ยุทธนามองเพื่อนสาวคนสวยของกลุ่มก่อนตอบ “ได้สิ แต่ฉันต้องแวะไปเอากับข้าวเหลาให้พระมารดาก่อนนะ พอดีวันนี้ที่บ้านนัดรวมญาติน่ะ วุ่นวายน่าดู แต่ไม่นานหรอก”วิศรารีบพยักหน้ารับคำ อะไรก็ได้ ขอเพียงเธอไม่ต้องร่วมทางกับคนบ้ากามนั่นก็พอปราบดาขยับกายลุกขึ้นเมื่อเห็นร่างโปร่งระหงของลูกเลี้ยงพี่สาวเดินออกมา ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาสไตล์ตี๋อินเตอร์เดินเคียงข้างเธอมาไม่ห่าง วิศราไม่ได้เดินมาทางที่รถเขาจอดอยู่ แต่กลับเดินไปขึ้นรถคันเดียวกับไอ้หนุ่มผู้นั้นอย่างสนิทสนม ทำให้อารมณ์ของเขาเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแม่คนอวดดีกล้าขัดคำสั่งเขาไม่พอ ยังทำจี๋จ๋ากับผู้ชายอื่นอีก อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นนะว่ายังมีผู้ชายคนอื่นอีกหลายคนที่แอบมองเธอจนเหลียวหลัง แค่คิดก็โมโหแล้ว วิศราเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว แต่ยังไปให้ท่าคนอื่นอีกได้อย่างไร หรือว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นแฟนเธอปราบดาคิดอย่างฟุ้งซ่านชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทันทีที่รถคันนั้นแล่นผ่านหน้า ชายหนุ่มก็รีบขับตามทันทีวิศราแอบมองด้านหลังเห็นรถของศัตรูตัวฉกาจขับตามมาห่างๆ ก็อดหวั่นไม่ได้ เธอยอมรับว่าเห็นแก่ตัวที่ใช้เพื่อนเป็นเกราะป้องกันตัวเองจ
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้นะแก ดีเหมือนกันถ้าได้ไปพร้อมแก ฉันคงไม่เหงาเนอะ แต่เสียอยู่อย่างเดียว พอเดินกับแกแล้วราศีหมอง ผู้ชายไม่แลมาทางฉันเลยนี่สิ เฮ้อ...”“บ้า...” วิศราค้อนเพื่อนหนุ่มรูปหล่อ“ก็จริงนี่ ดูอย่างเมื่อตอนเย็นสิ อิพี่ภัทรนั่นยังมาแอบเหล่แกตาปรอยเลย”“พี่ภัทรไหนอีกล่ะ” หญิงสาวเอียงคอมองอย่างสงสัย“อ้าว! ก็พี่รณภัทรเดือนคณะวิศวะนั่นไง อะไรยะ เขาดังจะตายไป ไม่รู้จักเหรอ” คนถูกถามส่ายหน้าเบาๆ “ชิส์ แม่สวยช่างเลือก ถ้าคนนี้ไม่เอาก็ส่งมาละกัน ฉันมันคนสวยแต่ไม่ช่างเลือก หนุ่มๆ หล่อๆ อะของโปรด”“นังยุทธ!” คนสวยช่างเลือกฟาดผลัวะอย่างหมั่นไส้ “ไม่เอาละ ฉันเข้าบ้านดีกว่า แกก็กลับดีๆ ล่ะ เจอหนุ่มๆ ข้างทางก็อย่าไปแวะฉุดเขาปล้ำแล้วกัน”หญิงสาวเปิดประตูรถกำลังจะก้าวลงไปแต่อีกฝ่ายเรียกไว้ก่อน“เดี๋ยวยายส้ม!”“ว่าไง...อุ้ย!” วิศราผงะ เมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาเช็ดที่มุมปากเบาๆ“กินยังไงยะ ถึงเลอะติดปากติดแก้มแบบนี้ หืม? ไม่เป็นกุลสตรีเลยนะเรา ไปๆ เข้าบ้านได้แล้วเจ้าหญิง ไม่งั้นเดี๋ยวพ่อแกออกมาเห็นจะเอาไม้มาแพ่นกบาลฉันแตกอีกคน”วิศราหัวเราะเบาๆ ก่อนโบกมือให้เพื่อนรักที่ช่วยทำให้ลืมความทุกข์
