ทันใดนั้นก็มีเงาดำกระโจนออกมา เล็บแหลมคมกับนิ้วมือซีดขาวปรากฏต่อหน้าต่อตาลั่วชิงยวนแล้วมุ่งเป้ามาที่นางทันที แววตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น และดึงโซ่อักขระกลับทันใด เผยให้เห็นเฉพาะร่างท่อนบนของเงาดำ ลั่วชิงยวนคว้าจับส่วนที่เหลืออยู่ของโซ่อักขระเอาไว้แน่น เงาดำแยกเขี้ยวกางกรงเล็บพลางคำรามใส่นาง เสียงแหลมทะลุทะลวงราวกับจะแผ่ซ่านเข้าไปในเยื่อแก้วหู เผยให้เห็นความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง ลั่วชิงยวนรู้ว่าอีกฝ่ายไร้สติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง เงาร่างดังกล่าวได้แต่ปลดปล่อยความแค้นอันแรงกล้าและต่อสู้อย่างไร้เหตุผล หุ่นเชิดที่ถูกผู้ใดสักคนพรากเอาสติสัมปชัญญะไป ย่อมขาดสติจนไม่สามารถสื่อสารได้ จนเหลือเพียงแค่ความสามารถในการสังหารคนเท่านั้น ลั่วชิงยวนได้ตระเตรียมห้องเอาไว้โดยถี่ถ้วนแล้ว นางคว้าข้าวสารกำมือหนึ่งขึ้นมาวาดสัญลักษณ์แห่งการชำระล้างทั้งสามรูปแบบแล้วใส่ลงไปในถัง จากนั้นนางก็ค่อยคว้าข้าวสารกำม
โลงศพถูกปลวกแทะไปนานแล้ว! เมื่อลั่วหรงเห็นภาพดังกล่าวเข้า นางก็รู้สึกตกใจเสียจนแทบหมดสติ ลั่วชิงยวนจึงรีบเข้าไปช่วยประคอง “เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน! เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า!” เมื่อเห็นโลงศพของมารดาตนกลายเป็นเช่นนั้น ลั่วหรงก็ให้รู้สึกใจสลาย ลั่วชิงยวนก้าวเข้ามาตรวจดูพลางขมวดคิ้ว “นี่เป็นไม้ชั้นเลวที่ไม่กันแมลงนี่เจ้าคะ” ลั่วหรงรู้สึกตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้! ข้าจะใช้ไม้ชั้นเลวกับมารดาของตัวข้าเองได้อย่างไรกันเล่า!” ลั่วชิงยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งขึ้นมาว่า “ข้าเกรงว่าหลุมฝังศพคงจะถูกผู้ใดแตะต้องเข้าเสียแล้ว ปลวกมากมายเช่นนี้หาใช่เรื่องปกติไม่แล้ว” นางจึงออกคำสั่งว่า “ขุดหลุมศพให้รอบทิศเลยนะ!” ดังนั้นทุกคนจึงพาเริ่มต้นการขุด เมื่อขุดลึกลงไปก็พบว่ามีไม้สนเป็นจำนวนมากฝังอยู่ในพื้นดินเป็นทิวแถว ผ่านไปนานวันเข้าก็จะกลายเป็นรังปลวก เห็นได้ชัดว่ามีผู้ใดสักคนจงใจสร้างเรื่องขึ้นมา “ท่านอา ข้าเกรงว่าคราที่ท่านมิยอมขายที่ให้พวกเขา พวกเขาก็ลงมือทำอะไรสักอย่างลงไปแล้ว ของพวกนี้น่าจะอยู่ที่นี่มาได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีแล้ว” ลั่วหรงโมโหเสียจนเอามือกุมหน้าอกแล้วโมโหจนแทบล้มหมดส
