“มีอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้นะแก ดีเหมือนกันถ้าได้ไปพร้อมแก ฉันคงไม่เหงาเนอะ แต่เสียอยู่อย่างเดียว พอเดินกับแกแล้วราศีหมอง ผู้ชายไม่แลมาทางฉันเลยนี่สิ เฮ้อ...”“บ้า...” วิศราค้อนเพื่อนหนุ่มรูปหล่อ“ก็จริงนี่ ดูอย่างเมื่อตอนเย็นสิ อิพี่ภัทรนั่นยังมาแอบเหล่แกตาปรอยเลย”“พี่ภัทรไหนอีกล่ะ” หญิงสาวเอียงคอมองอย่างสงสัย“อ้าว! ก็พี่รณภัทรเดือนคณะวิศวะนั่นไง อะไรยะ เขาดังจะตายไป ไม่รู้จักเหรอ” คนถูกถามส่ายหน้าเบาๆ “ชิส์ แม่สวยช่างเลือก ถ้าคนนี้ไม่เอาก็ส่งมาละกัน ฉันมันคนสวยแต่ไม่ช่างเลือก หนุ่มๆ หล่อๆ อะของโปรด”“นังยุทธ!” คนสวยช่างเลือกฟาดผลัวะอย่างหมั่นไส้ “ไม่เอาละ ฉันเข้าบ้านดีกว่า แกก็กลับดีๆ ล่ะ เจอหนุ่มๆ ข้างทางก็อย่าไปแวะฉุดเขาปล้ำแล้วกัน”หญิงสาวเปิดประตูรถกำลังจะก้าวลงไปแต่อีกฝ่ายเรียกไว้ก่อน“เดี๋ยวยายส้ม!”“ว่าไง...อุ้ย!” วิศราผงะ เมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาเช็ดที่มุมปากเบาๆ“กินยังไงยะ ถึงเลอะติดปากติดแก้มแบบนี้ หืม? ไม่เป็นกุลสตรีเลยนะเรา ไปๆ เข้าบ้านได้แล้วเจ้าหญิง ไม่งั้นเดี๋ยวพ่อแกออกมาเห็นจะเอาไม้มาแพ่นกบาลฉันแตกอีกคน”วิศราหัวเราะเบาๆ ก่อนโบกมือให้เพื่อนรักที่ช่วยทำให้ลืมความทุกข์
ผลัวะ!ปราบดาถึงกับผงะ รู้สึกหน้าชาไปทั้งแถบจนแทบสร่างเมา ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กกว่าผลักไสเขาออกห่าง แล้วพุ่งถลันวิ่งหนีหมายจะเข้าห้องแต่ชายหนุ่มไม่ยอมง่ายๆ เขาคว้าต้นแขนเรียวไว้ก่อนกระชากร่างคนอวดดีเข้ามาแนบอก “แรงยังดีนี่” ชายหนุ่มกระซิบเสียงกร้าว “ถ้าวันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำให้คุณหมดแรง งั้นก็มาออกกำลังกายต่อกับผมหน่อยเป็นไร รับรองว่าคืนนี้ผมจะทำให้คุณสุขสมจนลืมลีลาไอ้ตี๋หน้าจืดนั่นไปเลย คอยดู!”“อี๋ ปล่อยฉันนะไอ้คนบ้า ช่วยด้วย! ปล่อยนะ...อุ๊บ!” มือแกร่งตะปบปิดปากสวยๆ ไว้ ก่อนอุ้มเธอเข้าไปในห้องของเขาทันทีปราบดาโยนร่างเพรียวลงกลางเตียงนอนของเขา ก่อนล็อกประตูแน่นหนา“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”“คุณทำให้ผมบ้าเอง ทำไมยั่วประสาทเก่งนักนะ”น้ำเสียงหงุดหงิดคุกคามนั่นทำให้วิศราอดหวั่นเกรงไม่ได้ ขนาดเวลาไม่เมาคนตรงหน้าก็บ้าดีเดือดจะแย่ แล้วนี่ไม่รู้กรึ่มไปมากน้อยแค่ไหน เกิดหน้ามืดฆ่าเธอตายขึ้นมา ใครจะกล้ารับประกันความปลอดภัยเธอได้ หญิงสาวเหลือบซ้ายแลขวาหาทางหนีทีไล่ที่แทบไม่มีเอาเสียเลย ถ้าไม่ออกทางประตู เห็นทีงานนี้คงต้องโดดหน้าต่างหนีสถานเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักเพราะห
