แต่นี่นาง...ไม่กลัวที่จะบุกรังคนอื่น แล้วถูกคนอื่นจับไปเลยหรือ?นี่มันต้องมีความกล้าแค่ไหนกันนะ จึงจะตัดสินใจแบบนี้ออกมาได้?ระยะห่างจากเมืองอวิ๋นถึงเนินเขาเมฆาวารี ไม่ได้ไกลมากนักอยู่ที่หนึ่งร้อยลี้ หรือห้าสิบกิโลเมตรโดยประมาณอันที่จริงในเมืองอวิ๋น ก็สามารถมองเห็นเนินเขาลูกนั้นได้จั๋วซือหรานไปทางเนินเขาลูกนั้นไม่นานนัก...ยังไม่ทันถึงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงตีนเขาของเนินเขาเมฆาวารีแล้วตอนอยู่ที่ตีนเขาเนินเขาเมฆาวารี นางก็เห็นศิษย์สำนักเมฆาวารีอยู่ที่ประตูภูเขาแล้ว พอเห็นนางก็ราวกับเห็นศัตรูตัวฉกาจแต่ก็ยังต้องเข้ามาขวางนางไว้ด้วยความจงรักภักดีต่อหน้าที่"คนไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าเนินเขาเมฆาวารี""ส่งตัวคนสำนักเมฆาวารีคืนมา จะถือว่าแล้วกันไป...ไม่ถือโทษโกรธเคืองอีก"จั๋วซือหรานพอได้ยินก็หัวเราะ "แล้วกันไปหรือ...พวกเจ้าฝันหวานเกินไปแล้ว"ผลลัพธ์คือ...ตั้งแต่ที่ประตูภูเขา ไล่ขึ้นไปตลอดทาง ขบวนเชลยของจั๋วซือหรานก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆตอนที่ในที่สุดมาถึงลานกว้างตำหนักใหญ่สำนักเมฆาวารีบนไหล่เขาจำนวนเชลยของจั๋วซือหราน...เอาจริงๆ ต่อให้นางจะยกมือฟันฉับๆ แต่ก็ญังเสียเวลาอยู่"บังอา
และไม่รู้ว่าเพราะเสียงคมดาบสี่เสียดสีกับพื้นมันน่าขนลุกเกินไปหรือเปล่าสรุปคือ พวกเขาเงียบกันลงไปทันทียิ่งไปกว่านั้น พอคู่กับเสียงนี้ นางก็ดูมีมาดเป็นเพรชฆาตจริงๆจั๋วซือหรานยืนอยู่ตรงนั้น ต่อให้ไม่ต้องพูดอะไร ก็เพียงพอที่จะใช้ท่าทางของตนเอง ตอบคำถามเมื่อครู่ของคนเหล่านี้ได้แล้วนางคิดจะทำอะไร นางหมายความว่ายังไง นางหมายความว่ายังไงกันแน่?ตอนนี้พวกเขากระจ่างแจ้งในใจนางคิดจะสังหารคน ถ้าหากพวกเขาไม่ส่งตัวน้องชายนางออกมาอย่างไร้ริ้วรอย นางจะจัดการคนสำนักเมฆาวารีเสียที่นี่ซะจั๋วซือหรานเหลือบมองดวงตะวันบนท้องฟ้า พิจารณาเวลาอยู่ครู่หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "ก่อนจะถึงกำหนดที่ข้าบอกไว้สามวันก่อน ยังเหลืออีกครึ่งชั่วยาม"นางสะบัดดาบยาวในมือ "หลังจากครึ่งชั่วยาม ถ้าข้ายังไม่ได้สิ่งที่ข้าต้องการ ข้าจะเริ่มสังหารคนทันที"จั๋วซือหรานเหลือบมองเหล่าเชลยผาดหนึ่ง เชิดคางไปทางหวงเจี้ยนถัง "เริ่มสังหารจากคนนี้ก่อนเลย"คำพูดเหล่านี้ที่หน้าตำหนักใหญ่ของจั๋วซือหราน เพียงไม่นานก็ส่งไปถึงตำหนักหลังของสำนักเมฆาวารีหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง กำลังนั่งฟังเนื้อหารายงานด้วยสีหน้าบูดบึ้งนิ้วมือกำแน่น ในแ
