เฟนด์เก็บดาบของเขาและบินลงมา รวบรวมแหวนยุทธจากทุกคนดาเนียลล่าก็บินลงมาเช่นกัน เธอยิ้มหวานให้เฟนด์ “คุณไม่ลังเลเลย ทั้งที่เธอพยายามเกลี้ยกล่อมคุณ เธอเสนอตัวให้คุณด้วยซ้ำ! แล้วคุณยังไม่ตกหลุมพรางเธออีก?”กิริยาของเฟนด์ทำให้ดาเนียลล่ารู้สึกพอใจมาก ผู้ชายที่เธอหมายตาไว้นั้นเป็นคนดีจริง ๆ และไม่หวั่นไหนต่อสิ่งล่อใจอีกต่างหาก“หึ พอมีคนเสนอตัวมาให้ผมก็ต้องว่าตามตลอดงั้นเหรอ?”เฟนด์หัวเราะเบา ๆ และพูดว่า “อีกอย่างผู้หญิงอย่างลูซี่ก็เหมือนกับตุ๊กตาไร้ชีวิตสำหรับผม ผมเคยพบเธอเพียงครั้งเดียว แล้วจะชอบเธอได้ยังไง?!”“อย่างนั้นกลับเข้าไปในรอยแตกแล้วดูหน่อยดีกว่าว่าคุณไปเจออะไรมา!”ดาเนียลล่ายิ้มเล็กน้อยและพร้อมที่จะบินไปที่รอยแตกนั้นถึงกระนั้นเฟนด์ก็ยิ้มอย่างขมขื่น “อย่ากลับเข้าไปอีก ที่นั่นมีแต่ศพ ถ้ามีใครผ่านไปมาจะยิ่งทำให้รอยแตกเห็นได้ง่าย คงเลวร้ายน่าดูถ้าคนอื่นรู้ว่าผมฆ่าคนพวกนั้น! ถึงพวกเขาจะบอกว่าในการแข่งขันครั้งนี้ เราสามารถฆ่าใครก็ได้ อยู่ให้ห่างจากตระกูลเชิร์ชดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด!”"จริงด้วย! พวกเขาอาจโกรธแค้นคุณ!”ดาเนียลล่ายิ้ม "ไปกันเถอะ เราจะหาที่อื่น!”ทั้งสองค้น
เปลวไฟเล็ก ๆ เริ่มลุกโชนใต้หม้อ หลังจากนั้นไม่นานเฟนด์ก็สามารถทำให้หม้อทั้งใบร้อนขึ้นได้ เห็นได้ชัดว่าเขาชำนาญในเรื่องนี้ดาเนียลล่าไม่กล้าที่จะขัดขวางเฟนด์ เธอนั่งเงียบ ๆ ข้าง ๆ ชื่นชมสีหน้าจริงจังของเฟนด์ ขณะที่เขาอยู่เหนือหม้อเฟนด์รีบคว้าส่วนผสมบางอย่างแล้วโยนลงในหม้อ ควบคุมเปลวไฟด้วยพลังจิตของเขา และเริ่มสกัดของเหลวบางส่วนออกมาหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เพิ่มส่วนผสมลงไปอีกกำมือหนึ่ง เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของส่วนผสม และน้ำโอสถที่เริ่มกลั่นตัวเมื่อเวลาล่วงเลยไปไม่นาน เฟนด์ก็โยนส่วนผสมทั้งหมดของเขาลงในหม้อ เม็ดเหงื่อเริ่มรวมตัวกันเหนือที่คิ้วรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของดาเนียลล่า ขณะที่เธอเฝ้าดูเฟนด์ปรุงส่วนผสม เขาขมวดคิ้วและคลายมันอยู่เป็นพัก ๆ และเธอคิดว่าการได้ดูเขาปรุงยานั้นช่างมีความสุขหลังจากนั้นสักพัก เขาก็รีดน้ำยาทั้งหมดออกมา ทำทุกอย่างด้วยมือที่ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญหลังจากนั้นครู่หนึ่ง ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการสร้างเม็ดยาก็มาถึง ของเหลวเริ่มแข็งตัวเฟนด์ยังคงควบคุมไฟและของเหลวก็เดือดเป็นฟอง มันหดตัวลงและเริ่มแข็งตัว"ขึ้นมา!"ในชั่วพริบตาเฟนด์ยกมือข
“ดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเชียวล่ะ!”ดาเนียลล่าขมวดคิ้ว “ไปดูกันเถอะ คงไม่ดีแน่ถ้าสมาชิกในตระกูลของเราอยู่ที่นั่น!”"ตกลง!"เฟนด์พยักหน้าและบินไปยังทิศทางของเสียงพร้อมกับดาเนียลล่าหลังจากที่พวกเขาบินไประยะหนึ่ง ก็ได้เห็นเด็กกว่าสิบคนจากตระกูลคาเบลโลบนสนามหญ้า พวกเขาถูกล้อมรอบด้วยอัจฉริยะมากกว่ายี่สิบคนจากตระกูลลาโกริโอ และอีกหลายสิบคนจากตระกูลฮันท์ ทั้งสองตระกูลจ้องมองเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมมีอัจฉริยะเจ็ดหรือแปดคนจากตระกูลคาเบลโลอยู่บนพื้น ไร้ซึ่งลมหายใจ“เ*รเอ๊ย พวกตระกูลลาโกริโอมันหน้าด้านจริง ๆ พวกเขาร่วมมือกับตระกูลฮันต์เพื่อฆ่าคนของเรา!”ดาเนียลล่าโกรธจนตัวสั่น“พี่สาวคนที่สองของคุณก็อยู่ที่นั่นด้วย!”เฟนด์ยิ้มอย่างไร้ความหวังเมื่อเขาเห็นเธอจากระยะไกลเขาไม่แปลกใจกับเหตุการณ์นี้เลยสักนิด ตระกูลลาโกริโอไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลวู๊ด แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องหันไปหาตระกูลฮันท์ในขณะเดียวกัน ตระกูลฮันท์ซึ่งรู้ ๆ กันอยู่ว่าแค้นตระกูลวู๊ดกับตระกูลคาเบลโล เพราะเรื่องระหว่างเฟนด์กับเฮเลน่าเพราะอย่างนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะร่วมมือกันกำจัดส
“เ*รเอ๊ย ไอ้พันทางตระกูลวู๊ดมาแล้ว!”อัจริยะจากตระกูลฮันท์สังเกตเห็นเฟนด์ และดาเนียลล่า สีหน้าของเขาหม่นลง “ฉันได้ยินมาว่าหมอนี่นี้ต่อสู้เก่งมาก!”“ไม่ง่ายแล้วสิ!”หนึ่งในสองนักสู้ระดับเทพแท้จริงขั้นกลางจากตระกูลฮันต์ชื่อชอว์น อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเมื่อเห็นเฟนด์แต่เขาก็ฉีกยิ้มเย็นอย่างรวดเร็ว “เขาคงจะน่ารำคาญนิดหน่อย แต่เรามีคนเยอะกว่า” เขากล่าว “อีกอย่างวีนัสและสมาชิกตระกูลคาเบลโลคนอื่น ๆ ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงร่วมมือกันพวกนั้นก็สู้เราไม่ได้หรอก แต่ฝ่ายเราก็อาจต้องสูญเสียไปไม่น้อย!”“มั่นใจซะจริง!”เฟนด์พลิกฝ่ามือและหยิบดาบสีดำออกมา ก่อนส่งพลังฉีเข้าไปในดาบ“แรงสะท้อนจากดาบเล่มนั้นแข็งแกร่งมาก!”มีคนรับรู้อย่างรวดเร็วว่าดาบเล่มนั้นพิเศษ สีหน้าของเขาหม่นลงในขณะที่พูดกับนักสู้สองคนจากตระกูลฮันท์“แ*งเอ๊ย ผมว่าดาบของหมอนั่นเป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับสูงสุด หนึ่งในนั้นนายท่านของเราเป็นผู้ครอบครอง แต่นี่เขาก็มีเหมือนกัน!”สีหน้าของชอว์นหม่นลง เขาพลิกฝ่ามือและหยิบดาบวิญญาณระดับล่างออกมาจับจนแน่นเดิมทีเขาคิดว่าดาบวิญญาณที่เขาหามาได้ค่อนข้างดี แต่เมื่อเขาจับมันขึ้นมาแล้วเขาก็ไม่รู้ส
ใบหน้าของชอว์นมืดลง ความปรารถนาที่จะได้รับดาบวิญญาณระดับสูงสุดที่ฉายแววในดวงตาเขานั้นลดน้อยลง ความเคร่งเครียดเข้ามาแทนที่ในขณะนั้น เขารู้สึกได้ว่าเฟนด์น่ากลัวเพียงใด เขารู้สึกได้เลยว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเป็นคู่ต่อสู้ที่จัดการได้ไม่ง่าย“หึ.. ฉันจะไม่เสียเวลาเล่นกับพวกนายอีก ฉันไม่ยอมให้สมาชิกตระกูลคาเบลโลตายไปมากกว่านี้แล้ว!”เฟนด์หัวเราะเบา ๆ และถ่ายโอนพลังฉีของเขาลงในดาบอีกครั้ง แรงสั่นสะท้อนที่กระเพื่อมออกจากดาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม“ดาบเพลิงผลาญ!”