วิศราผวากายอย่างตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อถูกจู่โจมจากเรียวปากอุ่นร้อน กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นที่ปลายลิ้นถูกส่งต่อผ่านลมหายใจที่ไหวสะท้านขาดเป็นห้วงๆ ทุกสัมผัสที่เกิดขึ้นสร้างความรัญจวนปนวาบหวามเร่าร้อน ไม่ว่าปราบดาจะลากริมฝีปากไปที่จุดใด หญิงสาวก็สั่นสะท้านที่จุดนั้น กายสาวรับรู้ถึงความเดือดพล่านจนแทบลุกเป็นไฟ “ไอ้หมอนั่นมันจูบคุณตรงไหนบ้างล่ะ” กระซิบถามเสียงพร่ากระเส่ายียวนกวนประสาท“ตรงนี้?” ชายหนุ่มฝังจมูกโด่งลงที่ซอกคอหอมกรุ่น ก่อนลากไปที่แก้มใสที่แต้มสีแดงระเรื่อของเลือดฝาดสาว “หรือว่าตรงนี้...”“พอแล้ว หยุดได้แล้ว อื้อ...” เสียงประท้วงเบาหวิวที่หลุดจากริมฝีปากสวยถูกตอบแทนด้วยความเร่าร้อนที่ทาบลงไปคลุกเคล้าบดขยี้ กลีบปากอ่อนนุ่มถูกดูดดึงเม้มแกล้งปั่นหัวจนมึนงงไปหมด ถ้าวิศราเป็นไวน์ชั้นดี ตอนนี้คงถูกคนตรงหน้าดื่มด่ำรสชาติอย่างเพลิดเพลินจนไม่เหลือสักหยด กว่าที่คนตัวโตกว่าจะยอมถอนริมฝีปากออกจากความหวานที่มอมเมาประสาทได้ หญิงสาวก็แทบจากขาดใจตายในอ้อมอกเขาเสียแล้วปราบดามองสาวงามที่นอนหายใจรวยรินสิ้นฤทธิ์ใต้ร่างตนอย่างพอใจ ทรวงอกอวบหยุ่นเต่งตึงที่สะท้อนขึ้นลงผิดจังหวะปลุกเร้าสัญชาตญาณนักล
วิศรานอนลืมตามองเพดานห้องอย่างอ่อนแรง ร่างงามสะพรั่งของวัยสาวเปลือยเปล่า ผมเผ้ากระเซิงยุ่งเหยิง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แม้แต่จะผลักไสแขนกำยำที่โอบกอดเธอออกไปยังทำไม่ได้ ดวงตาคู่งามแห้งผากไม่มีน้ำตาไหลอีกต่อไป ความรู้สึกอดสูพุ่งจู่โจมเข้าจับขั้วหัวใจจนหนาวเหน็บ แม้บทรักของเขาจะแสนเร่าร้อนเอาใจ ทำให้เธอสุขสมจนแทบสำลัก แต่ในเวลาเดียวกันมันกลับทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า เป็นเพียงเครื่องระบายความใคร่ของชายหนุ่มข้างกายเท่านั้น ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอเบาๆ เป็นเครื่องยืนยันความอัปยศของเธอได้อย่างร้ายกาจ นายปราบดา คนที่เธอเกลียดแสนเกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตายกับมือ คนที่เธอไม่สามารถเอาชนะได้แม้แต่ครั้งเดียว คือคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเถื่อนของเธอ...หญิงสาวกัดฟันแน่น พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงขยับกายออกจากอ้อมแขนอุ่นๆ แต่แล้วเจ้าของเตียงกลับรั้งกายเธอเข้ามากอดแนบอกแน่นกว่าเดิมด้วยความเสน่หาที่ยังเต้นเร่าในกายแกร่ง“จะไปไหน ยังไม่เช้าเลย นอนเอาแรงต่ออีกหน่อยเถอะ” เสียงทุ้มหวานกระซิบงัวเงียข้างหูเบาๆ ก่อนเม้มที่ติ่งหูน่ารักของเธออย่างหยอกเอิน“ชื่นใจ...” ชายหนุ่มซบลงที่ต้นคอหอมกรุ่นของเธออย่างหลงใหล“ป