เสียงของนางอดเข้มงวดขึ้นมาไม่ได้ "ข้ารู้ว่าข้าต้องทำอะไร! แต่เจ้านั่นล่ะ! อย่าให้ตัวตลกมาทำให้สติแตก!"ศิษย์หดคอลง ไม่กล้าพูดอะไรอีกตอนนี้เอง ด้านนอกก็มีคนในสำนักเข้ามารายงาน น้ำเสียงฟังดูร้อนรนมาก "เจ้าสำนัก!""ว่ามา" สุ่ยจิ้งหลานขมวดคิ้ว น้ำเสียงเย็นเยียบลงคนในสำนักรายงานว่า "ผู้อาวุโสอิงไปที่ตำหนักหน้าแล้ว"คำพูดของศิษย์ก่อนหน้าเหล่านั้น แค่ทำให้สุ่ยจิ้งหลานรำคาญขึ้นมาเท่านั้น แต่นางยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับแต่ตอนนี้เนื้อหาที่คนในสำนักมารายงาน กลับทำให้สุ่ยจิ้งหลานหน้าเปลี่ยนสี ลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง "อะไรนะ?! เขาจะไปทำอะไร! ทำไมไม่มีใครห้ามเขาไว้!"คนในสำนักเอ่ออ่าอยู่ด้านนอก ตอบอะไรไม่ได้อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นศิษย์สำนักหรือศิษย์ที่อยู่ข้างๆ ก็รู้ดีแก่ใจ ขวางเขาหรือ? จะไปขวางอย่างไรกัน?ตัวตนของผู้อาวุโสอิงบนเนินเขาเมฆาวารีนั้นค่อนข้างพิเศษและสูงส่ง นอกจากฐานะผู้อาวุโสแล้ว เขายังมีอีกฐานะที่ทำให้คนหวาดกลัวยิ่งกว่าเขาคือสามีของเจ้าสำนัก แม้เจ้าสำนักจะแข็งแกร่ง เป็นหนึ่งไม่มีสองในเนินเขาเมฆาวารี แต่ก็ยังเคารพผ่อนปรนต่อสามีมาโดยตลอดใครจะกล้าไปขวางเขากัน?ต่อให้ก่อนหน้านี้รู
จั๋วซือหรานตอนที่เห็นสายตาจั๋วเฮ่ออิงเจ้าพ่อไม่ได้เรื่องคนนี้สมองไปหมดแล้วหรือไงกันน่าจะไม่ถึงกับจงใจไม่รู้จักนางกับจั๋วหวายหรอกนะจะว่าไปตอนที่เขาออกไปจั๋วหวายยังเล็กอยู่ หลังจากโตมาก็เปลี่ยนไปเยอะ การจะจำไม่ได้ก็ปกติแล้วนางเองก็มีใบหน้าเหมือนตอนเด็กราวกับถอดแบบกันมา ยิ่งไปกว่านั้นยังคล้ายคลึงกับจั๋วเฮ่ออิงมากเขาไม่มีทางมองไม่ออกสายตาของคนเราโกหกได้ยาก จั๋วซือหรานมองออกจากในแววตาเขา เขาไม่รู้จักตนเองจริงๆเช่นนั้น เรื่องนี้ก็อธิบายได้แล้วเจ้าพ่อไม่ได้เรื่องของตนเองคนนี้ น่าจะเหมือนกับท่านอ๋องน้อย สติแตกไปหมดแล้วคิดถึงจุดนี้ จั๋วซือหรานก็อดยกมุมปากขึ้นไม่ได้ ยกขึ้นจนเป็นยิ้มเยาะตนเองคนอื่นมีโชคชะตาที่อ้างว้าง แต่นางนี่สิ ชีวิตนี้ไปเจอกับดาวลืมเลือนอะไรมาหรือไง คนนั้นคนนี้ก็จำนางกันไม่ได้เลย?จั๋วเฮ่ออิงจ้องมองหญิงสาวสวยตรงหน้าคนนี้เดิมทีเขาก็เคยได้ยินวีรกรรมหญิงสาวคนนี้หลังมาถึงเมืองอวิ๋นและมายังเนินเขาเมฆาวารีแห่งนี้แม้จะรู้สึกว่าจุดเริ่มของนางไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าจะมาฆ่าแกงกันล่ะก็ ดูจะเกินไปหน่อยเรื่องหลายเรื่องสามารถเจรจากันดีดีได้ แก้ปัญหากันดีดีได้ไม่ต้อ
รู้สึกแค่หวงเจี้ยนถังไม่รู้พูดจาประชดประชันอะไรอยู่จั๋วเฮ่ออิงขมวดคิ้ว จ้องหวงเจี้ยนถังเย็นชา "ถ้าจะฉีกหน้ากันจริง เจ้าจะเป็นคนแรกที่ถูกเอาไปบูชายัญ รีบๆ หุบปากซะ"หวงเจี้ยนถังถูกคำนี้ของเขาขัดจังหวะ เดิมทียังคิดจะอาละวาด แต่พอคิดถึงสิ่งที่หญิงบ้าคนนี้พูดไว้ก่อนหน้า ว่าพอถึงเวลา จะโบกดาบมาทางเขาเป็นคนแรก...