และวันที่เป็นกังวลก็มาถึงวันนี้เป็นวันที่โรงเรียนเก่าของปราญติญาจะจัดเลี้ยงซึ่งงานจะเริ่มในเวลาหกโมงเย็นแต่เธอและพรชนกก็เดินทางกลับมาบ้านตั้งแต่เช้า
ปราญติญาแวะส่งพรชนกที่บ้านและนัดเจอกันในเวลา 17:45 น. เพราะบ้านของพวกเธอนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเมื่อส่งเพื่อนเสร็จแล้วหญิงสาวก็ขับรถกลับไปที่บ้านของตนเอง
“สวัสดีค่ะพ่อ สวัสดีค่ะแม่” หญิงสาวยกมือไหว้บิดามารดาที่นั่งรอเธออยู่ที่ระเบียงบ้าน
“สวัสดีจ้ะลูก กินข้าวมาหรือยัง”
“ป่านกินข้าวมาแล้วค่ะแม่ วันนี้แปลกจังที่พ่อไม่เข้าสวน”
“ก็พ่อรอเจอป่านก่อนไงล่ะ ขับรถมาเหนื่อยไหม”
“ไม่เลยค่ะ พ่อกับแม่สบายดีมั้ยคะ”
“สบายดีจ้ะ แต่แม่ว่าป่านผอมลงหรือเปล่าลูกยังจะลดความอ้วนอีกเหรอ”
“เปล่านะคะแม่ป่านก็น้ำหนักเท่าเดิมเลย”
“แม่คงติดภาพตอนที่ป่านเรียนม.ปลายมากไปหน่อย พอเห็นป่านผอมแม่ก็ไม่ค่อยชินตา”
“พ่อก็ว่าตอนนี้ลูกสาวของพ่อสวยกว่าตอนเรียนมากไม่รู้ว่าตอนนี้มีหนุ่มมาจีบบ้างหรือเปล่า” คุณอาคมถามเพื่อหยั่งเชิงเพราะถ้าหากปราญติญายังไม่มีแฟนเขาจะติดต่อลูกชายของเพื่อนให้กับลูกสาว
“ป่านมีแฟนแล้วค่ะและก็เพิ่งจะเลิกกันได้ไม่กี่วันพ่ออย่าพยายามหาใครมาแนะนำให้ป่านรู้จักเลยนะคะตอนนี้ป่านยังเจ็บอยู่และยังไม่พร้อมจะมีใคร” หญิงสาวรีบพูดดักคอผู้เป็นบิดาเรื่องที่เธอพูดก็เป็นเรื่องจริงที่เพิ่งเลิกกับแฟนแต่เรื่องที่เจ็บนั้นไม่ใช่เรื่องจริงเธอไม่ได้รู้สึกเสียใจที่เลิกกับรัฐภูมิแต่กลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่รู้นิสัยของเขาก่อนที่ตนเองจะถลำลึกมากไปกว่านี้
“แล้วเมื่อไหร่ลูกสาวพ่อจะมีแฟนล่ะ”
“คุณคะตอนนี้ลูกสาวของแล้วอายุยังน้อยอยู่เลยจะให้รีบมีแฟนไปทำไมล่ะ” คุณปัทมาภรณ์หันไปคุยกับสามี
“ใช่ค่ะตอนนี้ปานอายุยังไม่ถึงยี่สิบห้าเลย ป่านว่ารอให้พี่ป้องแต่งงานก่อนดีกว่านะคะ พ่ออย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องของป่านเลย” หญิงสาวรีบโยนเรื่องนี้ไปทางพี่ชายซึ่งตอนนี้อายุก็เกือบจะ 30 ปีแล้วแต่ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะแต่งงาน
“ก็พี่เขาเป็นผู้ชายแต่งงานอายุมากหน่อยก็ไม่มีปัญหาหรอกแต่ผู้หญิงน่ะพออายุมากขึ้นก็จะหาแฟนยาก”
“ถ้าหาแฟนยากก็ไม่ต้องหาสิคะพ่อ อยู่แบบนี้สบายดีออกแม่ว่าจริงไหมคะ”
“แม่เห็นด้วยกับป่านนะลูกถ้าหาแฟนได้ไม่ดีพอหามาแล้วทำให้เราลำบากหรือมีปัญหาในชีวิตมากขึ้นแม่ว่าอยู่เป็นโสดก็ดีเหมือนกันนะ”
“ขอบคุณแม่มากๆ นะคะที่เข้าใจป่าน”
“เอาล่ะลูกขับรถมาเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อนไหมแล้วเย็นนี้ยังจะต้องไปงานที่โรงเรียนอีก”
“ถ้างั้นป่านขอเข้าไปในห้องนอนก่อนนะคะ”
“ได้เลยจ้ะ แม่ให้คนทำความสะอาดไว้แล้ว แต่อย่าลืมออกมากินข้าวกลางวันนะ หนูอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ป่านกินอะไรก็ได้ค่ะ ฝีมือแม่อร่อยทุกอย่างเลย” หญิงสาวกอดมารดาอย่างประจบก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
เธอเปิดลิ้นชักหัวเตียงหยิบหนังสืออนุสรณ์ตอนที่ตัวเองเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกออกมาเปิดดู เธอเปิดไปยังห้องของตัวเองและทบทวนชื่อเพื่อนอีกทั้งเปรียบเทียบใบหน้าปัจจุบันกับใบหน้าในอดีตแล้วก็ยิ้มเพราะเพื่อนบางคนก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ทุกคนดูดีขึ้นสวยขึ้นซึ่งก็ไม่รู้ว่ารูปที่เห็นในโซเชียลกับตัวจริงจะต่างกันมาน้อยแค่ไหน
เพื่อนบางคนก็ไม่มีคอนแท็คในโลกโซเชียลหญิงสาวจึงไม่รู้ว่าผู้ชายคนที่เธอนอนด้วยนั้นเป็นเพื่อนของเธออย่างที่เป็นกังวลไหม
