“หรู่อี้ ช่วยหากระดาษกับพู่กันมาให้ข้าที”
เธอคือคนจีนมาแต่กำเนิด เรื่องอ่านเขียนวาดโคลงกลอนก็ไม่เป็นรองใคร แค่ไม่ได้เก่งมากจนมีชื่อเสียง การใช้พู่กันยิ่งสำคัญกับการแสดงหนังและละคร จึงไม่แปลกที่คนอย่างเธอจะใช้มันเป็นและคล่องแคล่ว
หรู่อี้ออกไปจากห้องเพื่อจัดหาของให้เจ้านาย
หลี่ถิงบรรจงเลือกเสื้อผ้าทีละชิ้น ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมสำหรับไปด้านนอกมาดู
‘อ่า! ยังดีที่ชุดคลุมเหล่านี้มีลวดลายอยู่บ้าง แม้จะสีน้อย แต่พอ
ไหว’
หญิงสาวเร่งจัดการกับตัวเองก่อนที่สาวใช้จะกลับมา เมื่อหรู่อี้กลับมาถึง หลี่ถิงรีบรับสิ่งของทั้งหมดไปนั่งวาดเขียนบางอย่างยังโต๊ะกลางห้อง โดยที่หรู่อี้คอยช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ
“หรู่อี้ เรามีเงินหรือไม่” แน่นอนจะทำอะไรจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ว่ายุคสมัยหรือบ้านเมืองใดก็ตาม
“มีเจ้าค่ะ ตั๋วแลกเงินและทุกอย่างอยู่ในหีบ รอสักครู่นะเจ้าคะ”
ไม่นาน หรู่อี้ยกหีบลวดลายงดงามมาวางบนโต๊ะที่หลี่ถิงกำลังทำบางอย่างอยู่ สองนายบ่าวช่วยกันสำรวจของข้างใน เมื่อทุกอย่างลงตัวหลี่ถิงจึงได้ให้หรู่อี้นำเสื้อผ้าทั้งหมดไปใส่หีบเอาไว้ก่อน เพื่อที่นางจะนำออกไปแลกเป็นเงินมาไว้แทน
เสื้อผ้าของโม่ไป่หลานมิได้มากมายอะไร เมื่อเทียบกับบุตรสาวชนชั้นสูงหรือขุนนางบ้านอื่น นี่หรือชีวิตภรรยานอกสายตา จะมีสภาพที่จำต้องทนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยุคแห่งการแย่งชิง มิว่าจะเป็นบ้านเมืองหรือแม้แต่ในจวนผู้มีอำนาจทั้งหลายก็ตามที
เมื่อผู้เป็นสามีออกนอกบ้าน เพื่อแก่งแย่งอำนาจ ส่วนภรรยาน้อยใหญ่ก็ต่างพากันหันคมดาบเข้าฟาดฟันกันเองภายในบ้านเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง อีกอย่าง มันเป็นยุคที่สตรีจำต้องอาศัยบารมีบุรุษอย่างแท้จริง
‘แต่ไม่ใช่เธอ...หลี่ถิง’
ในเมื่อพ่อแม่ร่ำรวย สมองและสองมือยังอยู่ครบ ไม่มีคำว่าอดตายหากเธอจะลงมือทำ แต่ก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ เธอต้องจัดการกับปัญหาตรงหน้าให้เรียบร้อยดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้น อิสรภาพที่วาดหวังไว้อาจจะเป็นเพียงแค่ความฝัน ถ้ายังติดอยู่กับคำว่าภรรยาอยู่แบบนี้
ม้าหินนั่งเล่น บริเวณสวนหย่อมหน้าเรือน
หญิงสาวในชุดสีฟ้ากำลังชงชาด้วยท่าทางอ่อนช้อย รอยยิ้มบาง ๆ ประดับบนใบหน้านวล ริมฝีปากแต่งแต้มสีสันชวนมอง สองข้างแก้มเพิ่มเติมความหวานด้วยสีชมพูบางเบา เปลือกตาก็ใช่จะปราศจากสิ่งเติมแต่ง รวม ๆ แล้วหญิงสาวผู้มาเยือน จัดเต็มมาตั้งแต่หัวจรดเท้า เครื่องประดับล้วนมีค่าในสายตาของผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง
แค่เพียงเปิดประตูก็พบว่ามีแขกมาเยือน นั่งหัวเราะคิกคักอยู่กับสามีที่เธอกำลังจะทำให้เป็นเพียงอดีตในไม่ช้า ซึ่งชายหนุ่มได้นั่งทอดอารมณ์ผ่อนคลาย เคียงคู่แขกสาวอยู่ในเรือนของเธอและเขา แค่นี้ หลี่ถิง
ก็เอือมระอาขึ้นมาทันที
หยางซานหลางที่กำลังนั่งอ่านตำรา คอยชำเลืองมองหญิงสาวที่กำลังชงชาชั้นเลิศ ซึ่งนางเป็นผู้นำมามอบให้ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ หากสตรีข้างกายคือนาง เขาคงสุขใจมากกว่านี้ แต่ด้วยเหตุผลมากมาย คนที่นั่งในตำแหน่งนายหญิงกลับกลายเป็นอีกคนที่เสแสร้งมารยา
ใช่แล้ว...เขายอมรับว่าโม่ไป๋หลานชอบพอเขาอยู่มาก แต่โดยรวมแล้วนางไม่เหมาะที่จะก้าวเคียงคู่ไปกับเขาแม้แต่น้อย
ถ้ามิใช่เพราะฐานะนางคือท่านหญิงสูงศักดิ์ เขาคงไม่ต้องรอคอยให้นางเอ่ยปากอนุญาตเรื่องการมีอนุเพิ่มอีกสักคน แต่จะให้หญิงสาวตรงหน้ามานั่งในตำแหน่งรองจากสตรีไร้ค่าผู้นั้น เขาก็มิอาจรับได้เช่นกัน
ดูอย่างตอนนี้สิ สายมากแล้ว แม้แต่เงาของนางก็ไม่ทันเห็น คราแรกที่ได้ยินเสียงประตูเปิดออกมาแล้ว แต่ใช่ว่าโม่ไป๋หลานจะอยู่เพียงลำพัง เพราะตั้งแต่ย่ำรุ่ง เขาเห็นมีเพียงสาวใช้ที่เดินเข้าออกอยู่หลายรอบ
เสียงเงียบไปเช่นนี้คงไม่พ้นเป็นหรู่อี้ออกมาอีกเช่นเคย
โม่ไป๋หลานก้าวออกจากห้องพร้อมใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มใด ๆ วงหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อยแค่พองาม ร่างระหงเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งคู่พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานอย่างมีจริต มองแค่นี้ หญิงสาวก็เข้าใจอะไร ๆ ได้มากขึ้นแล้ว เท่าที่ความทรงจำของเจ้าของร่างมีให้แก่เธอนั้น
การแต่งงานเกิดขึ้นจากความรักของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียว สำหรับสามีนั้น นางเป็นเพียงสิ่งที่ควรมีไว้ประดับบารมี และหนุนนำอำนาจของฝ่ายชายเท่านั้น สองแขนแกร่งยังมิเคยแม้แต่โอบกอดโม่ไป๋หลานสักครั้ง
เจ้าของร่างอาจชอกช้ำใจ แต่กับหลี่ถิงมันคือพรอันประเสริฐ นั่นเท่ากับว่าถ้าเธอมีโอกาสอยู่ในร่างนี้อีกยาวนาน แล้วได้หย่าขาดจากแม่ทัพผู้นี้ หากแต่งงานอีกครั้ง สามีในอนาคตก็เท่ากับโชคดียิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เมื่อคิดถึงตรงนี้ใบหน้างามก็ซับสีเลือด พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ
จีกวานฮวาที่หันหน้ามาทางโม่ไป๋หลานได้ส่งสายตาอย่างผู้ชนะมาให้ หรู่อี้ถึงกับหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ ที่เห็นญาติของผู้เป็นนายไร้ความยำเกรงต่อผู้มีศักดิ์เป็นถึงภรรยาเจ้าของเรือน
หลี่ถิงเอื้อมจับมือของสาวใช้ข้างกายเอาไว้ ก่อนจะบีบเบา ๆ เป็น
การปลอบใจ“เย็นไว้หรู่อี้ ยิ่งเจ้าแสดงอาการมิพอใจมากเท่าไหร่ นั่นเท่ากับนางชนะ แต่หากเจ้านิ่งเฉย ผู้ชนะในเกมนี้คือพวกเรา”
หลี่ถิงพูดเบา ๆ กับคนข้างกาย เธอได้ยินเสียงลมหายใจแรง ๆ ของ
หรู่อี้ แค่นี้ก็บอกได้ถึงอารมณ์ของนางได้โดยไม่ต้องเอ่ยปากออกมา
ดังนั้น เธอจำต้องทำให้นางสงบลงก่อนจะเผลอทำให้ตัวนางเองถูกคนอยุติธรรมสั่งลงโทษอีก เกมนี้ เธอไม่จำเป็นต้องชนะ แต่จะขอยืนอย่างสง่าบนความเจ็บปวดของคู่ต่อสู้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
คำว่าน้ำใจนักกีฬาใช้ไม่ได้ในยุคนี้ และเธอก็ไม่คิดที่จะใช้กับคนแบบนี้เช่นกัน
หรู่อี้พยักหน้าน้อย ๆ เป็นการตอบรับในสิ่งที่เจ้านายบอก
“หรู่อี้จะจดจำเอาไว้เจ้าค่ะ”
“ดีมาก! เราไปทักทายท่านแม่ทัพกันสักหน่อย ค่อยออกไปซื้อของกัน”
หลี่ถิงในร่างโม่ไป๋หลานไม่ได้แสดงอาการใด ๆ ให้อีกฝ่ายเห็นเลยแม้แต่น้อย นอกจากรอยยิ้มที่ดูจะงดงามตามธรรมชาติ
จีกวานฮวาแม้ปากจะพูดจาหวานหูอยู่กับชายหนุ่ม แต่ดวงตากลับมองเลยไปด้านหลังของเขาแทน วันนี้ โม่ไป๋หลานดูงดงามกว่าที่เคย บนศีรษะมีเพียงปิ่นประดับพลอยสีม่วงเพียงอันเดียว ชุดที่ใส่แม้จะไร้สีสัน แต่เมื่อสวมกับเสื้อคลุมลายดอกเหมยลิ่วลม มันกลับดูสวยสง่ากว่าที่เคย รวมทั้งใบหน้าของโม่ไป๋หลานยังได้แต่งแต้มแค่เพียงริมฝีปากด้วยสีชาดชมพูอมส้ม ซึ่งแปลกตาเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินใกล้เข้ามา จีกวานฮวาจึงดึงสายตากลับมา และใช้มันเรียกความสนใจจากชายหนุ่มแทน จีกวานฮวายื่นจอกชาให้ชายหนุ่มที่ตอนนี้ได้วางตำราลงบนโต๊ะแล้ว
หยางซานหลางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือรับถ้วยชามาไว้ในมือ“ขอบใจเจ้ามากกวานเอ๋อร์”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งนักในความรู้สึกของสตรีทั้งสามที่ได้ร่วมรับฟังพร้อมกัน“มิเป็นไรเจ้าค่ะ พี่ซานหลาง”จีกวานฮวาตอบกลับด้วยความเขินอาย ก่อนจะช้อนสายตามองเลยไปยังหญิงสาวอีกสองนางมุมปากของหลี่ถิงบิดขึ้นเล็กน้อย เธอไม่ได้รู้สึกหึงหวงอะไรเลยสักนิด แต่จะให้ปล่อยผ่านไปก็เห็นจะไม่เป็นการดี เพราะตอนนี้ เธอยังนั่งในตำแหน่งภรรยาของชายผู้นี้อยู่‘เมื่อเสนอมา พี่จะสนองให้นะจ๊ะ’หากใครได้ยินสิ่งที่เธอคิด คงพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเป็นตัวประหลาดแน่นอนจากเสียงพูดคุยกันเบา