หวงเจี้ยนถังจึงนิ่งเงียบไปจั๋วเฮ่ออิงไม่พูดอะไรอีก แค่จ้องมองจั๋วซือหรานต่อ ในสายตาแฝงแฝงไว้ด้วยการไถ่ถามเห็นได้ชัดว่าความคิดก่อนหน้านี้ยังไม่หายไป ยังคิดอยากจะคุยกับจั๋วซือหรานก่อนจั๋วซือหรานครุ่นคิด เลิกคิ้วขึ้น "ก็ไม่ใช่จะไม่ได้""เช่นนั้นเชิญ" จั๋วเฮ่ออิงทำสัญญาณมือเชื้อเชิญ นำจั๋วซือหรานเข้าไปในตำหนักหน้าจั๋วซือหรานเดินเข้าไปยังตำหนักหน้า พิจารณาฉากด้านในสำนักเมฆาวารีไม่ถือเป็นสำนักที่ใหญ่เป็นพิเศษอะไร แต่ดูจากตำหนักหน้าและลานกว้างหน้าประตูตำหนักแล้ว ดูโอ่อ่าเอาการอยู่พวกสำนักใหญ่ๆ เหล่านั้นจะมีขนาดโอ่อ่าแค่ไหน ไม่กล้าคิดเลยจริงๆ"ดื่มชาไหม?" เสียงชายหนุ่มที่ดูหนักแน่นแต่อ่อนโยน ดังลอดเข้ามาจากด้านหน้าน่าจะเพราะ เสียงนี้ในความทรงจำ อันที่จริงก็คุ้นเคยอยู่แล้
เพราะ ถ้าหากอีกฝ่ายรู้จักชีพจร รู้ว่ามีจุดสำคัญของโรคอะไรอยู่ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นแพทย์ยาพิษที่เก่งล่ะก็ ไม่แน่ว่าอาจจะใช้ยาพิษบางอย่างมาจี้จุดสำคัญของโรคนี้เข้าก็ได้ยังไม่ต้องพูดถึงใคร เอาแค่จั๋วซือหรานที่ถูกซือคงอวี้เล่นงานในวังสวนตอนนั้น ตามหลักแล้วด้วยฝีมือของนาง ไม่มีทางจะถูกวางยาเล่นงานได้แน่นอนแต่เพราะนางตอนนั้นร่างกายรับภาระจากพลังศักดิ์สิทธิ์หงส์แดงอยู่ จึงทำให้นางถูกยาเฉพาะทางเล่นงานเข้าประมาณนี้นั่นล่ะจั๋วเฮ่ออิงต้องเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวตรงหน้ายังเป็นศัตรูของสำนักอีกด้วยตามหลักแล้วไม่ควรจะปล่อยวางความระมัดระวังได้แบบนี้แต่จั๋วเฮ่ออิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงยกมือไปทางนาง ยื่นข้อมือส่งไปใต้นิ้วขาวนวลของนางดูเหมือน...ไม่มีการป้องกันใดๆ เลยจั๋วซือหรานที่สงบนิ่งอยู่ตลอด กระทั่งสีตายังดูเย็นชาอยู่หน่อยๆพริบตานี้ก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อนขึ้นมานิ้วของนางแตะเบาๆ ลงไปบนชีพจรของจั๋วเฮ่ออิง..."บังอาจนัก! ปล่อยเขานะ!"ปลายนิ้วของจั๋วซือหรานแตกลงไปไม่เท่าไร นอกประตูก็มีร่างหนึ่งแฉลบพุ่งเข้ามา!เขาถลึงตาจ้องจั๋วซือหรานด้วยความโกรธ "กำเริบเสิบสานในเ
ยิ่งไปกว่านั้นระดับหุ่นเชิดความมืดของสุ่ยจิ้งหลาน ยังแตกต่างกับระดับหุ่นเชิดความมืดที่จั๋วซือหรานเคยเห็นมาก่อนหน้านี้เสียอีกหวงเจี้ยนถังตามหลักการแล้วน่าจะเป็นคนที่หลอมหุ่นเชิดความมืดได้ดีมากของสำนักเมฆาวารีแล้วแต่หุ่นเชิดความมืดเหล่านั้นของเขา หลังจากจั๋วซือหรานเก็บกลับมาก็ถูกค้นคว้าจนหมดแล้วตอนนี้พอได้เห็นหุ่นเชิดความมืดของสุ่ยจิ้งหลานเหล่านี้ จั๋วซือหรานก็รู้เลยว่ามันเทียบกันไม่ได้สุ่ยจิ้งหลานคุ้นเคยกับการควบคุมหุ่นเชิดความมืดมากจั๋วซือหรานค้นพบอย่างรวดเร็ว แทนที่จะบอกว่าเป็นความยอดเยี่ยมของวิชาหุ่นเชิด สู้บอกว่าเป็นความยอดเยี่ยมของการควบคุมหุ่นเชิดเข้าต่อสู้ของนางจะดีกว่านางควบคุมหุ่นเชิดหลายตัวพร้อมกัน แบ่งงานกันไปแต่ละตัว