จงเป่ารีบประสานมือ ก้มหน้าลงยิ้มมุมปาก เรื่องนี้มันไม่ได้เกินความคาดเดาของเขาเลยสักนิด จริงอย่างที่คิด โม่ไป๋หลานต้องการเลี้ยงดูเขาเพื่องานของนางในอนาคตมิผิดแน่ วางหมากได้ยอดเยี่ยม ‘บุญคุณต้องทดแทน’ คำนี้ มิว่ายุคใดมันยังคงใช้ได้เสมอสินะ“อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลยเจ้าค่ะท่านลุง ฮูหยินน้อยมิอยากให้ท่านถูกผู้อื่นรังแกอีก นางจึงให้โอกาสแก่ท่าน ข้าขอแนะนำว่าจงรับมันไว้เถอะเจ้าค่ะ” หรู่อี้เองก็มิยอมปล่อยผ่านเช่นกัน เมื่อนางได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่นี้ นางจะมิยอมให้เกิดความผิดพลาดใด ๆ เป็นอันขาด“เช่นนั้น ข้าฝากขอบคุณฮูหยินน้อยด้วยนะขอรับ ข้าต้องรบกวนแม่นางแล้ว”จงเป่าอยากหัวเราะออกมาดัง ๆ กับท่าทางสาวใช้ของโม่ไป๋หลานที่พยายามทำงานของตนให้สำเร็จ เขามิอยากทำให้นางเสียเวลานานจึงตอบรับออกไปหรู่อี้เดินไปจ่ายค่าอาหารและสอบถามเสี่ยวเอ้อถึงบ้านเช่าในเมืองหลวง ก่อนจะได้ความกระจ่าง แล้วจึงได้เดินนำชายจงเป่าตรงไปยังทิศทางที่เสี่ยวเอ้อผู้นั้นบอกมา การทดสอบเพิ่งเริ่ม คำที่นายของตนกล่าวก่อนจากไปคือ ‘ใจคนยากแท้หยั่งถึง จงระวังตัวทุกย่างก้าว’ หรู่อี้จดจำมันขึ้นใจจวนแม่ทัพหยางไป๋หลานก้าวลงจากรถม้าหน้
คำพูดสุดท้ายของโม่ไป๋หลานถึงกับทำให้หยางซานหลางหน้าม้านไปเลยทีเดียว เขาไม่เคยคิดว่าภรรยาจะกล้าเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา“ฮา ๆ ไป๋หลาน เวลานี้จะมีผู้อื่นที่ไหนกัน ข้าสั่งสอนเจ้าอยู่ภายในจวน และต่อหน้าคนในครอบครัวเท่านั้น และมันไม่จำเป็นต้องนำใครมาเป็นพยานใด ๆ ทั้งนั้น เพราะคำพูดของข้าคือสิ่งที่ถูกต้องเสมอ สตรีเช่นเจ้าได้แต่งออกเรือนกับข้านับว่ามีวาสนามากแล้ว บุรุษเพียบพร้อมอย่างข้ายอมรับสตรีไร้ประโยชน์เช่นเจ้าเข้าจวน แต่เจ้าโม่ไป๋หลาน…เจ้ายังที่จะทำตัวร้ายกาจ ซ้ำเป็นคนทำให้ตระกูลข้ามัวหมอง”โม่ไป๋หลานเบะปากกับคำพูดของหยางซานหลาง ดูเหมือนเขายกยอตนเองให้สูงส่ง แต่การกระทำมันช่างตรงกันข้ามกับความเป็นจริงยิ่งนัก“ตรงไหนกันที่เรียกว่ามัวหมอง การที่ข้าออกไปหาซื้อของใช้เพียงลำพังก็มิใช่เพราะสามีไร้ความรับผิดชอบหรอกหรือ”“ต้องให้ข้าสาธยายอีกอย่างนั้นใช่ไหม กล้าพูดว่าเป็นภรรยาของข้า แต่ไม่รู้จักคำว่าสำรวม มิสมฐานะฮูหยินของข้าสักนิด”“สามีข้า หากจะพูดเช่นนี้ ข้าว่าท่านเอาเวลาที่มี ไปช่วยสอนใครบางคนให้รู้จักฐานะและความเหมาะสมของตัวเองจะดีกว่า เพราะข้ารู้จักดีว่าอะไรควรมิควร และยืนอยู่ในที่ของตนเองตา