เฟนด์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและแกว่งดาบอย่างแรง การโจมตีนี้พุ่งออกไปด้านหน้าแรงเชือดเฉือนส่งเสียงแผ่วเบา ราวกับดาวหางทำท่าจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า ชั่วพริบตาเดียว มันก็ถึงตัวชอว์น“แ*งนี่มันทักษะการต่อสู้อะไรวะ? ขั้นสูงระดับสองรึไง?”ชอว์นตกใจมากเสียจนใบหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงพลังโจมตีของเฟนด์ เขาไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร"พายุลมกรด!"เขาพุ่งเข้าสู้ด้วยการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่มันไร้ประโยชน์ เพราะการโจมตีของเฟนด์ได้ทำลายเขาลงในชั่วพริบตา พลังงานที่เหลือล้นไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา
ดาเนียลล่าหัวเราะแม้ว่าพี่สาวคนที่สองของเธอจะดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้ดีว่าพี่รองและพี่ใหญ่เป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่ในตระกูล แต่ถึงกระนั้นเหล่าอัจฉริยะแห่งตระกูลคาเบลโลต่างก็ชมเชยเฟนด์ไม่รู้จักหยุดหย่อน ทำให้เขากลายเป็นคนต้นแบบคนใหม่ขึ้นมา การที่พี่สาวคนที่สองจะรู้สึกอิจฉามันก็เป็นเรื่องปกติ"เธอพูดถูก ไม่มีทางเทียบได้เลย เขาแข็งแกร่งกว่าฉันมาก”วีนัสเม้มริมฝีปาก เธอคิดก่อนที่จะพูดด้วยความหงุดหงิด “แต่ที่เขาเก่งแบบนี้ได้ก็เพราะเขามีดาบวิญญาณระดับสูงสุดต่างหาก ถ้าฉันมีอย่างเขา ฉันก็คงแข็งแกร่งพอ ๆ กับเขานั่นแหละ!”เธอไม่คิดว่าดาเนียลล่าจะกลอกตาใส่ “ทำไมพี่ไม่พูดไปเลยล่ะว่า พี่ต้องการดาบวิญญาณระดับที่เหนือกว่าเขา? มีตำนานกล่าวไว้ว่ามีสมบัติที่แข็งแกร่งกว่าอุปกรณ์วิญญาณระดับสูงสุดอยู่ และนั่นคืออุปกรณ์วิญญาณชั้นยอด มันลึกลับพอ ๆ กับระดับเทพขั้นสูงสุดเขียวนะ น่าเสียดายที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ใครได้ครอบครองไว้ แน่นอนว่าจะไม่มีใครหยุดเขาได้อีก!”“อุปกรณ์วิญญาณชั้นยอด?”นี่เป็นครั้งแรกที่เฟนด์ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ หัวใจของเขาเต้นรัว มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับระดับเทพสูงสุด และอุปกรณ์
"ใช่ คุณช่วยชีวิตคุณหนูวีนัสไว้ และคุณก็เป็นคนรักของคุณหนูเฮเลน่าอีกต่างหาก เรามันคนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจอะไรหรอก!”ผู้หญิงอีกคนจ้องมองที่เฟนด์ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง น้ำลายไหลออกมาจากมุมปากโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้เห็นอัจฉริยะหญิงทุกคนจากตระกูลคาเบลโลที่สติเตลิดไปมากขึ้นเรื่อย ๆ วีนัสก็ยิ่งรู้สึกพูดไม่ออก เธอจ้องมองพวกเขา “พวกเธอทำอะไรกัน? ทำไมเธอถึงไปรุมล้อมเฟนด์แบบนั้น? อย่าลืมว่าพวกเธอเป็นผู้หญิง รักษากิริยากันหน่อย!”