ๆ อยู่ด้านหลัง แม่ทัพหนุ่มมั่นใจแล้วว่าต้องเป็นโม่ไป๋หลานอย่างแน่นอน เพราะในเรือนหลังนี้ไม่มีสาวใช้อื่น นอกจากหรู่อี้ เขาจึงไม่ต้องเดาว่าผู้ใดพูดคุยกันอยู่ตอนนี้ แต่แม่ทัพหนุ่มหาสนใจไม่ ชายหนุ่มได้ยกถ้วยชาขึ้นเป่าเบา ๆ เพื่อที่จะดื่ม“นั่น ๆ งู! มันเลื้อยเข้าไปใต้กระโปรงน้องสาวแล้ว”โม่ไป๋หลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดัง พร้อมทั้งส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นกลัว“กรี๊ดด!”เพล้ง!จีกวานฮวาเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจอย่างแท้จ
หลี่ถิงถามกลับด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธปนเย้ยหยัน สายตากราดมองสองหนุ่มสาวที่เป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจก็มิปาน ก่อนจะเงยหน้าจ้องชายหนุ่มกลับโดยไร้คำว่าเกรงกลัวหยางซานหลางถึงกับพูดสิ่งใดไม่ออก เมื่อถูกภรรยาย้อนถามมาเช่นนั้น ชายหนุ่มทำได้เพียงหายใจแรง ๆ และเพิ่มแรงบีบที่ต้นแขนของโม่ไป๋หลาน เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตากึ่งสมเพชจากภรรยา ส่วนจีกวานฮวาเองทำเพียงหลบสายตาซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งหลี่ถิงมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาสมเพชจริงอย่างที่ชายหนุ่มคิด ก่อนที่เธอจะใช้มืออีกข้างแกะนิ้วที่ยังอยู่ที่ต้นแขนของตนออก หากคนที่ยืนตรงนี้คือโม่ไป๋หลาน นางคงช้ำใจเจียนตายที่ถูกสามีและน้องสาวหยามเกียรติถึงในเรือนหอดีว่าตอนนี้เป็นเธอ..หลี่ถิง ซึ่งไม่ได้รู้สึกอะไรกับชายหนุ่มตรงหน้าเลยสักนิดเดียว มีให้แค่ความรังเกียจก็ถือว่ามากพอแล้ว“โม่ไป๋หลาน! นี่…เจ้ากล้าย้อนข้าหรือ” หยางซานหลางคำรามออกมาด้วยความขุ่นเคืองในวันนี้ เขาเสมือนถูกภรรยาตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากคำพูดที่เสียดแทงใจเขาและคนในอ้อมแขนจนมิเหลือชิ้นดี จากสตรีที่มักจะไม่เคยก้าวก่ายเรื่องใด ๆ ของเขา แล้วไยวันนี้ นางถึงได้หาญกล้าต่อกรด้วยในที่สุด หลี่ถิงก็เป็นอิสระ
“หากไม่มาด้วยตนเอง แม่จะได้เห็นสิ่งที่เจ้าทำหรือ ตกลงว่าอย่างไร แม่ถามว่ามันไม่มากไปหน่อยหรือที่ทำกับหลานเอ๋อร์”“ท่านแม่กำลังเข้าใจผิดไปเองนะขอรับ เป็นไป๋หลานที่กลั่นแกล้งผู้อื่นก่อน”หยางซานหลางยังมิวายโยนความผิดมาที่โม่ไป๋หลาน แต่คนในร่างคือเธอ หลี่ถิง มีหรือจะยอมให้คนอื่นใสความอยู่ฝ่ายเดียว พวกเขาอยากมาพลอดรักกันหยามเธอถึงหน้าห้องถ้าปล่อยไป...