บทที่5
นาเดียอาศัยอยู่ในกระท่อมกับหญิงชรามาหลายวันแล้ว ฝนตกเกือบทุกวัน จึงยังไม่สามารถเดินเข้าเมืองไปได้ อีกทั้งเธอก็ไม่กล้าเดินไกลออกจากกระท่อมมากนัก เพราะกลัวหลงทาง แม่เฒ่าม่านม่านคือที่พึ่งเดียวของเธอในตอนนี้ ‘ป๊าม๊า เมื่อไหร่จะหาเดียเจอ’ ผ่านมาหลายวันแล้วก็ไม่มี เฮลิคอปเตอร์บินค้นหาหรือป๊าม๊าคิดว่าเธอเสียชีวิตแล้ว
“แม่เฒ่าเดินเข้าหมู่บ้านหรือในเมืองไกลไหมคะ” นาเดียตัดสินใจถาม เริ่มร้อนใจกลัวทุกคนจะคิดว่าเธอตายแล้วและหยุดการค้นหา
“หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดก็เดินเท้า 1 ชั่วยาม หากจะเข้าเมืองก็เดินเท้า 2 ชั่วยาม” หญิงชราล่ะมือจากกอป่านที่กำลังปั่นเป็นเชือกเอาไว้สานเสื้อกันฝน หันมาตอบหญิงสาวที่เธอช่วยมาจากชายหาด
“ชั่วยาม? แม่เฒ่า เมืองที่ว่าชื่อเมืองอะไรคะ” นาเดียรู้สึกแปลกในคำแทนเวลาของหญิงชรา แม้ตอนแรกจะแปลกใจที่หญิงชราพูดภาษาจีน ก็เพียงคิดว่าคงเป็นคนรุ่นเก่าแก่ของเกาะ ต้นตระกูลเดินทางจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่เกาะแบบเธอและครอบครัว ยังใช่ภาษาของบรรพบุรุษในการสื่อสาร แม้เสื้อผ้าจะแปลก แต่เธอก็เพียงคิดว่าในเกาะห่างไกล นาเดียมีเพียงชุดที่ติดตัวมากับสร้อยคอที่สวมใส่เท่านั้น มีเสื้อผ้าที่แม่เฒ่ามอบให้เปลี่ยนก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว
“เมืองนี้ชื่อว่า หยางไห่ เป็นเมืองท่าเรือสำคัญของแคว้นเว่ย หมู่บ้านที่ข้าและเจ้าอาศัยอยู่นี่ชื่อว่า หมู่บ้านซาทัน”
หยางไห่ เกาะของประเทศไทยมีชื่อนี้ด้วยเหรอ
ร่างบางทรุดลงไปนั่งกับพื้นพยายามนึกว่าเกาะที่ว่านี้อยู่บนส่วนไหนของแผนที่ ไม่คุ้นชื่อเลยสักนิด หรือเธอลอยหลุดออกมาไกลจากอ่าวไทย หลุดออกมาไกลถึงทะเลจีนใต้ เธอมีชีวิตรอดมาขนาดไกลขนาดนี้เลยงั้นเหรอ แล้วคนอื่นๆ บนเรือล่ะ
“แม่เฒ่าหนูถามอีกซักนิด ตอนนี้หนูอยู่ที่ประเทศจีนใช่หรือเปล่า”
“คนในหมู่บ้านนี้มีแต่ชาวประมง ข้าว่าจะพาเจ้าเข้าเมืองไปหาคนช่วย แต่ก่อนจะเข้าไปในเมืองเจ้า แทนตัวเองว่าข้าเถอะ หากไปคุยกับคนอื่นเขาจะมองว่าเจ้าเสียสติและคงไม่มีใครช่วยเหลือ และประเทศจีนที่เจ้าพูดถึงคืออะไร ข้าก็ไม่เข้าใจ” หญิงชราหันกลับไปสนใจขยี้ป่านทำเป็นเชือกต่อ
“ปีนี้คริสต์ศักราชที่เท่าไหร่” เสียงหญิงสาวตรึงเครียดชัดเจน กลัวและหวั่นในคำตอบที่แม่เฒ่าจะบอกเธอไม่น้อย มือบางเย็นเฉียบจนเกือบจะแข็ง
“เจ้าคงหมายถึงรัชศกงั้นเหรอ ปีนี้รัชศกพระเจ้าจ้าวหลงปีที่ห้า”
นาเดียปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที เธอขาดยาระงับประสาทมาหลายอาทิตย์แล้ว ยังต้องมาเจออุบัติเหตุและสถานการณ์กดดันทำให้สมองตึงเครียดจนถึงขีดสุด ร่างบางอ่อนยวบยาบพิงกำแพงกระท่อมสลบไป มือบางกำล็อกเก็ตเอาไว้แน่นตามสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดราวกับสิ่งนี้คือสิ่งเดียวที่จะช่วยเธอเอาไว้ได้
ฮองเต้จ้างหลง จากเรื่อง เกิดใหม่คราวนี้ ข้าจะถอยให้ทุกคน