วิศรามองยาแผงหนึ่งในมือด้วยสายตาปวดร้าว มือสั่นเทาค่อยๆ แกะยาเม็ดหนึ่งออกมาก่อนกลั้นใจส่งมันเข้าปากอย่างกล้ำกลืน ‘ยาคุม’ ที่เธออุตส่าห์บากหน้าไปซื้อหามากินเพื่อป้องกันตัวเองหลังจากผ่านค่ำคืนอัปยศนั่นไม่รู้ว่ายาในมือจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหลังจากที่เกิดเหตุเธอต้องนอนซมไข้ขึ้นถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะมีเรี่ยวแรงออกไปซื้อหายามากิน ทำไมชีวิตเธอต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้ด้วย ความอัดอั้นในหัวใจทำให้น้ำตารินกบนัยน์ตา ริมฝีปากเม้มแน่นทุกครั้งที่นึกถึงตัวต้นเหตุที่หายหน้าไปหลังจากวันนั้นและยังเจ็บใจตัวเองไม่หายหลังจากวันเกิดเหตุครั้งสุดท้ายนั่น วิศราก็ได้ยินว่าศัตรูตัวร้ายย้ายออกไปพักที่คอนโดกับเพื่อนของเขาชั่วคราว เพราะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เธอจึงไม่ได้พบหน้าเขาอีกเลย...ก๊อก!ๆเสียงเคาะประตูทำเอาร่างระหงสะดุ้งเฮือก หันไปมองประตูอย่างหวาดระแวง“ส้ม...นี่พ่อเองนะลูก ให้พ่อเข้าไปหน่อยได้ไหม”วิศราหายใจไม่ทั่วท้อง รีบหาที่ซ่อนของกลางในมือทันที พอมั่นใจว่าสภาพเธอพร้อมดีแล้วจึงเดินไปเปิดประตูให้บิดา“คุณพ่อมีธุระอะไรกับส้มเหรอคะ”เสียงนั้นแม้ไม่ห้
“ถ้าหนูตอบว่าใช่ล่ะคะ” คำตอบนั้นเป็นการหยั่งเชิง“พ่อขอโทษนะลูก ขอโทษทุกเรื่องที่ทำให้หนูผิดหวัง แต่พ่ออยากบอกหนูว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อให้หนูมีความสุข แต่พ่อคงคิดน้อยไปหน่อย พ่อแค่อยากทำให้ครอบครัวของเราสมบูรณ์พร้อมหน้า คิดว่าหนูโตพอที่จะรับเรื่องนี้ได้ และพอดีเกิดเรื่องวุ่นๆ พ่อเลยไม่ได้พาเขามาทำความรู้จักสนิทสนมกับหนูก่อน คุณปูเธอก็เป็นคนใจดี นิสัยดี พ่อก็เลยคิดว่าน่าจะเข้ากับลูกของพ่อได้ไม่ยาก เอาเถอะ ถ้าเรื่องคุณปูกับน้องชายย้ายมาอยู่ที่นี่ทำให้ลูกไม่สบายใจ พ่อก็จะให้เขาแยกไปอยู่บ้านอีกหลัง”“คุณพ่อหมายความว่ายังไงคะ” วิศรากะพริบตาถี่ๆ อย่างงุนงงไม่ใช่เลิกรา แต่แค่จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นเนี่ยนะ!“พ่อไปดูบ้านเดี่ยวไว้แล้ว ถ้าลูกไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่ พ่อก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ให้พวกเขา”หากคำนี้มาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อัปยศนั่น วิศราคงดีใจมากที่กำจัดสองพี่น้องนั่นออกไปจากชีวิตได้ แต่ขนาดอยู่บ้านเดียวกันเธอยังแทบไม่ได้พบหน้าพ่อ แล้วหากมีบ้านสองหลัง พ่อของเธอก็คงหายหน้าไปเลยน่ะสิ“แล้วถ้าส้มไม่ยอมล่ะคะ ถ้าส้มบอกคุณพ่อว่าคนพวกนั้นไม่ใช่คนดี ถ้าส้มบอกว่า...” น้องชายผู้หญิงที่พ่อรักคนนั้นรั
“เดี๋ยวส้ม!” ชายหนุ่มจะวิ่งตาม แต่ก็ไม่ทัน เพราะวิศรารีบขึ้นรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว เขาตั้งท่าจะขับรถตามออกไป แต่ก็ถูกเรียกไว้เสียก่อน“อ้าว ปราบกลับมาพอดีเลย” วิศรุตร้องทัก เขาประคองภรรยาเดินตรงมา “พี่สาวเธอมีข่าวดีจะบอกแน่ะ”“ข่าวดี? ข่าวดีอะไรเหรอครับพี่ปู” คิ้วเข้มขมวด ใจยังพะวงห่วงคนที่เพิ่งขับรถออกไป“ข่าวดีที่ว่า...เธอกำลังจะกลายเป็นน้าคนจริงๆ แล้วน่ะสิปราบ”“พี่ปู! หมายความว่า...”“จ้ะปราบ พี่ท้องได้สองเดือนแล้ว” คนพูดยิ้มกว้างนี่สินะคือสาเหตุที่ทำให้ยายนั่นวิ่งเตลิดออกมา...