ผลัวะ!ปราบดาถึงกับผงะ รู้สึกหน้าชาไปทั้งแถบจนแทบสร่างเมา ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กกว่าผลักไสเขาออกห่าง แล้วพุ่งถลันวิ่งหนีหมายจะเข้าห้องแต่ชายหนุ่มไม่ยอมง่ายๆ เขาคว้าต้นแขนเรียวไว้ก่อนกระชากร่างคนอวดดีเข้ามาแนบอก “แรงยังดีนี่” ชายหนุ่มกระซิบเสียงกร้าว “ถ้าวันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำให้คุณหมดแรง งั้นก็มาออกกำลังกายต่อกับผมหน่อยเป็นไร รับรองว่าคืนนี้ผมจะทำให้คุณสุขสมจนลืมลีลาไอ้ตี๋หน้าจืดนั่นไปเลย คอยดู!”“อี๋ ปล่อยฉันนะไอ้คนบ้า ช่วยด้วย! ปล่อยนะ...อุ๊บ!” มือแกร่งตะปบปิดปากสวยๆ ไว้ ก่อนอุ้มเธอเข้าไปในห้องของเขาทันทีปราบดาโยนร่างเพรียวลงกลางเตียงนอนของเขา ก่อนล็อกประตูแน่นหนา“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”“คุณทำให้ผมบ้าเอง ทำไมยั่วประสาทเก่งนักนะ”น้ำเสียงหงุดหงิดคุกคามนั่นทำให้วิศราอดหวั่นเกรงไม่ได้ ขนาดเวลาไม่เมาคนตรงหน้าก็บ้าดีเดือดจะแย่ แล้วนี่ไม่รู้กรึ่มไปมากน้อยแค่ไหน เกิดหน้ามืดฆ่าเธอตายขึ้นมา ใครจะกล้ารับประกันความปลอดภัยเธอได้ หญิงสาวเหลือบซ้ายแลขวาหาทางหนีทีไล่ที่แทบไม่มีเอาเสียเลย ถ้าไม่ออกทางประตู เห็นทีงานนี้คงต้องโดดหน้าต่างหนีสถานเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักเพราะห
วิศราผวากายอย่างตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อถูกจู่โจมจากเรียวปากอุ่นร้อน กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นที่ปลายลิ้นถูกส่งต่อผ่านลมหายใจที่ไหวสะท้านขาดเป็นห้วงๆ ทุกสัมผัสที่เกิดขึ้นสร้างความรัญจวนปนวาบหวามเร่าร้อน ไม่ว่าปราบดาจะลากริมฝีปากไปที่จุดใด หญิงสาวก็สั่นสะท้านที่จุดนั้น กายสาวรับรู้ถึงความเดือดพล่านจนแทบลุกเป็นไฟ “ไอ้หมอนั่นมันจูบคุณตรงไหนบ้างล่ะ” กระซิบถามเสียงพร่ากระเส่ายียวนกวนประสาท“ตรงนี้?” ชายหนุ่มฝังจมูกโด่งลงที่ซอกคอหอมกรุ่น ก่อนลากไปที่แก้มใสที่แต้มสีแดงระเรื่อของเลือดฝาดสาว “หรือว่าตรงนี้...”“พอแล้ว หยุดได้แล้ว อื้อ...” เสียงประท้วงเบาหวิวที่หลุดจากริมฝีปากสวยถูกตอบแทนด้วยความเร่าร้อนที่ทาบลงไปคลุกเคล้าบดขยี้ กลีบปากอ่อนนุ่มถูกดูดดึงเม้มแกล้งปั่นหัวจนมึนงงไปหมด ถ้าวิศราเป็นไวน์ชั้นดี ตอนนี้คงถูกคนตรงหน้าดื่มด่ำรสชาติอย่างเพลิดเพลินจนไม่เหลือสักหยด กว่าที่คนตัวโตกว่าจะยอมถอนริมฝีปากออกจากความหวานที่มอมเมาประสาทได้ หญิงสาวก็แทบจากขาดใจตายในอ้อมอกเขาเสียแล้วปราบดามองสาวงามที่นอนหายใจรวยรินสิ้นฤทธิ์ใต้ร่างตนอย่างพอใจ ทรวงอกอวบหยุ่นเต่งตึงที่สะท้อนขึ้นลงผิดจังหวะปลุกเร้าสัญชาตญาณนักล
วิศรานอนลืมตามองเพดานห้องอย่างอ่อนแรง ร่างงามสะพรั่งของวัยสาวเปลือยเปล่า ผมเผ้ากระเซิงยุ่งเหยิง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แม้แต่จะผลักไสแขนกำยำที่โอบกอดเธอออกไปยังทำไม่ได้ ดวงตาคู่งามแห้งผากไม่มีน้ำตาไหลอีกต่อไป ความรู้สึกอดสูพุ่งจู่โจมเข้าจับขั้วหัวใจจนหนาวเหน็บ แม้บทรักของเขาจะแสนเร่าร้อนเอาใจ ทำให้เธอสุขสมจนแทบสำลัก แต่ในเวลาเดียวกันมันกลับทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า เป็นเพียงเครื่องระบายความใคร่ของชายหนุ่มข้างกายเท่านั้น ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอเบาๆ เป็นเครื่องยืนยันความอัปยศของเธอได้อย่างร้ายกาจ นายปราบดา คนที่เธอเกลียดแสนเกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตายกับมือ คนที่เธอไม่สามารถเอาชนะได้แม้แต่ครั้งเดียว คือคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเถื่อนของเธอ...