นอกจากเขาจะไม่ได้สติแล้ว ยังเพิ่มความโกรธให้เขาด้วย เข้ายับยั้งตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาต้องกำราบนาง ต้องให้นางรู้ซะบ้าง ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่ในสนามรบนี้ เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ประกบริมฝีปากกับปากอวบอิ่มของนาง ช่างหวานนัก นี่หรือรสชาติของหญิงสาว ที่ใช้ปากนี่ด่าเขา เขาบดขยี้อย่างแรง หญิงสาวตกใจ นางไม่สามารถขัดขืนเขาได้เลยแขน 2 ข้างของนาง ถูกเขาตรึงไว้ นางพยายามดิ้นเพื่อให้หลุด นางกัดเขา แต่เหมือนไปกระตุ้นสัญชาตญาณของพยัคฆ์ร้ายในตัวเขาให้ตื่นขึ้นมา ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ สิ่งที่หลุดออกไปได้ มีเพียงเสื้อผ้าของนางเท่านั้น“ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง ได้โปรด หยุดเถอะ ข้า ข้าขอร้องท่าน ฮือๆๆๆๆ” นางขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้ ไม่มีอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียวที่จะปกปิดร่างของนางไว้ นางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ความอัปยศนี้ ใครกันที่เป็นคนมอบให้นาง จนถึงก่อนที่เขาจะสิ้นสติ เขาก็ยังเรียกหาพี่สาวนาง ทำไมต้องเป็นนางที่มารับเคราะห์กรรมนี้ ทำไมต้องเป็นแบบนี้“ไม่ร้องนะคนดี ข้าจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บ” เขากระซิบ เป็นคำสุดท้ายที่เขาจะพูดคืนนี้ เขาเริ่มจู่โจมหาความหวานจากปากของนางอีกครั้ง ครั้งนี้ หญิงสาวไม่หลบเลี่ยงอีกแล้ว ช่าง
เฉิงอ๋องค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อคืนเขาคงดื่มมากไป ยังมีอาการปวดหัวหลงเหลืออยู่เล็กน้อย เขาค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นมา นี่เขาถอดเสื้อผ้านอนเหรอเนี่ย เมาขนาดนี้เลย เขาเปิดผ้าห่มออก เพื่อที่จะสามารถลุกจากเตียงได้ และเขาต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น รอยเลือดบนที่นอน เป็นของผู้ใดกัน เขาสะดุด และแล้วความทรงจำทั้งหลายก็หลั่งไหลเข้ามาเขาโดนยาพิษในห้องหนังสือ เขาให้ต้าหรงไปส่งคุณหนูรองสกุลลู่ แล้วตัวเขาก็เดินกลับเขามาในห้องนอนเพื่อใช้ลมปราณสลายพิษในร่างกายและจะไปแช่น้ำเย็น แต่เขากลับเจอพิษจากสุราในห้องนอนอีกรอบ และยังเจอหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในห้อง เขา อาา เขาจำได้หมดแล้ว แต่ นางเป็นใครกันล่ะ ตัวเล็ก ผอมบาง ฝีปากกล้าที่ด่าเขา เขาจำได้เลือนรางจำได้ว่านางมีปานคล้ายรูปกลีบดอกไม้ที่ไหล่ข้างซ้าย ตัวนางหอมยิ่งนัก ร่องรอยบนตัวเขา คงจะเป็นนางที่ฝากเอาไว้สินะ ทั้งรอยเขี้ยวที่ไหล่ของเขา รอบเล็บ ที่หน้าอก และคงจะที่หลังด้วย ตอนนี้เขารู้สึกแสบเล็กน้อย ปากเขาเองก็มีเกล็ดเลือดที่แข็งตัวแล้วติดอยู่ ใช่ นางกัดปากของเขา แล้วเรียกเขา ว่าอะไรซักอย่าง เขาจำไม่ได้เลยทันใดนั้นเอง มีแสงบางอย่างกระทบตาเขา มันอยู่ข้างหมอน เขาหยิบอ
