บทที่2
“ถามจริงเถอะ อยากโดนไล่ออกหรือไง” เสียงดังมาจากด้านหลัง นาเดียหรี่ตามอง ผู้จัดการโรงแรม และพนักงานหลายคนที่ยืนอยู่หน้าฟ้อนท์ของโรงแรม กวาดตามองทีล่ะคนอย่างช้าๆ และใจเย็น
“คุณนาเดีย!” พนักงานทุกคนหันมามองตามเสียง พอรู้ว่าเป็นใครก็ประสานเสียงอุทานออกมาเสียงดัง
“คุณพัดเชิญไปคุยที่ห้องเดียนะคะ เดี๋ยวนี้!” เสียงแหวดังไม่สนใจหน้าอินหน้าพรหมไม่สนใจหน้าไหนทั้งนั้นตอนนี้เรียกผู้จัดการโรงแรมให้ตามไปพบที่ห้องทำงานทันที หมุนตัวหน้าเชิด เดินฉับๆ ตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปห้องทำงานของตัวเอง
“พี่พัด ทำไงดี นางมารร้ายองค์ลงแล้ว”
“ตายแน่งานนี้ แม่งซวยซิบหาย ไหนแกบอกว่าวันนี้ยัยนาเดียไม่เข้ามาไง” พัดชาหันไปต่อว่าพนักงานรุ่นน้อง
“ก็เมื่อวานคุณเดียบอกเมย์ว่าวันนี้จะอ่านหนังสือสอบ ไม่เข้ามาจริงๆ นะพี่” เมย์รีบแก้ตัว เธอถามคุณนาเดียแล้วจริงว่าเธอจะเข้ามาวันไหนบ้าง
“ทำไงดีพี่พัด”
“เออเดี๋ยวพี่เข้าไปคุยเอง พวกแกทำงานต่อไปแล้วกัน” พัดพรูลมหายใจยาวเหยียด รีบเดินเข้าไปลิฟต์
ก๊อกๆ
“เชิญค่ะ” นาเดียหมุดเก้าอี้หันหน้าตรงมายังประตูทางเข้า
“คุณนาเดียเรียกพี่ มีงานอะไรสั่งพี่หรือเปล่าค่ะ” พัดทำใจดีสู้เสือ
“พี่ทำอะไรรู้อยู่แก่ใจดี”
“พี่ทำอะไร พี่ยืนสั่งงานน้องๆ อยู่หน้าฟ้อนท์ คุณนาเดียก็ตามพี่มาคุย” พัดตีหน้าซื่อ
“เดียว่าเราคงทำงานร่วมกันไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ขนาดเดียจับได้คาหนังคาเขาพี่ยังไม่ยอมรับ แล้วที่เดียยังจับไม่ได้ไม่มีหลักฐานอีกหลายอย่าง พี่คงจะไม่ยอมรับ”
“น้องเดีย ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ พี่ทำงานให้คุณหยางเว่ยมาเกือบ 10 ปี ทำมาก่อนน้องเดียมานั่งบริหารด้วยซ้ำ พี่รู้ว่าน้องเดียถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ ใครขัดใจก็ไล่ออก แต่พี่ไม่ยอมออกง่ายๆ หรอกนะคะ”
“เฮ้อ พวกพนักงานชอบนินทาว่าเดียใจร้ายบ้างล่ะ ไม่มีเหตุผลบางล่ะ แต่เคยมองความผิดตัวเองบ้างไหม ว่าทำไมถึงถูกเดียไล่ออก ล่าสุดพนักงานถือกระเป๋า รับจ๊อบนอก พาลูกค้านั่งเรือออกจากเกาะ โดยหลอกว่าเป็นแพคเกจหนึ่งของโรงแรมมีประกันภัยคุ้มครองลูกค้าจึงซื้อทริปด้วย ไม่รู้ไปทำอิท่าไหนลูกค้าประสบอุบัติเหตุ ลูกค้าต้องการเบิกค่ารักษาพยาบาลกับทางเราเพราะพนักงานเราพาเขาไป ทำมานานไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเกิดอุบัติเหตุได้ พอความแตกเดียต้องเก็บพนักงานแบบนี้ไว้เหรอค่ะ เข้าใจว่าเป็นญาติกับพี่พัด พี่พัดเลยอาจจะโกรธแทนที่ญาติอยู่ๆ ก็ตกงาน” ใช่ตั้งแต่เธอมาช่วยงานที่โรงแรมพนักงานถูกไล่ออกหลายคน แต่เธอไม่ได้ไล่ออกเพราะอารมณ์ เธอมีเหตุผลทุกครั้ง แต่พนักงานส่วนใหญ่ที่ทำงานมานานล้วนเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงกัน เลยมักจะเห็นอกเห็นใจ ฟังความแต่ฝั่งพวกตัวเอง
“น้องมันมีครอบครัวต้องดูแล ต้องใช้เงินจำนวนมากเลยหลงผิดไปบ้าง หากสำนึกผิดควรจะให้โอกาสไม่ใช่ไล่ออก” พัดยังคงแก้ตัวช่วยญาติตนเอง
“ใช้เงินจำนวนมากในบ่อนมากกว่า พี่พัดอย่าคิดว่าเดียโง่นักเลย ก่อนเดียจะไล่ออกเดียสืบมาหมดทุกอย่างแล้ว พักเรื่องคนอื่นไว้เท่านี้เถอะ มาคุยเรื่องของพี่ดีกว่า”
“พี่ยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิดค่ะ”
“เดียได้ยินพี่คุยกับลูกค้าเมื่อกี้ ลูกค้าไม่ได้จองห้องพัก แต่พี่กลับหาห้องพักให้เขาได้ เดียเปิดดูหลังบ้านเมื่อกี้ ในตารางการจองห้องพักของเราเต็มไปถึงปีหน้า และไม่มีลูกค้าคนไหนยกเลิก พี่ใช้เวทมนต์บทไหนหาห้องพักให้ลูกค้ารายเมื่อกี้ได้ค่ะ”
พัดชากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ เธอมักจะรับเงินจากลูกค้าที่วอคอินเข้ามาและหาห้องพักให้ พอเรียบร้อยก็จะโทรไปยกเลิกกับลูกค้าที่จองเอาไว้ คืนเงินค่าจองและให้บัตรส่วนลดซึ่งเป็นบัตรก็อยู่ในโคต้าที่ผู้จัดการอย่างเธอมีไว้แจกลูกค้าหรือสมนาคุณกับลูกค้าที่มาพัก เท่ากับเธอไม่เสียอะไร มีแต่ได้
“ลูกค้าโทรมายกเลิกเมื่อเช้าค่ะ พี่วุ่นๆ ลืมแก้ไขในระบบหลังบ้าน”
นาเดียพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด บิดริมฝีบางสีแดงสดเย้ยหยัน ‘คิดได้แค่นี้เหรอ’
“ขอชื่อและเบอร์โทรศัพท์ลูกค้าที่โทรมายกเลิกด้วยค่ะ เดียอยากทราบฟีดแบคจากลูกค้าว่าจองโรงแรมของเราล่วงหน้าถึง 3 เดือน ทำไมอยู่ๆ ถึงได้ยกเลิก ลูกค้ามีปัญหาอะไร หรือทางโรงแรมมีอะไรขาดตกบกพร่องที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจ”
“พี่…” พัดชาอึดอักคิดคำแก้ตัวไม่ออก น้ำตาคลอเจียนจะไหล คงถูกไล่ออกดังที่นาเดียลั่นวาจาก่อนที่จะเรียกเธอให้มาพบ
“เดียให้โอกาสพี่พัดครั้งนี้ครั้งสุดท้าย หวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เชิญออกไปได้แล้วค่ะ”
“ขอบคุณค่ะน้องเดีย ขอบคุณค่ะ พี่จะไม่ทำอีกแล้ว” รีบระล่ำระลักขอโทษขอโพยไปพรางขอบคุณไปพราง ก่อนจะออกจากห้องไป