แล้วยังมีรูปแบบขบวนทัพอีกด้วยเทียบกับสถานการณ์ที่หุ่นเชิดทั้งหมดพุ่งเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งแล้ว การแบ่งงานกันตามหน้าที่ของแต่ละตัวตอนนี้ ดูจะตึงมือเสียกว่าจั๋วซือหรานแววตาเย็นลง ไม่มีรีรอเดิมทีนางก็ไม่ใช่คนที่จะดูถูกศัตรูอยู่แล้ว ปฏิบัติตามแนวทางที่นักยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ที่สุดในชาติที่แล้วชี้แนะมาโดยตลอด บนเชิงยุทธศาสตร์ให้ดูถูกศัตรูไว้ แต่ในเชิง
พอได้ยินสุ่ยจิ้งหลานโต้แย้งกลับมา จั๋วซือหรานก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไรนางเอ่ยต่อเสียงเรียบว่า "ข้าอาจจะพูดไร้สาระก็ได้...แต่ว่าเจ้าสำนักสุ่ยเป็นถึงเจ้าสำนักเมฆาวารีแท้ๆ แต่ดูไม่ค่อยจะพิถีพิถันเท่าไรเลยนะ"จั๋วซือหรานมองนางสายตาเย็นชา "เก็บชายสมองพังกลับมาเป็นสามีแบบนี้ ไม่สนว่าเขาจะแต่งงานแล้วหรือยัง มีครอบครัวแล้วหรือยัง ในบ้านมีภรรยายังรอให้เขากลับไปหรือเปล่า?"จั๋วซือหรานยิ่งพูด สีหน้าสุ่ยจิ้งหลานก็ยิ่งขาวซีด"พอเก็บกลับมาก็แต่งงานทันที ถ้าไม่รู้คงได้คิดว่าเจ้าสำนักสุ่ยขาดผู้ชายเป็นแน่ เอาจริงๆ ถ้าหากเขามีภรรยาอยู่แล้วล่ะ? ดังนั้นข้าถึงบอกว่าเจ้าสำนักสุ่ยนี่ไม่พิถีพิถันเอาซะเลย"จั๋วซือหรานมองนางอย่างเย็นชา "เป็นถึงเจ้าสำนักเมฆาวารี แต่ดันทำตัวเป็นอนุภรรยาเสียอย่างนั้น?"คำพูดเหล่านี้ของจั๋วซือหราน ในที่สุดก็ทำให้อารมณ์ของสุ่ยจิ้งหลานพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงหญิงสาวที่บุกมาบนเนินเขาเมฆาวารีคนนี้ ดูเหมือนแค่พูดไม่กี่คำ ก็ฉีกหน้ากากภาพลักษณ์ครอบครัวที่นางพยายามสร้างมาอย่างยาวนานลงได้ง่ายๆ เลยดวงตาสุ่ยจิ้งหลานแดงก่ำ นางเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า"ไม่มี! เขาไม่มีบ้าน! บ้านของเขาคื
ท่าทีของเฟิงเหยียน ไม่ถือว่ากระตือรือร้นมากนัก กระทั่งค่อนข้างเย็นชาด้วยซ้ำแต่ก็เป็นเรื่องปกติ หลังจากที่เขาออกจากสำนักในตอนนั้น ก็ไม่ได้มีความฮึกเหิมเหมือนสมัยครั้งยังเด็กอีกมักจะเย็นชา และมักจะเฉยเมยปันอวิ๋นเม้มริมฝีปาก เข้าใจถึงสาเหตุนั้นสภาพการณ์ตอนที่เฟิงเหยียนออกจากสำนักครั้งนั้น เขาเองก็รู้เป็นอย่างดีต่อให้จนถึงตอนนี้ ก็ยังจดจำได้อย่างชัดเจนเพราะเฟิงเหยียนถูกทรยศเป็นคนแรก ดังนั้น ตอนนั้นพวกเขาก็อยู่ในฐานะคนที่ยังไม่ถูกทรยศอันที่จริง จะมากน้อยก็ยังมีความสงสัยว่าถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็คงไม่เข้าใจอยู่พวกเขารู้สึกว่าเฟิงเหยียนทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเฟิงเหยียนที่ไม่รู้จักบุญคุณพวกเขารู้สึกว่า เป็นเฟิงเหยียนที่ทำไม่ถูกเฟิงเหยียนเป็นคนอกตัญญูจนต่อมา ต่อมาของต่อมา ทุกคนทยอยกันเดินบนเส้นทางของเฟิงเหยียน ใครก็หนีไม่พ้นการทรยศหรือใช้ประโยชน์ทั้งนั้นตามหลักแล้วควรจะยอมรับชะตากรรมอย่างที่เคยเตือนเฟิงเหยียนเอาไว้ในตอนนั้น และมองว่าสิ่งนั้นเป็นการบ่มเพาะและการให้ความสำคัญจากสำนักแต่เพระาอะไร...ถึงได้ดีใจกันขึ้นมาไม่ได้เลยและหลังจากนั้นอีก แต่ละคนก็ทร