หญิงสาวกัดฟันแน่น พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงขยับกายออกจากอ้อมแขนอุ่นๆ แต่แล้วเจ้าของเตียงกลับรั้งกายเธอเข้ามากอดแนบอกแน่นกว่าเดิมด้วยความเสน่หาที่ยังเต้นเร่าในกายแกร่ง“จะไปไหน ยังไม่เช้าเลย นอนเอาแรงต่ออีกหน่อยเถอะ” เสียงทุ้มหวานกระซิบงัวเงียข้างหูเบาๆ ก่อนเม้มที่ติ่งหูน่ารักของเธออย่างหยอกเอิน“ชื่นใจ...” ชายหนุ่มซบลงที่ต้นคอหอมกรุ่นของเธออย่างหลงใหล“ป
วิศรามองยาแผงหนึ่งในมือด้วยสายตาปวดร้าว มือสั่นเทาค่อยๆ แกะยาเม็ดหนึ่งออกมาก่อนกลั้นใจส่งมันเข้าปากอย่างกล้ำกลืน ‘ยาคุม’ ที่เธออุตส่าห์บากหน้าไปซื้อหามากินเพื่อป้องกันตัวเองหลังจากผ่านค่ำคืนอัปยศนั่นไม่รู้ว่ายาในมือจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหลังจากที่เกิดเหตุเธอต้องนอนซมไข้ขึ้นถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะมีเรี่ยวแรงออกไปซื้อหายามากิน ทำไมชีวิตเธอต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้ด้วย ความอัดอั้นในหัวใจทำให้น้ำตารินกบนัยน์ตา ริมฝีปากเม้มแน่นทุกครั้งที่นึกถึงตัวต้นเหตุที่หายหน้าไปหลังจากวันนั้นและยังเจ็บใจตัวเองไม่หายหลังจากวันเกิดเหตุครั้งสุดท้ายนั่น วิศราก็ได้ยินว่าศัตรูตัวร้ายย้ายออกไปพักที่คอนโดกับเพื่อนของเขาชั่วคราว เพราะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เธอจึงไม่ได้พบหน้าเขาอีกเลย...ก๊อก!ๆเสียงเคาะประตูทำเอาร่างระหงสะดุ้งเฮือก หันไปมองประตูอย่างหวาดระแวง“ส้ม...นี่พ่อเองนะลูก ให้พ่อเข้าไปหน่อยได้ไหม”วิศราหายใจไม่ทั่วท้อง รีบหาที่ซ่อนของกลางในมือทันที พอมั่นใจว่าสภาพเธอพร้อมดีแล้วจึงเดินไปเปิดประตูให้บิดา“คุณพ่อมีธุระอะไรกับส้มเหรอคะ”เสียงนั้นแม้ไม่ห้
“ถ้าหนูตอบว่าใช่ล่ะคะ” คำตอบนั้นเป็นการหยั่งเชิง“พ่อขอโทษนะลูก ขอโทษทุกเรื่องที่ทำให้หนูผิดหวัง แต่พ่ออยากบอกหนูว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อให้หนูมีความสุข แต่พ่อคงคิดน้อยไปหน่อย พ่อแค่อยากทำให้ครอบครัวของเราสมบูรณ์พร้อมหน้า คิดว่าหนูโตพอที่จะรับเรื่องนี้ได้ และพอดีเกิดเรื่องวุ่นๆ พ่อเลยไม่ได้พาเขามาทำความรู้จักสนิทสนมกับหนูก่อน คุณปูเธอก็เป็นคนใจดี นิสัยดี พ่อก็เลยคิดว่าน่าจะเข้ากับลูกของพ่อได้ไม่ยาก เอาเถอะ ถ้าเรื่องคุณปูกับน้องชายย้ายมาอยู่ที่นี่ทำให้ลูกไม่สบายใจ พ่อก็จะให้เขาแยกไปอยู่บ้านอีกหลัง”“คุณพ่อหมายความว่ายังไงคะ” วิศรากะพริบตาถี่ๆ อย่างงุนงงไม่ใช่เลิกรา แต่แค่จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นเนี่ยนะ!