ที่นาเดียยกโทษให้เพราะเป็นการจับได้คาหนังคาเขาครั้งแรก และอีกฝ่ายก็เป็นตัวตั้งตัวตีใหญ่ของพนักงานเกือบทั้งโรงแรม หากความผิดไม่หนักหนาจริงๆ เธอก็ยังไม่อยากไล่ออก เพียงเรียกมาตักเตือนเท่านั้น หากมีครั้งต่อไปคงไม่เก็บเอาไว้อีก
แต่รางวัลผู้นำที่ดีไม่มีอยู่จริง หลังจากพัดชาออกมาจากห้องทำงานของนาเดีย ก็ด่านาเดียซะไม่มีดี
“มึง แม่งจะไล่กูออกด้วยเรื่องแค่นี้ โถ่แต่สุดท้ายก็ไม่แน่จริง เพราะยังไงก็หาคนมาแทนคนทำงานเก่งอย่างกูไม่ได้หรอก ประสบการณ์บริหารงานอะไรก็ไม่มีเรียนก็ยังไม่จบ ถ้าไม่มีใช่ลูกเจ้าของมีเหรอจะได้มานั่งชูคอตำแหน่งรองประธาน” พัดชาลงมาถึงด้านล่างก็เปิดปากด่าเจ้านายทันที
“จริงพี่ เอะอะไล่ออกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เอง ดีที่วันนี้พี่พัดอยู่ ถ้าหนูเป็นคนรับเงินลูกค้า โดนยัยมารร้ายนั้นไล่ออกทันทีแน่”
สามสาวพนักงานหน้าฟ้อนท์สุมหัวนินทาลูกสาวเจ้าของโรงแรมอย่างเช่นทุกวัน ไม่มีใครชอบนาเดียเพราะใบหน้าที่เชิดๆไม่เคยยิ้ม และข่าวความร้ายกาจของนาเดีย ก็มาจากฝีมือของสามสาวนั้นเอง
บทที่3“อาจื่อ ทำไมไม่ไล่คุณพัดออกไปเลย ในเมื่อหนูก็เห็นเต็มสองตาว่าคุณพัดทุจริต”นาเดียเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ป๊ากับม๊าฟัง เธอไม่เคยมีอะไรปิดบังพวกเขาทั้งสองคน“เดียอยากให้โอกาสพี่พัดค่ะ” รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏที่ริมฝีปาก แม้จะยิ้ม แต่แววตาไม่เคยยิ้มเลย“ปวดหัวอีกแล้วเหรอลูก” หยางเหม่ย เห็นสีหน้าและแววตาลูกสาวก็รีบ เอามือทาบหน้าผากมนของนาเดีย กวักมือเรียกให่พี่เลี้ยงไปหยิบยาแก้ปวดหัวมาให้“เดียหยุดกินยาค่ะม๊า อาทิตย์หน้าเดียมีสอบ” นาเดียต้องกินยารักษาโรคซึมเศร้าตลอด แต่ช่วงนี้เธอหยุดกินเพราะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย อีกไม่มีวันก็จะสอบแล้ว ไหนจะมีเรื่องของพนักงานวันนี้อีก เลยทำให้ปวดหัว“เรียนไม่จบ สอบไม่ได้ก็ชั่งมัน สมบัติป๊ามีให้ลูกสาวคนเดียวใช้ได้อีกสิบชาติ”“ป๊าาาา เดียอยากเรียนให้จบ อย่างน้อยๆ ก็ปริญญาตรี พนักงานจะได้นับถือเดียขึ้นอีกซักนิด” เธอรู้ว่าสกิวการเข้าถึงคนของเธอ มีผลทำให้พนักงานไม่ชิบเธอ และไม่นับถือเธอว่าเป็นเจ้านาย ด้วย้พราะเธอนั้นยังเด็กและเรียนยังไม่จบนั้นเอง“ใครไม่นับถือลูกสาวม๊าก็ไล่มันออกไปเลย มีอย่างที่ไหนมาทำงานกับเราแต่ไม่นับถือเจ้านายเปิดรับสมัครใหม่เลยที่พักฟ
