“ถ้าอร่อย คุณก็ดื่มเยอะๆ สิคะ จะได้ไม่กระหายอีก”ชีเสวี่ยโอบคอของฉู่เฉิน โน้มตัวเข้าหาฉู่เฉินอีกฉู่เฉินอาจกระหายมากจริงๆ เขาดูดน้ำส้มคั้นสดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปลดเข็มขัด แล้วอุ้มชีเสวี่ยขึ้นมานั่งบนตักเอี๊ยดอ๊าดๆ…ไม่นาน เสียงเก้าอี้สั่นสะเทือนก็ดังออกมาจากห้องส่วนตัวเฉินปินที่ยืนเฝ้าหน้าห้องอยู่ตลอดหน้าดำคร่ำเครียดทันทีไม่ต้องเปิดประตูเข้าไปดู เขาก็จินตนาการออกว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในบ้างพนักงานที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเฉินปินได้ยินเสียงประหลาดที่ดังออกมาจากห้องส่วนตัว อดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟัง“เชี่ย ลือกันว่ายัยชีเสวี่ยครางได้เร้าอารมณ์มาก เป็นเรื่องจริงซะด้วย”ประโยคนั้นทำให้สีหน้าของเฉินปินย่ำแย่ลงกว่าเดิมเพื่อชื่อเสียงของทั้งสองฝ่าย เขากับชีเสวี่ยไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์ให้คนในที่ทำงานรู้แต่พอคำพูดแบบนี้ออกมาจากปากของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เขาก็เหมือนถูกตบบ้องหูเข้าเต็มๆ!สองชั่วโมงก่อน เขายังเยาะเย้ยฉู่เฉินอยู่เลย แต่ตอนนี้ ฉู่เฉินกลับกำลังเผด็จศึกคู่หมั้นของเขานี่สินะที่เขาเรียกว่ากรรมตามทันกระทั่งผ่านไปสิบนาทีกว่า เสียงเก้าอี้สะเทือนค่อยๆ เงียบลง เฉินปินถึงค่อยผ่
ในขณะที่เฉินปินกำลังยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ ขณะที่เขายังไม่ทันตั้งสติได้ คำพูดถัดมาของฉู่เฉินก็ได้กระตุ้นไฟโทสะที่ถูกกดข่มไว้ในก้นบึ้งหัวใจของเฉินปินให้ระเบิดออกมา“เงินใส่ซองงานแต่งเดือนหน้าของพวกนายฉันขอไม่ใส่นะ ฉันยกลูกน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำให้เป็นของขวัญแทนแล้วกัน จะได้ไม่เสียแรงที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมกันมา”พูดจบประโยค ฉู่เฉินก็เพิ่มแรงกระแทกให้หนักกว่าเดิมเสียงตีกลองดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน แม้แต่พนักงานเสิร์ฟอาหารที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ยังได้ยินเต็มสองหู“ฉะ… ฉู่เฉิน ทำฉันให้ตายไปเลย ออกแรง… ออกแรงทำฉันอีก…”แต่ในตอนนี้ ชีเสวี่ยที่ตกอยู่ในสภาวะลืมตัวอย่างสิ้นเชิงกลับไม่ได้สังเกตเห็นสองคนนั้นที่ยืนอยู่หน้าห้องเลยแม้แต่น้อย เธออ้ากลีบปากเล็กๆ นั่นออก สายตาเลื่อนลอย ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอ๊าก!เฉินปินเคียดแค้นจนน้ำตาแทบไหล เขากำหมัดแน่น ไฟโทสะลุกท่วมท้นจนถึงขีดสุดแต่เขาไม่กล้าลงไม้ลงมือกับฉู่เฉินในที่ทำงาน ถึงยังไงพนักงานรักษาความปลอดภัยในร้านนี้ก็ผ่านการฝึกฝนพิเศษมา บางคนเป็นถึงทหารที่เพิ่งปลดประจำการด้วยซ้ำถ้าเขากล้าพุ่งตัวเข้าไป ไม่เพียงจะไม่เกิดอะไร