“ผมดีใจกับพี่ทั้งสองด้วยนะครับ” ปราบดาเข้ามาโอบไหล่พี่สาวแสดงความยินดี“อ้าว แล้วนั่นยายส้มขับรถออกไปมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ ว้า...เสียดายจัง น่าจะได้รู้ข่าวดีนี้ก่อน”“ผมว่าเธอคงรู้แล้วละครับพี่” ปราบดาเอ่ย พร้อมมองไปทางประตูหน้าบ้านอย่างหนักใจเวลาผ่านไปนานจนถึงค่ำก็ยังไร้วี่แววว่าคนที่วิ่งเตลิดหายไปตั้งแต่เช้าจะกลับมา แม่บ้านใหญ่เดินกลับไปกลับมาระหว่างประตูรั้วกับประตูหน้าบ้าน คอยชะเง้อคอรอคอยคุณหนูของตนอย่างกระวนกระวายเป็นห่วง วิศราไม่เคยกลับบ้านผิดเวลาโดยไม่บอกกล่าว แต่นี่เกือบจะห้าทุ่มแล้วก็ยังไม่มีวี
ปราบดานั่งกุมขมับอย่างกลุ้มใจ เขาแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืนเพราะตระเวนไปทั่วทุกแห่งที่คาดว่าหญิงสาวจะไป บ้านเพื่อนกี่คนๆ ก็ไม่มีวี่แวว ที่มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่โรงแรมในละแวกนั้นก็ไม่มีใครเห็นวิศรา ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน ยังดีที่วิศรุตยังไม่รู้ข่าวเพราะไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดและต้องค้างคืนที่อื่น โดยมีพี่สาวของเขาไปด้วยในฐานะเลขาฯ ผู้ติดตาม แต่ในไม่ช้าสามีของพี่สาวเขาก็ต้องรู้ แล้วเขาจะทำอย่างไรดีเล่า ปราบดาร้อนรนไปทั้งหัวใจ เขาควรทำอย่างไรดีนะ หรือควรบอกเรื่องนี้ให้บิดาของเธอทราบดีโอ๊ย...ยายตัวยุ่ง เธอหายไปไหนกันแน่นะจู่ๆ เสียงแตรรถก็ดังขึ้น ปราบดาผุดลุกพรวดทันที“คุณหนูกลับมาแล้วค่ะคุณปราบ!” แม่บ้านใหญ่ลืมตัวตะโกนลั่นอย่างดีใจชายหนุ่มแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าเมื่อเห็นสภาพลูกสาวเจ้าของบ้านถนัดตาเขาก็ใจหาย ร่างโปร่งระหงเดินด้วยทีท่าอ่อนระโหยโรยแรง ดวงตาคู่นั้นดูว่างเปล่าราวกับคนไร้วิญญาณ เธอเดินผ่านเขาไปราวกับมองไม่เห็น“เดี๋ยวก่อน” เขารีบคว้าข้อมือเรียวไว้ “คุณหายไปไหนมาทั้งคืนส้ม รู้บ้างไหมว่าทุกคนเป็นห่วงแค่ไหน คุณไปไหนมา”แทนที่จะหันมาตวาดแว้ดใส่เช่นทุกครั้ง คราวนี้คนแสนดื้อกลับยืน
“ใช่ครับ ก็เธอเป็นภรรยาคุณไม่ใช่เหรอ”ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติยุทธนาคงกรี๊ดแตกที่ถูกจับคู่กับชะนีแม้จะเป็นเพื่อนรัก แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาต้องแอ๊บแมนเก็บอาการไว้ก่อน“เดี๋ยวนะครับ คุณหมายถึงอะไร ลูกในท้องใครกัน ผมคิดว่าคุณคงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ วิศรา เอ่อ ผมหมายถึงเธอ” คนพูดพยักพเยิดไปทางห้องคนป่วย “เราทั้งสองเป็นแค่...” ยังไม่ทันได้แก้ความใจผิด พยาบาลสาวก็เดินออกมาจากในห้องเสียก่อน“ขอโทษนะคะ พอดีคุณหมอขอเชิญญาติคนไข้เข้าไปคุยที่ห้องสักครู่ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของไข้คะ”“ผมเป็นเจ้าของไข้ครับ ส่วนเขาเป็นสามีเธอ”ยุทธนาหันขวับ อ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ นึกว่าตัวเองหูฝาด อยู่ดีๆ ก็ดันมีเมียเป็นชะนีเฉยเลยแหม ถ้าเปลี่ยนจากวิศราเป็นพ่อหนุ่มน่าเจี๊ยะตรงหน้า เขายังจะปลื้มเสียกว่า แต่จะว่าไปเขารู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน แต่ยังไม่ทันได้ถามก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน“งั้นขอเชิญพวกคุณทั้งคู่ทางนี้ค่ะ”ทั้งสองหนุ่มหันไปมองหน้ากัน ก่อนเดินตามพยาบาลคนนั้นเข้าไปในห้องเวลาผ่านไปพักใหญ่ คนทั้งสองเดินออกจากห้องแพทย์ด้วยอาการที่ต่างกัน ยุทธนานั้นถึงขั้นช็อก ใบ้รับประท
“ผมคงไม่ได้กรนดังจนปลุกคุณใช่ไหม” คนพูดคลี่ยิ้มจนแลเห็นเขี้ยวเสน่ห์น่ามอง เขายืดกายขึ้นนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังคงจับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย“คะ...คุณเป็นใคร” เอ่ยถามเสียงแหบพร่าอย่างยากลำบากเพราะมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่“ผมคือฮีโรของคุณไง...” เขาเอ่ยติดตลก แต่คนเจ็บไม่ทันสังเกตว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นแอบไหววูบไปนิดๆ“คุณคือคนที่ช่วยฉะ...แค่กๆ” คนเจ็บไอออกมาเพราะคอที่แห้งผาก จนเขาต้องรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลประตูห้องถูกเปิดผลัวะอย่างรีบร้อน แต่คนที่โผล่เข้ามาก่อนพยาบาลกลับกลายเป็นเพื่อนชายคนสนิทของวิศรานั่นเอง“ยายส้ม!” ร่างสูงโปร่งปราดเข้ามาเกาะที่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง ถามด้วยเสียงร้อนรน “แกเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหน...”ภาพความห่วงใยนั้นทำให้เจ้าของดวงตาสีเทาต้องขยับถอยฉากไปยืนห่างๆ พยายามเงี่ยฟังภาษาแปลกหูนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจสักคำ ใบหน้าหล่อเหลาหม่นแสงลงเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นั้นแสดงออกถึงความห่วงใยใกล้ชิดสนิทสนมกับคนเจ็บสาวสวย ในใจว้าวุ่นทำไมนะ คนข้างกายของเธอผู้นี้ถึงไม่เป็น...เขา“ฉันโทร. หาแกเป็นร้อยๆ สายเลยรู้ไหม ไปหาที่อะพาร์ตเมนต์ก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีใครรู้เร
คิดไปแล้วก็ยิ่งเจ็บปวดใจ หยาดน้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากหางตาเพื่อระบายความอัดอั้นในหัวใจที่ผุพังยับเยิน“เป็นอะไรไป คุณร้องไห้ทำไม เจ็บหรือ...” ปลายนิ้วอุ่นๆ ปาดไล้ซับน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา “ผมจะไปตามหมอให้นะ...”“มะ...