เมื่อเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เย่เทียนหยู่จึงสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบออกไปว่า “เอาล่ะ เกี่ยวกับเรื่องที่เราสองคนพูดคุยกันในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เข้าใจไหม?”“ครับ นายท่าน!”บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงตอบรับด้วยท่าทีเคารพ เพียงแต่หลังจากที่เขาพูดจบก็รู้สึกงงอยู่นิดหน่อย ทำไมตนถึงต้องเรียกอีกฝ่ายว่านายท่านด้วยแต่เมื่อลองย้อนคิดอีกที ถึงยังไงตอนนี้ชีวิตตนก็ตกอยู่ในมือของเขา จะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไรก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเย่เทียนหยู่ก็ชะงักไปชั่วขณะ แต่ถ้าอีกฝ่ายอยากจะเรียกก็เรียกไปเถอะ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เขาก็โบกมือขวาขึ้น และถอนม่านพลังโดยรอบออกทันทีตั้งแต่ตอนที่เย่เทียนหยู่และบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงหายเข้าไปในนั้น เวลาก็ได้ผ่านไปราว ๆ ยี่สิบนาทีแล้ว คนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ในใจต่างก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาแต่พวกเขาก็กลัวว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นก็ได้ สุดท้ายจึงไม่กล้าจากไป“คุณผู้หญิง คงไม่เกิดเรื่องขึ้นกับคุณชายหรอกใช่ไหมคะ?”จูเก่อหลิวหลีอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม“คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก”มู่หรงอินเองก็ไม่ได้มั่นใจมากนัก แม้ว่าพลังข
มู่หรงอินที่ได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูก เธอลองคิดดูดี ๆ นิสัยเสี่ยวเทียนก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด เขาไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่เดิมทีหยางผั่วจวินก็เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่ แค่พลังของเขาก็เพียงพอแล้ว แต่งานดูแลสำนักที่ใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เขาอาจจะไม่ถนัดก็ได้พอนึกถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อ ที่เคยบอกกับเธอเอาไว้ว่า หากเธอมีโอกาสสามารถนำทางให้กับสำนักศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็จงพาสำนักศักดิ์สิทธิ์เดินไปยังทิศทางที่ถูกต้อง อย่าได้เลือกทางผิดเด็ดขาดดูท่าแล้ว เธอคงต้องดูแลแทนลูกชายไปก่อน รอจนกว่าจะถึงตอนนั้น ตอนที่เขายินดีที่จะรับช่วงต่อ แล้วค่อยส่งมอบให้เขาเมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้โต้แย้งอะไร เย่เทียนหยู่จึงกล่าวต่อว่า “ผมรู้ดีว่าทุกคนอาจจะกำลังสงสัย แต่ถึงยังไงประมุขสำนักเงาเดิมทีก็เป็นลูกสาวของอดีตผู้นำสำนักศักดิ์สิทธิ์”“อันที่จริง พลังความแข็งแกร่งของเธอ เมื่อกี้ทุกท่านก็น่าจะได้เห็นกันแล้ว เธอเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสถานะ หรือว่าความแข็งแกร่ง เธอก็เหมาะสมที่จะขึ้นนั่งตำแหน่งผู้นำสำนักศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี”“ทุกคนมีอะไรจะคัดค้านไหม?”ท