แต่ตอนนี้ พอเห็นว่าฉู่เฉินไม่เพียงไม่ร้อนใจ แต่กลับยกยิ้มเต็มใบหน้า เฉินปินรู้สึกเหมือนตัวเองแทบจะเสียสติอยู่ตรงนี้แล้ว!“ต่อสิ อย่าลังเล นี่อาจเป็นวันที่เปล่งประกายที่สุดในชีวิตของนายไปอีกยี่สิบปีเลยก็ได้นะ”ฉู่เฉินกอดอก ก่อนเอ่ยด้วยใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม“นายหมายความว่าไงวะ?”เฉินปินรู้สึกว่าคำพูดของฉู่เฉินมีความหมายแฝงฉู่เฉินไม่ได้เข้ามาตะลุมบอนกับเขาเหมือนที่เดาไว้ ตรงกันข้ามมันกลับนั่งมองเขาเหมือนตัวตลกอยู่ตรงนั้น ซึ่งนั่นเหนือความคาดหมายของเฉินปินไปมากทีเดียวในการคาดเดาของเขา พอฉู่เฉินเห็นเขาทุบรถของมันอยู่ จะต้องพุ่งตัวเข้ามาจัดการเขา พอถึงตอนนั้นเฉินปินก็จะมีโอกาสชกต่อยกับมัน และเขาก็จะฉวยโอกาสนั้นชกมันให้สาแก่ใจอย่างมากก็ถือเป็นทะเลาะวิวาททั้งสองฝ่าย สุดท้ายไม่ว่าจะพูดยังไงเขาก็แค่โดนปรับเล็กน้อย และโดนขังแค่ไม่กี่วันแต่ฉู่เฉินกลับไม่ได้หงายไพ่ตามกติกา หนำซ้ำมันยังวางท่าเหมือนอยู่เหนือกว่าเขา นั่นทำให้เฉินปินเริ่มไม่มีความมั่นใจแล้ว“ก็ไม่ได้หมายความยังไง ทำลายทรัพย์สินของคนอื่น ถ้ามูลค่าความเสียหายสูงก็ต้องติดคุก รถฉันคันนี้ก็แค่เจ็ดล้านห้ากว่าๆ มากพอที่
“คุณเป็นใคร? ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานถือว่าผิดกฎหมาย รู้หรือเปล่า?”จ้าวเจวียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ถามพร้อมกับเชิดโคมไฟดวงใหญ่สองดวงของเธอขึ้น“พวกเธอมีสิทธิ์อะไรมาจับเขา? ฉันจะบอกพวกเธอให้นะ ฉันเป็นทนายความป้ายทองของสำนักงานกฎหมายหมิงเจวี๋ยเชียวนะ ระวังฉันจะฟ้องพวกเธอให้สิ้นเนื้อประดาตัว!”หญิงอ้วนประกาศตัวอย่างมั่นอกมั่นใจฉู่เฉินยิ้มเย็น ก่อนยกมือขึ้นชี้ไปที่รถเบนซ์จีสปอร์ตที่ถูกทุบจนควันลอยโขมงอยู่ด้านหลังของเธอ “ก่อนจะพูดอะไร ดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนดีกว่านะ เขาทุบรถของผม ผมแจ้งตำรวจจับเขา ไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลหรอกเหรอ?”หญิงอ้วนได้ยินอย่างนั้นจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า รถเบนซ์จีสปอร์ตที่อยู่ข้างเฉินปินแม้แต่ฝากระโปรงหน้าก็ปลิวไปแล้ว ส่วนประตูรถก็ร่วงอยู่บนพื้นในสภาพยับเยินไม่เหลือเค้าเดิม“ปินปิน เธอ… เธอทำอะไรลงไปจ๊ะเนี่ย”หญิงอ้วนตระหนักได้ถึงความรุนแรงของปัญหา จึงกระซิบถามเฉินปินกัดฟัน ชี้หน้าฉู่เฉินแล้วพูดว่า “ไอ้หมอนี่มันเอากับเมียของผมต่อหน้าผม! ผมทนไม่ไหวเลยพังรถมัน!”สิ้นประโยคนั้น สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ฉู่เฉินฉู่เฉินยักไหล่เหมือนตัวเองไร้ควา
เธอเดินไปหยุดยืนต่อหน้าฉู่เฉิน แล้วกระซิบเบาๆ ว่า “เจ้านาย ฉันยื่นใบลาออกแล้วนะ น่าจะเซ็นอนุมัติในวันสองวันนี้แหละ พอสะสางเรื่องทางนี้เสร็จ ฉันจะไปรายงานตัวที่บริษัทคุณ”พูดจบ เธอก็เม้มปากหอมแก้มฉู่เฉินหนึ่งทีภาพนั้นหญิงอ้วนก็เห็นเต็มตาด้วย ความโกรธพลันพลุ่งพล่านในใจพอเห็นเฉินปินถูกคุมตัวขึ้นรถตำรวจ หญิงอ้วนกัดฟันตะโกนออกไป “เดี๋ยวก่อน!”