“พ่อไปดูบ้านเดี่ยวไว้แล้ว ถ้าลูกไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่ พ่อก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ให้พวกเขา”หากคำนี้มาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อัปยศนั่น วิศราคงดีใจมากที่กำจัดสองพี่น้องนั่นออกไปจากชีวิตได้ แต่ขนาดอยู่บ้านเดียวกันเธอยังแทบไม่ได้พบหน้าพ่อ แล้วหากมีบ้านสองหลัง พ่อของเธอก็คงหายหน้าไปเลยน่ะสิ“แล้วถ้าส้มไม่ยอมล่ะคะ ถ้าส้มบอกคุณพ่อว่าคนพวกนั้นไม่ใช่คนดี ถ้าส้มบอกว่า...” น้องชายผู้หญิงที่พ่อรักคนนั้นรั
“เดี๋ยวส้ม!” ชายหนุ่มจะวิ่งตาม แต่ก็ไม่ทัน เพราะวิศรารีบขึ้นรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว เขาตั้งท่าจะขับรถตามออกไป แต่ก็ถูกเรียกไว้เสียก่อน“อ้าว ปราบกลับมาพอดีเลย” วิศรุตร้องทัก เขาประคองภรรยาเดินตรงมา “พี่สาวเธอมีข่าวดีจะบอกแน่ะ”“ข่าวดี? ข่าวดีอะไรเหรอครับพี่ปู” คิ้วเข้มขมวด ใจยังพะวงห่วงคนที่เพิ่งขับรถออกไป“ข่าวดีที่ว่า...เธอกำลังจะกลายเป็นน้าคนจริงๆ แล้วน่ะสิปราบ”“พี่ปู! หมายความว่า...”“จ้ะปราบ พี่ท้องได้สองเดือนแล้ว” คนพูดยิ้มกว้างนี่สินะคือสาเหตุที่ทำให้ยายนั่นวิ่งเตลิดออกมา...“ผมดีใจกับพี่ทั้งสองด้วยนะครับ” ปราบดาเข้ามาโอบไหล่พี่สาวแสดงความยินดี“อ้าว แล้วนั่นยายส้มขับรถออกไปมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ ว้า...เสียดายจัง น่าจะได้รู้ข่าวดีนี้ก่อน”“ผมว่าเธอคงรู้แล้วละครับพี่” ปราบดาเอ่ย พร้อมมองไปทางประตูหน้าบ้านอย่างหนักใจเวลาผ่านไปนานจนถึงค่ำก็ยังไร้วี่แววว่าคนที่วิ่งเตลิดหายไปตั้งแต่เช้าจะกลับมา แม่บ้านใหญ่เดินกลับไปกลับมาระหว่างประตูรั้วกับประตูหน้าบ้าน คอยชะเง้อคอรอคอยคุณหนูของตนอย่างกระวนกระวายเป็นห่วง วิศราไม่เคยกลับบ้านผิดเวลาโดยไม่บอกกล่าว แต่นี่เกือบจะห้าทุ่มแล้วก็ยังไม่มีวี
“ผู้ชายค่ะ แต่ไม่ได้แจ้งชื่อ คือ...ดิฉันถามแล้วนะคะ แต่เขาไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าจะนั่งรอจนกว่าคุณจะมา”คำตอบยิ่งทำให้งุนงงหนัก เพราะการมาเมืองไทยของเธอเป็นการมาชนิดที่เรียกว่ากะทันหัน และไม่ได้บอกใครแม้แต่คนที่ทำงานหรือที่บ้าน แล้วใครกันที่ได้ข่าวไวขนาดนี้ หรือว่า...“อ้าว...นั่นไงคะ เขาเดินมาพอดี”วิศราหันขวับทันที ก่อนที่ดวงตาเรียวงามจะค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นร่างอันคุ้นตาของชายหนุ่มที่เดินตรงมาชัดๆ กว่าจะทันรู้ตัวเธอก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมแขนของอีกฝ่ายเสียแล้ว“เซอร์ไพรส์จ้า...” คำนั้นมาพร้อมกับการทักทายด้วยปลายจมูกที่ชนข้างแก้มทั้งสองของเธออย่างคนคุ้นเคย“แยมมี่! มาได้ยังไงน่ะ”“มีนกฮูกด่วนส่งข่าวมาที่ฮอกวอตส์น่ะสิจ๊ะว่ามาดามจะเสด็จกลับวันนี้ ไงยะ...กลับเมืองไทยมาไม่คิดจะบอกกันสักคำเลยนะ นี่แกยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่าเนี่ย” ยุทธนาแยกเขี้ยวให้เพื่อนซี้“มาด่วนน่ะสิ เลยไม่ทันได้บอกใคร พอรู้ข่าวเรื่องคุณพ่อ จองตั๋วเครื่องบินได้ก็รีบบินมาเลย”“เออจริงสิ แล้วนี่อาการคุณลุงเป็นไงบ้าง คุณหมอว่าไง”“เพิ่งผ่าตัดเสร็จ ยังไม่ฟื้นเลย หมอบอกรอดูอาการก่อน ตอนนี้อยู่ไอซียู ยังเยี่ยมไม