สาว ๆ ค่อย ๆ ถอยห่างเมื่อเห็นว่าวีนัสกำลังโกรธ แต่พวกเธอก็ยังเหลือบมองไปยังชายรูปงามผู้แข็งแกร่งคนเดิมไม่วางตาดาเนียลล่าไม่คิดว่าพวกเขาไม่ค่อยเหมาะกัน แต่หากอัจฉริยะหญิงพวกนี้ชื่นชมเฟนด์ก็หมายความว่าเธอเลือกถูกคนแล้ว แปลว่าเธอน่ะตาถึงหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็รวบรวมของที่ริบมาจากคู้ต่อสู้เสร็จสิ้น โดยมีแผ่นป้ายสีดำรวมยี่สิบกว่าแผ่น แถมยังมีแผ่นสีขาวอีกสองแผ่นด้วย“ป้ายเยอะน่าดูเลย รีบรับไปสิ อย่าให้ฉันต้องเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองล่ะ!”วีนัสโบกมือ และแผ่นป้ายเหล่านั้นก็บินไปหาเฟนด์ เธอกลอกตา ใบหน้าที่สวยงามของเธอที่แต่งแต้มด้วยสีหน้าขุ่นเคืองยิ่งดูน่าดึงด
อย่าว่าแต่คนอื่นที่ไหนเลย แม้แต่วีนัสเองก็ยังมองดูเม็ดยาด้วยความชื่นชมเธอจ้องมันสักพักก่อนจะหันไปหาเฟนด์ “หืม ไม่ยุติธรรมเอาซเลย!""ไม่ยุติธรรมงั้นเหรอ?"เฟนด์ขมวดคิ้วเพราะไม่แน่ใจว่าเธอหมายถึงอะไร วีนัสรู้ว่าเขากับดาเนียลล่าคบหากันอยู่ การให้ยากับแฟนสาวของเขาไม่ใช่เรื่องปกติตรงไหน?สมาชิกตระกูลคาเบลโลคนอื่น ๆ แลกเปลี่ยนสายตากัน พวกเขาทำหน้าแปลก ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นวีนัสใช้น้ำเสียงราบเรียบตอนคุยกับคนอื่น"แน่นอน อืม คุณเป็นคู่รักกับพี่สาวคนโต แถมคุณยังให้ยาเม็ดขั้นสูงระดับหนึ่งกับดาเนียลล่า อย่าลืมสิว่าฉันก็เป็นน้องสาวและพี่สาวของพวกเธอเหมือนกัน!”วีนัสโวยวายอย่างไร้อารมณ์และพูดด้วยน้ำเสียงกระมิดกระเมี้ยนริมฝีปากของดาเนียลล่าแยกออก เธอไม่เคยคิดเลยว่าถึงพี่สาวคนที่สองของเธอจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเฟนด์ดี แต่เธอก็ยังจะเสแสร้งออกมาเพื่อจะแย่งยาแค่เม็ดเดียวเฟนด์ไม่คิดว่าวีนัสจะใช้ข้ออ้างนั้นเพราะอยากได้ยา เขายิ้มอย่างขมขื่น "ไม่มีปัญหา ผมจะให้ยาแบบนั้นอีกเม็ดกับคุณเหมือนกัน” เขากล่าว “แต่ผมจะทำเมื่อมีเวลาว่างตอนกลางคืนเท่านั้น!”เมื่อวีนัสได้ยินดังนั้น ใบห
ตราบใดที่มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะโอสถของเขา ทั้งสองคนจะทำอะไรตามต้องการก็ย่อมได้ สิ่งนั้นไม่กระทบอะไรกับเขาเลย“ถึงฉันจะดูแคลนหมอนี่ แต่เขาก็ยังกล้าเสมอ เขาก็คงจะมีความสามารถอยู่บ้าง เขาน่าจะผ่านสองขั้นตอนแรกได้อย่างไม่มีปัญหา” เกรย์สันพูดอย่างชัดเจนรูดี้มองไปที่เกรย์สันด้วยรอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าแล้วตอบว่า "นายดูมั่นใจกับหมอนี่มากเลยนะ ฉันจะคิดว่าทุกครั้งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งหมด“ฉันคิดว่าเขาอาจจะไปถึงขั้นที่สองก่อนที่เขาจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง! ฉันอยากเห็นจริง ๆ ว่าถ้าล้มเหลวขึ้นมา เด็กสารเลวคนนี้จะสู้หน้าเราได้ยังไง”เกรย์สันสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขารู้สึกได้ว่าความโกรธของรูดี้ที่มีต่อเฟนด์นั้นลึกซึ้งกว่าของเขามากดวงตาของรูดี้ลุกเป็นไฟ เห็นได้ชัดว่าเขาเกลียดเฟนด์มากเพียงใดเกรย์สันหัวเราะอย่างเย็นชา "แล้วมาดูกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ฉันคิดว่าเขาน่าจะสามารถไปถึงขั้นตอนสุดท้ายได้ ถ้าเขาสามารถควบรวมอักขระทางยาได้ถึงร้อยเม็ดเขาก็น่าจะมาถึงระดับนั้น"หลังจากที่ทั้งสองพูดเรื่องเหล่านั้นออกมา พวกเขาก็ปิดปากเงียบพร้อม ๆ กับการมองดูเฟนด์โดยไม่พูดอะไรพวกเขามอง