เธอก็ไม่พ้นถูกหัวร่อจากบ่าวไพร่ถึงจะมาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่มีหรือข่าวที่เกี่ยวกับฮูหยินน้อยแห่งจวนแม่ทัพจะไม่ถึงหูเธอ ถ้าวันนี้ไม่ตอบโต้ วันต่อ ๆ ไปก็คงทำมากกว่าที่เห็นเป็นแน่ ไม่ใช่เธอหึงหวงชายหนุ่มตรงหน้า แต่ในช่วงเวลาที่เธอยังอยู่ในตำแหน่งภรรยา ก็จำต้องรักษาฐานอำนาจและชื่อเสียงเอาไว้บ้าง มิใช่ปล่อยให้คนทั้งคู่มาเหยียบย่ำอยู่แบบนี้หลิวเจินเจินหันมองลูกสะใภ้ ซึ่งเอาแต่ยืนนิ่งเงียบ ใบหน้ามีร่องรอยแห่งความเสียใจปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แม้หญิงสาวจะพยายามกลบเกลื่อนมันด้วยรอยยิ้มก็ตามที มีหรือ นางผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนจะมองไม่ออก ว่าสะใภ้รักรู้สึกเช่นไร ต่อสิ่งที่บุตรชายของนางได้กระทำ นางมาถึงทางเข้าเรือนอยู่นานแล้ว เพียงแค่ยืนฟังท
หญิงสาวกลับเสียหลักซะเอง โดยไม่สามารถเอาผิดผู้ใดได้ เพราะทุกคนต่างเห็นกับตาว่าฮูหยินน้อยหยางไป๋หลานได้พยายามยื่นมือไปคว้าตัวน้องสาวเอาไว้ แต่พลาดเมื่อเล็บของนางครูดกับแขนนวลจนได้เลือดโม่ไป๋หลานถึงกับมีใบหน้าซีดเซียวด้วยความตกใจ ที่อยู่ ๆ ญาติผู้น้องเซจนจะล้ม ซ้ำนางยังคว้าเอาไว้มิทัน และยังทำให้อีกฝ่ายมีแผลที่แขนงามนั่นอีกด้วยหยางซานหลางรีบก้าวยาว ๆ เข้าไปพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น ก่อนจะหันมาทางภรรยาด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว“ข้าขอโทษที่ช่วยเจ้ามิทัน น้องพี่”“อย่าให้รู้ว่าเจ้าคิดรังแกผู้อื่นอีก ข้าจะมิปล่อยไว้แน่”หยางซานหลางพูดออกมาด้วยความโมโห นับตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาจากการจมน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะคำพูดหรือการกระทำ มันมิใช่คนเดิมที่ชอบเสแสร้งอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขามาตลอด แต่กลับกลายไปเป็นคนที่ปากคอเราะร้ายกว่าที่เคย แต่ไม่ว่านางจะเป็นแบบไหน โม่ไป๋หลานก็คือผู้หญิงไร้ยางอายในสายตาของเขาอยู่ดี“ต่อหน้าข้า ใครกล้าลงมือกัน ซานหลาง แม่ยืนอยู่ตรงนี้กับพวกเจ้า มิเห็นว่าไป๋หลานทำอันใดใครเลย หากเจ้ายังใส่ความภรรยาตนเองอีกข้าจะลงโทษเจ้าในฐานะภรรยาผู้นำตระกูลเช่นกัน” หยางฮูหยิ
ตลาดเมืองหลวงรถม้าประจำตระกูลหยางได้จอดลงยังหน้าร้านขายผ้าซึ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ตามความต้องการของนายหญิงน้อยของบ้านหรู่อี้ก้าวลงจากรถม้าก่อน เพื่อมายืนรอรับเจ้านาย โม่ไป๋หลานจำต้องทำตัวให้คุ้นชินกับการถูกปรนนิบัติจากคนรอบข้าง ในยุคที่จากมาแม้ว่านางจะร่ำรวยแค่ไหน แต่ทุกสิ่งอย่างมักที่จะลงทำด้วยตัวเองเสมอ ซึ่งต่างจากในเวลานี้มากนัก เพราะนางคือโม่ไป๋หลาน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรย่อมต้องมีคนคอยทำให้ หากมิยินยอม นั่นเท่ากับนางกำลังลดอำนาจด้วยตนเองลง และมันจะไม่เป็นผลดีเท่าไหร่นักในการดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ ดังนั้นจำต้องทำตัวให้คุ้นชินเข้าไว้ หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ ให้แก่โชคชะตาที่กำลังประสบอยู่เพียงก้าวลงมายืนยังพื้นถนน หลายสายตาหันมาจับจ้องหญิงงามในชุดสีขาวราวเทพเซียนที่แย้มยิ้มน้อย ๆ โดยมิได้สนใจที่ใดเป็นพิเศษเลย“ท่านลุงเกา รอเราสองคนอยู่ที่นี่ก็แล้วกันนะ ข้าจะเดินดูข้าวของกับหรู่อี้สักครู่” โม่ไป๋หลานเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล แต่ใบหน้าคนฟังกลับไม่ค่อยเต็มใจรับเท่าใดนัก“แต่ว่า ฮูหยินน้อย...”พ่อบ้านเกาเอ่ยทัดทาน แต่ยังมิทันพูดสิ่งใดได้มากก็ถูกยกมือห้ามเอาไว้เสียก่อน ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดข
เพราะสีที่นางเลือกนั้นมันจะขับเน้นให้เจ้าของร่างนี้ดูสง่าและสูงส่งสมฐานะของนาง ก่อนที่มือบางจะแบไปทางสาวใช้ หรู่อี้รู้หน้าที่ก่อนจะรีบวางกระดาษที่ถูกม้วนเอาไว้อย่างดีวางลงบนมือผู้เป็นนายอย่างรู้งาน“ได้เจ้าค่ะคุณหนู เชิญทางนี้ก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะจัดเตรียมทุกอย่างตามที่ท่านต้องการมิให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย” เจ้าของร้านได้รับกระดาษมาถือไว้ ก่อนจะทำการเชื้อเชิญลูกค้าของนางไปยังส่วนรับรองเพื่อทำการตกลงราคาซื้อขาย“ช้าก่อน นั่น สีฟ้าพับนั้นงามยิ่งนัก ใช่ผ้าไหมเช่นกันหรือไม่” นิ้วเรียวชี้ไปยังผ้าผืนสีฟ้าสดใส ไล่สีจากอ่อนไปเข้ม ปักลายดอกเหมยลิ่วลมงดงามมาก ราคาก็คงมิเบาด้วยเช่นกัน“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ผ้าไหมชั้นดีจากแดนเหนือ”“เอาสีชมพูลวดลายและแบบเดียวกันนั้นด้วย สองพับนั้นตัดให้คนของข้า แล้วคิดราคารวมกันเลยทีเดียว ข้าจะจ่ายไว้ก่อนแล้วค่อยให้คนที่บ้านมารับเอง มิต้องส่งไปที่จวน เข้าใจหรือไม่”“ฮูหยินน้อย…”โม่ไป๋หลานยกมือห้ามเอาไว้ ประวัติของหรู่อี้มิใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป ต่างจากชิงชิงที่ถูกนำมาขายให้แก่จวนของบิดาโม่ไป๋หลาน หรือต่อให้หรู่อี้เป็นเพียงสามัญทั่วไป แต่หากอยู่ภายใต้ปกครองของนางแล้ว จะต้อ