‘เด็กคนนั้นคลอดแล้ว...ในที่สุดพ่อของฉันก็มีลูกคนใหม่กับผู้หญิงคนนั้น เขากำลังมีความสุขกับครอบครัวใหม่ที่ไม่มีฉันรวมอยู่ด้วย ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่เหลือใครเลย...’เสียงอ่อนล้าเจือรอยสะอื้นของอีกฝ่ายบีบหัวใจคนฟังให้อ่อนยวบ อลันลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ อย่างปลอบขวัญ‘ใครว่าไม่เหลือล่ะ’ มือใหญ่จับมือเรียวงามมาวางลงที่หน้าท้องนูนเบาๆ ‘นี่ไง กำลังใจของคุณอยู่ในนี้แล้วคุณก็ยังมีผมอยู่อีกทั้งคน ผมจะอยู่เคียงข้างคุณกับลูกเสมอนะ อ้อ! แล้วคุณก็ยังมียอร์ชชี่เพื่อนรักของคุณอีกคนด้วยไง อย่าพูดให้เขาได้ยินเชียวละว่าไม่มีใคร ไม่งั้นคุณได้หูดับไปทั้งวันแน่ๆ’ คนพูดหัวเราะเบาๆ เมื่อเอ่ยถึงเพื่อนรักของเธอที่เขามองออกในที่สุดว่าอีกฝ่ายมีรสนิยมที่แท้จริงเช่นไร ทว่าอลันก็ไม่เคยรังเกียจ ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่คิดจะจับเขากินตับแทนมื้อค่ำ‘พวกเราจะอยู่ข้างๆ คุณเสมอ และเราจะผ่านทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม ผมสัญญา’คำสัญญาที่ออกจากปากของเขาทำให้คนฟังอบอุ่นในใจ คลายความเศร้าลงได้บ้างทว่ายามนี้เจ้าของคำสัญญาอยู่ห่างไกลถึงอีกซีกโลก ทำให้หัวใจดวงน้อยเคว้งคว้างเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตามลำพัง
“เอ๊ะ! คะ...คุณส้ม!”ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาที่ร่าง รอยยิ้มเอ็นดูมลายหายไปจากใบหน้าสวยหวานในชั่วพริบตาหลายปีที่ไม่ได้พบกันดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ‘ปุริมา’ แม่เลี้ยงที่เธอแสนชิงชังยังคงสาวและสวยสง่าไม่ต่างจากวันนั้น ไม่สิ! คนตรงหน้าดูดีกว่าวันนั้นด้วยซ้ำ แน่ละ ในเมื่อบิดาของเธอทั้งรักและทะนุถนอมอีกฝ่ายยิ่งกว่าอะไรดี ดวงตาคู่งามฉาบด้วยไอเย็นเยียบยามมองไปยังร่างป้อมของเด็กหญิงวัยสี่ขวบในชุดนักเรียนอนุบาลน่ารัก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อนึกถึงสถานะของเด็กน้อยตรงหน้าที่เธอไม่อยากจะยอมรับน้องสาวต่างแม่!‘ฮัลโหล...ส้มเหรอลูก รู้ไหมว่าตอนนี้ลูกมีน้องสาวแล้วนะ เดี๋ยวพ่อส่งรูปน้องไปให้ดูในไลน์ น้องน่ารักมากๆ แก้มยุ้ยเหมือนลูกตอนเด็กๆ เลย...’เสียงที่ทั้งเห่อทั้งตื่นเต้นของบิดากระชากหัวใจคนเป็นลูกให้ด่ำดิ่งสู่ห้วงอเวจีทันใดดวงตาหวานเจือเศร้าทอดมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มีภาพครอบครัวสุขสันต์ของบิดาตนเอง พร้อมด้วยสมาชิกตัวน้อยคนใหม่ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงสัปดาห์ในอ้อมแขนของวิศรุตอย่างเหม่อลอยน้องสาว! ในที่สุดเธอก็ได้น้องสาวต่างแม่ และกลายเป็นหมา