บทที่6นาเดีย นอนลืมตาตื่นมาบนแคร่ไม้เก่าๆ มีเพียงฟูกบางๆ ปูทับ เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องราวที่ผ่านมาเธอนั้นไม่ได้ฝันไป เธอหลุดมาอยู่ในโลกอดีต นัยต์ตาหวานไหวระริกน้ำตาคลอไปทั้งหน่วย ตอนที่ประสบอุบัติเหตุฟื้นตื่นขึ้นมาแม้จะจำอะไรไม่ได้ แต่ก็ยังมีป๊าและม๊าค่อยอยู่ข้างๆ แต่คราวนี้กลับตื่นขึ้นมาโพล่ที่ไหนก็ไม่รู้ ตัวคนเดียวไม่มีใครเลย ไม่รู้เกิดจากสาเหตุอะไรทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ เพราะสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา หรือเกิดเหตุลึกลับตอนที่ฟ้าผ่า ตัวเธอเองทำได้เพียงคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ร่างบางลุกขึ้นจากเตียง เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่นิดตัวมา วิ่งออกจากกระท่อมหลังน้องมุ่งตรงไปยังทิศทางที่คิดว่าน่าจะสามารถนำเธอไปยังชายหาดได้เธอวิ่งตรงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มองเห็นสีฟ้าจากน้ำทะเล“แล้วจะกลับไปโลกเดิมได้ยังไง พี่ๆ คนอื่นหลุดมาแบบเดียหรือเปล่า” นาเดียพึมพำกับตัวเอง เดินลุยทรายสีขาวจนไปถึงน้ำทะเล คลื่นซัดกระทบจ้อเท้านวลลออ เธอไม่คิดจะเดินลุยออกไปไกลกว่านี้ เพราะนังรักตัวกลัวตายอยู่ ต่อให้เสี่ยงเดินออกไปก็คงหากทางกลับโลกเดิมไม่ได้ เผลอตะจมหน้ำทะเลตายซะก่อน“กลับไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับหรอก” แม่เฒ่าม่านม่าน เดิ
บทที่7ม่านเจียวรับปากว่าจะให้หยางจื่ออาศัยและทำงานด้วย แต่ท่านยายต้องมาอยู่กับนางที่ร้านเต้าหู้ด้วย ไม่ใช่นั้นนางก็จะไม่รับหยางจื่อ ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ม่านเจียวไม่อยากให้ท่านยายอยู่คนเดียวในป่าในเขาห่างไกลผู้คนแบบนั้น ที่ผ่านมาไม่ว่าจะตื้อเท่าไรคนแก่หัวรั้นก็ไม่ยอม แต่วันนี้กลับยอมง่ายๆ เพียงเพราะอยากให้นางรับหญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นไว้ แต่เมื่อพบหยางจื่อ แม้นัยน์ตาหงส์นั้นจะดูเย่อหยิ่งแต่ม่านเจียวกลับรู้สึกถูกชะตานางอยู่ไม่น้อย“เจ้าอายุเท่าไหร่” ฮูหยินร้านขายเต้าหู้เอ่ยถาม“ข้าชื่อหยางจื่อ ปีนี้อายุ 25”“ข้าอายุมากว่าเจ้า 3 ปี เรียกข้าพี่เจียวเจียวก็แล้วกันท่านยายบอกข้าแล้วว่าเจ้าตัวคนเดียวพลัดหลงจากครอบครัวหากคิดจะมาอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยงานที่ร้าน”“ขอบคุณพี่เจียวเจียวที่ช่วยเหลือ” นาเดียน้ำตารื้อ ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ยังมีคนช่วยเหลือให้ที่พักพิงเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่กำยำยืนอยู่ที่ริมหน้าผา ผิวสีน้ำตาลแดงบ่งบอกว่าคนผู้นี้ใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นเวลามาหลายปี หรืออาจจะทั้งชีวิตก็ว่าได้ แม่ทัพซ่งเวยหลง ทอดสายตามองพื้นทะเลเบื้องล่า เขาจะมายืนที่ริมหน้าผาแหง่นี้ทุกปี ข้างๆ กันนี้ค