ในห้องของเธอมีผู้ชายทั้งหมดประมาณสิบห้าคนคนแต่ละคนเธอก็จำชื่อไม่ค่อยได้เท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สุงสิงกับเพื่อนผู้ชายเนื่องจากพวกนั้นชอบเรียกเธอว่ายัยอ้วนบ้างยัยเหยินบ้างหญิงสาวจึงไม่ค่อยเข้าใกล้และน้อยครั้งมากที่จะพูดคุยกับเพื่อนผู้ชายเหล่านั้น
เมื่อถึงเวลาเที่ยงปราญติญาก็ออกจากห้องมารับประทานอาหารกลางวันกับบิดามารดาและพี่ชายก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองในตอนบ่ายอีกครั้ง
ส่วนเธอก็รอเวลาที่จะไปร่วมงานเลี้ยงที่โรงเรียนซึ่งพี่ชายและมารดาของเธอก็เป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนนี้ด้วย
“ป่านจะไม่ไปพร้อมพี่เหรอ”
“ป่านต้องไปรับบุ๋มที่บ้านค่ะ พี่ป้องกับแม่รีบไปก่อนเถอะเพราะป่านเป็นแขกนะคะไม่ได้เป็นเจ้าภาพเหมือนพี่กับแม่”
“งานเลิกแล้วจะไปต่อที่ไหนกับหรือเปล่าลูก”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะคงต้องถามเพื่อนก่อน”
“ถ้าจะกลับดึกก็เอากุญแจบ้านไปด้วยเพราะถ้าเกิดกลับมาแล้วคนในบ้านหลับกันหมดจะได้ไม่ต้องนอนในรถ”
“ค่ะแม่” หญิงสาวเดินไปหยิบกุญแจสำรองลงกระเป๋าแล้วเดินมาส่งพี่ชายกับมารดาขึ้นรถก่อนที่ตัวเองจะกลับไปอาบน้ำแต่งตัวและขับรถออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังบ้านของพรชนกที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่
เมื่อไปถึงพรชนกก็แต่งตัวรออยู่ก่อนแล้ว”
“โอ้โหวันนี้บุ๋มสวยมากๆ เลย” ปราญติญาชมเพื่อนเพื่อนที่แต่งตัวด้วยเสื้อแขนกุดสีฟ้าสดใสซึ่งเป็นสีประจำของโรงเรียน
“ป่านก็สวยเหมือนกันใส่กางเกงยีนแบบนี้ดูขาเรียวมากๆ แต่บุ๋มว่าเสื้อทันธรรมดาไปหน่อยไหม บุ๋มว่าเปลี่ยนเป็นเสื้อปาดไหล่ดีไหมจะได้ดูเซ็กซี่หน่อยเดี๋ยวบุ๋มเอาให้นะ”
พรชนกรีบเข้าไปหยิบเสื้อปาดไหล่สีฟ้ารัดรูปออกมาให้กับเพื่อน
“เปลี่ยนเลยป่านเสื้อตัวนี้ป่านใส่ต้องสวยมากแน่”
“ขอบใจนะบุ๋ม” ปราญติญาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำเธอมองตัวเองในกระจกแล้วยิ้ม เสื้อตัวนี้ใส่แล้วสวยอย่างที่เพื่อนพูดจริงๆ
“สวยมากเลยป่าน คืนนี้พวกที่มันชอบว่าป่านใช้แอพแต่งรูปจะได้เห็นกันสักทีว่าป่านตัวจริงสวยมากกว่าในรูปตั้งเยอะ”
พรชนกพูดด้วยความแค้นเพราะเธอเห็นเป็นเพื่อนหลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเวลาที่ปราญติญาลงรูปว่าเป็นการแต่งรูปจนทำให้เพื่อนของเธอขาดความมั่นใจและช่วงหลังมานี้ปราญติญาแทบจะไม่โพสต์รูปของตัวเองลงโซเชียลเลยเพราะเบื่อกับคำพูดพวกนั้น
“เราจะไปกันเลยไหมล่ะนี่มันก็ใกล้หกแล้วนะ”
“ออกจากบ้านสักหกโมงครึ่งดีกว่านั่งดูทีวีกันก่อนแล้วค่อยไป”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ถ้าไปถึงก่อนเราก็จะไม่เด่นสิป่าน”
“แต่ป่านไม่อยากเด่นนะ”
“เอาเถอะน่าป่านเชื่อบุ๋มเถอะ”
ทั้งสองคนนั่งเล่นมือถือดูทีวีกันจนถึงเวลาหกโมงครึ่งปราญติญาก็ขับรถพาพรชนกมายังโรงเรียนที่พวกเธอเคยเรียนอยู่ซึ่งตอนนี้มีศิษย์เก่ามาร่วมงานกันอย่างมากมายทำให้พวกเธอต้องจอดรถไกลจากโรงเรียนมาก
“ถ้ารู้ว่ามาช้าแล้วจอดรถไกลแบบนี้บุ๋มคงรีบมา”
“เป็นไงล่ะบอกแล้วไม่เชื่อแล้วเดินไหวไหมบุ๋มให้ป่านวนไปส่งหน้าโรงเรียนกาอนไหม” ปราญติญาถามด้วยความเป็นห่วงเพราะวันนี้พรชนกใส่รองเท้าส้นสูงเธอก็กลัวว่าเพื่อนจะเดินไม่ไหว
“ไหวสิ”
เมื่อเดินเข้าไปในงานทั้งสองก็เป็นจุดสนใจของใครหลายๆ คน ทั้งสองไปสวัสดีทักทายอาจารย์ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะของเพื่อนซึ่งตอนนี้ทั้งกลุ่มก็รอแค่พรชนกกับปราญติญาเท่านั้น
“คผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใครนะ” เขตแดนถามศุภโชคเมื่อเห็นปราญติญาและพรชนกเดินเข้ามาในงาน“คนพี่ใส่กระโปรงน่าจะชื่อบุ๋มนะเป็นเพื่อนในห้องเรานั่นแหละมึงจำไม่ได้เหรอวะเขต แต่อีกคนหนึ่งกูไม่แน่ใจน่าจะเป็นเพื่อนห้องอื่นล่ะมั้ง ถามทำไมวะหรือมึงสนใจ”“ก็ทั้งสวยทั้งหุ่นดีแบบนี้มันก็น่าสนใจ เดี๋ยวกูว่าจะเข้าไปทักทายเขาสักหน่อยมึงว่าดีไหมล่ะ”“มึงเข้าไปทักทายได้แต่ห้ามยุ่ง” ภาณุวิชญ์รีบบอก“ทำไมวะมึงชอบเหรอ”“เปล่าแต่กูก็แค่รู้จัก”“คำว่ารู้จักของมึงถึงขั้นไหนล่ะ”“ก็รู้จักประมาณหนึ่งรู้ว่าเขาทำงานที่ไหน”“เพื่อนห้องเราเหรอทำไมกูไม่คุ้นหน้าเลยว่ะ”ขณะที่เขตแดนกับภาณุวิชญ์กำลังคุยกันอยู่ศุภโชคก็เดินออกจากโต๊ะเพื่อไปทักทายเพื่อนผู้หญิงกลุ่มนั้นแล้วชายหนุ่มทักทายเพื่อนทุกคนยกเว้นก็แต่ปราญติญาเพราะเขาจำไม่ได้จริงๆ ว่าเธอคือเพื่อนร่วมห้องเรียนของตนเองหรือเปล่า“ทำไมทักทายเพื่อนไม่ครบล่ะโชค” กวางเพื่อนร่วมชั้นเรียนถามขึ้นเพราะมั่นใจว่าที่ศุภโชคไม่ทักทายปราญติญาเพราะเขาน่าจะจำไม่ได้“นั่นสิหรือที่ไม่ทักเพราะจำเพื่อนไม่ได้” พรชนกได้ทีก็พูดต่อ“คนนี้ใช่เพื่อนห้องเราเหรอบุ๋ม ทำไมผมจำไม่ได้เลยล่ะ”“ลองมองดีๆ
แล้วเพื่อนทั้งกลุ่มก็ตกลงไปเที่ยวที่ผับแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวเมืองปราญติญานั่งมองเพื่อนที่ดื่มและเต้นกันอย่างสนุกสนานกันแต่เธอไม่คิดจะดื่มเครื่องดื่มอะไรทั้งนั้นเพราะหญิงสาวต้องเป็นคนขับรถกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณเกือบ 20 กิโลเมตร"จะไม่ดื่มอะไรหน่อยเหรอป่าน” ภาณุวิชญ์ถือโอกาสที่เพื่อนๆ กำลังสนุกสนานเข้ามานั่งใกล้กับปราญติญา“ไม่ล่ะ ป่านต้องขับรถแล้วณุล่ะ”“ผมก็เหมือนกัน ป่านรู้สึกไหมว่าบรรยากาศแบบนี้มันคุ้นๆ”ชายหนุ่มขยับมาใกล้และเมื่อได้กลิ่นกายของหญิงสาวอีกทั้งบรรยากาศในร้านมันคล้ายกับเธอคนนั้นมากก็ทำให้เขามั่นใจทันทีว่าเธอคือผู้หญิงที่เขานอนด้วยในคืนนั้น“ป่านไม่คุ้นนะเพราะปกติป่านไม่ค่อยเที่ยวเท่าไหร่”“ผมว่าเรามีเรื่องจะต้องคุยกันนะ ออกไปคุยกันหน่อยดีไหม”“คุยตรงนี้ก็ได้นะ”“แต่ตรงนี้มันเสียงดังและผมกลัวว่าถ้าคนอื่นมาได้ยินเรื่องที่ผมจะคุยกับป่านมันจะทำให้ป่านเสียหายได้นะ”“มีเรื่องอะไรที่ต้องสองคนจะต้องคุยกันด้วยเหรอ”“แน่ใจนะว่าจะให้ผมพูดเรื่องคืนนั้นตรงนี้”“เรื่องคืนนั้นคือเรื่องอะไร” ปราญติญาเริ่มเป็นกังวลว่าเขาจะใช่ผู้ชายคนนั้น“ตามผมออกมาสิ” ภาณุวิชญ์เดินนำหญิง
ความทรงจำในคืนนั้นมันกลับเข้าในความคิดของปราญติญาอีกครั้งผับ XXX เมื่อสองสัปดาห์ก่อน“คุณค่ะ ช่วยฉันด้วย” ปราญติญาคว้าแขนผู้ชายคนหนึ่งที่เดินออกมาจากห้องน้ำชาย“จะให้ผมช่วยอะไรครับ” ชายหนุ่มหันมาถาม“ช่วยพาฉันออกไปจากตรงนี้ เรียกแท็กซี่ให้ฉันก็ได้”“คุณเป็นอะไรไม่สบายหรือเปล่า”“ฉันรู้แค่ว่าฉันรู้สึกแปลกๆ นะคะพาฉันออกไปจากตรงนี้”ชายหนุ่มคิดว่าผู้หญิงคนนี้คือผู้หญิงที่เพื่อนติดต่อมาให้เขาจึงไม่รีรอที่จะพาเธอเดินออกไปที่รถ“ขึ้นรถมาเถอะ” เขาเปิดประตูให้หญิงสาวเข้าไปนั่งในและรับขับออกไปยังคอนโดมิเนียมของตนเอง“คุณช่วยฉันด้วย ฉันร้อนฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้”“ก่อนหน้านี้คุณกินอะไรมาหรือเปล่าอาการคุณเหมือนคนโดนยาเลย”“ฉันไม่รู้แต่ฉันดื่มเครื่องที่เขาสั่งให้ ฉันร้อน ร้อนมากๆ”หญิงสาวพูดแล้วพยายามจะดึงเสื้อของตัวเองออกทำให้เขาต้องรีบขับรถให้เร็วขึ้นภาณุวิชญ์ก็ไม่นึกมาก่อนว่าเพื่อนตนเองจะเล่นพิเรนทร์เอายาปลุกเซ็กซ์กับผู้หญิงที่ติดต่อมาให้เขาจอดรถและพาเธอมายังลิฟต์เมื่อประตูลิฟต์ปิดชายหนุ่มก็คว้าเธอเข้ามากอดจูบลงไปยังเร่าร้อนหญิงสาวตอบรับจูบของเขาอย่างไม่ประสาเท่าไร่ เมื่อเรียวลิ้นสอดเข้าไปกระห