ไม่ ไม่ต้องตาม” วิศรารีบรั้งเขาผู้นั้นไว้ด้วยเสียงแหบพร่า พร้อมกับดวงตาคู่สวยที่ลืมขึ้นมองไปทางต้นเสียงชายหนุ่มชาวต่างชาติร่างสูงใหญ่ก้มลงมองสบตาเธอกลับมา นัยน์ตาสีเทาลึกซึ้งทอดมองมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ เขารวบมือบางของเธอขึ้นมากุมไว้ราวกับจะช่วยถ่ายทอดกำลังใจให้คนป่วย“ทำไมล่ะ คุณไม่อยากให้ผมเรียกหมอมาดูอาการเหรอ”หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ดวงหน้าหวานซึ้งยังคงซีดเผือดไร้ชีวิตชีวา เธอไม่ได้ต้องการหมอ เพราะอาการเจ็บของเธอไม่มีหมอคนไหนในโลกสามารถเยียวยามันได้เขาผู้นั้นถอนหายใจเบาๆ พลางโน้มกายลงมาใกล้ ก่อนส่งยิ้มละมุนปนขมขื่นอยู่ลึกๆ ให้“คุณกับลูกเก่งมากเลยรู้ตัวไหม เลือดออกมากขนาดนั้น ทีแรกผมนึกว่าจะไม่รอดเสียแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงต้องรู้สึกผิดต่อคุณและ...เอ่อ...พ่อของเด็กไปชั่วชีวิตแน่ๆ”จู่ๆ มือบางก็เกร็งขึ้นนิดๆ“จริงสิ ต้องการให้ผมโทร. ไปบอกสามีของคุณไหมว่าคุณอยู
“อุ๊บ...” มือบางผลักโทรศัพท์ออกห่าง พร้อมผละวิ่งเข้าไปในห้องน้ำท่ามกลางความตกใจของเพื่อนสนิท“ว้าย! ยายส้ม!” ยุทธนารีบวิ่งตามไปลูบหลังลูบไหล่ให้เพื่อนไปด้วยความเป็นห่วง ครู่ใหญ่อาการคลื่นเหียนจึงค่อยทุเลา“ไปให้หมอตรวจหน่อยดีกว่านะแก อย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าไม่มีอะไรจริงๆ”“อืม เดี๋ยวฉันจะไปหาเอง แกรีบไปเรียนเหอะเดี๋ยวจะสาย อาการดีขึ้นแล้วเดี๋ยวฉันค่อยตามไป”“แน่นะยะ ทางที่ดีฉันว่าแกควรหยุดแล้วนอนพักสักวันนึงดีกว่านะ หรือจะให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดี”“อย่าห่วงเลย คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวพักแป๊บนึงคงดีขึ้นแล้วจะตามไป”“เอางั้นเหรอ เออๆ ตามใจ แต่ถ้ามีอะไรต้องรีบโทร. หาฉันเลยนะ”“อืม...”วิศรารับคำ ทั้งที่ในใจวิตกกังวล ได้แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เธอแค่เครียดเท่านั้น แต่อีกใจก็ยังไม่วายนึกหวั่น ถ้าเรื่องที่กลัวเป็นจริงขึ้นมาล่ะ เธอควรจะทำอย่างไรดี...ไม่หรอกน่า! ชีวิตเธอคงไม่ซวยไปมากกว่านี้หรอกมั้ง...แต่แล้วสิ่งที่หวาดหวั่นก็พลันเกิดขึ้น! ร่างเพรียวระหงเดินโผเผหมดเรี่ยวแรงออกมาจากโรงพยาบาลไปตามถนนราวกับคนไร้วิญญาณ สองหูยังแว่วได้ยินเสียงที่เธอไม่ต้องการฟังตลอดเวลา มือบางก
“หม่าม้ากลัวฉันกะแกอดอยากเลยส่งเสบียงมาให้เพียบเลย มีของโปรดแกด้วยนะยะ” คนพูดอดขำไม่ได้เมื่อนึกถึงผู้เป็นแม่ที่ห่วงว่าเขาจะผอมหัวโตเพราะอาหารไม่ถูกปากจนต้องส่งของกินมาให้มากมาย แถมยังเผื่อแผ่มาให้แม่คนสวยหน้ายุ่งที่ครอบครัวเขาหมายตาไว้ในตำแหน่งศรีสะใภ้เอกด้วย “หมูแดดเดียว น้ำพริกนรกแตก กิมจิ แล้วนี่เด็ดกว่า แท่นแท้น...ปลาเค็มสูตรเด็ด หม่าม้าฉันตากเองกับมือเลยนะแก นี่ไง”“อุ๊บ!” เพียงแค่เปิดห่อของฝากทีเด็ดเท่านั้น กลิ่นฉุนกึกก็จู่โจมอย่างเฉียบพลันจนหญิงสาวรู้สึกคลื่นไส้ วิศรารีบปัดมือเพื่อนออกห่าง ก่อนพุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็วยุทธนาเกาหัวแกรกๆ เมื่อได้ยินเสียงอาเจียนโอ้กอ้ากของแม่เพื่อนสาว ก่อนตามเข้าไปช่วยลูบหลังไหล่ให้วิศราอย่างเป็นห่วงแกมสงสัย หลังจากอาเจียนจนแทบหมดไส้หมดพุง วิศราก็ถูกเพื่อนหนุ่มประคองออกมานอนพัก หน้าตาซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามมีน้ำใสๆ เอ่อขึ้นมาคลอเบ้า“ค่อยยังชั่วขึ้นไหมแก” ความเงียบจนน่ากลัวของเพื่อนสาวทำให้ยุทธนาเริ่มเป็นห่วงขึ้นมาจริงๆ “ไปหาหมอหน่อยดีไหม อาการแกไม่น่าไว้ใจเลยอ่ะ แกไหวหรือเปล่า เดี๋ยวฉันพาไปโรงพยาบาล”“ไม่!”