บทที่8หยางจื่อช่วยม่านเจียวทำงานอยู่ที่ร้านเต้าหู้ แม้จะไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากแม่เฒ่าไปด้วย แต่แปลกที่นางกลับมีความสุขกว่าการใช้ชีวิตอย่างคุณหนูที่เกาะกับครอบครัว“เจ้ายิ้มหน่อยเถอะ แม้เจ้าจะมีใบหน้างดงามเพียงใดแต่ถ้าหากไม่ยิ้มแย้มเลยก็ไม่มีใครชอบเจ้าหรอกนะ” ม่านเจียวตักเต้าหู้ใส่ถ้วยยื่นให้ลูกค้า ตั้งแต่หยางจื่อมาช่วยงานที่ร้าน ลูกค้าหนุ่มๆ ที่มานั่งทานเต้าหู้ที่ร้านก็มีมากขึ้น แต่นางกลับไม่เคยยิ้มหรือชายตาให้ชายใดเลย อีกไม่นานคนก็คงเลิกเห่อใบหน้างามแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้มของนาง“หน้าข้าก็เป็นแบบนี้ล่ะ ข้าไม่เห็นมีความจำเป็นต้องยิ้มหวานให้บุรุษที่ข้าไม่ชอบ” นางมีหน้าที่เก็บล้างและช่วยทำเต้าหู้ งานก็หนักมากเรียกว่าเกินกำลังคุณหนูแบบนางไปมากโข แล้วยังจะให้มานั่งปั้นหน้ายิ้มอีกคงทำไม่ได้และไม่เคยทำและจะไม่ทำด้วยม่านเจียวพรูลมหายใจ สั่งให้หยางจื่อทำอะไร นางทำโดยไม่อิดออด ท่าทางเงอะงะมือบางอ่อนนุ่มนิ่มดูก็รู้ว่าไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามช่วยงานในร้านทุกอย่าง การให้นางยิ้มมันกลายไปเป็นเรื่องยากไปซะอย่างงั้น
บทที่9 ⚠️ Trigger Warning มีเนื้อหาอ่อนไหวทางอารมณ์ยามห้าย (คือ 21.00 – 22.59 น.) แม่เฒ่าม่านม่านเรียก หยางจื่อมาพบที่ห้องนอน วันนี้แม่เฒ่าถูกเจ้าเมืองตามให้ไปคุย แม้เรื่องที่เจ้าเมืองขอร้องนางนั้นจะยาก แต่แม่เฒ่าคิดไตร่ตรองดูแล้ว แม้บางคำพูดของท่านเจ้าเมืองจะสะกิดใจแม่เฒ่า แต่การที่ท่านยื่นข้อเสนอมาทั้งหมดนั้นก็ดีสำหรับหยางจื่อไม่น้อย“ท่านยายมีเรื่องอะไรจะคุยกับข้า” หยางจื่อมานั่งได้ซักพักแล้ว แต่แม่เฒ่าม่านม่านก็ยังไม่ปริปากพูดจึงเอ่ยถามขึ้นมาก่อน“วันนี้ข้าไปพบท่านเจ้าเมืองมา ท่านอยากรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรม”“ห๊า” หยางจื่อตกใจดีดตัวลุกจากเก้าอี้“คนในสมัยนี้รับบุตรบุญธรรมหรือหลานบุญธรรมเป็นเรื่องปกติ ท่านเจ้าเมืองเสียหลานสาวไปเมื่อหลายปีก่อน ฮูหยินเฒ่าของท่านเจ้าเมืองเสียใจมากจนตรมใจ เพราะนางมีหลานสาวสายตรงเพียงคนเดียว พอท่านเจ้าเมืองเห็นเจ้าแล้วก็นึกถึงหลานสาวที่จากไปแล้ว จึงอยากขอให้เจ้าไปช่วยดูแลฮูหยินเฒ่า ข้าก็เห็นว่าเป็นการดีกับตัวเจ้าเอง เจ้าก็ไม่มีใคร อีกทั้งไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้ ข้าหลับตาดูก็รู้ว่าเจ้าไม่เคยทำงานแบบนี้ ไปเป็นหลานเจ้าเมืองเจ้าจะสุขสบาย” แม่เฒ่าม่านม่านพย
บทที่10หยางจื่อตามแม่เฒ่าม่านม่านเข้ามาอยู่ที่จวนของเจ้าเมือง ตลอด 1 เดือน นางไม่เคยพบฮูหยินเฒ่าหรือเจ้าเมืองเลยซักครั้ง กลับถูกกักตัวเอาไว้ภายในเรือนท้ายจวน ไม่ให้พบผู้ใดเลย โดยมีนางกำนัลเก่าแก่ที่เคยอยู่ในวังมาค่อยสอนมารยาทต่างๆ ซึ่งหยางจื่อก็ทำได้ดี ดีจนนางกำนัลไม่รู้จะสอนอะไรแล้ว“คุณหนูหยาง ข้าน้อยไม่มีอะไรจะสอนท่านอีกแล้ว “ นางกำนัลชราถูกจ้างวานให้มาสอนคุณหนูของจวนเจ้าเมืองมาตลอดหลายปี ผ่านการเคี่ยวเข็ญคุณหนูมาหลายคน หยางจื่อคือคนแรกที่นางสอนเพียงครั้งเดียวก็ทำได้ทั้งหมด กริยาดุจดังหงส์ ทวงท่ามิผิดกับองค์หญิงหรือเชื้อพระวงค์ในวังเลยสักนิด“ถ้าอย่างนั้น ข้าคงพบท่านแม่เฒ่าได้แล้าสิน่ะ” หยางจื่อแทบจะจบหมดความอดทนอยู่หลายครั้งไม่ใช่ในเรื่องของการฝึกฝนมารยาท แต่นางรู้สึกเหมือนถูกหลอกมากักขังเอาไว้ ก่อนมาบอกจะให้มาเป็นหลานบุญธรรม แต่พอย่างกายเข้าจวนเจ้าเมืองมากลับถูกขังเอาไว้ท้ายจวน ไม่เคยได้พบใครเลย น้องจากแม่เฒ่าม่านม่านและสาวใช้อีกหนึ่งคนเท่านั้นหากไม่เห็นแต่แม่เฒ่าบอกเลยว่านางคงจะไม่ทนอยู่“เจ้าค่ะ ข้าจะเรียนนายท่านว่าไม่มีอะไรจะสอนคุณหนูแล้ว” นางกำนัลชราค้อมศีรษะ และวออกจากเรือน