“หายไปนานเลยนะป่านมีอะไรหรือเปล่า” พรชนกรีบเข้ามาถามเมื่อเห็นว่าปราญติญาหายออกไปกับภาณุวิชญ์ค่อนข้างนานจนเธอคิดว่าจะออกไปตาม“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะบุ๋ม”“แน่นะ ณุเขาไม่ได้ทำอะไรป่านใช่ไหม”“อือ เขาก็แค่ถามเรื่องแผลที่หัวเขานั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” ปราญติญาไม่อยากจะโกหกพรชนกเลยแต่เรื่องระหว่างเธอกับภาณุวิชญ์นั้นไม่สามารถบอกใครได้แม้ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทก็ตามเสียงเพลงในผับที่ค่อนข้างดังและแสงไฟสลัวๆ ทำให้พรชนกไม่เห็นว่าปราญติญานั้นนั่งถอนหายใจอยู่หลายครั้งและสีหน้าของเธอก็เครียดกว่าปกติเพื่อนทุกคนสนุกสนานกันจนถึงเวลาผับปิดก็แยกย้ายกลับ“ผมไปส่งไหมป่าน” ภาณุวิชญ์เดินตามหญิงสาวมาที่รถ“ไม่เป็นไรหรอก นี่มันดึกมากแล้วรีบแยกย้ายกันเถอะ”“ขับรถดีๆ นะป่าน อย่าลืมเรื่องที่เราคุยกันล่ะ” ภาณุวิชญ์บอกกับหญิงสาวก่อนจะเดินมาที่รถของตนเองซึ่งตอนนี้ศุภโชคและเขตแดนเข้าไปนอนรอในรถแล้วชายหนุ่มขับรถไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่บ้านส่วนตัวเขาเองก็กลับมาเช่าโรงแรมนอนเพราะบ้านเดิมของเขาไม่มีคนอยู่เนื่องจากครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่กรุงเทพมานานหลายปีแล้วคืนนี้ภาณุวิชญ์ดื่มไปไม่กี่แก้วเพราะรู้ว่าตนเองจะต้องเป็นคนขับรถไปส
ปราญติญาขับมาแวะรับพรชนกที่บ้านจากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้ากลับกรุงเทพ แต่ขับรถออกมาได้ไม่นานก็รู้สึกง่วงจึงแวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อซื้อกาแฟระหว่างรอกาแฟหญิงสาวก็เห็นศุภโชคเดินเข้ามาในร้านเธอมองไปทางด้านหลังของเขาเพื่อจะดูว่าภาณุวิชญ์จะมาด้วยหรือเปล่าเพราะเมื่อคืนพวกเขาก็กลับพร้อมกัน แล้วเธอก็ยิ้มออกเมื่อไม่เห็นใครเดินตาม“มากินกาแฟเหรอป่าน”“อือ โชคล่ะ”“แวะมากินกาแฟก่อนกลับกรุงเทพน่ะ ป่านก็จะกลับเหมือนกันใช่ไหม”“ใช่จ้ะ”“แล้วขับรถกลับคนเดียวเหรอ”“เปล่า ป่านมากับบุ๋มนะตอนนี้ไปซื้อขนมอยู่นั่นไงล่ะมาแล้ว”“สวัสดีโชค จะกลับกรุงเทพเหมือนกันใช่ไหมล่ะ” พรชนกรู้เพราะเมื่อกี้เขาเจอกับเขตแดนและภาณุวิชญ์ในร้านสะดวกซื้อ“อือ นี่พวกเราทำงานอยู่ที่กรุงเทพกันหมดทุกคนเลยใช่มั๊ย”“บุ๋มกับป่านทำงานอยู่โรงพยาบาลเดียวกันแล้วโชคกับเพื่อนอีกสองคนล่ะ”“ผมเป็นวิศวกรคุมงานอยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาลที่ป่านกับบุ๋มทำงานอยู่นั่นแหละส่วนไอ้ณุก็ทำที่เดียวกับผมจะมีก็แต่ไอ้เขตนั่นแหละที่ทำไกลออกไปหน่อยแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่เอาไว้วันหลังเรานัดกินข้าวกันดีไหม”“ได้สิ ป่านขอตัวก่อนนะเพราะบ่ายนี้ต้องกลับไปทำงาน”“เดินทางปลอดภ
การกลับมาทำงานหลังจากไปร่วมงานเลี้ยงที่โรงเรียนชีวิตของปราญติญาไม่เป็นปกติอีกต่อไปเพราะในทุกวันภาณุวิชญ์จะโทรศัพท์มาหาเธอทั้งเช้าทั้งกลางวันและเย็นหญิงสาวพยายามอธิบายว่าเธอทำงานและไม่สะดวกคุยแต่ชายหนุ่มก็เปลี่ยนมาเป็นการไลน์มาหาซึ่งเรื่องที่เขาไลน์มันก็ไม่พ้นเรื่องที่เขากับเธอมีความสัมพันธ์กันวันนี้ภาณุวิชญ์นัดให้เธอออกมาเจอเขาที่ร้านอาหารแต่หญิงสาวก็ปฏิเสธเพราะเธอขึ้นเวรบ่ายและเผลอบอกเขาไปว่าเลิกงานในเวลาเที่ยงคืนอันที่จริงชายหนุ่มก็นัดให้เธอออกมาเจอหลายครั้งแต่ปราญติญาก็ไม่กล้าออกไปเจอเขาตามลำพังเพราะกลัวเรื่องแบบคืนนั้นจะเกิดขึ้นอีก ถึงแม้รู้ดีว่าคืนนั้นทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์ยาแต่หญิงสาวก็รู้สึกหวั่นไหวเมื่อได้อยู่ใกล้เขาแต่เธอจะให้เขารู้เรื่องนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดหญิงสาวจะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของเขาถึงแม้เขาจะเอาคลิปมาขู่เธอก็ตามปราญติญาพยายามพูดให้เขาเห็นถึงผลดีผลเสียของการปล่อยคลิปเพราะถ้าคลิปนั้นเผยแพร่ออกไปไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่จะเสียหาย เขาเองก็จะเสียหายไปด้วยแต่ดูเหมือนภาณุวิชญ์จะไม่ค่อยเข้าใจอะไรเลยเขาบอกว่ายังไงวันนี้ก็จะต้องคุยกับเธอให้รู้เรื่อง ปราญติญาขอเลื่อนนั
พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของปราญติญาแต่วันนี้เธอก็ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าไปจนถึงเที่ยงคืน หลังจากเลิกงานแล้วหญิงสาวก็รีบเดินมายังลานจอดรถก็เจอกับภาณุวิชญ์ที่มายืนรออยู่แล้ว“ป่านทางนี้” เขารีบเรียกเมื่อหญิงสาวกำลังจะเดินไปยังรถของเธอที่จอดอยู่“ณุมาทำไม” ปราญติญารีบเดินมาคุยใกล้ๆ เพราะกลัวคนอื่นจะมาเห็น“ผมก็มารับป่านไง”“แต่เราตกลงกันแล้วนี่ว่าณุจะไม่มาหาที่นี่”“ก็ไม่ได้มาหาแต่มารับ”“มันก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ”“ป่านรีบขึ้นรถเถอะนะถ้าเกิดใครไม่เห็นขึ้นมันจะไม่ดีเอานะ”“ณุจะรับป่านไปไหน”“ก็เราคุยกันแล้วนี่ว่าวันหยุดป่านจะไปอยู่กับผมที่คอนโด”“แต่ป่านไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าเตรียมอะไรมาเลยขอไปพรุ่งนี้เช้าได้ไหม”“ไปคืนนี้เลยผมเตรียมของทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว”“มันจะเกินไปแล้วนะณุ ป่านทำงานมาเหนื่อยมากๆ ขอนอนพักก่อนได้ไหมแล้วพรุ่งนี้จะไปหาที่คอนโดเอง”“ผมรู้ว่าป่านเหนื่อยก็เลยมารับ เอาน่ารีบขึ้นรถเถอะถ้ามัวแต่ช้าคนอื่นมาเห็นผมไม่รู้ด้วยนะ”ชายหนุ่มเปิดประตูรถและดันให้เธอเข้าไปนั่งก่อนจะขับรถออกมาจากโรงพยาบาลแล้วแวะที่ร้านข้าวต้มร้านหนึ่งซึ่งเปิดโต้รุ่ง“แวะทำไมหิวข้าวเหรอ”“หิวสิเย็นนี้ยังไม่ไ
พอได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มเช้านี้ปราญติญาก็เลยรู้สึกสดชื่นมาก หญิงสาวอาบน้ำและเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อจะหาชุดมาสวมแต่ในตู้ก็มีแต่ชุดกระโปรงกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น เธอเลือกหยิบกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดมาสวมจากนั้นก็ออกมานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ห้องรับแขกเพราะตอนนี้เจ้าของห้องยังคงนอนหลับอยู่หญิงสาวรู้สึกดีมากๆ ที่เมื่อคืนเขายอมให้เธอนอนหลับโดยไม่ได้ทำอะไรถ้าหากเธอหลบเลี่ยงเขาแบบนี้ได้ไปตลอดมันก็น่าจะดีกับตัวเองมากเธอนั่งเล่นมือถือไปเรื่อยๆ ไม่นานนักเจ้าของห้องก็เดินตามออกมาเขานุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวลำตัวยังมีหยดน้ำเกาะ“ทำไมป่านตื่นเช้าจัง ผมตกใจมากที่ตื่นมาแล้วไม่เจอป่านอยู่ข้างๆ ปกติป่านตื่นเช้าเหรอ”“ป่านก็ตื่นเช้าแบบนี้แหละณุล่ะปกติตื่นเช้าไหม”“ถ้าวันเสาร์ส่วนใหญ่ก็เกือบเที่ยง”“ถ้างั้นไปนอนต่อก็ได้ ป่านจะอยู่เงียบๆ ไม่ทำเสียงดังหรอก”“ไม่ล่ะตอนนี้ตื่นแล้วก็ไม่อยากนอนต่อ ป่านหิวหรือยัง”“ยังเลยณุไปใส่เสื้อก่อนดีไหม”“ทำไมล่ะเห็นหุ่นผมแล้วรู้สึกหวั่นไหวเหรอ”“ไม่หรอกป่านเห็นมาเยอะแล้ว”“เห็นของใคร” ภาณุวิชญ์มองหน้าเธอด้วยความแปลกใจ เขามั่นใจว่าตนเองเป็นคนแรกของเธอเพราะฉะนั้นปราญติญาไม่
ปราญติญาขับรถมาส่งพรชนกที่หน้าโรงพยาบาลเพราะใกล้จะถึงเวลาที่แฟนของเธอเลิกงานพอดี“บุ๋มดีใจกับป่านด้วยนะ”“ขอบใจจ้ะ ป่านก็ต้องขอบคุณบุ๋มมากถ้าบุ๋มไม่บอกให้ณุตามป่านไปที่สมุยป่านก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองจะเป็นยังไงบ้าง”“ป่านโชคดีมากๆ นะที่ณุเข้ามาช่วยไว้”“ใช่ป่านโชคดีมากทั้งเขาช่วยป่านไว้ทั้งคืนนั้นที่ป่านโดนยาปลุกเซ็กซ์และครั้งที่โดนผู้ชายเมาเข้ามาทำร้าย ถ้าไม่ได้ณุเข้ามาป่านคงแย่”“เพราะแบบนี้ป่านถึงยอมใจอ่อนแล้วยกโทษให้เขา”“มันก็มีส่วนอยู่นะแต่ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ป่านห่างจากณุป่านก็ไม่เคยลืมเขาได้เลย บุ๋มว่ามันเร็วไปไหม”“ไม่หรอกนะป่านกับณุไม่ใช่เพิ่งรู้จักกันสักหน่อย ทั้งสองคนรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนแล้วเพียงแต่ว่าแยกย้ายกันไปและกลับมาเจอกันอีกครั้ง บุ๋มบอกแล้วว่าคนเป็นเนื้อคู่กันยังไงวันหนึ่งก็ต้องกลับมาเจอกันอยู่ดี บุ๋มใจด้วยมากๆ บุ๋มไปก่อนนะ”เมื่อพรชนกลงจากรถไปแล้วปราญติญาก็ขับรถกลับมาที่คอนโดมิเนียมของภาณุวิชญ์อีกครั้งเมื่อมาถึงชายหนุ่มก็อาบน้ำสวมชุดนอนรออยู่แล้ว “วันนี้เป็นยังไงบ้างปวดแผลหรือเปล่า”“ไม่ปวดเลย ผมนอนทั้งวันจนจะปวดหลังแล้ว”“อดทนหน่อยนะยิ่งพักผ่อนเยอ
ปราญติญาและพรชนกนั่งคุยกันต่อไม่นานก็มีอุบัติเหตุเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินเสียก่อนทั้งสองคนจึงรีบวิ่งออกมาทำงานซึ่งกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็ถึงเวลาลงเวรเช้าพอดี“บุ๋มอยากไปเยี่ยมณุมั้ย”“จะดีเหรอ”“ดีสิณุต้องดีใจมากๆ ที่บุ๋มไปเยี่ยม”“จะไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปใช่ไหม”“ไม่หรอกน่าเดี๋ยวป่านขอโทรถามณุก่อนว่าอยากจะกินอะไรเราจะได้ซื้อไปกินที่นั่น ว่าแต่บุ๋มจะไปกับป่านได้หรือเปล่าล่ะ”“ได้สิวันนี้พี่อรรถลงเวรสองทุ่มบุ๋มมีเวลาให้ป่านเยอะเลย ไปเยี่ยมณุหน่อยก็ดีเหมือนกัน”ปราญติญาโทรศัพท์ไปหาภาณุวิชญ์และบอกว่าจะชวนพรชนกมาทานอาหารเย็นด้วยชายหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะพรชนกก็คือเพื่อนของเขาและถ้าไม่มีเธอเขากับปราญติญาก็คงยังไม่เข้าใจหญิงสาวแวะซื้ออาหารที่ร้านด้านหน้าโรงพยาบาลก่อนจะขับรถพาพรชนกไปยังคอนโดมิเนียมของภาณุวิชญ์“เป็นยังไงบ้างเจ็บหนักเลยใช่ไหม” พรชนกทักทายภาณุวิชญ์ที่นั่งรออยู่ในห้องรับแขก“ก็นิดหน่อยนะแต่เจ็บครั้งนี้มันคุ้มมากๆ เลยนะ” เขาพูดแล้วมองหน้าปราญติญาแล้วยิ้ม“บุ๋มดีใจด้วยนะที่ป่านกับณุเข้าใจกันตกลงคบกินจริงใช่ไหม”“ผมต้องขอบคุณบุ๋มมากๆ ถ้าบุ๋มไม่ช่วยผมกลับป่านก็คงไม่เข้าใจกันเร็วแ
“ป่านทำไมถึงนอนห่างผมขนาดนั้นล่ะ ขยับเข้ามาใกล้ๆ ได้ไหม นอนห่างแบบนั้นแล้วผมจะกอดได้ยังไง”“ณุลืมอะไรไปหรือเปล่าณุมีแผลอยู่นะ ป่านกลัวจะดิ้นไปโดนแผลจริงๆ แล้วป่านน่าจะออกไปนอนอีกห้องหนึ่งหรือไม่ก็นอนที่ห้องรับแขกด้วยซ้ำ”“ไม่ได้นะ ป่านต้องนอนกับผมถ้าเกิดผมเป็นอะไรขึ้นมาตอนกลางคืนแล้วใครจะช่วยผมล่ะ”“ณุไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วนอนตอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เอาหมอนข้างกั้นไว้แบบนี้ดีแล้วเกิดป่านดิ้นไปโดนแผลขึ้นมามันจะแย่เอานะ”“ทำไมไม่เห็นใจกันเลยนะ ไม่ได้นอนด้วยกันตั้งเดือนกว่าแล้วนะแล้วจะมานอนห่างกันแบบนี้ได้ยังไง”“ณุอย่างอแงเป็นเด็กสิตัวเองเจ็บอยู่นะ”“ก็อยากนอนกอด”“ถ้าณุยังงอแงพูดไม่รู้เรื่องป่านจะออกไปนอนที่ห้องรับแขกแล้วนะ”“ถ้างั้นขอจับมือได้ไหมนิดเดียวนะ”“ได้สิ” ปราญติญาตอบตกลงและให้ภาณุวิชญ์จับมือไว้จนกระทั่งชายหนุ่มหลับสนิทเธอแกะมือเขาออกแล้วห่มผ้าให้เขาจากนั้นก็กลับมานอนอีกฝั่งของเตียงปราญติญาตื่นนอนตั้งแต่เช้าเธอลงไปซื้อแซนด์วิชกับขนมปังมาให้ภาณุวิชญ์ทานเป็นอาหารเช้า ส่วนอาหารกลางวันจะให้เขาสั่งขึ้นมาทานเองเพราะเธอทำกับข้าวไม่เป็นหญิงสาวให้เขาทานยาก่อนอาหารและทาน
“ผมขอโทษนะป่านที่ทำให้การมาเที่ยวสมุยของคุณต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาล”“ไม่เป็นไรหรอกอย่างน้อยป่านก็ได้เที่ยวก่อนหน้าที่ณุจะมาแล้ว ว่าแต่ณุเถอะไหวแน่นะที่จะต้องออกโรงพยาบาลวันนี้”“ไหวสิผมไม่อยากอยู่ที่นี่คนเดียวหรอกนะ ป่านกลับกรุงเทพผมก็จะกลับด้วย หมอก็บอกแล้วว่าแผลของผมไม่ได้เป็นอะไรมากกลับไปรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาลที่กรุงเทพก็ได้”“แล้วณุจะเอายังไงต่อจะไปนอนโรงพยาบาลไหมป่านจะได้ให้คุณหมอที่นี่เขาประสานงานให้”“ผมว่าไม่ดีกว่าตอนนี้ผมก็ดีขึ้นมากๆ แล้ว”“แต่ณุต้องกินยาแก้อักเสบให้ตรงเวลาและครบตามที่คุณหมอสั่งให้เข้าใจไหม”วันนี้เธอต้องกลับกรุงเทพตามกำหนดเดิมและภาณุวิชญ์ก็ไม่ยอมอยู่โรงพยาบาลต่อ เมื่อปรึกษาคุณหมอแล้วท่านก็อนุญาตให้เขาออกจากโรงพยาบาลได้แต่ต้องระวังเรื่องแผลและทานยาให้ครบคุณหมอให้ประวัติการรักษาไปด้วยเพราะเขาต้องไปให้หมอที่กรุงเทพตัดไหมให้ตอนนี้เธอเก็บของใช้ของตัวเองลงกระเป๋าเสร็จแล้วส่วนกระเป๋าเดินทางของภาณุวิชญ์ทางรีสอร์ทก็เอามาให้ตั้งแต่วันที่พาตำรวจมาสอบปากคำโรงพยาบาล เรื่องคดีเธอก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและทางรีสอร์ทจัดการเพราะถึงเวลาแล้วที่หญิงสาวจะต้องบิน
ปราญติญาระบายความรู้สึกของตัวเองออกมาโดยที่หญิงสาวไม่รู้เลยว่าภาณุวิชญ์นั้นรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่เธอกลับมาจากห้องน้ำ ภาณุวิชญ์รู้สึกดีมากที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาว เขาเองก็รู้สึกไม่ได้ต่างจากปราญติญาเลยระยะเวลาที่ไม่ได้เจอกันหนึ่งเดือนนั้นทำให้เขารู้ใจตัวเองมากขึ้น เขาไม่สามารถลืมเรื่องราวระหว่างตนเองกับหญิงสาวได้เลย เขาตั้งใจไว้ว่าจะตามมาขอโทษเธออย่าจริงจังและขอโอกาสกับปราญติญาอีกครั้ง เขาจะบอกความรู้สึกที่มีกับเธอทั้งหมดเพราะกลัวว่าจะเสียเธอไปภาณุวิชญ์มาถึงสมุยในเย็นวันศุกร์หลังจากเช็กอินที่รีสอร์ทเดียวกับปราญติญาแล้วก็ไปหาเธอที่บ้านพักซึ่งรู้มาจากพรชนกว่าหญิงสาวพักอยู่ที่บ้านหลังไหนเมื่อไปถึงก็ยืนเคาะประตูอยู่นานแต่ทั้งบ้านก็เงียบสนิทชายหนุ่มจึงเดินไปหาเธอบริเวรชายหาดเพราะคิดว่าหญิงสาวน่าจะไปเดินเล่นเขาเดินไปเรื่อยๆ จนเห็นเธอเดินอยู่ที่ชายหาด แต่ก็ไม่ได้ตามเธอในระยะใกล้เพราะกลัวจะรบกวนเวลาของหญิงสาว แต่ก็ไม่คิดเลยว่าการที่เขาทิ้งระยะห่างจากเธอมากนั้นมันจะทำให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ถ้าหากปราญติญาเป็นอะไรไปเขาคงรู้สึกผิดและให้อภัยตัวเองไม่ได้อย่างแน่นอน“คุณจะหลับแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนนะ น
เพราะมัวแต่ตกใจปราญติญาจึงไม่ทันได้สังเกตว่าผู้ชายที่เข้ามาช่วยเธอนั้นคือใคร แต่พอพาเขาขึ้นมาบนรถพยาบาลและกำลังตรงไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดพยาบาลที่มาด้วยก็เริ่มซักประวัติชายหนุ่มเพราะกลัวว่าถ้าไปถึงที่โรงพยาบาลแล้วเขาจะหมดสติไปเสียก่อน“คนเจ็บชื่ออะไร อายุเท่าไหร่คะ เคยมารักษาที่นี่ไหม คุณมีบัตรประจำตัวหรือบัตรประกันติดตัวมาหรือเปล่า”“ผมชื่อภาณุวิชญ์อายุ 27 ปี บัตรประจำตัวบัตรประชาชนผมอยู่ในกระเป๋าครับ” เสียงที่ตอบนั้นฟังดูเบาแต่มันก็ทำให้ปราญติญารีบหันหน้าไปมองเธอตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าคนที่นอนเจ็บอยู่ตรงหน้าคือภาณุวิชญ์“ณุมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”ภาณุวิชญ์ยิ้มก่อนจะตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบา“ผมมาหาป่าน” เขาตอบเบาๆ เพราะตอนนี้เริ่มเจ็บแผลมากขึ้นเรื่อยๆ“คุณรู้จักกับคนเจ็บเหรอคะ” พยาบาลที่นั่งมาถามขึ้น“ค่ะฉันรู้จักเขา”“ถ้ายังงั้นเดี๋ยวไปถึงโรงพยาบาลคุณช่วยทำประวัติคนไข้ให้ฉันด้วยนะคะ เราอาจจะต้องรีบพาเขาเข้าไปผ่าตัดด่วนเพราะตอนนี้เลือกเขาออกเยอะมาก”“ที่นี่มีคุณหมอประจำห้องผ่าตัดใช่ไหมคะ”“มีค่ะคุณไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แต่คนไข้ค่อนข้างเสียเลือดมาก คุณเลือกกรุ๊ปอะไรคะพอจะจำได้ไหม” พยาบ