ผู้อาวุโสฮอร์สท์กระแอมเล็กน้อยในขณะที่เขาพูดต่อ “หลังจากที่เธอบ่มเพาะโอสถได้สำเร็จแล้ว ให้นำโอสถมาให้ฉันตรวจสอบ พวกเธอจะมีเวลาในการทดสอบทั้งสิ้นแปดชั่วโมง ถ้าเธอไม่สามารถบ่มเพาะโอสถได้ภายในแปดชั่วโมง ก็จะแปลว่าไม่ผ่านการทดสอบ ดังนั้นอย่าได้ช้าเกินไป”พวกเขาทั้งสามพยักหน้าแทบจะพร้อมกัน หลังจากผู้อาวุโสฮอร์สท์ให้คำแนะนำแล้ว เขาก็จัดให้มีคนงานสองสามคนคอยเป็นคนตรวจ มีผู้ดูแลยืนอยู่ด้านหลังทั้งสามคนเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรผิดพลาดหลังจากนั้นผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็หันกลับมาและไปหาผู้สอบคนอื่น ๆ รูดี้หรี่ตาลง ขณะที่เขาเหลือบมองเฟนด์และพูดว่า "ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะโอสถระดับหกคือขั้นตอนสุดท้าย แต่ขั้นตอนแรกก็ไม่ง่ายเช่นกัน ถ้านายรู้ว่าทำไม่ได้ ก็อย่าทำให้ต้องสิ้นเปลืองวัตถุดิบเลย ของพวกนี้ล้วนมีราคาค่างวด ต่อให้นายจะขายตัวเองเป็นทาสก็ยังไม่พอให้ซื้อของพวกนี้!”เฟนด์ถอนหายใจออกเบา ๆ หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านั้น ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าเขาเบื่อเกินกว่าจะอ้าปากพูดด้วยซ้ำ เขาตัดสินใจที่จะเพิกเฉยต่อผู้ชายคนนั้นและทุกสิ่งที่จะออกมาจากปากเขา ถึงโต้ตอบไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
เกรย์สันหรี่ตาลงขณะที่เขามองเฟนด์ด้วยความโกรธเช่นกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ดูเหมือนว่าวันนี้ นายจะมาที่นี่เพื่อหาเรื่องขายหน้าให้กับตัวเองเท่านั้น"หลังจากพูดจบเกรย์สันก็หันหลังกลับและเงียบไป เสียงความขัดแย้งหยุดลง และทุกคนรอบ ๆ ก็เริ่มกระซิบกระซาบกันผู้อาวุโสฮอร์สท์มองเฟนด์อย่างมีความหมาย ราวกับว่าเขามองเฟนด์ในมุมมองที่ต่างออกไป ทันใดนั้นผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็อยากรู้เรื่องของเฟนด์อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะนั้นเขาไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เมื่อเขาเห็นว่าทุกคนได้จับกลุ่มกันเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็โบกมือแล้วพูดว่า "มากับฉัน!"ทุกคนติดตามผู้อาวุโสฮอร์สท์ไปเป็นกลุ่ม ๆ ผู้อาวุโสฮอร์สท์เข้าไปในเรือวิญญาณ ภายในเรือเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังรีบร้อนพวกเขาเดินตามหลังผู้อาวุโสฮอร์สท์ไปอย่างใกล้ชิด เดินลัดเลาะไปตามทางก่อนจะมาถึงห้องกว้างขวางในที่สุด ห้องกว้างขวางมากจนเรียกได้ว่าห้องโถงเลยทีเดียวทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าไปในห้อง ทุกคนก็สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีของโอสถที่หนาแน่นรอบ ๆ บรรยากาศ พื้นที่ในห้องนี้ใหญ่เกินพอสำหรับพวกเขาแปดสิบคนเฟนด์ประเมินสถานการณ์เล็กน้อย ห้องนี้ใหญ่พอที่จะรองรับคน