ฟางซินเหลือบไปมองต่างหูที่เหลือเพียงข้างเดียว ข้าจะทำอะไรได้ หาอะไรทำให้สบายใจก่อน แล้วค่อยคิดหาทางต่อก็แล้วกัน ว่าแล้วนางก็เก็บต่างหูนั้น ลงในกล่องเครื่องประดับด้านหน้า และปิดฝาไว้ เหมือนกับว่า จะไม่มีวันเอามันออกมาอีกวันนี้ตลาดก็ยังคึกคักเช่นเดิม 2 ข้างทางมีสินค้า พ่อค้า แม่ค้าหน้าใหม่มากมาย คงเพราะตอนนี้เปิดเมืองมากขึ้น การค้าขายระหว่างแคว้นจึงได้เพิ่มขึ้น แต่จิตใจของนาง กลับไม่เบิกบานดังเช่นเดิม ชุนเอ๋อสังเกตคุณหนูได้สักพักหนึ่งแล้ว วันนี้คุณหนูของนางเดินใจลอยหลายครั้ง ตอนนี้เหมือนหน้านางซีดๆ“คุณหนูเจ้าคะ ไม่สนุกเหรอเจ้าคะ คุณหนูไม่สบายตรงไหนรึเปล่าเจ้าคะ หน้าคุณหนูดูซีดๆ นะเจ้าคะ” นางถามด้วยความเป็นห่วง“ชุนเอ๋อ ข้า รู้สึก ปวดท้อง เรากลับกันก่อนดีกว่า วันนี้ข้า เดินไม่ไหวแล้ว”“ได้เจ้าค่ะคุณหนู รถม้าอยู่ข้างหน้านี่เองเจ้าค่ะ ค่อยๆ เดินนะเจ้าคะคุณหนู” นางเดินกุมท้อง นางรู้สึกปวด นางรู้อาการนี้ดี นางต้องรีบกลับบ้านก่อนจังหวะนั้นมีรถม้าคันหนึ่งวิ่งสวนมา นางไม่ทันได้มอง นางรีบขึ้นรถม้าไปก่อน ชุนเอ๋อบอกคนรถให้รีบออกรถกลับจวนทันที“เรียนท่านอ๋อง ด้านหน้านั่นน่าจะเป็นคุณหนู 3 พ่ะย่
ต้าหรงมาแจ้งอาการป่วยของฟางซินให้ลี่หมิงทราบแล้ว นางไม่ได้เป็นอะไรมากก็ดี ตอนนี้เหลือความจริงอีกอย่างที่เขาอยากรู้ เขาคงต้องเริ่มหาจากร้านทำต่างหูคู่นี้ขึ้นมา เขาสั่งต้าหรงให้ไปตรวจสอบเรื่องนี้ทันทีแต่สิ่งหนึ่งที่เขาจำได้ขณะสติใกล้จะเลือนราง กลิ่นของนาง มันช่างคุ้นเคย เหมือนเคยได้กลิ่นนี้มาตลอด เขาเข้าใกล้ความจริงแล้วสินะ เขาลอบยิ้มเบาๆ หากสิ่งที่เขาคิด มันเป็นจริงขึ้นมาล่ะ เขาจะเริ่มจากตรงไหนวันนี้นางก็ดันป่วย จะสอบถามอะไรก็ไม่ได้ ป่วยเหรอ ถ้าหากว่านาง ไม่ได้ป่วยเป็นไข้ฤดูอย่างที่หมอว่าล่ะ ถ้าหากนางป่วย เพราะเขา เฉิงอ๋องเดินคิดวนไปวนมาในห้องหนังสือ ใช่แล้ว ข้าต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง“เรียนท่านอ๋อง ตามที่เถ้าแก่ร้านต่างหูบอก เขาได้ขายต่างหูนี้ให้แม่นางคนหนึ่ง นางมาพร้อมสาวใช้ขอรับ” เข้าเค้ามาก เหลือแค่พิสูจน์ครั้งสุดท้าย“ข้าจะไปจวนสกุลลู่” เขารีบออกจากจวน ไม่มีเรื่องใดที่เร่งด่วนกว่าเรื่องนี้อีกแล้วฟางซินลืมตาขึ้นมา ทานข้าวต้ม และทานยาที่ท่านหมอจัดให้ โดยมีชุนเอ๋อคอยเตรียมให้ ตอนนี้นางลุกจากเตียงได้แล้ว 3 วันก่อนนางไม่สามารถไปไหนได้เลย ไข้ฤดูค่อนข้างรุนแรงมากเลยทีเดียวสำหรับนาง