ปราญติญาเดินทางมาถึงสมุยในบ่ายของวันพฤหัสเมื่อลงจากเครื่องก็มีรถของทางรีสอร์ทมารอรับ เมื่อไปถึงรีสอร์ทเธอก็เอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก่อนจะเดินออกมาบริเวณร้านค้าเลือกซื้อขนมและเครื่องดื่มสำหรับตนเองซึ่งวางแผนไว้แล้วว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่เกาะสมุยเธอจะให้เวลากับตัวเองอย่างเต็มที่และไม่คิดจะออกไปเที่ยวไหนเพราะครั้งนี้อยากจะมาพักผ่อนจริงๆเมื่อได้ขนมเครื่องดื่มตามที่ต้องการแล้วก็เดินกลับไปยังบ้านพักหลังริมสุดของรีสอร์ทซึ่งมีสระว่ายน้ำเล็กๆ อยู่ด้านข้างของตัวบ้าน ปราญติญารู้สึกว่าที่นี่มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง หญิงสาวเอาขนมและเครื่องดื่มที่ซื้อมาเก็บเข้าตู้เย็นจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำไปเดินเล่นบริเวณชายหาดซึ่งตอนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินอนอาบแดดอยู่หลายคนบางคนก็เดินเล่นกันเป็นคู่แต่ปราญติญาก็ไม่ได้สนใจเพราะไม่มีใครที่จะรู้จักและรู้สึกดีมากๆ ที่บริเวณนี้ไม่มีคนไทยเลยสักคนหญิงสาวลงไปเล่นน้ำคนเดียวแม้ว่ามันจะเหงาแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ผ่อนคลาย เมื่อเล่นน้ำตรงชายหาดจนมืดค่ำก็เดินกลับมาที่บ้านพักล้างทรายออกจากตัวจนหมดจากนั้นก็ลงไปว่ายน้ำในสระอีกพักใหญ่ การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้
พรชนกแวะมาหาปราญติญาซึ่งก็ตรงกับช่วงเวลาที่หญิงสาวพักทานอาหารกลางวันพอดี“อ้าวบุ๋มวันหยุดแท้ๆ ทำไมมาที่โรงพยาบาลล่ะ”“บุ๋มเอากาแฟมาให้พี่อรรถก็เลยเอาให้ป่านด้วย”“ขอบใจนะ ทั้งหมดนี่ของป่านเหรอ” ปราญติญามองกาแฟกับเค้กอีกลายชิ้นที่เพื่อนวางตรงหน้าแล้วถามอย่างแปลกใจ“อืม มีคนฝากมาให้ป่านน่ะ”“ใครเหรอ”“ณุ”ชื่อที่หลุดออกมาจากปากของเพื่อนทำให้ปราญติญาชะงักเล็กน้อยก่อนจะยกกาแฟขึ้นดูดเพราะกลัวพรชนกจะสงสัย“ไปเจอณุมาเหรอ”“บังเอิญเจอกันที่ร้านกาแฟน่ะ พอเขารู้ว่าป่านขึ้นเวรก็เลยฝากขนมมาให้”“ทำไมเขาต้องฝากมาให้ป่านด้วย”“ไม่รู้สิเขาน่าจะกำลังจีบป่านอยู่มั้ง แต่บุ๋มไม่ได้บอกอะไรกับณุนะเพราะเรื่องนั้นมันเป็นความลับของป่าน แต่ดูท่าทางเขาอยากจะจีบป่านจริงๆ นะ ป่านลองเปิดโอกาสให้เขาหน่อยดีมั้ย”“ป่านก็เคยบอกไปแล้วนี่ว่าไม่อยากเอาเพื่อนมาเป็นแฟนถ้าหากเลิกกันมันจะมองหน้ากันไม่ติด แต่ถ้าถ้าหากคบกันแล้วไม่เลิกกันมันก็จะดีมากๆ ที่มีได้ทั้งเพื่อนได้ทั้งแฟนนะ ป่านลองคิดดูดีๆ สิณุเขาก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายตรงไหนเลย”“แต่เขาเคยล้อป่านว่ายัยอ้วน ยัยเหยินนะ” ปราญติญายังจำเรื่องนี้ฝังใจ“ก็นั่นมันเรื่องในอดีตนะ
เกือบหนึ่งเดือนแล้วที่ภาณุวิชญ์กับปราญติญาไม่ได้ติดต่อกันแต่ชายหนุ่มก็ยังคงแอบมองเธออยู่ห่างๆ เขาเซฟตารางเวรของเธอมาจากไลน์ซึ่งพรชนกส่งให้กับเพื่อนในกลุ่มดูชายหนุ่มคอยตามดูเธออยู่ไม่ห่างวันไหนที่หญิงสาวขึ้นเวรบ่ายเขาก็จะมารอที่หน้าโรงพยาบาลและขับรถตามจนกระทั่งเธอถึงหอพัก ส่วนวันไหนที่หญิงสาวขึ้นเวรดึกเขาก็จะมารอที่หน้าหอพักตั้งแต่ห้าทุ่มจากนั้นก็ขับรถตามเธอไปจนเห็นว่าหญิงสาวไปถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย รถที่เขาใช้เป็นรถอีกคันที่ปราญติญาไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้หญิงสาวไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลานั้นตนเองอยู่ในสายตาของภาณุวิชญ์ตลอดเขาคิดว่าถึงตอนนี้ปราญติญาน่าจะใจเย็นลงบ้างแล้ว ชายหนุ่มอยากจะคุยกับเธอให้รู้เรื่อง ภาณุวิชญ์คิดว่าตอนนี้ความรู้สึกที่มีให้กับปราญติญานั้นมากกว่าเพื่อนและมันมากกว่าเพื่อนหรือคู่นอนระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ไม่มีเธออยู่ข้างกายไม่ได้พูดคุยกับหญิงสาวมันเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกทรมานมากๆ แต่ก็ยังไม่รู้จะเข้าหาเธอยังไงดีเพราะโทรศัพท์ไปหาเธอก็ไม่รับสายพอไลน์ไปก็ไม่อ่านบางทีเขาคงต้องหาตัวช่วยซึ่งคนที่เขานึกถึงก็คือพรชนกเพื่อนสนิทของปราญติญาสัปดาห์นี้ผ่านมาภาณุวิชญ์ค่อนข้างยุ่งกั