น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความไม่พอใจได้ออกมาจากปากของโม่ไป๋หลานเมื่อความเหนื่อยล้าเริ่มโจมตีนางแล้วในเวลานี้“ไม่เจ้าค่ะ จนกว่าท่านพี่จะกล่าวคำขอโทษแก่ข้าและพี่ซานหลางเสียก่อน”จีกวานฮวากล่าวพร้อมเชิดใบหน้างาม แสดงถึงความได้เปรียบของตนเองที่อย่างไรเสียนางก็เหนือกว่าญาติผู้พี่ แม้ความงามมิเทียบเท่าแต่หัวใจของแม่ทัพหนุ่มคือของนางแต่ผู้เดียวโม่ไป๋หลานเลิกคิ้วงามขึ้นเป็นเชิงถามอีกฝ่าย นี่ยังจะให้นางขอโทษอันใดกันอีกเล่า ในเมื่อนางมิได้ทำอันใดผิด“เรื่องอะไรกันที่ข้าจะต้องขอโทษพวกเจ้า ในเมื่อข้าไม่เคยคิดที่จะหยุดเสวนาอันใดด้วยเลยสักนิด ผู้ที่รั้งข้ามิใช่พวกเจ้าหรอกหรือ แล้วนี่ยังมาออกคำสั่งให้ข้ากล่าวในสิ่งที่มิรู้ถึงความผิด น้องพี่ จงอย่าไปทำเช่นนี้กับผู้อื่นอีกนะ เพราะคนเขาจะว่าเอาได้ว่าเจ้าไร้การอบรม หากแต่เป็นเจ้าต่างหากเล่าที่ทำ...มิใช่ข้า แต่กลับกลายเป็นพี่สาวผู้นี้ที่ต้องกล่าวขอโทษเช่นนั้นหรือ ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”“ท่านพี่ช่างทำตัวต่ำต้อยเช่นหญิงสาวชาวบ้านเกินไปแล้วนะเจ้าคะ นอกจากมิรู้ผิดชอบชั่วดี…แล้วยังต่อว่าข้า ไม่เพียงแค่นั้น ท่านพี่ยังมิเคารพต่อสามีของตัวเองอีก ช่างน่าอับอาย
มิใช่แค่จีกวานฮวาที่ตกใจ แม้แต่แม่ทัพหยางซานหลางที่เคยดูหมิ่นในความอ่อนแอของคนตรงหน้ายังรู้สึกว่าคนเช่นนี้เขาควรอยู่ให้ห่างเข้าไว้ แต่นี้มันคือบ้านของเขา จะยอมให้คนนอกมาอยู่เหนือกว่าตนเองได้อย่างไรกัน หากว่าข่าวนี้แพร่ออกไป ย่อมทำให้เขามิอาจสู้หน้าชาวเมืองได้‘แค่ภาพภายนอกผู้ใดก็สร้างได้ จะวัดกันต้องได้เห็นฝีมือก่อนเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าน่าเก่งกาจอย่างแท้จริง’ หยางซานหลางยังคงไม่ยอมรับในสิ่งที่เห็นนัก เขามีความเชื่อมั่นในฐานะแม่ทัพนั่นเอง“ขอบคุณน้องเขยผู้แสนดีที่ยังจำกันได้ มิพบกันหลายปีนิสัยเจ้ามิเคยเปลี่ยนไปเลยนะ ไร้สมองสอนมิรู้จักจดจำ พี่ภรรยาผู้นี้คงต้องอบรมเจ้าให้รู้จักการให้เกียรติภรรยาเสียหน่อยดีหรือไม่…เจ้าว่าอย่างไรเจี๋ย ข้าควรสั่งสอนน้องเขยดีหรือไม่”ใบหน้าหล่อเหลาได้หันไปยังทางเดินที่เขาพึ่งผ่านเข้ามา มองไปยังชายหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนเอามือลูบหัวของหมาป่าตัวใหญ่ขนาดเท่าลูกวัวอยู่อย่างอารมณ์ดี คนที่ถูกถามช้อนสายตาขึ้นมองดูคนทั้งสี่อย่างถี่ถ้วนโดยหยุดไว้ที่หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ก่อนจะพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้เมื่อมองเห็นท่าทางเอาเรื่องของเด็กที่หาเรื่องใส่ตัวทั้งในและนอก