ช่วงนี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือ เกี่ยวกับคุณหนูรองสกุลลู่ กับท่านอ๋องเฉิงมากมาย ราวกับมีคนจงใจปล่อยข่าว ว่าทั้ง 2 สกุลจะมีการหมั้นหมายกัน บ้างก็ว่าท่านอ๋องได้เชิญแม่สื่อไปพบ เพื่อจะเตรียมสู่ขอ อีกข่าวก็ว่า ท่านอ๋องทูลขอองค์ฮ่องเต้ ขอพระราชทานสมรสด้วยตนเอง ความรักลึกซึ้ง ทั้งคู่เหมาะสมกันราวกิ่งทอง ใบหยก คนหนึ่งเป็นสตรีอันดับ 1 แห่งเมืองหลวง อีกคนก็แม่ทัพหน้าหยกผู้ชนะทุกสมรภูมิ ทั้งคนเล่านิทาน โรงงิ้ว หรือแสดงหุ่นกระบอก ก็นำมาเล่าอย่างสนุกปาก ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนถึงสกุลลู่“ทำไมมีข่าวลือเกี่ยวกับท่านอ๋องเฉิงกับเซียนเอ๋อมากมายขนาดนี้ ใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้กัน” แม่ทัพลู่ร้อนใจ ข่าวลือนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ม เขาเองพอจะรู้อยู่บ้างกับเรื่องราวนี้ ตั้งแต่งานเลี้ยงที่จวนอ๋องครั้งก่อน หลังจากนั้น ข่าวลือก็เริ่มแพร่กระจาย แต่หากเฉิงอ๋องเอง ก็ยังไม่เคยกล่าวเรื่องนี้กับตนเลยฟางซินเองก็ได้ยินข่าวนี้เช่นกัน วันนี้ นางไปหอจันทรา เรื่องนี้ดังมากในหมู่หญิงสาว ที่ได้แต่อิจฉาพี่สาวของนาง ที่สามารถครอบครองหัวใจของแม่ทัพหน้าหยกผู้นั้นได้ บ้างก็มีข่าวลือเสียหายว่าพี่สาวนางอาจจะใ
จวนสกุลลู่เวรยามรักษาประตูจวนดูแน่นหนา เป็นปกติของจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แต่ก็มิอาจป้องกันได้ทุกทิศทาง โดยเฉพาะกับองครักษ์เงา ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แต่วันนี้ ท่านอ๋องเฉิงมาด้วยตนเอง เขาให้จีซูไปตรวจดูที่เรือนหน้า ส่วนตัวเขา พิงอยู่ที่ริมห้องของลู่ฟางซิน เข้าได้ยินเสียงสาวใช้ คุยกับฟางซิน แต่เสียงของฟางซิน ตอบกลับสาวใช้แบบเอื่อย ๆ“คุณหนู พักนี้ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ ท่านดูไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเลย หรือไข้ฤดูรอบนี้จะหนัก คุณหนูเลยเพลียมากกว่าปกติเจ้าคะ” ชุนเอ๋อถามไถ่อย่างเป็นห่วง ช่วงนี้คุณหนูของนาง ทานอาหารน้อยลง เที่ยวน้อย และพูดคุยน้อยลง นางมักจะนั่งเหม่อลอย สักพักก็จะถอนหายใจ เหมือนคุณหนูคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ชุนเอ๋อไม่ชอบเห็นคุณหนูเป็นแบบนี้เลย นางไม่เคยมีอาการแบบนี้“ข้าไม่เป็นไรหรอก ชุนเอ๋อ เจ้าแช่งให้ข้าป่วยอีกรอบหรือไง หึ” นางแสร้งทำพูดหยอกกลับไป“ไม่รู้สิเจ้าคะ ข้ารับใช้คุณหนูมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นคุณหนูเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย หรือว่า เกี่ยวกับ… ข่าวลือด้านนอกนั่นเจ้าคะ”“ข่าวลือ เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ ไม่ใช่ข่าวของข้าเสียหน่อย” นางตอบ แต่สายตาพลันหม่นลง“ข้าก็คิดว่า ท่านกั