บทที่11“ทำไมต้องเป็นข้า” หรือเพราะนางไม่มีญาติพี่น้องหรือครอบครัวงั้นเหรอ“เพราะเจ้ามีใบหน้าคล้ายคู่หมั้นของแม่ทัพซ่ง”“หากข้าทำไม่สำเร็จล่ะ ใจคนมันบังคับกันไม่ได้”อ้อมิน่า นอกจากจะมีใบหน้าคล้ายหลานสาวแล้ว ยังคล้ายคู่หมั้นแม่ทัพด้วย“ข้าก็แค่หาคนอื่นมาทำแทนเจ้า” เจ้าเมืองหยางไห่ยิ้มเหี้ยม น้อยคนหนักที่จะมีคนเห็นใบหน้าในด้านนีเของเขาโอบอ้อมอารี ปกครองเมืองดุจบิดาดูแลบุตร เขาต้องการอำนาจชี้เป็นชี้ตายกองทัพ เขารู้ดีว่าแม่ทัพซ่งสามารถสั่งการกองทัพได้ เพราะอดีตแม่ทัพ บิดาของแม่ทัพซ่งสร้างกองทัพมากับมือ เพียงแต่แท่ทัพซ่งไม่คอดที่จะทำมันมากกว่า เขาจมปลักอยู่กับสตรีที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว เขาก็ไม่คิดว่าแม่ทัพซ่งจะรักมั่นขนาดนี้ บุรุษสามารถรักสตรีได้หลายคน“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” หยางจื่อถามหากทำไม่สำเร็จถอดตัวได้ใช่ไหม“หลานรัก หมากที่ทำงานไม่สำเร็จ ตาจะปล่อยให้มาแวงกัดข้าอย่างนั้นหรือ”“แค่ทำให้ชอบก็พอใช่ไหม” ไม่ได้สินะ เอาว่ะ ไม่ลองไม่รู้ ถ้าไม่ทำก็ตาย ไหนจะแม่เฒ่าที่เคยช่วยเหลือนางอีก“อาทิตย์หน้าข้าจะจัดงานชมดอกไม้ เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน ข้าจะแนะนำว่าเจ้าคือหลานสาวจากตระกูลสายร
บทที่12ในที่สุดหยางจื่อก็ได้พบฮูหยินเฒ่า ทั้งที่อายุไล่เลี่ยกันกับแม่เฒ่าม่านม่าน แต่ฮูหยินเฒ่ากลับดูชรากว่ามาก สภาพร่างกายผอมแห้ง นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ริมหน้าต่าง ผมดอกสีดอกเลาถูกผูกด้วยผ้าแถบสีขาวเท่านั้น ไม่ได้หมวยปักปิ่นเขกเช่นฮูหยินตระกูลอื่นๆ“ท่านยายเจ้าค่ะ ข้าชื่อหยางจื่อ ต่อไปนี้จะมาคอยดูแลท่านยายทุกวัน” หยางจื่อเดินเข้าไปใกล้ แต่ฮูหยินเฒ่ากลับไม่แม้แต่ชายตาหันมามอง จึงต้องเอ่ยแนะนำตัว“ฮูหยิน ท่านหันมาดูซักนิดว่าใครมาหาท่าน” แม่เฒ่าม่านม่านน้ำตาคลอ เดินไปข้างแล้วคุกเข้าลง กุมมือเหี่ยวย่นเอาไว้แน่น ฮูหยินเฒ่าตรมใจเหลือกิน อยู่ก็เหมือนไม่อยู่ ฮูหยินเฒ่าปรายตามองเล็กน้อยจำได้ว่าพี่เลี้ยงคนสนิทเพิ่งมาเยี่ยมเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้เหตุใดจึงมาอีก“ม่านม่านเจ้าเพิ่งมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มาอีกแล้วหรือหลานสาวเจ้าไม่บ่นแย่เหรอ”“ฮูหยินข้าน้อยมาเมื่อเดือนก่อนไม่ใช่อาทิตย์ก่อน”“ฮ่าๆ อย่างงั้นหรือ ข้าก็หลงลืมๆ” ฮูหยินเฒ่าหัวเราะออกมา แต่ดวงตากลับไม่ยิ้ม พลันสายตามองเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง ตาฝ้าฟางเบิกโพลง พึมพำออกมาเบาๆ “จ้าวเหว่ย” น้ำตาคลอเต็มไปทั้งหน่วย เห็นนางอีกแล้ว จ้า