ดังนั้นเขาจึงยังไม่กล้าไปกอดนางไว้แบบนี้ตลอด คอยอยู่ด้วยเงียบๆแต่เขากลับไม่ง่วงเลย ไม่ได้หลับ ไม่ได้ปิดตาด้วยแค่มองนางเงียบๆ สัมผัสถึงความร้อนในตัวนางกับชีพจรนางกระทั่งตัวเขาเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่ก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่ง...รู้สึกสงบใจอย่างมากราวกับว่า ทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสมบูรณ์แบบแล้วทั้งที่ความทรงจำในอดีตยังไม่กลับคืนเข้าที่ แต่ความรู้สึกนี้ เหมือนสลักประทับอยู่ในจิตวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น ยากที่จะลบเลือนจนกระทั่งลมหายใจของจั๋วซือหรานมั่นคงแล้ว สีหน้ายิ่งมีประกายแดง สภาพดีขึ้นมากแล้วเขามองไปที่คราบเลือดแห้งกรังเหล่านั้นบนใบหน้าจั๋วซือหราน รู้สึกเสียดแทงตาเหลือเกินจึงได้เคลื่อนไหวเบาๆ เดินออกไปด้านนอก กำชับคนรับใช้ให้เตรียมน้ำร้อนมาไม่ให้คนรับใช้เข้ามาปรนนิบัติ แต่เขาหิ้วถังน้ำเข้ามาเองเขาอุ้มนางมาแช่ในถังน้ำ คอยสระชำระเส้นผมนางทีละเล็กทีละน้อย เช็ดคราบเลือดบนผิวนางออกอาบตัวนางจนสะอาดหมดจด อุ้มกลับไปบนเตียง ใช้ผ้าห่มห่อตัวนางจากนั้นจึงใช้พลังวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์ เป่าผมนางจนแห้งและเพราะมีกลิ่นอายของเขาห่อหุ้มอยู่ จั๋วซือหรานจึงหลับลึกอย่างสบาย ไม่ตื
พลังศักดิ์สิทธิ์หงส์แดงที่บริสุทธิ์ที่สุด ถูกส่งผ่านเข้ามาอย่างนั้นจั๋วซือหรานมีความรู้สึกเหมือนตนเองถูกแช่ไว้ในน้ำอุ่น เป็นความรู้สึกที่สบายอย่างที่สุดในลำคอก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความสบายยิ่งไปกว่านั้น คนเราก็เหมือนจะเป็นเช่นนี้เดิมทีก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองลำบากยากเย็นอะไรนักแต่ตอนที่ร่างกายสามารถผ่อนคลายลงมาได้ ไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานอีกแล้วพอย้อนคิดไปถึงความยากลำบากเหล่านั้นก่อนหน้า กลับรู้สึกว่าตนเองน่าสงสารขึ้นมาจั๋วซือหรานตอนนี้ก็รู้สึก ว่าตนเอง...ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมเท่าไรชายคนนี้ เจ้าคนสมควรตายนี่มีสิทธิ์อะไร?มีสิทธิ์อะไรกัน?"..." ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บที่ปลายลิ้นเขาขมวดคิ้ว รสชาติคคาวหวานของเลือดแผ่ซ่านในร่องฟันของทั้งสองคนเขามองหญิงสาวตรงหน้า ก็เห็นแววตาของนางมีความหงุดหงิดอยู่หน่อยๆแล้วยังมีสีหน้าท้าทายอีกด้วยดูเหมือนจะจงใจกัดปลายลิ้นเขา น่าจะโมโหเอาการชายหนุ่มไม่ครางออกมาเลย ราวกับไม่รู้สึกเจ็บอย่างไรอย่างนั้นยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ใส่ใจ ปลายลิ้นยังโถมใส่นางอย่างเร่าร้อนรุนแรงถ้านางอยากได้ ก็ต้องแล้วแต่นางจั๋วซือหรานดูจนใจหน่อยๆ แต