“เจ้าฟังข้านะ คืนนั้น นางเอาของขวัญมาให้ข้าที่ห้องหนังสือ มันคือสุรา 1 เหยือก นางให้ข้าดื่ม แต่ในสุรานั่นมียาพิษนั่นอยู่ พอยาเริ่มออกฤทธิ์ ข้ายังพอมีสติ เลยเรียกต้าหรง ให้ไปส่งนาง และข้าก็รีบกลับไปที่ห้องนอน จนเจอกับเจ้า” เขาเริ่มเล่า โดยไล่ลำดับเหตุการณ์ให้นางฟัง และคิดตามไปด้วยถึงเหตุการณ์วันนั้น“พอเข้าห้องไป ข้าก็ไปดื่มน้ำในห้องอีก 1 ถ้วย ใครจะไปนึกว่ามันคือสุราที่ใส่ยาพิษนั่นอีก ข้าเกือบจะถอนพิษได้หมดแล้ว กลับไปโดนพิษอีกรอบในห้องนอน เลยยากที่จะถอน และที่ข้าเรียกชื่อคุณหนูรอง เพราะก่อนข้าจะสติเลอะเลือน ข้าอยากรู้ว่าใครเป็นคนใส่ยาพิษในเหล้านั่น เป็นนาง หรือว่ามีคนใส่มาก่อน แล้วให้นางถือเข้ามา ข้ากำลังทบทวนเรื่องนี้อยู่ แล้วก็เข้ามาเจอเจ้าเข้า ข้าคิดแค่ว่าจะถามพี่สาวเจ้าเรื่องนี้ มันก็แค่นั้น”เขาอธิบายตามที่เขานึกออก ฟางซินเองก็เริ่มคิดตามที่เขาเล่า พี่สาวนาง เอาเหล้ามาให้ท่านอ๋องงั้นเหรอ นางจะรู้เรื่องนี้หรือไม่ ว่าในเหล้ามีพิษ หรือว่า นางเป็นคนวางแผน แต่ว่า เหล้าให้ห้องนอนท่านอ๋องล่ะ ใครเป็นคนเอาไปวางกัน“เจ้าเชื่อข้ารึยังฟางซิน ข้าไม่ได้มีอะไรกับนางจริง ๆ นะ” เขาเริ่มเขย่าตัวน
เฉิงอ๋องกลับมาถึงจวน นี่เป็นอีกคืนหนึ่งที่เขาจะฝันดี เขานึกในใจ หากว่าสามารถยกขบวนสู่ขอนางได้เร็วที่สุดก็คงจะดี แต่เพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด เข้าต้องสืบให้รู้เรื่องในคืนนั้น พร้อมลากผู้วางแผนการชั่วช้านี่ออกมาให้ได้เสียก่อน แต่เขาจะทำอย่างไรล่ะ ตอนนี้ หากทำการบุ่มบ่าม อาจจะทำให้ฟางซินเกิดอันตรายเกินไป ผู้อยู่เบื้องหลังยังอยู่ในเงามืด ไรเบาะแส ขนาดตามสืบขนาดนี้ ยังไม่พบอะไรเลย หรือว่า อาจจะเป็นคนที่เขา คาดไม่ถึง“เรียนท่านอ๋อง จีซูมีเรื่องจะรายงานพ่ะย่ะค่ะ” ต้าหรงแจ้งเฉิงอ๋องอยู่หน้าห้อง“เดี๋ยวข้าออกไป ให้นางไปรอข้าที่ห้องหนังสือ” เขาบอกต้าหรง เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า และรีบออกไปพบจีซูที่ห้องหนังสือ นางรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ต้าหรงปิดประตู และยืนอยู่ข้างๆ ที่ประทับท่านอ๋อง“เจ้ามีความคืบหน้าอะไรสินะ จีซู แจ้งมาได้เลย” เขาบอกองครักษ์เงาของเขา“เรียนท่านอ๋อง ข้ารู้ตัวคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังแล้วเพคะ แต่ว่า เอาเป็นว่า ท่านโปรดฟังเรื่องที่ข้าได้ยินมาก่อนเพคะ”นางเริ่มเล่าจากเหตุการณ์ที่นางได้รับมอบหมายให้เข้าไปตรวจสอบคนในจวนสกุลลู่ เมื่อคืนก่อน นางได้ยินเสียงคุณหนูรองสกุลลู่และสาวใช้ กึ่งพูด กึ่งทะ
“กรุบกรับๆๆๆ”เสียงม้าที่โดนเฆี่ยนเพื่อให้วิ่งเร็วที่สุดของอ๋องเฉิงและจินเยว่ วิ่งออกนอกเมืองมาอย่างสายลม“เร็วเข้าสิ เร็วอีก”“ท่านอ๋อง ท่านอย่าพึ่งรีบร้อน น้องสามไม่เป็นอะไรหรอก นางอยู่กับแม่นมเถา นางจะปลอดภัย ย่าส์....”