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้เข้าก็รู้สึกตกตะลึง พวกมันคิดจะเอามุกราตรีไปทำอันใดกัน? แต่เรื่องนี้ก็ทำให้นางยิ่งมั่นใจว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังนี้จะต้องมีความเกี่ยวพันกับแคว้นหลี มิหนำซ้ำพวกมันกำลังตามหาของบางอย่างของแคว้นหลี! เรื่องนี้ทำให้นางนึกถึงสมบัติประจำแคว้นหลีที่หายสาบสูญไปหลายปี! เมื่อครั้งยังเยาว์วัย อาจารย์ของนางเคยเล่าให้นางฟังว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สมบัติประจำแคว้นหลีที่หายสาบสูญไป ท่านจึงหวังว่าในฐานที่เป็นนักบวชหญิงระดับสูง ในวันข้างหน้านางจะสามารถเอาสมบัติชิ้นนี้กลับคืนมาได้ มีผู้ใดที่กำลังตามหาสมบัติที่หายสาบสูญไปของแคว้นหลีอยู่หรือ? “อืม บัดนี้สายเกินไปเสียแล้ว ต้องโทษที่ข้ามิหาให้เจอเร็วกว่านี้” ลั่วหรงถอนหายใจแรง ๆ ด้วยความรู้สึกอับจนหนทาง ถึงแม้ว่าในใจแล้ว นางจะรู้สึกเกลียดชังจนขอสู้ตายกับพวกเขา แต่นางก็เป็นห่วงบุตรีทั้งสองคนของตน ขืนนางเป็นอะไรขึ้นมา พวกเขาจะมาล้างแค้นเอากับบุตรีทั้งสองคนของนางใช่หรือไม่? นางมิกล้าหรอก! นางมิกล้าทำอันใดทั้งนั้น! นางได้แต่กล้ำกลืนความคับข้องใจลงไป ลั่วชิงยวนช่วยประคองลั่วหรงให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ช่วยจัดเรี
“ข้าก็อยู่ที่นี่มิใช่หรือ จะถือว่านางอยู่ลำพังตัวคนเดียวได้อย่างไรกัน?” ฟู่เฉินหวนค่อย ๆ เดินเอามือไพล่หลังเข้ามา สีหน้าท่าทางของเขาทำให้ทั้งลั่วชิงยวนกับลั่วหลางหลางตกตะลึงอยู่บ้าง “ท่านอ๋อง!” ฟ่านซานเหอรีบแสดงคำนับ ลั่วหลางหลางเองก็ผงกศีรษะเล็กน้อย “บังเอิญว่าข้าเห็นรถม้าของตระกูลฟ่านอยู่ข้างนอก ฮูหยินใหญ่ฟ่านคงรออยู่นานแล้ว” ฟู่เฉินหวนเอ่ยเตือน ลั่วหลางหลางกุมมือของลั่วชิงยวนอย่างยากจะตัดใจ “เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ” ลั่วชิงยวนพยักหน้า ฟู่เฉินหวนค่อย ๆ เอ่ยขึ้นมาว่า "วันนี้ข้าว่างพอดี เช่นนั้นข้ากับพระชายาจะไปส่งพวกเจ้าก็แล้วกัน" เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจอย่างถึงที่สุด นี่เป็นครั้งแรกเลยใช่หรือไม่ที่ฟู่เฉินหวนยอมรับว่านางเป็นพระชายาต่อหน้าผู้อื่น? จู่ ๆ ท่าทีก็เปลี่ยนไปกระนั้นหรือ? ไฉนนางจึงรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยเล่า? ลั่วชิงยวนขี่ม้าตามฟู่เฉินหวนไปส่งรถม้าตระกูลฟ่านออกนอกเมือง เมื่อเห็นรถม้าจากไปไกลแล้ว ลั่วชิงยวนก็รู้สึกหนักอึ้งและไม่ยินยอมอยู่บ้าง การจากลาครั้งนี้ มิทราบจริง ๆ ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด ทันใดนั้นเสียงของฟู่เฉินหวนก็
แต่หมอกู้กลับมิยอมจากไปพลางกล่าวว่า “พระชายา ท่านอ๋องสั่งให้ข้ามาที่นี่หลัก ๆ ก็เพื่อดูว่าพอจะมีหนทางรักษาใบหน้าของพระชายาหรือไม่” ลั่วชิงยวนจึงปฏิเสธออกไปว่า “ข้าไม่รักษาใบหน้าหรอก รักษาหายแล้วอย่างไรเล่า? ก่อนที่ใบหน้าของข้าเสียโฉม ท่านอ๋องก็รังเกียจข้าอยู่แล้วมิใช่หรือไร?” นับประสาอะไรกับหมอกู้มีเจตนาร้ายด้วยเล่า ต่อให้หมอกู้คิดจะรักษาใบหน้าให้นางจริง ๆ นางก็มิกล้าให้เขาเห็นหรอก นางมิได้เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บสักนิด นางจะกล้าให้หมอกู้ดูได้อย่างไรกัน นางหาได้ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้เรื่องที่นางลดน้ำหนักเมื่อไม่นานมานี้ มิฉะนั้นก็คงจะรู้ว่านางคือฉู่ลั่วได้ง่ายดายเกินไป “ขอพระชายาอย่าได้คิดในแง่ร้ายเกินไปนัก พวกเราเพียงแค่รักษาโรคและบาดแผลเท่านั้น!” หมอกู้เอ่ยแนะนำ ลั่วชิงยวนมิได้เอ่ยวาจาใดอีก แต่นางก็มิยอมให้จือเฉาเปิดประตูเช่นกัน หลังจากนั้นสักพัก ซูโหยวก็กลับมาอีกครั้งแล้วอ้างว่าจะเข้าไปในเรือน แต่ประตูก็ไม่เปิดให้เขาเลย ซูโหยวพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างนอกเป็นนาน ทว่าลั่วชิงยวนก็มิเปลี่ยนใจ แต่นางกลับร้องไห้ด้วยความทุกข์ระทมอยู่ในห้อง “พวกเจ้าสองคนเหยียดหยามข้าที่สร้างค
ลั่วชิงยวนตะลึงเล็กน้อย รีบสั่งคนเปิดประตูห้องเพื่อยกฟู่อวิ๋นโจวออกมาเมื่อลั่วชิงยวนสัมผัสโดนข้อมือฟู่อวิ่นโจว เพิ่งพบว่าร่างเขาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งภายในห้องอบอุ่นมาก นางป้อนแกงโสมให้เขา ร่างของฟู่อวิ๋นโจวจึงอบอุ่นขึ้นมาหน่อยลั่วชิงยวนจับชีพจรให้เขาเพื่อตรวจหาสาเหตุการบาดเจ็บมือของฟู่อวิ๋นโจวถูกห่อไว้ และเห็นได้อย่างชัดเจนว่านิ้วก้อยของเขาหายไปฟู่อวิ๋นโจวตื่นมาอย่างสะลึมสะลือ เขายันร่างลุกขึ้นนั่ง “ชิงยวน ข้าสร้างปัญหาให้เจ้าหรือ”ลั้วชิงยวนยกชาร้อนมาให้เขา “ท่านบาดเจ็บ ควรนอนพักผ่อนบนเตียง เหตุใดต้องมาหาหม่อมฉันด้วย”ฟู่อวิ๋นโจวมองนางอย่างเป็นกังวล ลังเลพักหนึ่งจึงเอ่ยปากอย่างหนักอึ้ง “ชิงยวน เจ้าอุตส่าห์ออกมาได้ ข้ามิอยากต้องเห็นเจ้าจมปลักในบ่อโคลนอีก”ฟู่อวิ๋นโจวพูดไป สายตามองไปทางนอกประตูอย่างลึกซึ้ง พร้อมเอ่ยพรึมพรำ “ข้าเห็นเจ้าเป็นสหายร่วมป่วยมาโดยตลอด เมื่อข้าเศร้าโศกเสียใจ มีเพียงเจ้าที่ปลอบข้า” “นับแต่ข้ากำเนิด ชะตาข้าก็มิใช่ของข้าอีกต่อไป ข้าเป็นเพียงหุ่นเชิด เป็นเพียงเครื่องมือ”“แต่เจ้ามิเหมือนข้า เจ้าอิสระกว่าข้านัก ข้าหวังว่าเจ้าจักปล่อยวางทุกอย่างและเดินออ
ชายหลายคนก้าวเข้ามารุมทำร้ายอวี๋โหรวในทันทีจั๋วฉ่างตงเปิดกล่องใบหนึ่งออก หมอกดำทมิฬพลันลอยออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้ายังกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของลั่วชิงยวนอีก เห็นทีจะยังมีเรี่ยวแรงอยู่ ข้าคงทรมานเจ้ายังมิพอ”“วันนี้เจ้าจงลิ้มรสภูตผีร้ายแห่งหุบเขาฝังศพให้สาสม”จั๋วฉ่างตงใช้ยันต์แผ่นหนึ่งควบคุมหมอกดำทมิฬให้รวมตัวกันกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าโจมตีอวี๋โหรวอย่างรุนแรงอวี๋โหรวกำลังต้านทานการโจมตีของบุรุษเหล่านั้นอยู่ในชั่วขณะต่อมา หมอกดำทมิฬก็พุ่งเข้าใส่ กระแทกเข้าที่ท้องของนางราวกับจะฉีกร่างนางออกเป็นชิ้น ๆ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดเข้าจู่โจมหมอกดำทมิฬนั้นทะลุผ่านร่างของนางไปอวี๋โหรวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง เจ็บปวดจนร่างกายสั่นเทา มิอาจลุกขึ้นได้บุรุษเหล่านั้นจับแขนของนางแล้วกระชากให้นางลุกขึ้นหมอกดำทมิฬนั้นพุ่งเข้ากระแทกท้องของนางอีกครั้ง แล้วทะลุผ่านไปอย่างรุนแรงอวัยวะภายในสั่นสะท้านก่อให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง ทำให้อวี๋โหรวสั่นไปทั้งร่าง เจ็บปวดจนริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดนางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ได้เลยเป็นเช่นนี้ซ้
นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมิพอใจนางเป็นถึงองค์หญิง ความรักของนางนั้นสูงส่งยิ่งนัก เฉินชีควรจะคุกเข่ารับมันไว้ แต่น่าเสียดายที่เขาปฏิเสธนางอย่างเย็นชา! มิหนำซ้ำยังทำให้นางอับอายขายหน้าอีกด้วย!นางมิพอใจและมิเต็มใจอย่างยิ่งเฉินชียิ่งเป็นแบบนี้ นางก็ยิ่งอยากเอาชนะเขาให้ได้!เฉินชีมองนางด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจแต่เขาก็ยังคงแย่งกระบี่ในมือเกาเหมียวเหมี่ยวมา แล้วกดศีรษะของนางลง ก่อนจะจุมพิตลงบนริมฝีปากของนางอย่างมิลังเลหัวใจของเกาเหมียวเหมี่ยวเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมาจากอกของนางจูบของเฉินชีนั้นเร่าร้อนและรุนแรงอย่างมิอาจต้านทานได้เกาเหมียวเหมี่ยวถูกจูบจนหมดแรง แทบจะทรุดตัวลงแต่ในขณะที่นางคิดว่าเฉินชีจะทำอะไรต่อไป เฉินชีกลับผลักนางออกอย่างแรงไร้ซึ่งความปรานีก่อนเดินจากไปอย่างสง่างามโดยมิแม้แต่จะหันมามองนางด้วยซ้ำเกาเหมียวเหมี่ยวล้มลงนั่งกับพื้นพลางมองแผ่นหลังของเฉินชีด้วยความตกตะลึงเสียงเย็นชาของเฉินชีดังขึ้นว่า “สิ่งที่ท่านให้ข้าทำ ข้าทำแล้ว เรื่องนี้จบแค่นี้”“หากท่านยังคงใช้เรื่องนี้มาขู่ข้าอีก ข้าจะมิเกรงใจท่านแน่”เฉินชีเดิ
ลั่วชิงยวนมองอวี๋โหรวด้วยความประหลาดใจ อวี๋โหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คราวก่อนเจ้ามิได้ถามข้าหรอกหรือว่ามีสิ่งนี้หรือไม่ นี่เป็นดอกสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่”“คราวนี้เจ้าถูกฮองเฮาทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ข้าคิดว่าเจ้าย่อมต้องการสิ่งนี้เป็นแน่ จึงได้นำมาให้”ลั่วชิงยวนได้ฟังก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก นางมิคาดคิดว่าอวี๋โหรวจะมอบสิ่งนี้แก่นางด้วยว่ายามนี้ ต่อให้หาทั่วทั้งเมืองหลวงก็หาสิ่งนี้มิได้แล้ว“ขอบคุณ” ลั่วชิงยวนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจยามนี้นางต้องการสิ่งนี้ยิ่งนัก“มิต้องเกรงใจ” อวี๋โหรวแย้มยิ้มจากนั้นทั้งสองก็เข้าวังไปด้วยกัน กลับไปยังที่พำนักของสำนักนักบวชของพวกนางการใช้บัวถวายนั้นจำต้องใช้สมุนไพรอื่นร่วมด้วย อวี๋โหรวจึงไปยังคลังโอสถเพื่อนำสมุนไพรมามากมายลั่วชิงยวนจึงก่อไฟต้มยาในลานหลังจากกินยาเข้าไป ลั่วชิงยวนก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างสิ่งนี้มีสรรพคุณหลักในการรักษาบาดแผลภายในและฟื้นฟูลมปราณ แต่เมื่อบาดแผลภายในหายดีแล้วย่อมส่งผลดีต่อบาดแผลภายนอกด้วยเช่นกันอวี๋โหรวเห็นว่าหลังจากนางกินยาแล้วสีหน้าของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ดูเหมือนว่ายานี้จะได้ผลดีกับเจ้าย
นางจ้องมองไปยังเฉินชีพลางเอ่ยว่า “โอสถนี้ก็แค่บำรุงรักษาร่างกายทั่วไป มิได้มีผลอะไรต่อข้าในยามนี้”เฉินชีกลับกล่าวตอบ “ร่างกายของเจ้าในยามนี้มิอาจกินยาแรงได้ ตำรับยานี้สามารถรักษาบาดแผลภายนอกของเจ้าได้”ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมุ่นมองเขา “แต่ยามนี้ข้าต้องการโอสถรักษาบาดแผลภายใน”“โอสถของเจ้าเพียงรักษาที่ปลายเหตุ มิได้รักษาที่ต้นเหตุ!” เฉินชียังคงยืนกรานในความคิดของตน “วางใจเถิดอาเหลา โอสถที่ข้าให้เจ้ากินนั้นย่อมเหมาะสมแก่เจ้าที่สุด”“เจ้าพักผ่อนให้ดี ข้ายังต้องเข้าวังไปอีกครั้ง”“เรื่องของเกาเหมียวเหมี่ยวยังมิได้สะสาง”“เจ้าพักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเจ้าหรอก”กล่าวจบ เฉินชีก็จากไปอีกทั้งยังจัดแจงให้คนมาส่งโอสถแก่ลั่วชิงยวนด้วยลั่วชิงยวนพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนของเฉินชีสองวันแล้ว ทุกวันจะมีนางรับใช้มาเปลี่ยนผ้าพันแผลและเสื้อผ้าให้ตรงเวลาโอสถที่นำมาให้ก็ล้วนเป็นไปตามตำรับของเฉินชีทว่าลั่วชิงยวนรู้ซึ้งถึงอาการของตนดีว่า ร่างกายของตนนั้นจำต้องได้รับการรักษาด้วยโอสถใดตำรับยาของเฉินชีนั้นเป็นเพียงยาบำรุงร่างกายและให้สารอาหารแก่ร่างกายนี้ แต่การบำรุงเพียงอย่างเดีย
ขณะพูด เฉินชีก็รีบหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งออกมา พลางเทโอสถลูกกลอนหนึ่งเม็ดส่งให้ลั่วชิงยวนกินมันสามารถปกป้องหัวใจของนางได้รถม้าโคลงเคลงไปตลอดทาง เร่งมุ่งหน้าไปยังจวนของเฉินซีอย่างรวดเร็วหลานจีได้ยินเสียงจึงเดินมาที่ลาน นางสงสัยมากว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องรีบร้อนออกไปอย่างกะทันหันทว่านางกลับเห็นเฉินชีลงจากรถม้าพร้อมกับอุ้มลั่วชิงยวนที่ได้รับบาดเจ็บ“ท่านแม่ทัพ… นางคือ...” หลานจีรีบสาวเท้าเข้ามาแต่นางกลับถูกเฉินชีผลักออกไปอย่างไร้ความเมตตา “อย่ามาขวางข้า!”หลานจีต้องถอยหลังไปสองก้าวถึงจะทรงตัวไว้ได้เมื่อได้สติ เฉินชีก็เดินไปไกลพร้อมกับสตรีในอ้อมแขนแล้วหลานจีตกตะลึงเหตุใดท่านแม่ทัพถึงต้องเป็นห่วงสตรีนางนั้นถึงเพียงนี้?นางเป็นใครกัน?หลานจีเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างกะทันหันนางตามไปดูด้วยความมิพอใจเฉินชีอุ้มลั่วชิงยวนเข้ามาที่ห้องของตน เขาวางนางลงบนเตียงแล้วเรียกนางรับใช้มาเปลี่ยนอาภรณ์ให้ลั่วชิงยวนนางรับใช้พากันสาละวนเข้า ๆ ออก ๆ เรือนกันยกใหญ่ยามนี้หลั่วชิงยวนหลับไปแล้วจากนั้นเฉินชีก็ออกจากห้องไป และมิรู้ว่าเขาไปที่ใดหลังจากที่นางรับใช้เปลี่ยนอา