เมื่อเห็นว่าท่าทีของทุกคนต่างก็แสดงความยินดีกับมู่หรงอินด้วยความเคารพ สีหน้าของเจวี๋ยเทียนก็ดูหดหู่อย่างมากหากอิงตามแผนของเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ควรจะเป็นของเขา แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ผลลัพธ์จะต่างจากที่เขาคิดเอาไว้อย่างสิ้นเชิงแต่เมื่อเห็นท่าทีของมู่หรงอินแล้ว เขาก็สัมผัสได้ว่าพลังของมู่หรงอินแข็งแกร่งไม่ต่างไปจากพลังระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดของเขาเลยเขาเข้าใจดี ไม่ว่าจะเป็นสถานะหรือจุดยืน มู่หรงอินก็เหมาะมากที่สุดที่จะเป็นผู้นำสำนักศักดิ์สิทธิ์เจ้าตำหนักหยู่มีพลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ แถมยังยินดีที่จะสละตำแหน่งให้อีก ให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ แล้วนับประสาอะไรกับคนอย่างตนเมื่อนึกถึงจุดนี้ เจวี๋ยเทียนกลับรู้สึกผ่อนคลายลงนิดหน่อยแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เจวี๋ยเทียนก็ได้ยินเสียงของบรรพจารย์ที่กำลังพูด ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ บรรพจารย์พูดว่าอะไรนะ นายท่านงั้นเหรอ?เนื้อหาหลังจากนั้นไม่สำคัญ แต่คำว่า “นายท่าน” นี้ จะเรียกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้เหรอ นี่จึงทำให้ความรู้สึกละอายใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขาอย่าว่าแต่พวกเขาเลย มู่หรงอินและคนอื่น ๆ เองก็ตกตะลึงเช่นกันเมื่อเห็นท่า
แต่บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงก็ถือเป็นคนที่มีชีวิตอยู่มานานหลายปี บวกกับเมื่อกี้เขาก็เพิ่งจะยอมรับนายคนใหม่ ไม่นานตัวบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงก็เข้าใจ ถึงกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “เจวี๋ยเทียน มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่คุกเข่าลงอีก!”เจวี๋ยเทียนรู้สึกตกใจนิดหน่อย แต่ไม่นานเขาเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เมื่อลองคิดดูดี ๆ ถึงยังไงต่อไปสำนักเจวี๋ยฉิงก็ต้องถูกอีกฝ่ายควบคุมเอาไว้อยู่ดียิ่งไปกว่านั้น นั่นคือระดับเทพยดาแดนดินเชียวนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาแต่ไม่สามารถได้มาครอบครองเขารีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมพูดขึ้นว่า “เจ้าตำหนักหยู่ ขอแค่ท่านสามารถช่วยพวกเราสองพี่น้องได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราสองพี่น้องเจวี๋ยเทียนจะทำตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด ขอแค่ท่านสั่ง พวกเราจะน้อมรับทันที!”เมื่อได้ยินแบบนั้น สายตาของทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเย่เทียนหยู่ ไม่รู้เลยว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปหากเป็นจริงตามที่เจ้าตำหนักหยู่พูด เจวี๋ยเทียนและเจวี๋ยซินก็เท่ากับได้รับโชคดีในความโชคร้ายน่ะสิเย่เทียนหยู่เหลือบมองเจวี๋ยเทียน แต่ก็ไม่ได้ตอบในทันที เขาเ
ผู้คนต่างมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความงงงวย เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวที่น่าอัศจรรย์ของเย่เทียนหยู่ สายตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกตกตะลึงเวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งนาที เย่เทียนหยู่ก็เก็บมือขวากลับมา ท่าทางของเขายังคงสง่างามและสงบนิ่งเหมือนเดิม ราวกับว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามเลยสักนิดบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงเห็นว่าสภาพร่างกายของเจวี๋ยเทียนกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็รู้สึกดีใจขึ้นมา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ขอบคุณนายท่านที่ช่วยเหลือครับ!”