แววตาคาดคั้นเจือด้วยความปวดร้าวคู่นั้นทำให้เขาจำต้องรับคำอย่างหนักใจ “เออๆ ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น แต่แกคิดว่าจะปิดที่บ้านได้นานแค่ไหนกัน ในเมื่อ เอ่อ...ท้องแกต้องโตขึ้นทุกวัน สักวันคนที่บ้านก็ต้องรู้...”“ถ้าฉันไม่พูด แกไม่พูด ก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ทั้งนั้น เพราะว่า...” ดวงตาคนพูดแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวแรงกล้า “ฉันจะไม่กลับไปเมืองไทยอีกแล้ว”“ไอ้ส้ม!” ยุทธนาอุทานเสียงหลง “แกพูดอะไรน่ะ พูดเล่นใช่ไหม ไม่กลับเมืองไทยเนี่ยนะ จะบ้าเหรอ บ้านแกอยู่ที่นั่น ขืนไม่กลับพ่อแกคงยอมหรอก”“แต่มันก็ยังดีกว่าทำให้พ่อขายหน้าด้วยการหอบลูกไม่มีพ่อกลับไปประจานตัวเองไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวพยายามกดความขมปร่าที่แล่นมาจุกอก ดวงตาร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงสีหน้าผิดหวังรุนแรงของบิดา“ส้ม...แกเห็นฉันเป็นเพื่อนแกหรือเปล่า” ยุทธนาสูดหายใจเข้าปอด มองหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาจริงจัง “ถ้าแกยังเห็นว่าเราเป็นเพื่อนสนิทกัน บอกฉันได้ไหมว่า...ใครคือพ่อของเด็ก”ริมฝีปากอิ่มสวยเม้มแน่น ทว่าแววตาที่แข็งกร้าวเจือด้วยร่องรอยแห่งความปวดร้าวทำให้คนตั้งคำถามหายใจสะดุด“ฉันเห็นแกเป็นเพื่อนเสมอ แต่...ฉันไม่อยากจะพูดหรือค
‘หยุด-ทา-หน้า’เขาเลยจำต้องยอมให้ฝ่ายนั้นออกสำเนียงตามที่ถนัดปากและกลายเป็นคุณยอร์ชตั้งแต่วันนั้น แต่ก็ไม่วายแอบค่อนขอดแม่เพื่อนสาวในใจ เพราะกับวิศราแล้ว อลันกลับฝึกออกเสียงชื่อจริงของเธอได้ค่อนข้างชัดกว่า แต่กระนั้นแม่เพื่อนสาวก็ไม่ไว้ใจให้อีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นภาษาไทยของตัวเอง ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะออกเสียงเพี้ยนจากส้มเป็น ‘ส้วม’ เข้าให้ จึงให้อีกฝ่ายเรียกว่า ‘วีวี่’ (Vivi) แทน“แยม...เอ๊ย! ผมก็ดีใจมากครับที่ได้พบคุณ” คนพูดแอบหันมาขยิบตาให้เพื่อนสาว “ที่จริงผมก็สบายเหมือนเคยแหละครับ ไม่เหมือนใครบางคนแถวนี้ ที่สบ๊ายสบายกว่า เพราะมีคนดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษจนหน้าตาสดใสขึ้นแบบนี้...”ใบหน้าหล่อเหลาเจือสีแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนหันไปเอ่ยกับหญิงสาวข้างๆ กาย “รอผมตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเอารถมารับที่นี่”“บอกแล้วไงคะว่าฉันกลับเองได้” วิศราหันไปบอกชายหนุ่มคู่กรณี เธอพยายามบอกเขาเป็นล้านรอบแล้วว่าเธอไม่ติดใจเอาเรื่องแล้ว และเขาไม่จำเป็นต้องมาตามรับผิดชอบอะไรเธออีก“ผมรู้ แต่ผมอยากไปส่ง คุณรอตรงนี้ก่อน...ฝากเธอด้วยนะครับคุณยอร์ช” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ ร่างสูงโปร่งสง่างามก็เดินไปทางที่จอดรถวีไอพีที