หญิงสาวแผดเสียงลั่นอย่าง
ชีวิตเธอพังพินาศย่อยยับเพราะฝีมือพี่น้องคู่นั้นแท้ๆ คนพี่แย่งบิดาสุดที่รักไป ส่วนคนน้องพรากสิ่งมีค่าที่ผู้หญิงทุกคนหวงแหนและแต้มรอยราคีหมองให้แก่ชีวิตของเธอ สิ่งที่เขาทำกำลังกัดกร่อนชีวิตของเธอแม้ในยามที่หนีมาอยู่คนละซีกโลกตอนนี้คงสมใจคนพวกนั้นแล้ว นายปราบดาตัวร้ายนั่นคงอยู่ดีมีสุขในบ้านของเธอ หรือไม่ก็อาจควงสาวๆ ไปหาความสำราญตามประสาชายเจ้าชู้ไปวันๆ ผิดกับเธอที่ถูกฝันร้ายในคืนอัปยศนั่นคอยตามมาหลอกหลอนให้นอนผวาทุกค่ำคืน แม้ยามตื่นยังต้องหวั่นวิตกกลัวสิ่งที่จะตามมาจากผลของการกระทำของผู้ชายสารเลวคนนั้น “กูดมอร์นิงจ้าดาร์ลิง...”เสียงทักทายสดใสดังเข้ามาก่อนตัว ทว่าไม่มีการตอบรับจากคนถูกทักที่กำลังนั่งใจลอยมองเหม่อ สีหน้าเศร้าหมอง ทำให้เจ้าของเสียงที่โผล่หน้าเข้ามาแปลกใจ ยุทธนาเดินเข้าไปใกล้ โบกมือตรงหน้าคนใจลอยเรียกสติ แต่ก็ยังไม่เป็นผลจนชักเริ่มโมโห“ยายส้มจี๊ด!”เจ้าของชื่อ สะดุ้งนิดๆ แต่พอเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทจึงแอบหันไปปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนหันมายิ้มกลบเกลื่อน แต่ก็ช้าไปเมื่ออีกฝ่ายได้เห็นสีหน้าซีดเซียวถนัดตา“เป็นอะไรไปน่ะยายส้ม ร้องไห้ทำไม”“เปล่านี่ ไม่ได้ร้อง”ยุทธนาเหลือบมองต้นเหต
แล้วก็เป็นเธอที่หาเหตุผิดสัญญาไม่ยอมกลับมาหาพ่อ และที่ร้ายกว่านั้นคือเธอตั้งใจที่จะไม่กลับมาหาพ่ออีกแล้วด้วยซ้ำ หากไม่มีคนส่งข่าวว่าพ่อของเธอเข้าโรงพยาบาลและอาการโคม่า คนพวกนั้นดูแลพ่อเธอยังไง ถึงปล่อยปละละเลยจนท่านมีอาการหนักหนาถึงขนาดต้องนอนไอซียูได้ดวงตาคู่สวยหม่นเศร้า ได้แต่ถามตัวเองในใจว่า หากเธอรู้ว่าจะมีวันนี้ เธอยังคิดจะจากพ่อไปไกลหรือไม่ แต่ถ้าเธอไม่ไปแล้วพ่อเกิดรู้ว่าลูกสาวคนนี้ปกปิดความลับอะไรไว้บ้าง บางทีพ่อเธออาจจะอาการหนักกว่าที่เป็นหรือเปล่า แค่คิดก็เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจเสียแล้ววิศราคิดเพลินๆ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น หญิงสาวยิ้มบางๆ เมื่อเห็นเบอร์โทร. คุ้นตาที่โชว์อยู่บนหน้าจอเล็กน้อยก่อนจะกดรับ“ผมเองนะ...” เสียงนุ่มหูราวกับหยดน้ำกลางทะเลทรายอันร้อนระอุทำให้หัวใจอันแห้งแล้งของคนฟังชุ่มฉ่ำขึ้น “ผมรู้ข่าวพ่อคุณแล้ว ท่านเป็นยังไงบ้าง”“ยังอยู่ในห้องไอซียูค่ะ เพิ่งผ่าตัดเสร็จเมื่อวาน เห็นหมอว่าการผ่าตัดสำเร็จด้วยดี แต่ยังไม่ฟื้นค่ะ เลยยังเยี่ยมไม่ได้”“แล้วคุณล่ะเป็นยังไงบ้าง”ความห่วงใยที่ถ่ายทอดผ่านมาทางโทรศัพท์ทำให้หัวใจดวงน้อยอบอุ่นขึ้น“ฉันไม่เป็นไรค่ะ