บทที่13ร่างสูงก้าวเดินออกจากเก๋ง เขาเพิ่งร่วมสนทนากับหยางไท่จงเสร็จ มองดูทิวทัศน์ในสระบัวเพลิน รู้ตัวอีกที่คนอื่นก็หายไปหมดแล้ว เขาจำเป็นต้องมาเข้าร่วมประชุมกับเจ้าเมืองหยางไห่และข้าราชการประจำเมืองทุกอาทิตย์ กองทัพของเขาตั้งอยู่ห่างจากเมืองไม่กี่หลี่ มีทหารตั้งค่ายรักษาการอยู่ 3 หมื่นนาย ตัวเขาเองก็พักอาศัยเฉกเช่นเดียวกับทหารทั้งหมด ไม่ได้มีจวนอาศัยอยู่ภายในเมือง อาศัยหลับนอนในกระโจมใหญ่เท่านั้นแม่ทัพซ่งเวย ปรายตามองสตรีนางหนึ่งเพียงนิด ด้วยความเป็นนักรบ อยู่ในสนามรบมาตั้งแต่เยาว์วัย เพียงมีสายตาจับจองเพียงนิดก็รู้สึกได้ สตรีนางนั้นยืนจ้องมองเขาราวกับตกอยู่ในพวัง แต่เขาไม่หลงกลตื้อเขินของหยางไท่จงหรอกเพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่เขาตัดสินใจนำทหารมาประจำการที่เมืองท่าหยางไห่ หลังจากที่องค์หญิงจ้าวเว่ยสิ้นพระชนม์ เจ้าเมืองเฒ่าผู้นั้นก็นำพาสตรีที่ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับจ้าวเว่ยมาให้ใกล้ชิดกับเขามาตลอด 5 ปี หากให้นับนางคือคนที่ 7 แล้วเขารู้ดีว่าเจ้าเมืองต้องการเกี่ยวดองผูกสัมพันธ์กับเขาดั่งเก่า แต่เป็นเขาเองที่ไม่อาจรับพวกนางเอาไว้ได้ ทุกห้องของหัวใจถูกสะกดเอาไว้
บทที่16นางกำนัลคนสนิทนั่งกอดร่างบางเนื้อตัวสั่นเทาเอาไว้ภายในอ้อมกอด“ชิงชิงข้ากลัว”“อีกไม่ถึงชั่วยามก็จะท่าเรือเมืองหยางไห่แล้วเพค่ะองค์หญิง” นางกำนัลคนสนิทพูดปลอบใจองค์หญิงจ้าวเว่ย ลูบไล้เนื้อตัวเพื่อปลอบโยน อากาศในเวลานี้หนาวเหลือเกิน อีกทั้งหมอกก็ลงหนาจัด ทั้งสี่เดินทางหลบหนีออกมาจากวังหลวงได้เกือบอาทิตย์แล้ว ทั้งเดินเท้า นั่งเกวียนเทียมวัว กว่าจะหาทางลงเรือได้ก็ลำบากไม่น้อยยามอิ๋น (คือ 03.00 – 04.59 น.)เรือลำเล็กกำลังลอยคออยู่นอกฝั่งไม่ไกลมาก ไม่มีใครรู้ว่าภายในเรือลำน้อยนั้นจะมีองค์หญิงสูงศักดิ์และนางกำนัลนั่งอยู่บนเรือ และมีทหารอารักขาเพียง 2 คน ฝีพายอีกไม่กี่คนองค์หญิงจ้าวเว่ยขดตัวอยู่ในเสื้อคลุมฟาง ปลอมตัวแต่งกายเฉกเช่นหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป เหน็บหนาวไปทั้งกายและใจ ภาพเลือดและร่างของนางกำนัลมากมายที่ล้มตายเกลื่อนไปทั้งวังหลวงยังคงติดตาในคืนพระจันทร์สีเลือดเกิดเหตุนองเลือดขึ้นภายในพระราชวัง รัชทายาทนำทหารบุกเข้าวังสังหารฮองเต้และฮองเฮาทหารของรัชทายาทบุกสังหารเหล่านางสนมทุกตำหนัก ไม่เว้นแม้กระทั่งตำหนักขององค์หญิง และองค์ชายที่ยังไม่มีตำหนักภายนอกวังหลวง ทุกคนล้วนถูกสังหารภ
บทที่15“ข้าชอบท่าน ท่านแม่ทัพ” หยางจื่อ เอ่ยบอกเสียงดังฟังชัด นางนั้นรู้ดีว่าเพิ่งเคยพบ และไม่เคยแม้แต่จะคุยกัน เพียงความรู้สึกที่มีต่อบุรุษตรงหน้ามันเอ่อล้นจนต้องเอ่ยออกมาให้เขารับรู้“ข้าไม่เคยพบเจ้ามาก่อน “ ซ่งเว่ยหลงหันกลับมายืนประจันหน้ากับสตรีที่ใจกล้าเอ่ยบอกรักเขา แม้สายตาของนางนั้นจะจริงใจและแน่วแน่ แต่เขารู้ดีว่านางคือคนของหยางไท่จง คงถูกสั่งหรือถูกมอบหมายมาเป็นแน่“ข้าชอบท่านจริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพียงข้าสบตาท่านที่เก๋งเมื่อคราวก่อน ใจข้าก็มีเพียงท่านเท่านั้น”คำพูดของนางทำเอาเขาหวนนึกถึงตัวเอง ตอนที่เจอองค์หญิงจ้าวเว่ยครั้งแรก และสภาพความในใจกับจ้าวเว่ยเขาก็พูดประโยคนี้เช่นกัน นั้นสินะ ความรักไม่มีเหตุผล แต่..“ต่อให้เจ้าชอบข้า แต่ข้ามีคนที่ข้ารักอยู่แล้ว”“ข้ารู้ว่านางคือใครสตรีที่อยู่ในใจท่าน ข้ายังรู้อีกว่านางกับข้ามีใบหน้าคล้ายกัน ท่านอย่าเพิ่งตัดรอนข้าเลย ยิ่งท่านรักมั่นต่อนางเพียงใด ข้ากลับยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวท่านมากเท่านั้น ให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ว่าข้ากับนางนั้นไม่ใช่คนเดียวกัน แค่เปิดใจรับข้า ยังไม่ต้องรักข้าก็ได้แค่อย่าเพิ่งหันหลังเดินหนีจากไป” หยางจื่อพ