"ตอนนี้มิว่าท่านจะตรัสอะไรไปก็ไร้ประโยชน์”“ไม่มีใครสนใจหรอกเพคะ”ทันทีที่พูดคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าของฉินอี้และฮองเฮาเกาก็เปลี่ยนไปฮองเฮาเกาจ้องนางด้วยสายตาดุร้ายนางยิ้มเยาะ “ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากแล้วรึ? อย่าลืมที่ข้าพูดไว้สิว่า หากเจ้าพูดข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย!”จากนั้นนางก็ส่งสายตาเป็นนัยให้องครักษ์องครักษ์สองคนก้าวไปข้างหน้า คนหนึ่งจับไหล่ของลั่วชิงยวน อีกคนหยิบมีดขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมลงมือฉินอี้ตกใจและครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรดีลั่วชิงยวนยังมิยอมแพ้ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง “องค์ชายใหญ่ทรงเคยคิดหรือไม่เพคะว่าเหตุใดวรยุทธ์ของท่านถึงหยุดนิ่งมิพัฒนาไปไหน?”“เหตุใดถึงเรียนรู้ได้ช้า แม้จะทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมิสามารถเรียนรู้ได้เท่ากับที่คนอื่นทำได้”“นั่นมีเหตุผลอยู่เพคะ”“ที่จริงแล้ว ทั้งหมดมิใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ธรรมดาเพคะ”“แต่มีพิษชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า…”เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น ฉินอี้ก็ตกใจเป็นอย่างมากฮองเฮาเการีบกระชับเสื้อของนางด้วยความกังวล สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและขณะที่ลั่วชิงยวนกำลังจะพูดออกมาน
ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้หลุดออกมาร่างกายของฟู่เฉินหวนก็แข็งทื่อดวงตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความคาดหวังอันร้อนแรงตั้งแต่เล็กจนโต แม้เขาจะเป็นองค์ชาย แต่ก็มีเพียงมิกี่คนที่ให้ความเคารพเขาแม้กระทั่งน้องสาวของเขาเองก็มักจะลงมือทำร้ายเขาบ่อย ๆ โดยมิไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อยส่วนคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคืออ๋องผู้เป็นเทพสงครามเทพแห่งแคว้นเทียนเชวียและผู้สำเร็จราชการผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าเขาจึงตั้งตารอที่จะได้เห็นฟู่เฉินหวนคุกเข่าด้วยความเคารพฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จริงเขาสามารถเจรจากับฉินอี้ได้ และมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายที่เขาสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ทว่าการเจรจาต้องอาศัยยุทธวิธีและที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องมีจิตใจที่สงบมั่นคงแต่ในเวลานี้ ฟู่เฉินหวนมิสามารถทำเช่นนั้นได้เขาแทบจะรอมิไหวแล้วดวงตาของเขาขรึมลง พลางยกเสื้อคลุมขึ้นและคุกเข่าลงเสียงดังตึงเมื่อเข่ากระทบพื้นนั้นเจือไปด้วยความอึดอัดกลัดกลุ้ม แต่เป็นเสียงที่ฉินอี้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูเป็นอย่างยิ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เขาพอใจอย่างถึงที่สุดนี่เป็นความรู้สึกที่เขาพยายามเสาะหามาตลอดหลายปีแต่ก็มิเคยได้มันมาโดยเฉพา