พอคล้อยหลังพี่สาว สีหน้าของชายหนุ่มก็เคร่งขรึมลงถนัดตา ยามที่จะเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง ดวงตาคมกริบก็เผลอมองเลยไปยังประตูห้องที่อยู่ถัดไป และแล้วความทรงจำต่างๆ ก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วมันอาจไม่ใช่ความทรงจำที่สวยงามนักสำหรับเธอ แต่สำหรับเขากลับไม่อาจลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้นได้ลง คืนแรกที่เธอเป็นของเขา ค่ำคืนที่แสนตราตรึง แม้เขาจะพร่ำบอกตัวเองว่าไม่ได้รักหญิงสาวคนนั้นกี่พันครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอารมณ์อยากเอาชนะเพียงชั่ววูบเท่านั้น แต่ทุกคราวที่อยู่คนเดียว ดวงหน้าสวยหวานก็มักแวบเข้ามาในสมอง ยายเด็กดื้อคนนั้นจะคิดถึงเขาบ้างหรือเปล่านะ...คงไม่คิดหรอก ก็เธอเกลียดเขา อีกอย่างเธอมีคนที่คอยเยียวยาหัวใจไปด้วยนี่นา แค่คิดใจก็เจ็บแปลบขึ้นมา ช่างเถอะ อีกไม่นานเขาคงลืมผู้หญิงใจดำคนนั้นได้ เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างได้จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปราบดามองเบอร์แปลกที่ปรากฏบนหน้าจอนิ่ง ก่อนตัดสินใจรับสาย“คุณปราบหรือคะ นี่พรีมเองนะคะ พรีมโรส นางแบบปกที่คุณมาถ่ายภาพให้นิตยสารเพิร์ลวันก่อนไงคะ” เขารับคำไปอย่างเนือยๆ พลางนึกถึงแม่นางแบบสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ที่เขาเคยไปถ่ายภาพเพื่อใ
หลายวันผ่านไป บรรยากาศในบ้านอาภาพิพัฒน์ที่ปราศจากวิศราช่างเงียบเหงาอย่างน่าใจหาย วิศรุตเงียบขรึมและพูดน้อยลง แต่ยังดีที่ภรรยายังคงดูแลและเอาใจใส่ไม่ห่าง ส่วนคนที่อาการหนักไม่แพ้กันคือนางรื่นรมย์ที่แอบน้ำตาซึมอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ที่ไม่มีใครสังเกตคือชายหนุ่มอีกคนของบ้านที่มักนั่งใจลอยเงียบๆ อยู่บ่อยครั้ง“ปราบ...” ปุริมาต้องเขย่าแขนน้องชายอีกครั้ง“ครับ...อ้อ พี่ปูเองเหรอครับ” คนใจลอยเพิ่งได้สติ ดวงตาสีเข้มมองคนเป็นพี่อย่างงุนงง“จ้ะ พี่เอง เป็นอะไรไป ใจลอยคิดถึงสาวที่ไหนกันน้องพี่ ดูสิ เรียกตั้งนานเพิ่งจะรู้สึกตัว”ปราบดาลูบท้ายทอยกลบเกลื่อนอาการครุ่นคิดหนัก“พี่ปูมีอะไรจะใช้ผมเหรอครับ”“วุ้ย! ฟังพูดเข้า พี่ไม่มีอะไรจะใช้เธอหรอกจ้ะ แค่จะถามว่าเย็นนี้อยากทานอะไรหรือเปล่า พี่จะได้เตรียมให้”“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ค่อยหิวเลย เอ่อ ช่วงนี้งานมันยุ่งๆ เลยกินบ้างไม่กินบ้าง” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเนือยๆ อันที่จริงคือกินไม่ลงต่างหาก แถมนอนก็ไม่หลับ เพราะเอาแต่คิดถึงหน้าหวานๆ ที่คอยหลอกหลอนกวนใจไม่ว่างเว้น สายตาเย็นชาที่มองสบตาเขาก่อนที่จะจากไปพร้อมผู้ชายคนนั้นทำให้ปราบดาเก็บไปฝันร้ายอยู่หลายคืน ไม