“ข้าไม่คิดที่จะยุ่งกับพวกท่านเลยสักนิด แต่มิอาจทนเห็นพี่ชายทั้งหลายรังแกผู้ที่ไร้ทางสู้เช่นนี้ได้ พี่ชายพอจะบอกข้าผู้น้องได้หรือไม่ ว่าเหตุใดจึงต้องทุบตีท่านลุงผู้นี้ด้วยเล่า”คำพูดที่ฉะฉานมิดังหรือเบาจนเกินไปตามเจตนาที่หญิงสาวกะเกณฑ์เอาไว้ นางต้องการพยานและคนมุงให้มากขึ้น เพื่อกดดันคนทั้งห้าและเป็นการป้องกันตัวในอีกหนทางหนึ่งด้วยเช่นกัน แม้ว่าความคิดดูจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าใดนักก็ตามที เพราะคนมากอันตรายก็มีขึ้นตามลำดับเช่นกัน ถอยก็ไม่ได้แล้ว ดังนั้นจำต้องยืนยัดเอาไว้ก่อน เผื่อว่าคุณชายเหล่านี้อาจเลิกรากันไป โดยมิจำเป็นต้องใช้กำลังก็เป็นได้“น้องสาว เจ้ารู้ไปแล้วจะช่วยสิ่งใดพวกข้าได้เล่า แต่ว่าใบหน้าที่งดงามอย่างน้องสาวก็ไม่แน่นะ เราอาจพอตกลงกันได้อยู่ หากเจ้าจะ…ฮา ๆ” ชายหนุ่มทั้งห้าต่างมองหญิงสาวด้วยสายตาหื่นกระหาย พากันสอดส่ายสายตาสำรวจร่างกายของสาวงามตรงหน้า ทุกคนต่างพากันหัวเราะในลำคอและคาดหวังที่จะได้ยลโฉมหญิงงามสักครั้งหรู่อี้ขยับกายเพื่อจัดการกับคนทั้งห้า เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายถูกล่วงเกินทั้งทางสายตาและคำพูด แต่โม่ไป๋หลานได้ห้ามเอาไว้เสียก่อน เพราะหากพวกนางวู่วาม ทำอะไรคุณชายเห
โม่ไป๋หลานรับคำด้วยเสียงในลำคอเบา ๆ ก่อนจะแยกออกไปช่วยพยุงขอทานให้ลุกขึ้นเพื่อออกห่างจากคนที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่ ชายหนุ่มทั้งห้าต่างพากันหัวเราะขบขันที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คิดจะต่อกรกับพวกเขาที่ตัวใหญ่กว่าหลายเท่า หรู่อี้มิคิดแม้แต่จะดึงกระบี่ออกจากฝัก ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกเหล่าคุณชายให้เข้าสู้กับนางพร้อม ๆ กัน ทั้งหมดหันมองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในห้าจะพุ่งเข้าหาหญิงสาวก่อนผู้อื่นปึ๊ก! อั๊ก! ตุ๊บ!ร่างสูงของคนที่วิ่งเข้าใส่ฝ่าเท้าของหรู่อี้ ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา แม้จะเจ็บจนจุกไปหมดทั้งกายก็ตามที ด้วยเกรงว่าจะอับอายไปมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ส่วนคนที่เหลือไม่สนใจสายตาผู้คนแล้ว ในเมื่อหญิงสาวตรงหน้ากล้าลงมือ หักหน้าพวกตนท่ามกลางชาวเมืองมากมาย หนึ่งในสี่กลับเปลี่ยนเป้าหมาย หวังจับตัวของหญิงสาวอีกคน ซึ่งเขามิต้องคาดเดาให้ว่านางจะต้องไร้ฝีมือต่างจากหญิงสาวที่กำลังลงมือกับพวกเขาในตอนนี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาก็ใช้นางเป็นตัวต่อรองได้ ซึ่งจากที่เขาสักเกตมาตลอด หญิงสาวคนนี้จะต้องสำคัญกับสาวน้อยอีกนางมากอย่างแน่นอนโม่ไป๋หลานหันกลับไปมองเหตุการณ์ทั้ง
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่