พวกเขาถาโถมข้อกล่าวหาและดูหมิ่นมามากเกินไป ถึงเขาจะไม่อยากโต้เถียงกับคนพวกนี้ แต่เขาก็ยังถูกบังคับให้ต้องเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้า ๆ อยู่วันยันค่ำเขามองเข้าไปในดวงตาของรูดี้ซึ่งเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับเขาเป็นเพียงแมลงในสายตาของรูดี้เฟนด์หัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วนายได้ยินเสียงสุนัขที่เห่าดังที่สุดแล้วหรือยังล่ะ?”คำพูดเหล่านั้นสามารถเยาะเย้ยทุกคนที่นั่นได้สำเร็จ เขาเปรียบเทียบกิลเบิร์ตกับสุนัขและเย้ยหยันทุกคนที่ฟังสุนัขตัวนั้นเห่า มันทำให้การแสดงออกบนใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปกิลเบิร์ตเกือบจะลืมความโกรธของตัวเองไปแล้ว เขาไม่อยากจะเชื่ออะไรด้วยซ้ำว่าเฟนด์จะสามารถขจัดคำดูถูกดูแคลนทั้งหมดลงได้ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นกิลเบิร์ตหันกลับมาจ้องมองเฟนด์ด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความโกรธเขาอยากจะตะโกนกลับแต่ถูกรองเหรัญญิกปรามไว้ "ดูเหมือนว่านายจะไม่อยากเข้าร่วมการทดสอบแล้วสินะ!"ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวก็ทำให้กิลเบิร์ตไม่อาจพูดอะไรออกมาได้อีก กิลเบิร์ตตระหนักได้แล้วว่าเขาได้ทำให้รองเหรัญญิกขุ่นเคืองอย่างหนักหากเขายังคงยืนกรานที่จะต่อปากต่อคำกับเฟนด์ รองเหรัญญิกอาจจะดึงเขาออกไปจริง ๆ แล้วเขาจะ
“สมองหมอนั่นจะต้องมีอะไรผิดปกติจริง ๆ นั่นแหละ เขาคิดจริง ๆ หรือว่าเขาอยู่ในระดับเดียวกับอีกสองคนที่อยู่ตรงหน้าเขา แค่เพราะไปยืนอยู่กลุ่มเดียวกัน? นั่นน่าจะตลกมากเกินไปหน่อยนะ…”“ฉันนึกว่าการทดสอบจะเข้มงวดและจริงจังเสียอีก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ ทำเอาฉันขำจนปวดท้องเลยล่ะ…”แอนดรูว์ขมวดคิ้วอย่างรู้สึกอับอาย รองเหรัญญิกโกรธจนตัวสั่นหลังจากได้ยินคำพูดของกิลเบิร์ต เขานึกอยากจะพุ่งตัวไปไปตบกิลเบิร์ตสักสองสามครั้งกิลเบิร์ตเพิกเฉยต่อชื่อเสียงของวิมานโอสถอย่างเห็นแก่ตัวที่สุด พวกเขาแทบอยากจะมุดดินหนี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่จะเป็นความอัปยศอดสูที่วิมานโอสถไม่อาจจำกัดทิ้งได้รองเหรัญญิกตะโกนออกไปว่า "หุบปากเดี๋ยวนี้! นายกำลังพูดเรื่องบ้าอะไร ถ้าไม่อยากเข้าร่วมการทดสอบ ก็ไสหัวไปซะ!"รองเหรัญญิกโกรธมาก ขณะที่เขาพูดเช่นนั้น สีหน้าของเขาดูอดสูอย่างไม่น่าเชื่อ เขายังคิดจะฆ่ากิลเบิร์ตให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ เมื่อถูกตำหนิเช่นนั้นก็ทำให้กิลเบิร์ตตระหนักได้ว่าเขาพูดผิดไปถึงกระนั้นก็ไม่มีทางที่เขาจะถอนคำพูดเหล่านั้นกลับคืนมา เขากระแอมเบา ๆ ก่อนที่จะรีบหันศีรษะไปซ้ายทีขวาที อย่างไม่กล้