บทที่14รอยยิ้มหวานหยดย้อยเต็มดวงหน้า ในดวงตามีน้ำตาคลอหน่วยเล็กน้อย ร่างบางมองบุรุษที่เดินเข้ามาภายในงานชมบุปผาด้วยความดีใจ ราวกับรอวันเวลานี้มาเนิ่นนาน ราวกับรอคนที่เดินทางรอนแรมจากบ้านไปนานได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แทบอยากจะโผทั้งร่างเข้าไปโอบกอดบุรุษคนนั้นเอาไว้แนบกายไม่ให้ห่างหายจากไปไหนอีก ความดีใจที่ได้พบชายหนุ่มฉายออกมาผ่านใบหน้ากระจ่างใสชัดเจน แต่ก็สำนึกได้ว่านางกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้ากันเท่านั้น“แม่ทัพซ่งเชิญนั่ง” เจ้าเมืองผายมือให้ แม่ทัพซ่งเว่ยหลงที่เพิ่งมาถึงงาน หยางไท่จงจัดงานชมบุปผาที่จวนเจ้าเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้หยางจื่อได้ทำความรู้จักกับแม่ทัพ เห็นแววตาวูบไหวแม้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นปฏิกิริยาครั้งแรกที่เขาเห็นจากบุรุษชายชาติทหารคนนี้ ไม่ว่าเขาจะหาหมากตัวใดมาหลอกล่อ ก็ไม่เคยทำให้คนผู้นี้เอนเอียงมาได้ ผู้เฒ่าซ่อนรอยยิ้มกริ่มเอาไว้หยางจื่อเมื่อได้ยินหยางไท่จงเรียกชื่อบุรุษผู้นั้นชัดเจน จึงคลี่ยิ้มส่งให้อย่างเปิดเผย ไม่สนใจว่าคนในงานจะมองว่านางนั้นไร้อย่างอายแต่อย่างใด คนที่นางตกหลุมรักเมื่อแรกพบ กับคนที่หยางไท่จงสั่งให้นางทำให้เขามาสนใจนั้นคือคนเดียวกัน งานนี้ต่อให้ยากแค
บทที่13ร่างสูงก้าวเดินออกจากเก๋ง เขาเพิ่งร่วมสนทนากับหยางไท่จงเสร็จ มองดูทิวทัศน์ในสระบัวเพลิน รู้ตัวอีกที่คนอื่นก็หายไปหมดแล้ว เขาจำเป็นต้องมาเข้าร่วมประชุมกับเจ้าเมืองหยางไห่และข้าราชการประจำเมืองทุกอาทิตย์ กองทัพของเขาตั้งอยู่ห่างจากเมืองไม่กี่หลี่ มีทหารตั้งค่ายรักษาการอยู่ 3 หมื่นนาย ตัวเขาเองก็พักอาศัยเฉกเช่นเดียวกับทหารทั้งหมด ไม่ได้มีจวนอาศัยอยู่ภายในเมือง อาศัยหลับนอนในกระโจมใหญ่เท่านั้นแม่ทัพซ่งเวย ปรายตามองสตรีนางหนึ่งเพียงนิด ด้วยความเป็นนักรบ อยู่ในสนามรบมาตั้งแต่เยาว์วัย เพียงมีสายตาจับจองเพียงนิดก็รู้สึกได้ สตรีนางนั้นยืนจ้องมองเขาราวกับตกอยู่ในพวัง แต่เขาไม่หลงกลตื้อเขินของหยางไท่จงหรอกเพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่เขาตัดสินใจนำทหารมาประจำการที่เมืองท่าหยางไห่ หลังจากที่องค์หญิงจ้าวเว่ยสิ้นพระชนม์ เจ้าเมืองเฒ่าผู้นั้นก็นำพาสตรีที่ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับจ้าวเว่ยมาให้ใกล้ชิดกับเขามาตลอด 5 ปี หากให้นับนางคือคนที่ 7 แล้วเขารู้ดีว่าเจ้าเมืองต้องการเกี่ยวดองผูกสัมพันธ์กับเขาดั่งเก่า แต่เป็นเขาเองที่ไม่อาจรับพวกนางเอาไว้ได้ ทุกห้องของหัวใจถูกสะกดเอาไว้