จ้าวเจวียนที่กำลังเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ ได้ยินเสียงตะโกนก็หยุดชะงัก ขมวดคิ้วหันไปมองหญิงอ้วน“เขาก็ทำรถของประธานเย่แห่งสำนักงานกฎหมายของเราพัง ตามหลักที่พวกเธอพูดมา เขาก็ควรถูกจับด้วยเหมือนกัน!”คราวนี้หญิงอ้วนโมโหแล้วจริงๆ เธอชี้หน้าฉู่เฉินพร้อมกับตะโกนโหวกเหวกโวยวายจ้าวเจวียนขมวดคิ้ว หันไปพูดกับโจวน่าว่า “เธอรออยู่ในรถก่อน ฉันจัดการเสร็จแล้วจะกลับมา”พูดจบก็ปิดประตูรถดังปัง จากนั้นก็จ้องพิจารณาหญิงอ้วนแล้วพูดว่า “รถประธานเย่ของคุณ? งั้นก็เรียกประธานเย่นั่นมาแจ้งความกับฉันสิ”จ้าวเจวียนไม่ใช่คนใจเย็น เธอแค่เห็นหน้าฉู่เฉินแล้วอารมณ์ดีเฉยๆแต่หญิงอ้วนคนนี้กลับไม่รู้จักรักตัวกลัวตาย จ้าวเจวียนจะไม่ปล่อยเลยตามเลยอีก ถึงยังไงฉายาจ้าวเจวียนป
สาวสวยชุดแดงมองไปตามนิ้วของฉู่เฉิน ดวงหน้าเรียวสวยพลันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นยกยิ้มเต็มใบหน้า “พี่จ้าว! ทำไมเป็นพี่ได้ล่ะเนี่ย”สาวสวยชุดแดงรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนของจ้าวเจวียน ราวกับพี่น้องที่สนิทกันมานานหลายปีจ้าวเจวียนเองก็มองสาวสวยชุดแดงอย่างงุนงงเช่นกัน “ทนายเย่ ที่แท้ก็คุณนี่เอง ไม่เจอกันหลายปี วางแผนจะกลับมาเติบโตในเมืองเจียงจงแล้วเหรอ”สาวสวยชุดแดงพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะถามอย่างแปลกใจว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ”จ้าวเจวียนไม่มัวอ้ำอึ้ง เธอพูดประโยคเดียวกับฉู่เฉินซ้ำอีกรอบ จากนั้นก็บอกกับสาวสวยชุดแดงว่า “ฉันขอแนะนำให้รู้จักก่อนนะคะ คุณคนนี้ก็คือหมอเทวดาฉู่ ฉู่เฉินค่ะ”หมอเทวดา?สาวสวยชุดแดงหันไปมองฉู่เฉินอย่างตกตะลึง เขาอายุน้อยเกินไปจริงๆ“หมอเทวดาฉู่ คุณคนนี้ก็คือทนายเย่ เย่ชิ่นเหยียน”จ้าวเจวียนหันไปแนะนำให้ฉู่เฉินรู้จัก“สวัสดีครับ”ฉู่เฉินยื่นมือไปจับทักทายเย่ชิ่นเหยียนอย่างมีมารยาทมือเล็กๆ คู่นั้นสัมผัสเนียนนุ่มเย็นเยียบ ผิวเรียบลื่นละเอียดอ่อน นิ่มเหมือนไร้กระดูก ดูก็รู้ว่าเป็นลูกคุณหนูบ้านรวย“หมอเทวดาฉู่ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ทนายความบริษัทฉันไ
“สุดยอดไปเลยนะคะ!”คำชื่นชมของเย่ชิ่นเหยียนฟังดูเรียบง่าย เพียงแต่ในดวงตาของเธอกลับมีประกายที่แปลกไปพาดผ่านอย่างรวดเร็วหลังจากพูดคุยเรื่อยเปื่อยอยู่ไม่นาน เย่ชิ่นเหยียนก็ถามขึ้นอย่างครุ่นคิดว่า “คุณฉู่รักษาคนไข้นอกสถานที่ไหมคะ?”“รักษาคนไข้นอกสถานที่? อาการเล็กๆ น้อยๆ ของคุณไม่ต้องรักษานอกสถานที่อะไรหรอกครับ”พูดจบ ฉู่เฉินก็หยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นก็ทิ่มลงไปที่จุดไป๋ฮุ่ยของเย่ชิ่นเหยียนอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงการกระทำของเขารวดเร็วมากจนเย่ชิ่นเหยียนไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อเวลาผ่านไป ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่ท้องน้อยก็บรรเทาลงอย่างรวดเร็วดวงหน้าเรียวที่สะอาดผุดผ่องของเธอเผยรอยยิ้มประหลาดใจออกมา“ทักษะด้านการแพทย์ของหมอเทวดาฉู่สูงส่งอย่างที่คิดไว้จริงๆ แต่ที่ฉันถามเพราะอยากจะขอให้คุณฉู่ช่วยรักษาให้คุณย่าของฉันน่ะค่ะ”พรวด!ฉู่เฉินเกือบสำลักน้ำส้มในปากออกมา เข้าใจผิดเหรอเนี่ย“ได้สิครับ วันหลังก็แล้วกัน”ฉู่เฉินยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับดึงเข็มเงินกลับไปเก็บในแขนเสื้อ“งั้น… ค่ารักษาในครั้งนี้คิดยังไงคะ”เย่ชิ่นเหยียนขบกลีบปาก เธอหยิบกระเป๋าถืองานละเอียดใบเล็กที่อ