บทที่4หลังจากสอบเสร็จเรียบร้อย นาเดียก็พาพี่เลี้ยงไปช๊อปปิ้งซื้อของใช้มากมาย บอดี้การ์ดที่ตามมาอีกสองคนช่วยถือจนล้นมือ กว่าจะขนขึ้นเรือได้ เล่นเอาผู้ชายตัวโตสองคนลิ้นห้อย ให้ฝึกต่อสู้ยิงปืนยังไม่เหนื่อยเท่ากับเดินตามผู้หญิงช๊อปปิ้งนาเดียรีบขึ้นเรือ เธอซื้อของใช้มากมายตุนไว้สำหรับ 3-4เดือนเลยทีเดียว เพราะสอบคราวนี้คือการสอบครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะได้เข้าเมืองอีก เธอไม่ชอบอยู่ในเมืองที่มีแสงสีเสียงมากมาย รู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ของเธอไม่ใช่โลกที่เธอควรจะอยู่ สงสัยจะอยู่บนเกาะ อยู่กับธรรมชาติมากจนเกินไปนาเดียนั่งเรือเรือยอร์ชกลับไปยังเกาะ ร่างบางนั่งอยู่ท้ายเรือชมวิวท้องทะเลสีฟ้าอ่อนที่สะท้อนสีของท้องฟ้าแต่อยู่ๆ ผมของเธอก็ชี้ตั้งราวกับไฟฟ้าสถิต ผมยาวชี้ออกไปคนละทิศคนละทาง เพียงแค่อึดใจเดียว แสงสีขาวก็สว่างวาปจนตาพร่าร่างบางนั่งมองสีฟ้าของทะเลที่ทอดไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา เธอหมดแรงนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่พระอาทิตย์ตรงกับศีรษะจนตอนนี้พระอาทิตย์คล้อยต่ำ เธอฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนชายหาดเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าตัวเองมาเกยตื้นบนหาดได้อย่างไร สลบไสลไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เร
บทที่5นาเดียอาศัยอยู่ในกระท่อมกับหญิงชรามาหลายวันแล้ว ฝนตกเกือบทุกวัน จึงยังไม่สามารถเดินเข้าเมืองไปได้ อีกทั้งเธอก็ไม่กล้าเดินไกลออกจากกระท่อมมากนัก เพราะกลัวหลงทาง แม่เฒ่าม่านม่านคือที่พึ่งเดียวของเธอในตอนนี้ ‘ป๊าม๊า เมื่อไหร่จะหาเดียเจอ’ ผ่านมาหลายวันแล้วก็ไม่มี เฮลิคอปเตอร์บินค้นหาหรือป๊าม๊าคิดว่าเธอเสียชีวิตแล้ว“แม่เฒ่าเดินเข้าหมู่บ้านหรือในเมืองไกลไหมคะ” นาเดียตัดสินใจถาม เริ่มร้อนใจกลัวทุกคนจะคิดว่าเธอตายแล้วและหยุดการค้นหา“หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดก็เดินเท้า 1 ชั่วยาม หากจะเข้าเมืองก็เดินเท้า 2 ชั่วยาม” หญิงชราล่ะมือจากกอป่านที่กำลังปั่นเป็นเชือกเอาไว้สานเสื้อกันฝน หันมาตอบหญิงสาวที่เธอช่วยมาจากชายหาด“ชั่วยาม? แม่เฒ่า เมืองที่ว่าชื่อเมืองอะไรคะ” นาเดียรู้สึกแปลกในคำแทนเวลาของหญิงชรา แม้ตอนแรกจะแปลกใจที่หญิงชราพูดภาษาจีน ก็เพียงคิดว่าคงเป็นคนรุ่นเก่าแก่ของเกาะ ต้นตระกูลเดินทางจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่เกาะแบบเธอและครอบครัว ยังใช่ภาษาของบรรพบุรุษในการสื่อสาร แม้เสื้อผ้าจะแปลก แต่เธอก็เพียงคิดว่าในเกาะห่างไกล นาเดียมีเพียงชุดที่ติดตัวมากับสร้อยคอที่สวมใส่เท่านั้น มีเสื้อผ้าที่แม่เ