เหมือนว่าความทรมานทั้งหมดก่อนหน้านี้ ไม่ได้ทรมานอะไรขนาดนั้นและไม่รู้ว่าเจ้าโง่นี้ใช้แรงกระแทกนางมากแค่ไหน...มีหลายครั้ง ที่นางรู้สึกได้ว่า ในมิตินี้เหมือนสั่นไหวขึ้นมาราวกับวิญญาณของนางที่ถูกขังอยู่ในมิติ จะถูกดันกลับเข้าไปที่เดิมเลยจั๋วซือหรานถลึงตาโตขึ้นหน่อย จ้องมองมิติที่โยกไหวหน่อยๆรู้สึกหมดคำจะพูดแมงมุมน้อยงึมงำขึ้นมาข้างๆ "นายท่าน...ในนี้มัน...ร้อนจัง..."จั๋ซซือรหานมองไปทางเหล่าสัตว์อสูรของตนเอง มองออกไม่ยาก พวกมันเหมือนเริ่มมึนๆ จะหลับกันแล้ว พอเห็นแบบนี้ ก็เหมือนจะไม่ได้แตกต่างอะไรนักกับสถานการณ์ครั้งที่แล้วเพียงแต่ครั้งที่แล้ว ตนเองถูกทำจนเกือบจะสลบไปและตอนนี้ ตนเองถูกทำ...จนใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้วผู้ชายคนนี้...ร้ายกาจจริงๆนี่มันช่าง....สัมผัสแนบเนื้อบนตัวนางมีเหงื่อบางๆ ชั้นหนึ่ง ผิวที่เคยขาวซีดไปทั้งตัว ตอนนี้พอมีเม็ดเหงื่อเกาะอยู่ จึงยิ่งดูเป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาและไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน..."อือ..." หญิงสาวที่ไม่มีปฏิกิริยามาตลอด ริมฝีปากที่ยังมีรอยเลือดที่ยังเช็ดไม่สะอาด ส่งเสียงครางออกมาเหมือนลูกแมวตัวน้อยฟังดูแล้วเป็นเสียงอือๆ งึมงำๆน
ในใจจั๋วหวายเข้าใจอย่างหนักแน่นว่าเฟิงเหยียนคือผู้ชายทรยศแต่ว่านี่ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาคิดว่าเฟิงเหยียนจะทำให้พี่สาวดีขึ้นได้คนเราก็มักมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ไม่มีทางเลือกดังนั้นจั๋วหวายแม้จะไม่ได้เน้นหนักว่าผู้ชายทรยศคนนั้นคือผู้ชายทรยศ แต่ก็ยังถามขึ้นว่า "เขาจะพาพี่สาวข้าไปไหน?"ปันอวิ๋นได้ยินคำนี้ สายตาก็ลึกซึ้งขึ้นมา "นั่น...เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เขา เด็กๆ ไม่ต้องถามเยอะ"จั๋วหวายเบ้ปาก ในใจก็บ่นว่าตนเองไม่ใช่เด็กแล้วเสียหน่อยแต่ปันอวิ๋นในที่สุดก็ไม่ได้บอกจั๋วหวาย ว่าเฟิงเหยียนจะพาจั๋วซือหรานไปที่ไหนในใจปันอวิ๋นชัดเจนดี สภาพของจั๋วซือหรานแย่หนักถึงระดับนี้แล้ว ขนาดยาก็ยังดื่มไม่ลงถ้าคิดจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ปลอบประโลมตัวนาง รวมถึงปลอบประโลมลูกในท้องนาง...วิธีการที่ดีที่สุด คือสิ่งนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยสติสัมปชัญญะของจั๋วซือหรานไม่ได้หลับลึกอย่างสมบูรณ์ ในมิติยังสัมผัสรับรู้ได้ถึงสภาพแวดล้อมรอบๆความรู้สึกนั้น เหมือนกับสติสัมปชัญญะถูกขังอยู่ในมิติอย่างไรอย่างนั้นนางจึงเป็นได้เพียงแค่ผู้ชมเท่านั้น"เฮ้อ ดูท่าเขาจะใช้วิะีนั้นสินะ" จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นขนมถั่วแดงกั