เช้าวันต่อมา ฟางอวี่เจิ้งกับเจียงไห่ตงมารับฉู่เฉินอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาถึงบ้านใหญ่ตระกูลฉู่“คุณฉู่ ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับที่ต้องรบกวนให้คุณตื่นแต่เช้าอย่างนี้”เจียงไห่ตงเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจฉู่เฉินโบกมือยิ้มๆ “ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อนายท่านใหญ่เฉียนมีผลงานด้านการสู้รบที่เลื่องลือ ผมช่วยเขาก็เท่ากับช่วยตัวเอง”พูดจบ ฉู่เฉินเปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างในฟางอวี่เจิ้งนั่งตำแหน่งคนขับ รับบทเป็นคนขับให้ฉู่เฉินเขาออกรถ พลางหันไปพูดกับฉู่เฉินว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนายท่านใหญ่เฉียว เกรงว่าชีวิตของผู้ว่าการเฉียวคงต้องหยุดชะงักเพียงเท่านี้แล้ว”“ดังนั้น ทั่วทั้งตระกูลเฉียวต่างก็ให้ความสำคัญกับอาการป่วยของนายท่านใหญ่เฉียวมาก หมอชื่อดังหลายคนทั้งในและต่างประเทศเคยมารักษาหมดแล้ว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ยิ่งช่วงนี้อาการของนายท่านใหญ่แย่ลงเรื่อยๆ ดังนั้น…”พูดมาถึงตรงนี้ ฟางอวี่เจิ้งถอนหายใจเบาๆเจียงไห่ตงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เพื่อนร่วมรบหลายคนของนายท่านใหญ่เฉียวล้วนเป็นคนใหญ่คนโตของมณฑลเจียง หลายคนถึงขั้นรับตำแหน่งสำคัญอยู่ในเขตสงคราม ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ผู้ว่าการเฉียวที่ใส่ใจเป็นพิเศษ แม้แต่พวกผมเองก
พรวด!คราวนี้ เจ็บมากเกินไปแล้วถังเทียนอวี่อ้าปากกว้างกระอักเลือดคำโตโดยที่มีเศษอวัยวะภายในปะปนอยู่ด้วยออกมาแม้แต่แสงสีทองบนร่างของเขาสายนั้นก็หมองหม่นลงไปในพริบตาเวลานี้ถังเทียนอวี่รู้สึกแค่ว่าเหมือนอวัยวะภายในเคลื่อนที่หมดแล้ว เจ็บจนเส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปนขึ้นมา อ้าปากกว้าง ทว่าร้องโหยหวนไม่ออกแม้แต่นิดเดียว“นี่ก็คืออัจฉริยะของตระกูลถังเหรอ?”ฉู่เฉินใช้เท้าเหยียบใบหน้าของถังเทียนอวี่ แล้วขยี้กับพื้นไม่หยุด ก่อนจะหัวเราะหยันแล้วพูดว่า “ต่อให้เป็นหมูก็ยังเก่งกว่าอัจฉริยะแบบนี้อีกมั้ง?” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หางตาของถังเทียนอวี่ก็แทบจะเบิกโพลง เขากัดฟันแน่น ปรายตามองฉู่เฉินพลางเอ่ยว่า “นะ...นายกล้าดูถูก...”“ผัวะ!”ฉู่เฉินเตะเข้าที่ปากของถังเทียนอวี่ จากนั้นก็หัวเราะหยันแล้วเอ่ยว่า “ผมดูถูกตระกูลถังของคุณแล้ว คุณจะทำอะไรผมได้? ผมดูถูกคุณแล้ว คุณจะทำอะไรได้?”ถังเทียนอวี่โกรธจนตัวสั่นเทิ้มไม่หยุด แต่ก็เป็นเหมือนกับที่ฉู่เฉินพูดไว้ ตันเถียนของเขาถูกฉู่เฉินเตะจนแตกไปหมดแล้ว เขายังจะทำอะไรได้อีก?เวลานี้ บรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่รอบด้านต่างมองไปทางฉู่เฉินด้วยสายตาที่เ
บรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่นั่งใกล้หน้าประตูมากมาย เห็นกับตาว่าแม้แต่รถกอล์ฟก็ถูกอัดจนผิดรูปไปแล้ว พวกเขาก็รีบถอยไปทางมุมกำแพง กลัวว่าจะต้องตายอย่างอนาถโดยไร้ความผิดส่วนหมัดของถังเทียนอวี่นี้ก็มีอานุภาพสะเทือนฟ้าดินจริง ๆพูดได้ว่าเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉู่เฉินเคยพบเจอนับตั้งแต่ที่เข้าวงการมาถึงอย่างไรตระกูลถังก็เป็นตัวตนที่กดขี่ทั้งเมืองได้ด้วยตระกูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์หรือความสามารถของตัวถังเทียนอวี่เอง สำนักเล็ก ๆ ระดับล่างอย่างสำนักเสวียนเทียนกับสำนักอวี้ซือไม่อาจเทียบได้เลยพูดได้ว่าสำนักเล็ก ๆ ทั้งสองนั้นเป็นเพียงเศษธุลีที่ลอยวนเวียนอยู่ขอบโลกแห่งการหยั่งรู้เท่านั้นแต่ตระกูลถังกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตัวตนที่สามารถสยบทั้งเมืองได้ด้วยพลังอำนาจของตระกูล มีใครบ้างที่ไม่ได้มาจากสำนักใหญ่ ครอบครองวิชาชั้นสูงเป็นมรดกตกทอด?เวลานี้เอง ภายในดวงตาของถังเทียนอวี่เต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นเยียบ แทบอยากจะต่อยฉู่เฉินให้เนื้อแหลกละเอียดในหมัดเดียวเมื่อเห็นเขาจะลงมือสังหารฉู่เฉินจริง ๆ เกาเซิ่งอี้ที่นั่งอยู่บนที่สูงรีบเอ่ยปากกล่าวว่า “หลานถัง ห้ามต่อยเขาให้ตายในหมัดเดียวเด็ดขาด
เธอไม่อยากเอาชีวิตเล็ก ๆ ของตัวเองไปทิ้งตอนนี้ที่หลิ่วหรูเยียนยังอยู่กับฉู่เฉินไม่ไปไหน ก็เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากเขา ให้ช่วยพวกเธอสองแม่ลูกก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ก็เท่านั้น ไม่ตายเป็นเพื่อนฉู่เฉินแน่!“ฉู่เฉิน คนพวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลยนะ หรือว่านายจะลองยอมรับปากพวกเขาไปก่อนดีไหม ถึงยังไง...”ไม่รอให้หลิ่วหรูเยียนพูดจบ ฉู่เฉินก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดขัดขึ้นมา “พวกมันเคยเป็นใครมาก่อนฉันไม่รู้ แต่อีกไม่นาน เดี๋ยวพวกมันก็จะเป็นศพแล้ว”ซี้ด!ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ บรรดานักธุรกิจทรงอิทธิพลหลายคนที่นั่งอยู่รอบ ๆ ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจติด ๆ กันชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านล่างแถวหน้าสุดก็ลุกขึ้นยืน และพูดกับฉู่เฉิน “นี่น้องชาย แกรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?”“คนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ คือปรมาจารย์เสิ่น บุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดของตระกูลผู้บำเพ็ญพรตแห่งปินเฉิง!”“ส่วนท่านผู้อาวุโสท่านนี้ คือผู้นำตระกูลจางแห่งเซียงเฉิงเชียวนะ!”“แล้วก็ยังท่านผู้นั้นอีก เขาคือถังเทียนอวี่อัจฉริยะของตระกูลถังแห่งอวิ๋นเฉิง!“มีท่านไหนบ้างที่สามารถเทียบเคียงกับคนแบบฉันและแกได้? เอ