จินเยว่รีบควบม้าให้ทันว่าที่ท่านพ่อหมาดๆที่ขี่ม้านำเขาไปอีกแล้ว ม้าของท่านอ๋องกลับไปต้องดูแลกันอย่างหนักเลยทีเดียวเหตุการณ์เริ่มจากเมื่อตอนสาย หลังจากที่เฉิงอ๋องออกมาจากจวนเพื่อจะมารับคำสั่งเพื่อจัดส่งเสบียงที่จะไปชายแดนฝั่งตะวันออก เมื่อเขามาถึงไม่นาน และรับจดหมายคำสั่ง จินเยว่ก็ขี่ม้ามาหาเขา เพื่อแจ้งข่าวด้วยหน้าตาที่ตื่นตระหนก“ท่านอ๋อง เร็วเข้า ซินเอ๋อนางปวดท้อง จะคลอดแล้ว แม่นมเถาให้ข้ามาส่งข่าว”“ตุบ”หนังสือราชการในมือของเฉิงลี่หมิงตกจากมือ“ท่านอ๋องขอรับ ท่านอ๋อง รีบไปสิขอรับ”“ต้าหรง เจ้า ได้ยินเหมือนข้าใช่หรือไม่ พระชายา จะคลอดแล้ว ข้าจะเป็นพ่อคนแล้ว เร็วเข้า ไปเอาม้ามาให้ข้า เร็วๆ เข้า”จินเยว่ส่งข่าวให้เฉิงอ๋องทราบแล้ว เขากำลังจะวิ่งไปส่งข่าวที่จวนสกุลลู่ต่อ แต่วันนี้ แม่ทัพลู่ก็เข้าวังด้วย เขาเลยส่งข่าวที่ท่านพ่อแทน“เจ้าว่าไงนะเยว่เอ๋อ ซินเอ๋อจะคลอดแล
เรือนตากอากาศสกุลเฉิง“พระชายาเพคะ กลับเข้าไปข้างในจวนเถอะเพคะ เวลานี้ลมแรง เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะเพคะ”“รออีกสักครู่เถอะแม่นมเถา ข้าอยากรอท่านอ๋องกลับมาก่อน นี่ก็จวนจะได้เวลาแล้ว”“ก็ได้เพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันเอาผ้าคลุมมาให้เพคะ พระชายาต้องเสวยยาบำรุงครรภ์แล้วนะเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันให้เด็กยกมาให้พร้อมกันเลย”“ขอบคุณแม่นมเถา”แม่นมเถา เป็นหมอตำแย และแม่นมให้กับท่านอ๋องเฉิง นางอยู่จวนอ๋องเฉิงมาพร้อมๆกับหมอตู้ ตอนนี้ นางมาประจำการอยู่ที่จวนตากอากาศ เนื่องจากพระชายาใกล้ถึงกำหนดคลอดเต็มที เฉิงอ๋องอยากให้พระชายาได้อยู่ในจวนนี้ เนื่องจากอากาศดี และนางก็ชื่นชอบที่นี่มาก ก่อนหน้านั้น เฉิงอ๋องได้ให้คนจัดเตรียมทุกอย่างที่นี่เอาไว้พร้อมสรรพ ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการคลอด ของใช้สำหรับเด็ก ยารักษาโรคต่างๆ จวนตากอากาศตอนนี้เหมือนยกทั้งจวนอ๋องเฉิงในเมืองหลวง มาอยู่ที่นี่กันหมด เพราะแต่ละคนก็อยากมาดูแลพระชายาของพวกเขาทุกคนตื่นเต้นกับทายาทที่กำลังจะคลอดออกมา ท้องของฟางซินก็โตมาก หากไม่มีคนคอยพยุงเดิน นางแทบจะไปไหนไม่ได้เลยทีเดียว ชุนเอ๋อเองก็ไม่เคยห่างนางไปไหนเลย เพราะต้องคอยพยุงนางเวลาเดินไปไหน ช่วง
จวนสกุลลู่ฮูหยินใหญ่ และฮูหยินรอง ต่างเข้มงวดกับการเตรียมตัว ฝึกซ้อมเจ้าสาวในพิธีสมรสพระราชทานครั้งนี้มาก ทั้งขั้นตอนการยกน้ำชา ทั้งมารยาทในพิธีการ ฮองเฮาทรงจัดให้นางข้าหลวงใหญ่ มาช่วยฝึกซ้อมให้องค์หญิงทั้งสองถึงที่จวน พวกนางแทบจะไม่มีเวลาได้พัก จนฟางซินบ่นกับหนิงเซียน“พี่รอง หากรู้ว่าแต่งงานในวังจะพิธีมากขนาดนี้ ข้าเริ่มไม่อยากแต่งแล้วเจ้าค่ะ เหนื่อยจังเลย”“เจ้าอย่าได้บ่นให้ท่านแม่ได้ยินเชียว ข้าขี้เกียจฟังนางบ่นเพิ่มอีก แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ไปเถอะ เรามาหลบดื่มชาอยู่ที่นี่ เดี๋ยวพวกนางตามมาเจอ เราจะโดนดุกันอีก”“โอยย พี่รอง ข้าเหนื่อยแล้ว อยากนั่งพักอีกหน่อย ฮือออ”“เจ้านะ มาเลย ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ฝึกอีกรอบเดียวก็จะได้พักแล้ว มาเถอะน่า ข้าก็อยากพักแล้ว เร็วๆ น้องสาม ลุกเลย”หนิงเซียนพยายามทั้งดัน ทั้งลากน้องสาวนางไปฝึกซ้อมพิธีการในวัง ฟางซินรู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากแม้แต่จะลุกจากเก้าอี้ จินเยว่เดินมาหาพวกนางที่ทั้งลาก ทั้งดึงกันอยู่“นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน พี่คงนึกว่าพวกเจ้าทะเลาะกันนะเนี่ย”“”พี่ใหญ่””ทั้งคู่หันมาหาจินเยว่“พวกเจ้าแอบหนีมาอยู่ที่นี่เอง ท่านแม่ทั้งสองให้สาวใช้หาพวกเจ้
จวนสกุลลู่“เร็วเข้าๆ ขบวนเจ้าบ่าวจะมาอยู่แล้ว คุณหนูแต่งตัวกันเสร็จหรือยัง ของมงคล 9 อย่างล่ะ แม่นมอู๋ ท่านเตรียมอั่งเปาหรือยัง หน้าประตูล่ะ”“ถังซิน ถังซิน เจ้ามาดูผ้าคลุมให้ซินเอ๋อที ข้าจะไปเอาต่างหูให้เซียนเอ๋อ เร็วเข้า”“เจ้าค่ะๆ ท่านพี่ มาแล้วๆ เจ้าค่ะ นี่ๆ แอปเปิลของเซียนเอ๋อ ให้ลูกถือเอาไว้”“ได้ๆ ตายแล้ว พี่ลืมรองเท้า รองเท้าพวกนางอยู่ไหน”“”ท่านแม่””ฟางซินและหนิงเซียน ร้องเรียกฮูหยินใหญ่พร้อมกัน“พวกเจ้าเรียกข้าทำไม ลืมเลยเนี่ยว่าจะทำอะไร”“ท่านแม่ รองเท้าน่ะ พวกข้าใส่แล้วเจ้าค่ะ ท่านดูสิ”หนิงเซียนบอกฮูหยินใหญ่ นางดูจะตื่นเต้นลนลานมากที่สุด กลัวว่าจะขาดอะไร กังวลว่าจะจัดของไม่ครบหนิงเซียนกับฟางซินมองหน้ากันและหัวเราะความรีบของฮูหยินใหญ่“ท่านพี่ ท่านพักก่อนนะเจ้าคะ เด็กๆพร้อมแล้ว ไม่มีอะไรขาดแล้วเจ้าค่ะ ข้ากับแม่นมอู๋ตรวจให้ท่านอีกที ดีหรือไม่”“ถังซิน ฝากเจ้าดูอีกทีนะ อย่าให้ขาดเชียวนะ เสียหน้าจวนแม่ทัพเราหมด”“เจ้าค่ะๆ ท่านนั่งพักก่อน เดี๋ยวเป็นลมก่อนส่งตัวเจ้าสาวนะ นี่ เจ้าน่ะ มาเติมหน้าให้ฮูหยินใหญ่ทีสิ ทำไมปากท่านพี่ข้าซีดแบบนี้ล่ะ เร็วเข้าๆ”“ฮูหยินรองร้องสั่งช่างแต
ฟางซินกะพริบตาถี่ๆรับแสงในตอนเช้า นางรู้สึกว่ามีมือหนักๆพาดอยู่ที่เอวนาง นางค่อยๆหันไป ใบหน้าที่คุ้นเคย คิ้วเข้มดั่งหมึก ขนตายาว จมูกเป็นสันเข้ากับรูปหน้า ฟางซินอดไม่ได้ที่จะใช้มือเขี่ยขนตาเขาเล่นเบาๆ“หากเจ้ายังไม่หยุด ข้าจะลงโทษเจ้าเดี๋ยวนี้เลยนะพระชายา”ฟางซินตกใจเล็กน้อย“ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”“ข้าตื่นได้สักพักแล้ว ทำไม พระชายาอยากจะปลุกข้างั้นหรือ ไม่ต้องหรอก เพราะตอนนี้ ข้าตื่นเต็มที่แล้ว ไม่เชื่อ เจ้าลองจับดูสิ”เขาจับมือนางลงไปใต้ผ้าห่ม ฟางซินสะดุ้งเมื่อจับโดนบางอย่างด้านล่างนั่น“พระองค์ ทะลึ่งเกินไปแล้ว นี่มันเช้าอยู่นะเพคะ”“นี่มันเป็นเรื่องปกติของบุรุษ เจ้าทำใจให้ชินเสียเถอะ”ฟางซินหันหลังหนีเขา แต่ไม่ทันแล้ว เขาพลิกตัวนางนิดเดียว นางก็หันมาหาเขา“การตื่นนอนมา แล้วเห็นหน้าเจ้าเป็นคนแรกแบบนี้ ช่างเหมือนฝันจริงๆ ข้ารู้สึกว่า ตัวเองโชคดีที่สุดในโลกเลย”ฟางซินยิ้มให้เขา นางจุมพิตเขาเบาๆ เฉิงอ๋อง ที่ตื่นตัวอยู่แล้ว เจอแบบนี้เข้า เขาจะทนไหวได้อย่างไร“พระชายา โทษข้าไม่ได้นะ เจ้าเริ่มก่อนเอง”ฟางซินยิ้มให้เขา นางพลิกตัวขึ้นบนตัวเขา เฉิงอ๋องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าของนางที่