แต่ว่าชายหนุ่มยังคงไม่ตอบเขาเขาเพียงยกมือขึ้นมา สะบัดแขนเสื้อ เผยท่อนแขนออกมาจากในแขนเสื้อจั๋วหวายจึงเห็นว่าท่อนแขนของชายคนนี้ มีลายมัดกล้ามที่สวยงาม กระชับเรียวยาวผิวเองก็ขาวเย็น ไม่รู้ว่าเพราะปกติไม่ค่อยโดนแสงแดดหรือเปล่าและตอนนี้เอง ผิวหนังขาวเย็นที่โผล่ออกมานอกแขนเสื้อพอต้องกับแสงตะวัน จั๋วหวายก็รู้สึกเหมือนขาวจนสะท้อนแสงออกมาเลย!จากนั้น หลังจากสัมผัสกับแสง ก็ค่อยๆ รอยแผลเหมือนไฟลวกที่ค่อยๆ แดงขึ้น ก็ปรากฏมาบนท่อนแขนเขาไม่เพียงเท่านี้ หลังจากที่รอยไหม้เหล่านี้ปรากฏ ท่อนแขนเขาก็มีอักขระประหลาดบางส่วนปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็วพออักขระคำสาปปรากฏ บาดแผลเผาไหม้พวกนั้นก็ถูกสะกดลงไป บาดแผลบนผิวหนังเริ่มสมานตัวกลับเหมือนเดิม หลังจากแผลสมานดี อักขระคำสาปเหล่านั้นก็ค่อยๆ สลายหายไปบนผิวหนังเขาแต่ไม่นานนัก ก็ปรากฏแผลไฟลวกอีกครั้ง อักขระเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นมาอีกซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ ดูแล้วทำให้คน...รู้สึกประหลาดมากจั๋วหวายมองจนบื้อไปเลยและชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจกับแผลที่หายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็หายพวกนี้เลย ราวกับเหมือนมองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้นและก็เหมือนไม่ได้เจ็บได้ปวดเลย แม้ต
เหมือนว่าพอสายตามองเห็นหญิงสาวในอ้อมกอดปันปวิ๋นที่เหมือนลมพัดก็สลายหายไปได้ ตอนนั้นเอง สัมผัสทั้งหมดก็เหมือนหายวับไปในพริบตาดวงตามองไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้ว หุเองก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีกความรู้สึกเดียวที่เหลืออยู่คือความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนมีดกรีดกลางใจ ไม่เพียงเท่านี้ สมองก็เหมือนถูกของมีคมกวนคนอย่างไรอย่างนั้น เจ็บขึ้นมาเป็นระยะๆยิ่งเจ็บ ก็ยิ่งอยากจะมองนางให้ชัดจเน ไม่อยากพลาดไปแม้แต่น้อยปันอวิ๋นพอเห็นร่างของเขา และกลิ่นอายนั่นบนตัวปันอวิ๋นในที่สุดก็ถอนใจโล่ง เขามาได้เสียที..."เจ้าหุบเขา?" ศิษย์สำนักข้างๆ ยังระแวดระวังอยู่ปันอวิ๋นบอกกับศิษย์สำนักเสียงเรียบว่า "เขาไม่ทำอะไรหรอก"ศิษย์สำนักพอได้ยินคำนี้ จึงถอนใจโล่งออกมา เพราะตอนที่พวกคนคุ้มกันขวางเขาเมื่อครู่มันเกินต้านแล้วจริงๆปรมาจารย์กู่อย่างพวกเขาเดิมทีก็แพ้ธาตุไฟอยู่แล้ว และชายคนนี้ก็เหมือนจะมีธาตุไฟระดับสูงด้วยพวกเขาไม่มีความสามารถจะไปทัดทานได้เลยปันอวิ๋นพอเห็นร่างสูงใหญ่ตรงหน้า ก็คิดในใจ ยังจะงงอะไรอยู่เล่า ถ้าเจ้ายังงงอยู่ หญิงสาวคนนี้จะไม่ไหวแล้วนะ!"โอ๊ค..." ในปากจั๋วซือหรานมีเลือดสดทะลักออกมาและมือข้างนั