ทุกคนที่ได้ยินคำเรียกนี้ ต่างก็ยังรู้สึกตกใจอยู่นิดหน่อย บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงคนนี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับเทพยดาแดนดินเชียวนะ สามารถมีคนรับใช้ระดับนี้ได้ แม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิดเลยที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นคือ แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์มาก ๆ อย่างเจวี๋ยเทียนเจวี๋ยซินเองก็เป็นไปกับเขาด้วย ก่อนหน้านี้ก็ยังมีหยางผั่วจวินด้วยอีกคน“ไม่ต้องเกรงใจ แต่คุณต้องเตือนพวกเขาทั้งสองเอาไว้ให้ดี หากใครกล้าคิดร้ายต่อผม ก็อย่าโทษผมที่ลงมืออย่างโหดร้ายก็แล้วกัน”เย่เทียนหยู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“นายท่านโปรดวางใจ พวกเขาไม่กล้าทำแบบนั้นแน่นอนครับ เพราะไม่เช่นนั้น ผมจะเป็นคนแรกที่ด
เย่เทียนหยู่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสอันนุ่มนวลที่ฝ่ามือข้างขวา ก่อนที่เขาจะบีบมันเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เป็นสัมผัสที่ไม่เลวเลยเมื่อเขาหันหน้าไปมอง ใบหน้าอันงดงามดุจสาวงามล่มเมืองก็เข้าสู่วิสัยทัศน์ของเขา ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด และเปล่งปลั่งนุ่มนิ่ม“อ๊ะ…”หลินหว่านหรูถูกบีบจนตื่น ก่อนจะพบว่าเธอกำลังโป๊เปลือย เธอกรีดร้องแล้วผลักเย่เทียนหยู่ออกมือข้างหนึ่งดึงผ้าห่มไว้ และมืออีกข้างก็ถือหมอนทุบออกไปอย่างแรง“ไอ้คนชั่ว ไอ้คนลามก แกทำอะไรฉัน!”“เรื่องนั้น เหมือนจะทำไปทุกท่าเลย”“หน้าด้าน ไอ้คนไร้ยางอาย” หลินหว่านหรูทั้งอับอายทั้งโกรธ“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกมั้งครับ เมื่อคืนคุณเป็นคนเริ่มก่อนนี่” เย่เทียนหยู่น้อยเนื้อต่ำใจ“เหลวไหล ก็…”หลินหว่านหรูอยากจะเถียงแต่ก็พูดต่อไม่ออก เพราะสมองของเธอกำลังฉายภาพฉากเมื่อคืนเมื่อคืนวานเพื่อจะเก็บหนี้ก้อนโต เธอถูกคนวางยา และเมื่อพบความผิดปกติก็ใช้โอกาสหนีออกมาตอนไปเข้าห้องน้ำอีกฝ่ายพาเธอมาส่งที่ประตูโรงแรมและจะกลับออกไป แน่นอนว่าเธอเองเป็นคนรั้งเขาไว้และกระโจนใส่เขา“ฮือ ฮือ…”หลินหว่านหรูกลั้นเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เธ
“นี่เป็นแบล็กการ์ดหลงเถิง ข้างในบัตรมีเงินอยู่ห้าร้อยล้านบาท สามารถใช้ได้ทุกร้านค้าที่อยู่ในเครือหอการค้าหลงเถิงเมืองเทียนไห่ครับ”“อีกทั้งท่านเองคงเพิ่งมาถึง น่าจะยังไม่มีที่พัก นี่เป็นบัตรคีย์การ์ดวิลล่าของโซนสกายพาเลซหนึ่งครับ ได้โปรดรับมันไว้เถอะ”“ใจกว้างดีนะครับ มีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถอะ” เย่เทียนหยู่เผยแววตาลึกล้ำราวกับเขามองทุกอย่างออกอยู่แล้ว“ราชามังกรช่างปรีชา หยางเฉียนเฉียนลูกสาวของกระผมมักมีอาการตัวเย็นมาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เราหาหมอมาไม่น้อย แต่ไร้หนทางครับ” หยางต้าฝูรีบพูด“ไม่ต้องกังวล แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น รอพรุ่งนี้ผมหาเวลาว่างไปช่วยเธอรักษาก็พอแล้ว”“ยอดไปเลยครับ กระผมขอขอบคุณท่านราชามังกร!”หยางต้าฝูพูดด้วยความตื่นเต้น เขาเองก็ได้สอบถามผู้คนไปทั่วสารทิศ จนในที่สุดก็ค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ราชามังกรหนุ่มองค์ใหม่กลายเป็นแพทย์เซียนที่เขาตามหามาแสนนานแต่หาไม่พบเสียที เป็นแพทย์เซียนที่ชอบหลบซ่อนตัวช่างเหลือเชื่อจริง ๆ ใครจะคิดว่า แพทย์เซียนในตำนานจะยังเด็กขนาดนี้ และยังเป็นราชามังกรแห่งหลงเหมินอีกด้วยหลังจากได้รับคำตอบแล้ว หยางต้าฝูมีความสุขมากเขาจึงพูดขึ