“เจ้าค่อยๆ กิน เลอะปากแล้ว”เฉิงอ๋องเช็ดปากให้นาง และมองนางกินผัดหมูเปรี้ยวหวานอย่างเอร็ดอร่อย“เพราะใครล่ะเพคะ หม่อมฉันหิวจนจะกินแพะได้ทั้งตัวแล้วเพคะ”ฟางซินมองเขาอย่างงอนๆ นางหิวมากจริงๆ นางกินข้าว ชามนี้เป็นชามที่ 2 แล้ว“ข้ารู้แล้วว่าเจ้าหิวมากจริงๆ เป็นความผิดข้าเอง ข้าขอโทษเจ้าด้วย”เขามองนางแล้วเผลอยิ้มออกมา ทั้งสองทานข้าวเย็นด้วยกัน เฉิงอ๋องสั่งคนครัวทำอาหารที่ฟางซินชอบไม่ว่าจะเป็นขาหมูน้ำแดง ผัดหมูเปรี้ยวหวาน หรือแม้แต่ปลานึ่งแชบ๊วย เขาสั่งให้คน ยกอาหารมาไว้ให้ในศาลากลางสวน บรรยากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย ทำให้ทานอาหารได้อร่อยมากยิ่งขึ้น กว่าฟางซินจะลุกจากเตียงได้ ใช้เวลานาน เขาเลยอุ้มนางมาที่นี่“อ้อ ข้าลืมบอกเจ้าไปว่า ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ให้องค์หญิงซีเหนียนไปเฝ้าศาลบรรพชน 2 ปี เป็นการทำโทษนาง ที่ร่วมก่อเหตุครั้งนี้ขึ้นมา นางจะเดินทางพรุ่งนี้แล้วล่ะ ครั้งนี้ ฝ่าบาทโกรธนางมากจริงๆ” เขาบอกฟางซิน ระหว่างที่นางกำลังจิบชาหลังมื้ออาหารเย็นเสร็จ“ซีเหนียนเองก็ถูกหลอกใช้เหมือนกัน เสด็จพ่อไม่น่าจะลงโทษนางรุนแรงขนาดนั้น” ฟางซินพูด เพราะเรื่องคราวนี้ และเหตุการณ์ที่ซีเหนียนเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ท่านอ๋องเพคะ ท่านจะรีบไปไหนเพคะ” ฟางซินถามขณะที่ท่านอ๋องพานางมาที่จวนอ๋องเขาไม่ตอบนาง เขาแค่พานางเดินมาที่ห้อง และปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะช้อนร่างของสาวน้อย และพาเดินไปที่เตียง นางตกใจ“เดี๋ยวก่อนเพคะ ท่านอ๋อง นี่มันกลางวันแสกๆ พระองค์ไม่ควร...”ฟางซินห้ามเขา ไม่ทันที่นางจะพูดต่อ ท่านอ๋องของนางก็ใช้ปาก ปิดปากนางทันควัน เขาค่อยๆ พาร่างนางวางลงบนเตียงนุ่มและตัวเขาเองก็ค่อยๆ โน้มตัวลงมาตาม รสจูบของนางช่างหวานเหลือเกิน นานเท่าไหร่แล้วที่เขาโหยหาความหวานนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องลักพาตัวขึ้น เขาก็แทบจะไม่ได้ใกล้ชิดกับนางเลย ไม่นับรวมตอนที่ดูแลนางอยู่บนเรือตอนนั้นเขาข่มใจทั้งคืนเนื่องจากนางป่วยเพราะเมาเรือ แต่วันนี้ เขาคงไม่รออีกแล้ว ไหนจะนับที่นางพึ่งจะไปพบกับองค์ชายฟู่เฉิงนั่นมาอีก เขาไม่ยอม และหลังจากนี้ เขาจะไม่ยอมให้ชายใด มาใกล้ชิดกับนางอีก เขาบดขยี้นางแรงขึ้น พร้อมกับกำจัดสิ่งที่กีดขวางเขา เขาดูรีบร้อนนัก เสื้อผ้าแทบจะกระจัดกระจายออกโดยเร็ว“ท่านอ๋อง อย่าสิเพคะ นี่มันรุนแรงเกินไป เดี๋ยวเสื้อขาด ท่านอ๋อง” นางขัดขืน นางไม่เคยเห็นเขาดูร้อนรนขนาดนี้มาก่อน“เจ้าอย่าห้ามข้าเลย เจ้า