บทที่12ในที่สุดหยางจื่อก็ได้พบฮูหยินเฒ่า ทั้งที่อายุไล่เลี่ยกันกับแม่เฒ่าม่านม่าน แต่ฮูหยินเฒ่ากลับดูชรากว่ามาก สภาพร่างกายผอมแห้ง นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ริมหน้าต่าง ผมดอกสีดอกเลาถูกผูกด้วยผ้าแถบสีขาวเท่านั้น ไม่ได้หมวยปักปิ่นเขกเช่นฮูหยินตระกูลอื่นๆ“ท่านยายเจ้าค่ะ ข้าชื่อหยางจื่อ ต่อไปนี้จะมาคอยดูแลท่านยายทุกวัน” หยางจื่อเดินเข้าไปใกล้ แต่ฮูหยินเฒ่ากลับไม่แม้แต่ชายตาหันมามอง จึงต้องเอ่ยแนะนำตัว“ฮูหยิน ท่านหันมาดูซักนิดว่าใครมาหาท่าน” แม่เฒ่าม่านม่านน้ำตาคลอ เดินไปข้างแล้วคุกเข้าลง กุมมือเหี่ยวย่นเอาไว้แน่น ฮูหยินเฒ่าตรมใจเหลือกิน อยู่ก็เหมือนไม่อยู่ ฮูหยินเฒ่าปรายตามองเล็กน้อยจำได้ว่าพี่เลี้ยงคนสนิทเพิ่งมาเยี่ยมเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้เหตุใดจึงมาอีก“ม่านม่านเจ้าเพิ่งมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มาอีกแล้วหรือหลานสาวเจ้าไม่บ่นแย่เหรอ”“ฮูหยินข้าน้อยมาเมื่อเดือนก่อนไม่ใช่อาทิตย์ก่อน”“ฮ่าๆ อย่างงั้นหรือ ข้าก็หลงลืมๆ” ฮูหยินเฒ่าหัวเราะออกมา แต่ดวงตากลับไม่ยิ้ม พลันสายตามองเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง ตาฝ้าฟางเบิกโพลง พึมพำออกมาเบาๆ “จ้าวเหว่ย” น้ำตาคลอเต็มไปทั้งหน่วย เห็นนางอีกแล้ว จ้า
บทที่11“ทำไมต้องเป็นข้า” หรือเพราะนางไม่มีญาติพี่น้องหรือครอบครัวงั้นเหรอ“เพราะเจ้ามีใบหน้าคล้ายคู่หมั้นของแม่ทัพซ่ง”“หากข้าทำไม่สำเร็จล่ะ ใจคนมันบังคับกันไม่ได้”อ้อมิน่า นอกจากจะมีใบหน้าคล้ายหลานสาวแล้ว ยังคล้ายคู่หมั้นแม่ทัพด้วย“ข้าก็แค่หาคนอื่นมาทำแทนเจ้า” เจ้าเมืองหยางไห่ยิ้มเหี้ยม น้อยคนหนักที่จะมีคนเห็นใบหน้าในด้านนีเของเขาโอบอ้อมอารี ปกครองเมืองดุจบิดาดูแลบุตร เขาต้องการอำนาจชี้เป็นชี้ตายกองทัพ เขารู้ดีว่าแม่ทัพซ่งสามารถสั่งการกองทัพได้ เพราะอดีตแม่ทัพ บิดาของแม่ทัพซ่งสร้างกองทัพมากับมือ เพียงแต่แท่ทัพซ่งไม่คอดที่จะทำมันมากกว่า เขาจมปลักอยู่กับสตรีที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว เขาก็ไม่คิดว่าแม่ทัพซ่งจะรักมั่นขนาดนี้ บุรุษสามารถรักสตรีได้หลายคน“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” หยางจื่อถามหากทำไม่สำเร็จถอดตัวได้ใช่ไหม“หลานรัก หมากที่ทำงานไม่สำเร็จ ตาจะปล่อยให้มาแวงกัดข้าอย่างนั้นหรือ”“แค่ทำให้ชอบก็พอใช่ไหม” ไม่ได้สินะ เอาว่ะ ไม่ลองไม่รู้ ถ้าไม่ทำก็ตาย ไหนจะแม่เฒ่าที่เคยช่วยเหลือนางอีก“อาทิตย์หน้าข้าจะจัดงานชมดอกไม้ เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน ข้าจะแนะนำว่าเจ้าคือหลานสาวจากตระกูลสายร
บทที่10หยางจื่อตามแม่เฒ่าม่านม่านเข้ามาอยู่ที่จวนของเจ้าเมือง ตลอด 1 เดือน นางไม่เคยพบฮูหยินเฒ่าหรือเจ้าเมืองเลยซักครั้ง กลับถูกกักตัวเอาไว้ภายในเรือนท้ายจวน ไม่ให้พบผู้ใดเลย โดยมีนางกำนัลเก่าแก่ที่เคยอยู่ในวังมาค่อยสอนมารยาทต่างๆ ซึ่งหยางจื่อก็ทำได้ดี ดีจนนางกำนัลไม่รู้จะสอนอะไรแล้ว“คุณหนูหยาง ข้าน้อยไม่มีอะไรจะสอนท่านอีกแล้ว “ นางกำนัลชราถูกจ้างวานให้มาสอนคุณหนูของจวนเจ้าเมืองมาตลอดหลายปี ผ่านการเคี่ยวเข็ญคุณหนูมาหลายคน หยางจื่อคือคนแรกที่นางสอนเพียงครั้งเดียวก็ทำได้ทั้งหมด