ในห้องขังอันเงียบงัน เสียงเฆี่ยนตีดังชัดเจนจนเหมือนได้ยินเสียงผิวหนังฉีกออกเป็นชิ้น ๆทำเอาคนที่ได้ยินรู้สึกใจสั่นที่มุมตรงทางเดิน บุรุษสวมหน้ากากที่อยู่ข้างหลังฉินอี้กำหมัดแน่นในทันทีฝ่ามือถูกจิกจนเกือบจะเลือดออกฟู่เฉินหวนที่ได้ยินเสียงนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงและอดมิได้ที่จะพุ่งไปหาแต่ฉินอี้คว้าข้อมือของเขาเอาไว้“เฉินชีจะมาช่วยนางเอง”“หากตอนนี้เจ้าถูกจับได้ก็ช่วยนางออกไปมิได้ แล้วพวกเจ้าก็จะต้องตายอยู่ที่นี่”“ด้วยตัวตนของเจ้า มีแต่จะต้องเผชิญกับจุดจบที่น่าอนาถยิ่งกว่าเดิม”ฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่น เขาก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวและอดทนต่อไปฝ่ามือของเขาเหงื่อออกเมื่อได้ยินเสียงเฆี่ยนตีอย่างต่อเนื่องแต่ไม่มีเสียงร้องของความเจ็บปวด ก็สามารถบอกได้ว่า ลั่วชิงยวนกำลังทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดมากเพียงใดนั่นทำให้ฟู่เฉินหวนรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมากทว่าเขาทำได้เพียงเฝ้ามองจากที่ไกล ๆ มิสามารถเข้าไปใกล้หรือช่วยนางได้เสียงแส้ดังขึ้นอย่างมิหยุดหย่อน และเสียงแส้ในแต่ละครั้งนั้นดูเหมือนจะฟาดลงไปที่หัวใจของฟู่เฉินหวนจนเลือดสด ๆ ไหลออกมาเป็นทางเวลาเหมือนจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า และเสียงแส้น
ภายในห้องบรรทมอันโอ่อ่าฉินอี้เดินมาที่ข้างเตียงด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลยามนี้เกาเหมียวเหมี่ยวได้ทำแผลและกินโอสถเรียบร้อยแล้ว แต่ใบหน้าของนางยังคงซีดอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นฉินอี้เดินมาหาด้วยใบหน้าฟกช้ำและเปื้อนเลือด เกาเหมียวเหมี่ยวจึงมองเขาด้วยความมิอยากเชื่อ“ท่านแพ้ลั่วชิงยวนรึ?”ฉินอี้ขมวดคิ้วเป็นปม พลางมองบาดแผลของเกาเหมียวเหมี่ยวด้วยความกังวลและพูดว่า “เหมียวเหมี่ยว บาดแผลเจ้าสาหัสมาก ช่วงสองวันนี้เจ้าควรพักผ่อนให้ดีก่อน อย่าเพิ่งเดินไปไหนมาไหนเลย”ทว่าเกาเหมียวเหมี่ยวกลับมิได้สนใจในความห่วงใยของฉินอี้นางจ้องมองฉินอี้ด้วยความโมโหแล้วยกฝ่ามือฟาดไปหนึ่งฉาดฉินอี้มิประหลาดใจแม้แต่น้อย แต่กลับมองเกาเหมียวเหมี่ยวด้วยสีหน้าจริงจังและเป็นห่วง“เหมียวเหมี่ยว...”เกาเหมียวเหมี่ยวโมโหมากจนเอามือฟาดเขาสองครั้งติดต่อกันและแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา “ขยะไร้ค่า! ขยะไร้ค่า!”“ท่านเป็นถึงองค์ชายผู้สูงส่ง แต่กลับถูกลั่วชิงยวนจัดการจนมีสภาพเช่นนี้ อับอายจนมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”เกาเหมียวเหมี่ยวโกรธจนแทบอยากจะฉีกลั่วชิงยวนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยดวงตาของฉินอี้หรี่ลง แต่กลับมิได