ราวกับว่า...ต่อให้นางจะดูอ่อนแอเหมือนกดให้ตายได้ด้วยนิ้วเดียวแต่ยังคงไม่ยอมให้คนรู้สึกว่าอ่อนแอ ยังคงทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าหากอยากจะเป็นศัตรูกับนาง ก่อนนางตายก็จะลากเจ้าลงนรกไปด้วยกันตอนนี้รอยยิ้มที่ดูเกียจคร้านไม่ใส่ใจ กลับยิ่งดูสงบนิ่งมั่นคงราวกับยกของหนักได้อย่างสบายนางเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้าน "ใครจะรู้ล่ะ? อาจจะขาดหนูไม้ไผ่อยู่กระมัง"ปันอวิ๋นกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่พอได้ยินหนูไม้ไผ่สองคำนี้ เขาก็รู้แล้ว ว่าตอนที่เขาไปทิ้งจดหมายที่บ้านไม้ไผ่ นางก็เดาได้แล้วว่าเขาทำอะไรเพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้นเป็นหญิงสาวที่เจ้าเล่ห์กว่าจิ้งจอกเสียอีกปันอวิ๋นจุ๊ปาก "เจ้านี่ถึงตายไป สมองก็คงจะแล่นอยู่อย่างนี้สินะ?"จั๋วซือหรานแค่เหลือบมองเขา ไม่ได้พูดอะไร มุมปากกลับยกโค้งขึ้นบางๆหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง คิ้วนางก็ขมวดขึ้นบางๆ"ทำไมหรือ?" ปันอวิ๋นเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีหน้านาง จึงขมวดคิ้วเดินเข้ามา สองมือประคองบ่านางไว้อันที่จริงเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้เห็นสีหน้าทรมานจากหน้านางนัก นางมักจะทำเป็นเหมือนไม่เป็นไรเสมอแต่ตอนนี้ บนสีหน้า กลับดูทรมานขึ้นอย่างชัดเจนจากนั้น นางก็เหมือนจะยืน
จั๋วหวายเกือบจะสำรอกออกมาแล้ว!"ถ้าจะอาเจียนก็ออกไปอาเจียนซะ ถ้าทำกู่กล่องนี้ของข้าพัง ข้าจะจับเจ้าแขวนห้อยหัวซะเลย" ปันอวิ๋นเอ่ยขึ้นเสียงเรียบจั๋วหวายหมุนตัวพุ่งออกไป สูดลมหายใจลึกหลายครั้งกว่าจะสงบลงมาได้ จากนั้นจึงเตรียมตัวเตรียมใจ ตอนที่เข้าไปอีกครั้งก็ไม่มีกระทบกระเทือนอย่างแรงแบบก่อนหน้าแล้วแต่สายตากลับไม่ได้มองไปยังแผ่นกระดานที่มีของดิ้นกระแด่วๆ นั่นมองแล้วขนลุกสุดๆ"มีเรื่องอะไร?" ปันอวิ๋นถามขึ้นเสียงเรียบจั๋วหวายเอ่ยเสียงต่ำ "ท่านรู้..." เขาสูดจมูก ถามออกไปว่า "ท่านรู้จักเฟิงเหยียนใช่ไหม?"ปันอวิ๋นเดิมทีกำลังป้อนอาหารเจ้าพวกดุ๊กดิ๊กพวกนั้นพอได้ยินคำนี้ การเคลื่อนไหวก็หยุดลงมา ไม่หันไปมองเขา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงถามขึ้นเรียบๆ ว่า "ทำไมล่ะ?""ข้าอยากเจอเขา ข้าอยากจะถามเขา ว่าทำไมทำแบบนี้กับพี่ของข้า" จั๋วหวายขอบตาแดงรื้นเขาสูดหายใจลึกแล้วพ่นออกมา "ข้าเองก็อยากจะถามเขา ว่าช่วยพี่ข้าได้ไหม ถ้าหากไม่ได้ หรือก็คือเขาเป็นผู้ชายทรยศ ไม่ยินยอม เช่นนั้นเขามาบอกกับท่านพี่ได้ไหม ว่าให้เลิกแล้วต่อกันจบๆ ไป"ปันอวิ๋นพอได้ยินคำนี้ จะฟังความเสียใจในใจจั๋วหวายไม่ออกได้อย่างไรกั