“แม่คุณแซ่อะไรเหรอ?”ฉู่เฉินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมองเกาเซิ่งอี้ด้วยแววตาแข็งกร้าว“แก! แกหมายความว่าอะไร?”ใบหน้าของเกาเซิ่งอี้แฝงไปด้วยความเยือกเย็น เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะจ้องฉู่เฉินตาเขม็ง“คุณสั่งให้ผมมอบหยกโลหิตกิเลนให้คุณ ผมก็ต้องยอมมอบให้คุณง่าย ๆ? แล้วถ้าผมบอกให้คุณมอบชีวิตให้ผม คุณจะยอมปาดคอฆ่าตัวตายไหม?”ฉู่เฉินพูดออกมาด้วยสีหน้าหยันเกาเซิ่งอี้หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธในใจเอาไว้ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “นี่ไอ้หนุ่ม แกไม่รู้คุณสมบัติที่แท้จริงของหยกโลหิตกิเลนด้วยซ้ำ ถ้าแกมีมันอยู่ในมือ ก็ถือเป็นการทำลายสมบัติที่มีค่าและยังจะนำพาปัญหายิ่งใหญ่ตามมาอีก”“การให้แกมอบหยกโลหิตกิเลนให้ฉัน ก็เพราะหวังดีต่อแกนะ”ฉู่เฉินพยักหน้าอย่างหนักแล้วพูดว่า “พูดได้มีเหตุผลดีจริง ๆ”เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ ก็ปรากฏความเย้ยหยันออกมา เพราะยังไงสุดท้ายแล้วฉู่เฉินก็ต้องยอมศิโรราบอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?แต่ในวินาทีถัดมา ไม่ใช่แค่ถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ เท่านั้น แม้แต่เกาเซิ่งอี้เองก็ถึงกับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ เพราะคำพูดต่อมาของฉู่เฉิน“ความจ
บางทีสักวันหนึ่ง เธออาจจะสามารถเหยียบผู้ชายเฮงซวยพวกนี้ให้จมดินได้ในตอนนี้ คนที่ตกใจมากที่สุดก็ยังเป็นฉีอวี่ไท่ ความจริงแล้ว ฉีอวี่ไท่เป็นคนเดียวในรุ่นที่สองของตระกูลฉีที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังเคยกราบอาจารย์เก่ง ๆ หลายคนตอนที่ตระกูลฉีมาพึ่งพิงเกาเซิ่งอี้ เขาก็มีพลังระดับปรมาจารย์แล้ว และหลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหลายปี ประกอบกับทรัพยากรจำนวนมากที่เกาเซิ่งอี้มอบให้ เขาจึงประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้แต่ฉู่เฉินกลับสามารถใช้ลูกเตะเดียวทำลายพลังของเขา สะเทือนอวัยวะภายในร่างของเขาจนเละอย่างน้อยสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ฉู่เฉินต้องเป็นยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานอย่างแน่นอนในความทรงจำของเขา ตระกูลฉู่แห่งเจียงจง ไม่มีพื้นฐานด้านการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย และในช่วงเวลาสามปีที่พ่อแม่ของฉู่เฉินหายสาบสูญไป ฉู่เฉินก็อยู่ในสภาพ เกือบตายตลอดเวลาอย่าว่าแต่การฝึกวรยุทธ์หรือบำเพ็ญพรตเลย แม้แต่การลุกขึ้นยืนและเดิน สำหรับฉู่เฉินแล้ว นี่เป็นเพียงความฝันที่ไม่สามารถเป็นความจริงได้ในเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือน ทำไมฉู่เฉินถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้?เมื่อครู่เขาได้ทำการยืนยันหล