ฟางซินส่ายหัวให้เขา ท่านอ๋องของนางเกินเยียวยาแล้ว นางรู้ว่าเขาเป็นห่วง แต่เกินกว่านั้นคือเขาเป็นโรคขี้หึงแบบรุนแรง นางคงแก้นิสัยแบบนี้ของเขาไม่ได้ ทำได้เพียงปล่อยเขาไป“ก็ได้ ตามใจพระองค์เลยเพคะ”“องค์ชายฟู่เฉิง”ฟางซินเรียกฟู่เฉิง ที่รออยู่ในห้องรับรอง ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไป“องค์หญิง ข้า มีเรื่องที่ต้องพูดกับเจ้า ข้าอยากจะขอโทษเจ้า และขออภัยที่ล่วงเกินเจ้า ด้วยความเข้าใจผิด เรื่องนี้ ไม่ว่าจะทำอย่างไร ข้าคงไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ชั่วชีวิต”ฟู่เฉิงบอกนาง“ท่านทำไปเพราะโดนหลอก สิ่งที่ท่านทำไป ข้าอภัยท่านหมดแล้ว พี่ฟู่เฉิง ท่านอย่าได้คิดมากเลย พวกเราก็กลับมาอย่างปลอดภัยกันทุกคนนี้ แล้วนี่ ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อ”“ข้าคงกลับไปที่แคว้นเว่ยก่อน คงต้องกลับไปอธิบายให้เสด็จพ่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ฟางซิน แผนของท่านลุง เป็นเรื่องที่เขาหลอกให้ข้าทำ แต่ความรู้สึกของข้า ที่มีให้กับเจ้า เป็นเรื่องจริง ข้า จริงใจกับเจ้ามาตลอด ข้าไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายเจ้าเลยแม้แต่น้อย”ฟู่เฉิงพูดกับฟางซิน เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ตอนแรกที่เขามา เขามาตามแผนการก็จริง แต่พอรู้จักนาง ยิ่งได้คุยกัน และคบหาเป็นสหาย เ
“โชคดีที่เจ้าปลอดภัย เจ้าอย่าพึ่งคิดอะไรมาก ช่วงนี้ดูแลตัวเองให้ดีๆ ตกลงไหม”เขาปลอบนาง เขารู้ว่านางอาจจะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หลังจากเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นพร้อมๆ กันหลายอย่าง หากเป็นเขาเอง เขาก็คงจะเป็นเหมือนนางเช่นกัน“ท่านอ๋อง หม่อมฉันอยากกลับจวนเพคะ” นางบอกเฉิงอ๋อง“เจ้าควรจะอยู่พบฝ่าบาทก่อน พระองค์คงอยากจะคุยกับเจ้านะ ตอนนี้ท่านลุงอยู่กับฝ่าบาท อีกสักพักคงมาหาเจ้า” เขาบอกนาง เขารู้ว่าฟางซินเองคงไม่รู้จะทำตัวอย่างไร แต่ในเมื่อความจริงอยู่ตรงหน้า จะช้าหรือเร็ว ก็ต้องยอมรับอยู่ดี“แต่ข้า ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับพระองค์อย่างไร”“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้า เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน เจ้าได้รู้ประวัติของแม่เจ้า และยังพบพ่อที่แท้จริง เรื่องนี้ ไม่น่าดีใจหรอกหรือ ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ เจ้าก็หนีความจริงว่าพระองค์คือพระบิดาของเจ้าไม่ได้หรอก จริงไหม” เขาพูดปลอบนาง“นั่นก็จริงเพคะ หม่อมฉันไม่ได้กลัว หม่อมฉันแค่รู้สึกว่าทุกอย่าง มันกะทันหันเกินไป จนเหมือนไม่ใช่ความจริง”ฟางซินพูด พร้อมมองหน้าเฉิงอ๋อง เขาเดินมานั่งใกล้ๆนาง นางโน้มตัวเข้ามาให้เขากอด“ไม่ใช่เจ้าคนเดียวที่รู้สึกแบบน