“ปล่อยนะ...คุณเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วย อย่ามาแตะต้องตัวฉัน อย่ามายุ่ง ฮือ...ออกไปสิ...โอ๊ะ...โอ๊ย!”จู่ๆ คนไข้สาวก็รู้สึกจุกเสียด การขยับกายพยายามจะดิ้นหนีอ้อมกอดอบอุ่นนั้นทำให้ร่างกายที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อยร้าวระบมขึ้นมาอีกครั้ง แม้กระนั้นเธอก็ยังกัดฟันกำหมัดทุบอีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่ง แต่เขาก็ทนยอมให้เธอทำร้ายโดยไม่ปริปากอะไร จนกระทั่งหญิงสาวเหนื่อยล้าและหยุดทุบไปเองในที่สุด ร่างอ่อนแรงหอบหายใจสะท้านพลางซบลงที่อกของอีกฝ่ายอย่างสิ้นฤทธิ์ เสียงสะอื้นไห้อย่างน่าสงสารทำให้ดวงตาสีเทาหม่นทอดมองอาการนั้นของเธออย่างเห็นใจ“ผมไม่รู้ว่าคุณเจอปัญหาหนักหนาสาหัสอะไรมา”เขาปลอบประโลมเสียงทุ้มนุ่ม มือใหญ่ลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านของอีกฝ่ายแผ่วเบา “แต่ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ในตัวมันเอง เด็กคนนี้ไม่มีความผิดอะไร คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินประหารชีวิตใคร...”“แล้วฉันล่ะ ฉันผิดอะไร ทำไมถึงต้องโดนตัดสินโทษประหารแบบนี้ ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมสักนิด ทำไมมีแต่ฉันคนเดียวที่ต้องเป็นฝ่ายสูญเสีย...” วิศราเอ่ยเสียงสั่นเครือปนสะอื้น ร่างผอมบางสั่นสะท้าน น้ำตาอุ่นร้อนรินไหลรดอกอุ่นของบุรุษแปลกหน้าอย่างไม่อายเสียพ่อให้คนอื
หญิงสาวร่างผอมซูบนอนมองเพดานห้องพักผู้ป่วยพิเศษอย่างเลื่อนลอย‘Bed Rest!’นั่นคือคำสั่งล่าสุดที่เธอเพิ่งได้รับจากแพทย์เจ้าของไข้ แม้จะเคราะห์ดีที่ผลจากอุบัติเหตุรถชนไม่ได้ร้ายแรงหรือทำให้เธอแท้งอย่างที่ควรเป็น แต่กระนั้นเธอก็ยังต้องนอนนิ่งๆ เพื่อรอดูอาการจนกว่าจะพ้นระยะอันตรายของการตั้งครรภ์ ซึ่งมันช่างน่าอึดอัดสิ้นดีสำหรับคนที่เคยขยับร่างกายได้อย่างอิสระและช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ตอนนี้กลับต้องมานอนแบ็บนิ่งๆ รอคอยวันเวลาที่ผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย หลับเพราะฤทธิ์ยา และตื่นมาพร้อมคราบน้ำตาจากความฝัน ต้องรอคอยความช่วยเหลือแม้ในเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเช่นการกินอาหาร หรือการเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย ทำธุระส่วนตัวก็ยังต้องพึ่งคนอื่น แล้วไหนจะต้องขาดเรียนอีกล่ะแม้อาการต่างๆ ทางร่างกายจะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วเพราะได้รับการดูแลอย่างดีจากหมอ พยาบาล ยุทธนา และเจ้าของไข้อีกคนที่หมั่นมาเยี่ยมไข้ทุกวันไม่ได้ขาด แต่สภาพจิตใจของเธอกลับหดหู่ สิ้นหวัง ยังไม่มีทีท่าจะกลับมาเป็นปกติได้อย่างเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์มือเรียวสวยวางทาบที่หน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นนิดๆ ของตัวเองแล้วลูบไปมาอย่างครุ่นคิด บางครั้งก็มี