“เทียนหยู่ ตั้งแต่ปู่ได้รับสายจากแพทย์เซียนเฒ่า ปู่ก็รอหลานมาตลอดเลย ในที่สุดวันนี้หลานก็มาสักที แล้วนั่นจะยังยืนอยู่หน้าประตูทำไมเล่า?”หลังจากที่ท่านปู่ได้รับแจ้งการมาถึงและรออยู่สักพักแล้วพบว่าเขาไม่เข้าไป ท่านปู่จึงมาถึงหน้าประตูด้วยตัวเองเย่เทียนหยู่หันมองก่อนจะเรียกเขาพร้อมรอยยิ้ม “ท่านปู่หลิน!”“พวกหลานรู้จักกันรึ?” ท่านปู่มองดูหลานสาวที่อยู่ด้านข้างแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัยสีหน้าของหลินหว่านหรูกร่อยไปเล็กน้อยในพริบตา“เจอกันตอนกลางวันน่ะครับ” เย่เทียนหยู่รีบช่วยอธิบาย“อย่างนั้นก็บังเอิญจริง ๆ บางที นี่อาจเป็นพรหมลิขิตของสวรรค์ก็ได้ พอดีวันนี้เป็นฤกษ์ดีสำหรับการแต่งงาน รอเราทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว พวกหลานก็ไปจดทะเบียนกันเถอะ” ท่านปู่หลินพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง แพทย์เซียนเฒ่ามีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นลูกศิษย์ของเขาก็น่าจะเก่งมากเช่นกันเย่เทียนหยู่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สุดท้ายเขาจะตระหนักได้ว่าสาวสวยคนนี้คือคู่หมั้นของเขา หลินหว่านหรู เขาอดไม่ได้ที่จะมองดูรูปร่างของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง โดยเฉพาะ ‘ส่วนสำคัญ’หลินหว่านหรูเองก็สังเกตเห็นสายตาลามกของเ
ผู้คนต่างมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความงงงวย เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวที่น่าอัศจรรย์ของเย่เทียนหยู่ สายตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกตกตะลึงเวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งนาที เย่เทียนหยู่ก็เก็บมือขวากลับมา ท่าทางของเขายังคงสง่างามและสงบนิ่งเหมือนเดิม ราวกับว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามเลยสักนิดบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงเห็นว่าสภาพร่างกายของเจวี๋ยเทียนกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็รู้สึกดีใจขึ้นมา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ขอบคุณนายท่านที่ช่วยเหลือครับ!”ทุกคนที่ได้ยินคำเรียกนี้ ต่างก็ยังรู้สึกตกใจอยู่นิดหน่อย บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงคนนี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับเทพยดาแดนดินเชียวนะ สามารถมีคนรับใช้ระดับนี้ได้ แม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิดเลยที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นคือ แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์มาก ๆ อย่างเจวี๋ยเทียนเจวี๋ยซินเองก็เป็นไปกับเขาด้วย ก่อนหน้านี้ก็ยังมีหยางผั่วจวินด้วยอีกคน“ไม่ต้องเกรงใจ แต่คุณต้องเตือนพวกเขาทั้งสองเอาไว้ให้ดี หากใครกล้าคิดร้ายต่อผม ก็อย่าโทษผมที่ลงมืออย่างโหดร้ายก็แล้วกัน”เย่เทียนหยู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“นายท่านโปรดวางใจ พวกเขาไม่กล้าทำแบบนั้นแน่นอนครับ เพราะไม่เช่นนั้น ผมจะเป็นคนแรกที่ด
แต่บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงก็ถือเป็นคนที่มีชีวิตอยู่มานานหลายปี บวกกับเมื่อกี้เขาก็เพิ่งจะยอมรับนายคนใหม่ ไม่นานตัวบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงก็เข้าใจ ถึงกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “เจวี๋ยเทียน มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่คุกเข่าลงอีก!”เจวี๋ยเทียนรู้สึกตกใจนิดหน่อย แต่ไม่นานเขาเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เมื่อลองคิดดูดี ๆ ถึงยังไงต่อไปสำนักเจวี๋ยฉิงก็ต้องถูกอีกฝ่ายควบคุมเอาไว้อยู่ดียิ่งไปกว่านั้น นั่นคือระดับเทพยดาแดนดินเชียวนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาแต่ไม่สามารถได้มาครอบครองเขารีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมพูดขึ้นว่า “เจ้าตำหนักหยู่ ขอแค่ท่านสามารถช่วยพวกเราสองพี่น้องได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราสองพี่น้องเจวี๋ยเทียนจะทำตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด ขอแค่ท่านสั่ง พวกเราจะน้อมรับทันที!”