โม่ไป๋หลานเริ่มปฏิบัติการหักหน้าสามีทันที ถึงอย่างไร นางก็ต้องการหย่าขาดอยู่แล้ว จะถนอมไปไยน้ำใจของคู่ชีวิตที่ข่มเหงจิตใจภรรยาเช่นแม่ทัพผู้นี้ นางจะปลดปล่อยพันธนาการของโม่ไป๋หลานและตัวนางเองให้เป็นอิสระจากชีวิตแต่งงานที่เรียกว่าล้มเหลวนี้เสีย‘ท่านเริ่มเองนะหยางซานหลาง ข้ามีหน้าที่ต่อยอดเพื่อผลกำไรในอนาคตของตัวข้าเอง’“อย่าปากดีเพียงเพราะมีพี่ชายเจ้ายืนอยู่ตรงนี้โม่ไป๋หลาน ข้าเป็นถึงแม่ทัพที่คอยปกป้องบ้านเมือง และยังคงเป็นสามีของเจ้าอยู่ ส่วนเขา พี่ชายแสนดีของเจ้า ทำอันใดกัน…นอกจากอ่านตำราและออกท่องเที่ยวไปตามป่าเขาโดยไร้แก่นสาร มีมากกว่าข้าก็เพราะเกิดในสกุลโม่ อย่างอื่นมีสิ่งใดเทียบข้าได้กัน เจ้าอยากจะถามอันใดก็ว่ามา มันสมองเช่นเจ้าคิดอันใดได้อีก นอกจากแผนการมารยาหลอกลวงผู้คนไปวัน ๆ”หยางซานหลางปิดหูปิดตาให้เสมือนคนหูหนวกตาบอด รวมทั้งสร้างกำแพงกั้นหัวใจของเขาจากโม่ไป๋หลานเอาไว้เป็นอย่างแน่นหนา ต่อให้นางมิเคยทำสิ่งใดที่ผิดเลยก็ตามที แต่เขาก็จะมองว่ามันผิดอยู่นั้นเองจีกวานฮวากำมือแน่นภายใต้แขนเสื้อ เมื่อได้ยินคำว่าสามีภรรยาออกจากปากแม่ทัพหนุ่มและญาติผู้พี่ของนาง ริมฝีปากล่างถูกขบกัดจ
แต่ตอนนี้เหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีคำว่ารอเวลาหย่าในอนาคต ทุกอย่างต้องจบโดยเร็วที่สุด และนางมีข้ออ้างพยานหลักฐานพร้อมมูลที่จะเอ่ยปากร้องขอให้มีการหย่าขาดได้แล้ว‘เจ็บตัวแล้วก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ พวกเจ้าพลาดเองที่ทำกับข้าเยี่ยงนี้ หยางซานหลาง จีกวานฮวา’“ฝันไปเถอะ ไป๋หลาน ว่าข้าจะหย่ากับเจ้า ไม่มีวันเสียล่ะ” หยางซานหลางจำต้องมีโม่ไป๋หลานเป็นภรรยาเท่านั้นในเวลาเช่นนี้ เหตุผลนั้น เขามิจำเป็นต้องบอกให้ผู้ใดรับรู้จีกวานฮวาลิ้มรสความเค็มของเลือดที่นางได้กัดริมฝีปากจนปริแตกเมื่อได้ยินจากปากของชายหนุ่มว่าไม่หย่าภรรยา‘แล้วข้าเล่า หากท่านไม่หย่านาง จะแต่งข้าได้อย่างไรกัน’ นางอยากที่จะกรีดร้องออกมาดัง ๆ พร้อมกำจัดมารหัวใจไปให้พ้นสักที นางรู้ว่าโม่ไป๋หลานสำคัญกับบางเรื่อง แต่หัวใจของนางก็มิใช่ไร้ความรู้สึกเสียเมื่อไหร่กัน“แม่ทัพหยาง ไยท่านจึงดื้อรั้นเช่นนี้ ต่อหน้าข้าผู้เป็นพี่ชายของไป๋หลาน เจ้ายังกล้าลงมือกับนาง แล้วเช่นนี้ลับหลังข้า เจ้าจะไม่ทำร้ายนางจนสาหัสเลยหรืออย่างไร เจ้าทำเรื่องเลวร้ายถึงขนาดนี้ ตัวข้าและสกุลโม่สมควรให้อภัยเจ้าอย่างนั้นใช่ไหม โดยการปล่อยให้เจ้าต่อไป หึ…ข้าดูเป