“ใช่ครับ ก็เธอเป็นภรรยาคุณไม่ใช่เหรอ”ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติยุทธนาคงกรี๊ดแตกที่ถูกจับคู่กับชะนีแม้จะเป็นเพื่อนรัก แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาต้องแอ๊บแมนเก็บอาการไว้ก่อน“เดี๋ยวนะครับ คุณหมายถึงอะไร ลูกในท้องใครกัน ผมคิดว่าคุณคงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ วิศรา เอ่อ ผมหมายถึงเธอ” คนพูดพยักพเยิดไปทางห้องคนป่วย “เราทั้งสองเป็นแค่...” ยังไม่ทันได้แก้ความใจผิด พยาบาลสาวก็เดินออกมาจากในห้องเสียก่อน“ขอโทษนะคะ พอดีคุณหมอขอเชิญญาติคนไข้เข้าไปคุยที่ห้องสักครู่ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของไข้คะ”“ผมเป็นเจ้าของไข้ครับ ส่วนเขาเป็นสามีเธอ”ยุทธนาหันขวับ อ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ นึกว่าตัวเองหูฝาด อยู่ดีๆ ก็ดันมีเมียเป็นชะนีเฉยเลยแหม ถ้าเปลี่ยนจากวิศราเป็นพ่อหนุ่มน่าเจี๊ยะตรงหน้า เขายังจะปลื้มเสียกว่า แต่จะว่าไปเขารู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน แต่ยังไม่ทันได้ถามก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน“งั้นขอเชิญพวกคุณทั้งคู่ทางนี้ค่ะ”ทั้งสองหนุ่มหันไปมองหน้ากัน ก่อนเดินตามพยาบาลคนนั้นเข้าไปในห้องเวลาผ่านไปพักใหญ่ คนทั้งสองเดินออกจากห้องแพทย์ด้วยอาการที่ต่างกัน ยุทธนานั้นถึงขั้นช็อก ใบ้รับประท
“ผมคงไม่ได้กรนดังจนปลุกคุณใช่ไหม” คนพูดคลี่ยิ้มจนแลเห็นเขี้ยวเสน่ห์น่ามอง เขายืดกายขึ้นนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังคงจับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย“คะ...คุณเป็นใคร” เอ่ยถามเสียงแหบพร่าอย่างยากลำบากเพราะมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่“ผมคือฮีโรของคุณไง...” เขาเอ่ยติดตลก แต่คนเจ็บไม่ทันสังเกตว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นแอบไหววูบไปนิดๆ“คุณคือคนที่ช่วยฉะ...แค่กๆ” คนเจ็บไอออกมาเพราะคอที่แห้งผาก จนเขาต้องรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลประตูห้องถูกเปิดผลัวะอย่างรีบร้อน แต่คนที่โผล่เข้ามาก่อนพยาบาลกลับกลายเป็นเพื่อนชายคนสนิทของวิศรานั่นเอง“ยายส้ม!” ร่างสูงโปร่งปราดเข้ามาเกาะที่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง ถามด้วยเสียงร้อนรน “แกเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหน...”ภาพความห่วงใยนั้นทำให้เจ้าของดวงตาสีเทาต้องขยับถอยฉากไปยืนห่างๆ พยายามเงี่ยฟังภาษาแปลกหูนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจสักคำ ใบหน้าหล่อเหลาหม่นแสงลงเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นั้นแสดงออกถึงความห่วงใยใกล้ชิดสนิทสนมกับคนเจ็บสาวสวย ในใจว้าวุ่นทำไมนะ คนข้างกายของเธอผู้นี้ถึงไม่เป็น...เขา“ฉันโทร. หาแกเป็นร้อยๆ สายเลยรู้ไหม ไปหาที่อะพาร์ตเมนต์ก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีใครรู้เร