เมื่อได้ยินแบบนั้น สายตาของทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเย่เทียนหยู่ ไม่รู้เลยว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปหากเป็นจริงตามที่เจ้าตำหนักหยู่พูด เจวี๋ยเทียนและเจวี๋ยซินก็เท่ากับได้รับโชคดีในความโชคร้ายน่ะสิเย่เทียนหยู่เหลือบมองเจวี๋ยเทียน แต่ก็ไม่ได้ตอบในทันที เขาเ
เมื่อเห็นว่าท่าทีของทุกคนต่างก็แสดงความยินดีกับมู่หรงอินด้วยความเคารพ สีหน้าของเจวี๋ยเทียนก็ดูหดหู่อย่างมากหากอิงตามแผนของเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ควรจะเป็นของเขา แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ผลลัพธ์จะต่างจากที่เขาคิดเอาไว้อย่างสิ้นเชิงแต่เมื่อเห็นท่าทีของมู่หรงอินแล้ว เขาก็สัมผัสได้ว่าพลังของมู่หรงอินแข็งแกร่งไม่ต่างไปจากพลังระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดของเขาเลยเขาเข้าใจดี ไม่ว่าจะเป็นสถานะหรือจุดยืน มู่หรงอินก็เหมาะมากที่สุดที่จะเป็นผู้นำสำนักศักดิ์สิทธิ์เจ้าตำหนักหยู่มีพลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ แถมยังยินดีที่จะสละตำแหน่งให้อีก ให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ แล้วนับประสาอะไรกับคนอย่างตนเมื่อนึกถึงจุดนี้ เจวี๋ยเทียนกลับรู้สึกผ่อนคลายลงนิดหน่อยแต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เจวี๋ยเทียนก็ได้ยินเสียงของบรรพจารย์ที่กำลังพูด ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ บรรพจารย์พูดว่าอะไรนะ นายท่านงั้นเหรอ?เนื้อหาหลังจากนั้นไม่สำคัญ แต่คำว่า “นายท่าน” นี้ จะเรียกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้เหรอ นี่จึงทำให้ความรู้สึกละอายใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขาอย่าว่าแต่พวกเขาเลย มู่หรงอินและคนอื่น ๆ เองก็ตกตะลึงเช่นกันเมื่อเห็นท่า
มู่หรงอินที่ได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูก เธอลองคิดดูดี ๆ นิสัยเสี่ยวเทียนก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด เขาไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่เดิมทีหยางผั่วจวินก็เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่ แค่พลังของเขาก็เพียงพอแล้ว แต่งานดูแลสำนักที่ใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เขาอาจจะไม่ถนัดก็ได้พอนึกถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อ ที่เคยบอกกับเธอเอาไว้ว่า หากเธอมีโอกาสสามารถนำทางให้กับสำนักศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็จงพาสำนักศักดิ์สิทธิ์เดินไปยังทิศทางที่ถูกต้อง อย่าได้เลือกทางผิดเด็ดขาดดูท่าแล้ว เธอคงต้องดูแลแทนลูกชายไปก่อน รอจนกว่าจะถึงตอนนั้น ตอนที่เขายินดีที่จะรับช่วงต่อ แล้วค่อยส่งมอบให้เขาเมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้โต้แย้งอะไร เย่เทียนหยู่จึงกล่าวต่อว่า “ผมรู้ดีว่าทุกคนอาจจะกำลังสงสัย แต่ถึงยังไงประมุขสำนักเงาเดิมทีก็เป็นลูกสาวของอดีตผู้นำสำนักศักดิ์สิทธิ์”“อันที่จริง พลังความแข็งแกร่งของเธอ เมื่อกี้ทุกท่านก็น่าจะได้เห็นกันแล้ว เธอเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสถานะ หรือว่าความแข็งแกร่ง เธอก็เหมาะสมที่จะขึ้นนั่งตำแหน่งผู้นำสำนักศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี”“ทุกคนมีอะไรจะคัดค้านไหม?”ท