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่ารองเหรัญญิกว่าโอสถระดับหกหมายถึงสิ่งใด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิมานโอสถรับบัณฑิตมาจำนวนนับไม่ถ้วน แต่มีไม่มากนักที่จะได้กลายเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับหกจริง ๆคอนสแตนซ์ยิ้มอย่างมีความหมายขณะที่เขาเอ่ยถาม "รองเหรัญญิกคนนี้มีความสามารถหลากหลายจริง ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าวิมานโอสถจะมีอัจฉริยะกับเขาด้วย ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย"ริมฝีปากของรองเหรัญญิกกระตุก เขาต้องการอธิบายตัวเอง แต่ถ้าเขาบอกว่าเฟนด์ไม่สามารถสกัดโอสถระดับหกได้ และมีเพียงพรสวรรค์ในการสร้างอักขระทางยาเท่านั้น มันคงจะกลายเป็นเรื่องตลกครั้งใหญ่ และทุกคนคงจะหัวเราะเยาะวิมานโอสถเป็นแน่แต่ถ้าเขายังคงดื้อรั้นต่อไป พอถึงเวลาต้องบ่มเพาะโอสถ เฟนด์ก็จะเปิดเผยความจริงข้อนั้นออกมา เมื่อนั้นความอัปยศอดสูก็จะยิ่งหนักข้อขึ้นเขาถึงกับมือสั่น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกกักขังอยู่ในกำแพงอีกสองด้าน ทุกคนคิดว่ารองเหรัญญิกกำลังวางแผนที่จะใช้ความเงียบเพื่อตอบคำถามเมื่อเห็นกับตาว่ารองเหรัญญิกไม่ตอบอะไรออกมาแต่ทว่าคอนสแตนซ์คล้ายกับจะไม่เ
เฟนด์เป็นคนเดียวที่ยังคงยืนอยู่ ขณะนั้นเขาดูคล้ายกับกำลังลังเลและดูเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างอยู่ ขณะที่รองเหรัญญิกพูดจบ ผู้อาวุโสฮอร์สท์ก็จ้องมองมาอย่างอยากรู้อยากเห็นแม้ว่าดวงตาของเขาจะดูเป็นประกายมากขนาดไหน แต่เฟนด์ก็ยังคงรู้สึกถึงความเฉียบคมภายใน ราวกับว่าเขาจะถูกตัดสิทธิ์หากเขาไม่ขยับริมฝีปากของเฟนด์กระตุกอย่างช่วยไม่ได้ เขารีรอต่อไปไม่ได้แล้ว จึงได้แต่เดินไปยังพื้นที่ที่เขาวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ในตอนแรกเฟนด์ไม่ได้ดึงดูดความสนใจใครมากนัก เขาอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่ปรากฏตัวขึ้น ไม่มีใครจำเขาได้ ต่อให้เขาจะมาจากวิมานโอสถ แต่นอกจากคนที่เคยพบเขาแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครขณะที่เขาเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกต่อไป ทุกคนก็เริ่มจ้องมองไปที่เขา ใบหน้าของรองเหรัญญิกก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นบูดบึ้งเมื่อเขาสังเกตเห็นว่าเฟนด์กำลังมุ่งหน้าไปทางใด“ผู้ชายคนนั้นคิดจะไปต่อหลังรูดี้หรือเปล่า? เขาคิดจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการกลั่นโอสถระดับหกด้วยหรือ?”“ก็คงเป็นแบบนั้น เว้นแต่เขาจะเป็นคนโง่เง่าที่ไม่ทันได้ฟังกฎการตัดสินให้ดี ไม่งั้นคงไม่เดินไปแบบนั้นหรอก เขาเป็นใคร ทำไมฉันไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับเขาเลย
กิลเบิร์ตทำท่าราวกับกลืนแมลงวันเข้าไปสองสามตัว เขาคาดหวังว่ารองเหรัญญิกจะพูดคำเหล่านั้นกับเขาเสียอีก แต่กลับกลายเป็นว่ารองเหรัญญิกไม่ละสายตามามองเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียวรองเหรัญญิกฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเฟนด์ราวกับว่ากิลเบิร์ตและแอนดรูว์มาที่นี่เพื่อเพิ่มจำนวนคนเท่านั้นแอนดรูว์มีสีหน้าขมขื่นเช่นกัน ในอดีตเขาขัดแย้งกับกิลเบิร์ตมามากมาย และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่อาจพัฒนาไปในทางที่ดีได้แต่ต้องขอบคุณเฟนด์ที่ทำให้เขาสามารถวางเฉยต่อความแค้นทั้งหมดที่เคยมีได้แอนดรูว์พูดด้วยใบหน้าที่มืดมน “รองเหรัญญิก ดูเหมือนคุณจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เฟนด์เลยนะ“แต่คุณก็น่าจะเตือนเฟนด์สักหน่อยว่าต่อให้เขาจะมีพรสวรรค์ค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ควรหยิ่งผยองเกินไป”แอนดรูว์โกรธมากในขณะนั้นและอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องเอ่ยคำดูแคลนที่สุดเช่นนั้นออกมากิลเบิร์ตกล่าวเสริมอย่างรีบร้อนทันที “แอนดรูว์พูดถูก แม้ว่าพรสวรรค์ของเฟนด์จะค่อนข้างดี แต่เขาก็ไม่ควรหยิ่งผยองนัก คำพูดพวกนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด”เฟนด์ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกคนทั้งสองเหยียบย่ำ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเฟนด์ไม่ได้เอ่ยปากเลยสักคำ แล้วเขาจะเอาเวลา
ในตอนแรก คอนสแตนซ์และซีนย์เพียงยืนเคียงข้างกันโดยไม่สนใจเรื่องนี้ พวกเขาต้องการปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อว่าเกรย์สันและรูดี้เริ่มเถียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองคนก็ถูกบีบให้ต้องทำอะไรสักอย่างพวกเขาถูกบีบให้ต้องแยกรูดี้และเกรย์สันออกจากกัน นั่นก็เพราะ การทะเลาะกันของเด็ก ๆ ควรจะมีขีดจำกัด เพราะหากมันเกินขีดจำกัดไปแล้ว นั่นจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกเขา นี่คือสิ่งที่รูดี้และเกรย์สันเองก็ไม่อยากเห็นเป็นเวลาเกือบสิบห้านาทีแล้ว ผู้อาวุโสฮอร์สท์นั่งบนเก้าอี้ ขณะมองดูการทะเลาะวิวาทและการพูดคุยกันอย่างเฉยเมย เมื่อหมดเวลาเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงปรบมือดังขึ้นตอนที่เขาจะพูดว่า "เอาล่ะ หมดเวลาแล้ว ทุกคนต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเองยังไง”“ฉันไม่คิดว่าฉันจะต้องบอกอะไรพวกนายทุกอย่างหรอกนะ ตอนนี้ก็แยกออกเป็นกลุ่มเสีย ผู้ที่ต้องการรวมอักขระทางยาจะยืนอยู่ทางทิศตะวันออก“ผู้ที่ต้องการแยกแยะวัสดุสามารถยืนอยู่ตรงกลางได้เลย และหากจะพิสูจน์ตัวเองด้วยกันบ่มเพาะโอสถให้ไปยืนที่ทางทิศตะวันตก“ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องขอเตือนทุกคนก่อน หากทุกคนต้องการ