กริยาดุจดังหงส์ ทวงท่ามิผิดกับองค์หญิงหรือเชื้อพระวงค์ในวังเลยสักนิด“ถ้าอย่างนั้น ข้าคงพบท่านแม่เฒ่าได้แล้าสิน่ะ” หยางจื่อแทบจะจบหมดความอดทนอยู่หลายครั้งไม่ใช่ในเรื่องของการฝึกฝนมารยาท แต่นางรู้สึกเหมือนถูกหลอกมากักขังเอาไว้ ก่อนมาบอกจะให้มาเป็นหลานบุญธรรม แต่พอย่างกายเข้าจวนเจ้าเมืองมากลับถูกขังเอาไว้ท้ายจวน ไม่เคยได้พบใครเลย น้องจากแม่เฒ่าม่านม่านและสาวใช้อีกหนึ่งคนเท่านั้นหากไม่เห็นแต่แม่เฒ่าบอกเลยว่านางคงจะไม่ทนอยู่“เจ้าค่ะ ข้าจะเรียนนายท่านว่าไม่มีอะไรจะสอนคุณหนูแล้ว” นางกำนัลชราค้อมศีรษะ และวออกจากเรือน
บทที่9 ⚠️ Trigger Warning มีเนื้อหาอ่อนไหวทางอารมณ์ยามห้าย (คือ 21.00 – 22.59 น.) แม่เฒ่าม่านม่านเรียก หยางจื่อมาพบที่ห้องนอน วันนี้แม่เฒ่าถูกเจ้าเมืองตามให้ไปคุย แม้เรื่องที่เจ้าเมืองขอร้องนางนั้นจะยาก แต่แม่เฒ่าคิดไตร่ตรองดูแล้ว แม้บางคำพูดของท่านเจ้าเมืองจะสะกิดใจแม่เฒ่า แต่การที่ท่านยื่นข้อเสนอมาทั้งหมดนั้นก็ดีสำหรับหยางจื่อไม่น้อย“ท่านยายมีเรื่องอะไรจะคุยกับข้า” หยางจื่อมานั่งได้ซักพักแล้ว แต่แม่เฒ่าม่านม่านก็ยังไม่ปริปากพูดจึงเอ่ยถามขึ้นมาก่อน“วันนี้ข้าไปพบท่านเจ้าเมืองมา ท่านอยากรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรม”“ห๊า” หยางจื่อตกใจดีดตัวลุกจากเก้าอี้“คนในสมัยนี้รับบุตรบุญธรรมหรือหลานบุญธรรมเป็นเรื่องปกติ ท่านเจ้าเมืองเสียหลานสาวไปเมื่อหลายปีก่อน ฮูหยินเฒ่าของท่านเจ้าเมืองเสียใจมากจนตรมใจ เพราะนางมีหลานสาวสายตรงเพียงคนเดียว พอท่านเจ้าเมืองเห็นเจ้าแล้วก็นึกถึงหลานสาวที่จากไปแล้ว จึงอยากขอให้เจ้าไปช่วยดูแลฮูหยินเฒ่า ข้าก็เห็นว่าเป็นการดีกับตัวเจ้าเอง เจ้าก็ไม่มีใคร อีกทั้งไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้ ข้าหลับตาดูก็รู้ว่าเจ้าไม่เคยทำงานแบบนี้ ไปเป็นหลานเจ้าเมืองเจ้าจะสุขสบาย” แม่เฒ่าม่านม่านพย
บทที่8หยางจื่อช่วยม่านเจียวทำงานอยู่ที่ร้านเต้าหู้ แม้จะไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากแม่เฒ่าไปด้วย แต่แปลกที่นางกลับมีความสุขกว่าการใช้ชีวิตอย่างคุณหนูที่เกาะกับครอบครัว“เจ้ายิ้มหน่อยเถอะ แม้เจ้าจะมีใบหน้างดงามเพียงใดแต่ถ้าหากไม่ยิ้มแย้มเลยก็ไม่มีใครชอบเจ้าหรอกนะ” ม่านเจียวตักเต้าหู้ใส่ถ้วยยื่นให้ลูกค้า ตั้งแต่หยางจื่อมาช่วยงานที่ร้าน ลูกค้าหนุ่มๆ ที่มานั่งทานเต้าหู้ที่ร้านก็มีมากขึ้น แต่นางกลับไม่เคยยิ้มหรือชายตาให้ชายใดเลย อีกไม่นานคนก็คงเลิกเห่อใบหน้างามแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้มของนาง“หน้าข้าก็เป็นแบบนี้ล่ะ ข้าไม่เห็นมีความจำเป็นต้องยิ้มหวานให้บุรุษที่ข้าไม่ชอบ” นางมีหน้าที่เก็บล้างและช่วยทำเต้าหู้ งานก็หนักมากเรียกว่าเกินกำลังคุณหนูแบบนางไปมากโข แล้วยังจะให้มานั่งปั้นหน้ายิ้มอีกคงทำไม่ได้และไม่เคยทำและจะไม่ทำด้วยม่านเจียวพรูลมหายใจ สั่งให้หยางจื่อทำอะไร นางทำโดยไม่อิดออด ท่าทางเงอะงะมือบางอ่อนนุ่มนิ่มดูก็รู้ว่าไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามช่วยงานในร้านทุกอย่าง การให้นางยิ้มมันกลายไปเป็นเรื่องยากไปซะอย่างงั้น