เมื่อเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เย่เทียนหยู่จึงสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบออกไปว่า “เอาล่ะ เกี่ยวกับเรื่องที่เราสองคนพูดคุยกันในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เข้าใจไหม?”“ครับ นายท่าน!”บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงตอบรับด้วยท่าทีเคารพ เพียงแต่หลังจากที่เขาพูดจบก็รู้สึกงงอยู่นิดหน่อย ทำไมตนถึงต้องเรียกอีกฝ่ายว่านายท่านด้วยแต่เมื่อลองย้อนคิดอีกที ถึงยังไงตอนนี้ชีวิตตนก็ตกอยู่ในมือของเขา จะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไรก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเย่เทียนหยู่ก็ชะงักไปชั่วขณะ แต่ถ้าอีกฝ่ายอยากจะเรียกก็เรียกไปเถอะ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เขาก็โบกมือขวาขึ้น และถอนม่านพลังโดยรอบออกทันทีตั้งแต่ตอนที่เย่เทียนหยู่และบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงหายเข้าไปในนั้น เวลาก็ได้ผ่านไปราว ๆ ยี่สิบนาทีแล้ว คนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ในใจต่างก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาแต่พวกเขาก็กลัวว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นก็ได้ สุดท้ายจึงไม่กล้าจากไป“คุณผู้หญิง คงไม่เกิดเรื่องขึ้นกับคุณชายหรอกใช่ไหมคะ?”จูเก่อหลิวหลีอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม“คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก”มู่หรงอินเองก็ไม่ได้มั่นใจมากนัก แม้ว่าพลังข
เดิมทีคิดว่าการเรียนรู้ทักษะนี้คงจะยุ่งยากมากแน่ ๆ แต่เย่เทียนหยู่ก็กลับพบว่า พลังวิญญาณของเขามีความมั่นคงอย่างมาก พลังจิตเองก็แข็งแกร่งขึ้น การเรียนรู้ทักษะจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากกระดูกศักดิ์สิทธิ์โบราณรึเปล่า แต่ไม่ว่ายังไง ภายในเวลาไม่กี่นาที เขาก็สามารถทำความเข้าใจกับทักษะเหล่านั้นได้จริง ๆถึงขั้นสามารถใช้พลังจิตในการควบคุมความเป็นความตายของคนอื่นได้เลยด้วยซ้ำ ช่างน่าอัศจรรย์มากจริง ๆหลังจากที่เย่เทียนหยู่เรียนรู้ทักษะสำเร็จ เขาก็รีบกลับออกมาในทันที ในตอนที่หันไปมองบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงอีกครั้ง เขาก็ได้แสดงสีหน้าแปลก ๆ ออกมา ตอนนี้เขามีวิธีแก้ไขปัญหาแล้วแน่นอน ว่าหากต้องการใช้เวทควบคุมวิญญาณควบคุมอีกฝ่าย เขาก็จะต้องมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายเสียก่อน นอกจากนี้ จำนวนคนที่เขาสามารถควบคุมได้ก็ค่อนข้างจำกัดอีกทั้งยังต้องให้อีกฝ่ายยอมรับการควบคุมอย่างเชื่อฟัง เพราะไม่อย่างนั้น อาจจะทำให้พลังจิตที่ส่งเข้าไปเกิดความเสียหายเอาได้เมื่อเห็นแววตาของเย่เทียนหยู่ บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงก็เกิดรู้สึกหนาวสั่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกเหมือนมีบางสิ่
หลังจากที่ข้อมูลทำการหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเย่เทียนหยู่ ทันใดนั้นพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา โดยมีความยาวและความกว้างมากถึงสิบเมตรแหวนมีพื้นที่จัดเก็บมากขนาดนี้ นั่นจึงไม่แปลกใจเลยที่เย่เทียนหยู่จะตกใจต้องเข้าใจก่อนว่า แหวนมิติอวกาศของเขาก่อนหน้านี้ มีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งลูกบาศก์เมตรเลยด้วยซ้ำ มันจึงทำให้เขารู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างมาก บนโลกใบนี้ก็ใช่ว่าจะหาเจอได้ง่าย ๆและสิ่งที่ทำให้เย่เทียนหยู่ประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ด้านในมีสมุนไพรสดสีเขียวชอุ่มอยู่ด้วยเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า “สมุนไพรที่อยู่ในนี้จะไม่มีวันเหี่ยวเฉางั้นเหรอ?”บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงรู้สึกตกใจนิดหน่อย มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นไม่ใช่รึไง หรือว่าแหวนมิติอวกาศวงอื่นจะทำแบบนี้ไม่ได้ เขาเริ่มรู้สึกได้อย่างเลือนลางแล้วว่า ตนคงต้องเสียสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ไปแล้วจริง ๆแต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังตอบตามความจริงออกไปอยู่ดี “ใช่ครับ สิ่งมีชีวิตเป็น ๆ เองก็สามารถอยู่ในนั้นได้โดยที่ไม่ตายครับ รวมถึงคนเองก็ด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งเขตการจัดเก็บตามความคิดได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วยครับ”“แต่น่าเสียดาย พื้นที่ด้านในค
สิ่งนี้ทำให้เย่เทียนหยู่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย ตามที่แม่เคยพูดเอาไว้ จี้หยกนี้ได้ซ่อนความลับที่น่าตกใจเอาไว้อยู่ และมันจะต้องเป็นประโยชน์กับผู้ฝึกฝนมากอย่างแน่นอนเพราะไม่อย่างนั้น พ่อของเขาก็คงไม่ได้รับประโยชน์มากมายขนาดนี้หรือที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้ เป็นเพราะยังขาดอีกชิ้นไป ต้องรวมเข้าด้วยกันงั้นเหรอ?นี่ทำให้ในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ว่าอย่างไร เย่เทียนหยู่ก็ไม่คิดที่จะนำมันออกมาลองในทันที แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบออกมาแทนว่า “จับแล้วเนื้อสัมผัสก็ดูไม่เลวเลยจริง ๆ เหมือนจะเป็นหยกที่ค่อนข้างมีอายุพอสมควร แล้วของชิ้นนี้มันมีประโยชน์ยังไง?”บรรพจารย์เจวี๋ยฉิงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบอธิบายออกไปว่า “ของชิ้นนี้ไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันใช้ยังไงครับ”“แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ จี้หยกมันเคยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายของผม เพราะไม่อย่างนั้น ผมก็แทบจะทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยดาแดนดินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”“โอ้ ขนาดนั้นเลยเหรอ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น คุณศึกษามานานมากขนาดนี้ก็ยังไม่ได้อะไรเลยงั้นเหรอ?”“ไม่ครับ ครั้
สีหน้าบรรพจารย์เจวี๋ยฉิงดูขัดแย้งกันอย่างมาก สำหรับเขาแล้ว จี้หยกนี้คือสมบัติล้ำค่ามากสำหรับเขา ที่สำคัญเลยก็คือ ปัจจุบันยังไม่มีใครร่วงรู้เรื่องที่เขาเป็นผู้ครอบครองจี้หยกหนึ่งในสองชิ้นนั้นเลยสักคนแม้ว่าตอนนี้จะมีเพียงชิ้นเดียว แต่เขาก็พอจะใช้ประโยชน์จากมันได้เพราะไม่อย่างนั้น เขาก็แทบจะไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยดาแดนดินได้เลยแม้ว่าแหวนเองก็เป็นสมบัติล้ำค่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งของที่มีมูลค่าเท่านั้น ไม่มีก็ไม่เป็นไรแต่หากตนสามารถตามหาจี้หยกอีกชิ้นจนพบ และสามารถบรรลุพลังของมันได้ บางทีสักวันตนอาจจะแข็งแกร่งจนสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ จากนั้นจึงค่อยแย่งทุกอย่างกลับคืนมาอันที่จริง เหตุผลที่ส่งสองพี่น้องเจวี๋ยเทียนเจวี๋ยซินมาจัดการเรื่องรวมสำนักศักดิ์สิทธิ์ ก็เพื่อเตรียมตัวสำหรับการค้นหาจี้หยกในอนาคตได้อย่างสะดวกนั่นเองอย่างไรก็ตาม หากพึ่งแค่พลังของตัวเอง ก็เกรงว่าคงไม่มีทางแย่งจี้หยกจากมือของผู้อารักขาเฟยหลงมาได้แน่จากการที่เขาทำการศึกษาค้นคว้ามาหลายปี ก็พบว่า หากต้องการเปิดเผยความลับของจี้หยก เกรงว่าคงต้องหาจี้หยกอีกชิ้นให้พบเสียก่อน เขาถึงจะพอมีหวังใ