ทันทีที่ฉีอวี่ไท่ซัดฝ่ามือลงไป ก็เห็นเพียงกลิ่นอายสีดำปรากฏขึ้นมาในฝ่ามือของเขาถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ มองออกได้ในทันทีว่าฝ่ามือของเขาก็คือฝ่ามือเมฆาพิษของสำนักว่านเซี๋ยนั่นเอง!หลายคนต่างรู้สึกตกใจในตอนแรก แต่หลังจากนั้น สีหน้าของพวกเขาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแม้ว่าสำนักว่านเซี๋ยจะถูกแก๊งมังกรทำลาย ลูกศิษย์ของสำนักต้องแยกย้ายหนีไปคนละทิศละทางแล้ว แต่การถ่ายทอดวิชาของสำนัก กลับไม่ได้แบ่งแยกระหว่าง ความดีและความชั่วยิ่งไปกว่านั้น ฉีอวี่ไท่ยังคงเป็นคนของเกาเซิ่งอี้ พวกเขาจึงยิ่งไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากแต่ถ้าฝ่ามือนี้ถูกซัดลงบนร่างกายของฉู่เฉิน อย่าว่าแต่เขาที่เป็นแค่คนธรรมดาเลย ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญพรตก็จะรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกหนอนนับหมื่นตัวกัดกินหัวใจ จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่!อีกอย่างความเจ็บปวดนี้จะตามหลอกหลอนฉู่เฉินไปตลอด จนกระทั่งหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากนั้น ความเจ็บปวดนี้จะหยุดลงเมื่อฉู่เฉินตายจากพิษที่แผ่กระจายไปทั่วร่างถึงแม้ว่าฉีอวี่ไท่จะมีเจตนาร้าย แต่ในสายตาของถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ กลับมองว่าคนอย่างฉู่เฉินที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงควรได้รับการลงโทษไม่อย่างนั้น ทุกคนก็จ
ต้องรู้ไว้ว่า หอการค้ากิเลนที่อยู่เบื้องหลังเขาคือองค์กรที่มีอิทธิพลมหาศาล ครอบครองอำนาจกว่าครึ่งหนึ่งของวงการบำเพ็ญพรต!ต่อให้ฉู่เฉินมีกองทัพคอยหนุนหลัง แต่กองทัพคงไม่สามารถคุ้มกันเขาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกใช่ไหม?ในตอนนี้ หลิ่วหรูเยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉู่เฉินถึงกับชะงักไป เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าฉู่เฉินจะกล้าท้าทายถึงขนาดนี้!เขาคิดจริง ๆ เหรอว่าเกาเซิ่งอี้เป็นแค่ขยะไร้ค่าระดับเดียวกับฉีเฮ่อเซวียน?“นี่พ่อหนุ่ม อย่าพูดจาโอหังเกินไปนัก อย่าว่าแต่แกเลย แม้แต่บรรดาปรมาจารย์และตระกูลผู้บำเพ็ญพรตแห่งเจียงจง ก็ไม่มีใครกล้าอวดดีแบบนี้!”ใบหน้าของเสิ่นเจี้ยนเฟิงเย็นชา เขากล่าวตักเตือนเสียงแข็งกร้าวฉู่เฉินได้ยินดังนั้น ก็เผยสีหน้าดูแคลนเล็กน้อยก่อนกล่าวขึ้น“ทำไม คนเยอะแล้วคิดว่าจะเหนือกว่าหรือไง?”ถังเทียนอวี่แสยะยิ้มเหี้ยม ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น เส้นผมยาวพลิ้วไหวราวกับมีลมพัด ใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยความทระนง “เจ้าหนู รู้ไหมว่าแกกำลังท้าทายใครอยู่?”“ถึงแม้ว่าแกจะมีเส้นสายในกองทัพ ก็ปกป้องแกไม่ได้หรอก!”ฉู่เฉินมองถังเทียนอวี่อย่างเหยียดหยาม ก่อนจะยิ้มเยาะ“คนอย่างผมฉู่เฉินไม่ต้องการใ
เนื่องจากก่อนที่ฉู่เฉินจะลงจากรถ เขาได้ใช้ยันต์ปิดลมปราณ ซ่อนพลังปราณทั่วร่างของตัวเองเอาไว้ดังนั้น เมื่อมองจากระยะไกล ฉู่เฉินจึงดูไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไป“คนนี้น่ะเหรอ ที่นายบอกว่าฝีมือไม่ธรรมดา?”เกาเซิ่งอี้เหลือบมองฉีอวี่ไท่ด้วยสีหน้าเย้ยหยันนี่มัน...ใบหน้าอาวุโสของฉีอวี่ไท่แดงก่ำ ก่อนจะหัวเราะเจื่อน ๆ “อาจเป็นเพราะลูกน้องของผมไม่เคยเจอของจริง เห็นพวกนักเลงข้างถนนตีกันก็คงคิดว่าเป็นยอดฝีมือไปแล้ว”ถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ ยิ่งแสดงเบะปากอย่างไม่แยแสพวกเขาถึงขั้นรู้สึกว่า ให้เตรียมการใหญ่โตขนาดนี้เพื่อจัดการกับคนไร้ค่าเพียงคนเดียว นี่ถือเป็นการใช้มีดฆ่าวัวมาฆ่าไก่เสียจริงเมื่อเห็นว่าฉู่เฉินและหลิ่วหรูเยียนเดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่แล้ว เกาเซิ่งอี้ก็ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนกล่าวขึ้น“สมแล้วที่เป็นคนของตระกูลฉู่ ช่างกล้าหาญเกินคาด”“ตัวคนเดียวยังกล้ามาตามนัดอีก”ทันทีที่เกาเซิ่งอี้พูดจบ ถังเทียนอวี่และคนอื่น ๆ ก็เลิกซ่อนพลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวของตัวเองอีกต่อไป ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังมหาศาลก็พุ่งเข้าไปข่มฉู่เฉินพร้อมกันหลิ่วหรูเยียนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่หนักอึ้งราวภูเขาท
ชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏตัวคือถังเทียนอวี่ ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลถังในอวิ๋นเฉิง“นั่นคือยอดอัจฉริยะถังเทียนอวี่แห่งตระกูลถังใช่ไหม? เขาเองก็มาที่นี่เหรอ?”“ใช่ ฉันได้ยินมาว่าเมื่อห้าปีก่อน ผู้ชายคนนั้นได้เข้าร่วมสำนักบำเพ็ญพรตชื่อดังทางตะวันตกเฉียงใต้ และยังได้รับการยอมรับให้เป็นศิษย์ของสำนักอีกด้วย”ขณะที่ผู้คนรอบข้างกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด เกาเซิ่งอี้ก็เดินออกมาต้อนรับด้วยตนเองพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนจะยื่นมือออกไปหาอีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร“ฮ่า ๆ ๆต้องขอบคุณคุณชายถังที่ให้เกียรติมาร่วมงาน”“สมกับเป็นยอดอัจฉริยะของตระกูลถังแห่งอวิ๋นเฉิงจริง ๆ ยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นที่สี่ แค่รัศมีที่แผ่กระจายออกมาก็กดดันพวกเราได้แล้ว”ถังเทียนอวี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจับมือกับเกาเซิ่งอี้ แล้วตอบกลับ“ลุงเกาชมเกินไปแล้ว”ในขณะนั้นเอง รถหรูอีกคันก็แล่นมาจอดอย่างช้า ๆ จากนั้น ผู้อาวุโสในชุดขาวเรียบง่ายก็ก้าวลงจากรถพวกเขาเห็นว่าบนมือทั้งสองของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยร่องรอยจากการฝึกฝน และทั่วทั้งร่างแผ่พลังอันน่าสะพรึงกลัวของผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้า“ซี้ด ๆ! นั่น…นั่นมันจางจิ่งหลง ผู้นำตระกูลจาง