บทที่6นาเดีย นอนลืมตาตื่นมาบนแคร่ไม้เก่าๆ มีเพียงฟูกบางๆ ปูทับ เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องราวที่ผ่านมาเธอนั้นไม่ได้ฝันไป เธอหลุดมาอยู่ในโลกอดีต นัยต์ตาหวานไหวระริกน้ำตาคลอไปทั้งหน่วย ตอนที่ประสบอุบัติเหตุฟื้นตื่นขึ้นมาแม้จะจำอะไรไม่ได้ แต่ก็ยังมีป๊าและม๊าค่อยอยู่ข้างๆ แต่คราวนี้กลับตื่นขึ้นมาโพล่ที่ไหนก็ไม่รู้ ตัวคนเดียวไม่มีใครเลย ไม่รู้เกิดจากสาเหตุอะไรทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ เพราะสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา หรือเกิดเหตุลึกลับตอนที่ฟ้าผ่า ตัวเธอเองทำได้เพียงคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ร่างบางลุกขึ้นจากเตียง เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่นิดตัวมา วิ่งออกจากกระท่อมหลังน้องมุ่งตรงไปยังทิศทางที่คิดว่าน่าจะสามารถนำเธอไปยังชายหาดได้เธอวิ่งตรงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มองเห็นสีฟ้าจากน้ำทะเล“แล้วจะกลับไปโลกเดิมได้ยังไง พี่ๆ คนอื่นหลุดมาแบบเดียหรือเปล่า” นาเดียพึมพำกับตัวเอง เดินลุยทรายสีขาวจนไปถึงน้ำทะเล คลื่นซัดกระทบจ้อเท้านวลลออ เธอไม่คิดจะเดินลุยออกไปไกลกว่านี้ เพราะนังรักตัวกลัวตายอยู่ ต่อให้เสี่ยงเดินออกไปก็คงหากทางกลับโลกเดิมไม่ได้ เผลอตะจมหน้ำทะเลตายซะก่อน“กลับไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับหรอก” แม่เฒ่าม่านม่าน เดิ
บทที่7ม่านเจียวรับปากว่าจะให้หยางจื่ออาศัยและทำงานด้วย แต่ท่านยายต้องมาอยู่กับนางที่ร้านเต้าหู้ด้วย ไม่ใช่นั้นนางก็จะไม่รับหยางจื่อ ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ม่านเจียวไม่อยากให้ท่านยายอยู่คนเดียวในป่าในเขาห่างไกลผู้คนแบบนั้น ที่ผ่านมาไม่ว่าจะตื้อเท่าไรคนแก่หัวรั้นก็ไม่ยอม แต่วันนี้กลับยอมง่ายๆ เพียงเพราะอยากให้นางรับหญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นไว้ แต่เมื่อพบหยางจื่อ แม้นัยน์ตาหงส์นั้นจะดูเย่อหยิ่งแต่ม่านเจียวกลับรู้สึกถูกชะตานางอยู่ไม่น้อย“เจ้าอายุเท่าไหร่” ฮูหยินร้านขายเต้าหู้เอ่ยถาม“ข้าชื่อหยางจื่อ ปีนี้อายุ 25”“ข้าอายุมากว่าเจ้า 3 ปี เรียกข้าพี่เจียวเจียวก็แล้วกันท่านยายบอกข้าแล้วว่าเจ้าตัวคนเดียวพลัดหลงจากครอบครัวหากคิดจะมาอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยงานที่ร้าน”“ขอบคุณพี่เจียวเจียวที่ช่วยเหลือ” นาเดียน้ำตารื้อ ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ยังมีคนช่วยเหลือให้ที่พักพิงเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่กำยำยืนอยู่ที่ริมหน้าผา ผิวสีน้ำตาลแดงบ่งบอกว่าคนผู้นี้ใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นเวลามาหลายปี หรืออาจจะทั้งชีวิตก็ว่าได้ แม่ทัพซ่งเวยหลง ทอดสายตามองพื้นทะเลเบื้องล่า เขาจะมายืนที่ริมหน้าผาแหง่นี้ทุกปี ข้างๆ กันนี้ค
บทที่8หยางจื่อช่วยม่านเจียวทำงานอยู่ที่ร้านเต้าหู้ แม้จะไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากแม่เฒ่าไปด้วย แต่แปลกที่นางกลับมีความสุขกว่าการใช้ชีวิตอย่างคุณหนูที่เกาะกับครอบครัว“เจ้ายิ้มหน่อยเถอะ แม้เจ้าจะมีใบหน้างดงามเพียงใดแต่ถ้าหากไม่ยิ้มแย้มเลยก็ไม่มีใครชอบเจ้าหรอกนะ” ม่านเจียวตักเต้าหู้ใส่ถ้วยยื่นให้ลูกค้า ตั้งแต่หยางจื่อมาช่วยงานที่ร้าน ลูกค้าหนุ่มๆ ที่มานั่งทานเต้าหู้ที่ร้านก็มีมากขึ้น แต่นางกลับไม่เคยยิ้มหรือชายตาให้ชายใดเลย อีกไม่นานคนก็คงเลิกเห่อใบหน้างามแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้มของนาง“หน้าข้าก็เป็นแบบนี้ล่ะ ข้าไม่เห็นมีความจำเป็นต้องยิ้มหวานให้บุรุษที่ข้าไม่ชอบ” นางมีหน้าที่เก็บล้างและช่วยทำเต้าหู้ งานก็หนักมากเรียกว่าเกินกำลังคุณหนูแบบนางไปมากโข แล้วยังจะให้มานั่งปั้นหน้ายิ้มอีกคงทำไม่ได้และไม่เคยทำและจะไม่ทำด้วยม่านเจียวพรูลมหายใจ สั่งให้หยางจื่อทำอะไร นางทำโดยไม่อิดออด ท่าทางเงอะงะมือบางอ่อนนุ่มนิ่มดูก็รู้ว่าไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามช่วยงานในร้านทุกอย่าง การให้นางยิ้มมันกลายไปเป็นเรื่องยากไปซะอย่างงั้น
บทที่9 ⚠️ Trigger Warning มีเนื้อหาอ่อนไหวทางอารมณ์ยามห้าย (คือ 21.00 – 22.59 น.) แม่เฒ่าม่านม่านเรียก หยางจื่อมาพบที่ห้องนอน วันนี้แม่เฒ่าถูกเจ้าเมืองตามให้ไปคุย แม้เรื่องที่เจ้าเมืองขอร้องนางนั้นจะยาก แต่แม่เฒ่าคิดไตร่ตรองดูแล้ว แม้บางคำพูดของท่านเจ้าเมืองจะสะกิดใจแม่เฒ่า แต่การที่ท่านยื่นข้อเสนอมาทั้งหมดนั้นก็ดีสำหรับหยางจื่อไม่น้อย“ท่านยายมีเรื่องอะไรจะคุยกับข้า” หยางจื่อมานั่งได้ซักพักแล้ว แต่แม่เฒ่าม่านม่านก็ยังไม่ปริปากพูดจึงเอ่ยถามขึ้นมาก่อน“วันนี้ข้าไปพบท่านเจ้าเมืองมา ท่านอยากรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรม”“ห๊า” หยางจื่อตกใจดีดตัวลุกจากเก้าอี้“คนในสมัยนี้รับบุตรบุญธรรมหรือหลานบุญธรรมเป็นเรื่องปกติ ท่านเจ้าเมืองเสียหลานสาวไปเมื่อหลายปีก่อน ฮูหยินเฒ่าของท่านเจ้าเมืองเสียใจมากจนตรมใจ เพราะนางมีหลานสาวสายตรงเพียงคนเดียว พอท่านเจ้าเมืองเห็นเจ้าแล้วก็นึกถึงหลานสาวที่จากไปแล้ว จึงอยากขอให้เจ้าไปช่วยดูแลฮูหยินเฒ่า ข้าก็เห็นว่าเป็นการดีกับตัวเจ้าเอง เจ้าก็ไม่มีใคร อีกทั้งไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้ ข้าหลับตาดูก็รู้ว่าเจ้าไม่เคยทำงานแบบนี้ ไปเป็นหลานเจ้าเมืองเจ้าจะสุขสบาย” แม่เฒ่าม่านม่านพย
บทที่10หยางจื่อตามแม่เฒ่าม่านม่านเข้ามาอยู่ที่จวนของเจ้าเมือง ตลอด 1 เดือน นางไม่เคยพบฮูหยินเฒ่าหรือเจ้าเมืองเลยซักครั้ง กลับถูกกักตัวเอาไว้ภายในเรือนท้ายจวน ไม่ให้พบผู้ใดเลย โดยมีนางกำนัลเก่าแก่ที่เคยอยู่ในวังมาค่อยสอนมารยาทต่างๆ ซึ่งหยางจื่อก็ทำได้ดี ดีจนนางกำนัลไม่รู้จะสอนอะไรแล้ว“คุณหนูหยาง ข้าน้อยไม่มีอะไรจะสอนท่านอีกแล้ว “ นางกำนัลชราถูกจ้างวานให้มาสอนคุณหนูของจวนเจ้าเมืองมาตลอดหลายปี ผ่านการเคี่ยวเข็ญคุณหนูมาหลายคน หยางจื่อคือคนแรกที่นางสอนเพียงครั้งเดียวก็ทำได้ทั้งหมด กริยาดุจดังหงส์ ทวงท่ามิผิดกับองค์หญิงหรือเชื้อพระวงค์ในวังเลยสักนิด“ถ้าอย่างนั้น ข้าคงพบท่านแม่เฒ่าได้แล้าสิน่ะ” หยางจื่อแทบจะจบหมดความอดทนอยู่หลายครั้งไม่ใช่ในเรื่องของการฝึกฝนมารยาท แต่นางรู้สึกเหมือนถูกหลอกมากักขังเอาไว้ ก่อนมาบอกจะให้มาเป็นหลานบุญธรรม แต่พอย่างกายเข้าจวนเจ้าเมืองมากลับถูกขังเอาไว้ท้ายจวน ไม่เคยได้พบใครเลย น้องจากแม่เฒ่าม่านม่านและสาวใช้อีกหนึ่งคนเท่านั้นหากไม่เห็นแต่แม่เฒ่าบอกเลยว่านางคงจะไม่ทนอยู่“เจ้าค่ะ ข้าจะเรียนนายท่านว่าไม่มีอะไรจะสอนคุณหนูแล้ว” นางกำนัลชราค้อมศีรษะ และวออกจากเรือน
บทที่16นางกำนัลคนสนิทนั่งกอดร่างบางเนื้อตัวสั่นเทาเอาไว้ภายในอ้อมกอด“ชิงชิงข้ากลัว”“อีกไม่ถึงชั่วยามก็จะท่าเรือเมืองหยางไห่แล้วเพค่ะองค์หญิง” นางกำนัลคนสนิทพูดปลอบใจองค์หญิงจ้าวเว่ย ลูบไล้เนื้อตัวเพื่อปลอบโยน อากาศในเวลานี้หนาวเหลือเกิน อีกทั้งหมอกก็ลงหนาจัด ทั้งสี่เดินทางหลบหนีออกมาจากวังหลวงได้เกือบอาทิตย์แล้ว ทั้งเดินเท้า นั่งเกวียนเทียมวัว กว่าจะหาทางลงเรือได้ก็ลำบากไม่น้อยยามอิ๋น (คือ 03.00 – 04.59 น.)