“สมควรเอ่ยชื่อท่านอ๋องน้อยเช่นนั้นหรือ เจ้าควรสำรวมคำพูดไว้ด้วย ให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาไว้ให้ดีจีกวานฮวา แล้วมันเรื่องอันใดที่ข้าต้องหยุดเขา เจ้ามิได้ยินหรือ...ว่าท่านอ๋องกำลังให้บทเรียนแก่ท่านแม่ทัพ”โม่ไป๋หลานคนก่อนยอมให้จีกวานฮวามาตลอด แต่ที่ยืนอยู่ตรงนี้..ไม่ใช่ ทำไมต้องสนใจคนเสแสร้งเช่นจีกวานฮวาด้วย“แต่พี่ซานหลางเป็นสามีของท่านพี่นะเจ้าคะ ไยมิคิดห่วงใย”จีกวานฮวาเริ่มไม่มั่นใจในคำตอบของอีกฝ่าย แต่ก็ยังพยายามที่จะอ้อนวอนต่อไป เพราะนางเชื่อว่าโม่ไป๋หลานยังคงห่วงแม่ทัพหนุ่มเป็นที่สุด“ห่วงใย! ข้าหรือที่ต้องคิด ไยตอนนี้ข้ามิรู้สึกอย่างที่เจ้าว่าเลยสักนิดเดียว คำนั้นมันมีหน้าตาเป็นเช่นไรกัน พอจะบอกข้าได้หรือไม่ น้องสาว…”จีกวานฮวาผงะเล็กน้อยเมือได้ยินคำตอบที่ดูไร้เยื่อใยของคนที่ยืนอยู่ นางจำต้องกล้ำกลืนอารมณ์ให้ลึกที่สุด แม้อยากจะลงมือต่อโม่ไป๋หลานแค่ไหนก็ตามที“ท่านพี่ ข้าขอร้อง อีกไม่กี่วันพี่ซานหลางต้องกลับสู่ชายแดน หากเขาบาดเจ็บ ท่านมิกลัวท่านอ๋องน้อยจะถูกลงโทษจากองค์ฮ่องเต้หรือเจ้าคะ อีกอย่างพี่ซานหลางเพียงดื่มสุรามากไปเท่านั้น จึงมิทันยั้งคิด” เมื่อหมดคำพูด จีกวานฮวาจึงยกภาระห
เรือนกุ้ยเหมยก๊อก ๆเสียงเคาะประตูทำให้เจ้าของเรือนเงยหน้าขึ้นจากงานปักที่อยู่ในมือ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ“มีอะไรหรือ”เสียงหวานแฝงด้วยอำนาจเต็มเปี่ยมเอ่ยถามสาวใช้ที่ยืนอยู่หลังประตู ด้วยเวลานี้ สาวใช้คนสนิทได้อยู่ยังห้องครัว จึงมีเพียงเจ้าของเรือนอยู่ด้านในคนเดียว หลิวเจินเจินจึงทำเพียงถามออกไปเท่านั้น ด้วยเวลานี้คงไม่มีเรื่องใด นอกจากสามีให้มาตามไปพบหรือลูกสะใภ้มาขอพบนาง“เรียนฮูหยิน เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”เสียงร้อนรนของสาวใช้ทำให้หยางฮูหยินลุกขึ้นเดินไปยังประตูก่อนจะกระชากเปิดออกอย่างแรง หลายวันมานี้นางได้รับข่าวมิค่อยสงบภายในจวนมิเว้นแต่ละวัน‘ข้าจะตายเพราะลูกหลานนี่ละ’“มีอันใดว่ามา” น้ำเสียงดุดันของผู้เป็นใหญ่ฝ่ายหญิงของจวนทำให้สาวใช้ที่วิ่งนำข่าวมาแจ้งรีบก้มหน้าหลบสายตาเจ้านายแทบไม่ทัน“ท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ” หลิวเจินเจินใจกระตุกวาบ เมื่อเอ่ยคำว่าท่านแม่ทัพ“แม่ทัพคนไหนบอกให้กระจ่างหน่อย เจ้าลืมไปแล้วหรือ สองพ่อลูกบ้านนี้เป็นแม่ทัพทั้งคู่”“ท่านแม่ทัพหยางซานหลางเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังประมือกับท่านอ๋องน้อยโม่หยวนฟางเจ้าค่ะฮูหยิน” สาวใช้บอกข่าวแก่เจ้านายด้วยอาการปากสั่นน้อย ๆ ด้วยเกรงถู
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่