เรือลำเล็กกำลังลอยคออยู่นอกฝั่งไม่ไกลมาก ไม่มีใครรู้ว่าภายในเรือลำน้อยนั้นจะมีองค์หญิงสูงศักดิ์และนางกำนัลนั่งอยู่บนเรือ และมีทหารอารักขาเพียง 2 คน ฝีพายอีกไม่กี่คนองค์หญิงจ้าวเว่ยขดตัวอยู่ในเสื้อคลุมฟาง ปลอมตัวแต่งกายเฉกเช่นหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป เหน็บหนาวไปทั้งกายและใจ ภาพเลือดและร่างของนางกำนัลมากมายที่ล้มตายเกลื่อนไปทั้งวังหลวงยังคงติดตาในคืนพระจันทร์สีเลือดเกิดเหตุนองเลือดขึ้นภายในพระราชวัง รัชทายาทนำทหารบุกเข้าวังสังหารฮองเต้และฮองเฮาทหารของรัชทายาทบุกสังหารเหล่านางสนมทุกตำหนัก ไม่เว้นแม้กระทั่งตำหนักขององค์หญิง และองค์ชายที่ยังไม่มีตำหนักภายนอกวังหลวง ทุกคนล้วนถูกสังหารภ
บทที่15“ข้าชอบท่าน ท่านแม่ทัพ” หยางจื่อ เอ่ยบอกเสียงดังฟังชัด นางนั้นรู้ดีว่าเพิ่งเคยพบ และไม่เคยแม้แต่จะคุยกัน เพียงความรู้สึกที่มีต่อบุรุษตรงหน้ามันเอ่อล้นจนต้องเอ่ยออกมาให้เขารับรู้“ข้าไม่เคยพบเจ้ามาก่อน “ ซ่งเว่ยหลงหันกลับมายืนประจันหน้ากับสตรีที่ใจกล้าเอ่ยบอกรักเขา แม้สายตาของนางนั้นจะจริงใจและแน่วแน่ แต่เขารู้ดีว่านางคือคนของหยางไท่จง คงถูกสั่งหรือถูกมอบหมายมาเป็นแน่“ข้าชอบท่านจริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพียงข้าสบตาท่านที่เก๋งเมื่อคราวก่อน ใจข้าก็มีเพียงท่านเท่านั้น”คำพูดของนางทำเอาเขาหวนนึกถึงตัวเอง ตอนที่เจอองค์หญิงจ้าวเว่ยครั้งแรก และสภาพความในใจกับจ้าวเว่ยเขาก็พูดประโยคนี้เช่นกัน นั้นสินะ ความรักไม่มีเหตุผล แต่..“ต่อให้เจ้าชอบข้า แต่ข้ามีคนที่ข้ารักอยู่แล้ว”“ข้ารู้ว่านางคือใครสตรีที่อยู่ในใจท่าน ข้ายังรู้อีกว่านางกับข้ามีใบหน้าคล้ายกัน ท่านอย่าเพิ่งตัดรอนข้าเลย ยิ่งท่านรักมั่นต่อนางเพียงใด ข้ากลับยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวท่านมากเท่านั้น ให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ว่าข้ากับนางนั้นไม่ใช่คนเดียวกัน แค่เปิดใจรับข้า ยังไม่ต้องรักข้าก็ได้แค่อย่าเพิ่งหันหลังเดินหนีจากไป” หยางจื่อพ
บทที่14รอยยิ้มหวานหยดย้อยเต็มดวงหน้า ในดวงตามีน้ำตาคลอหน่วยเล็กน้อย ร่างบางมองบุรุษที่เดินเข้ามาภายในงานชมบุปผาด้วยความดีใจ ราวกับรอวันเวลานี้มาเนิ่นนาน ราวกับรอคนที่เดินทางรอนแรมจากบ้านไปนานได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แทบอยากจะโผทั้งร่างเข้าไปโอบกอดบุรุษคนนั้นเอาไว้แนบกายไม่ให้ห่างหายจากไปไหนอีก ความดีใจที่ได้พบชายหนุ่มฉายออกมาผ่านใบหน้ากระจ่างใสชัดเจน แต่ก็สำนึกได้ว่านางกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้ากันเท่านั้น“แม่ทัพซ่งเชิญนั่ง” เจ้าเมืองผายมือให้ แม่ทัพซ่งเว่ยหลงที่เพิ่งมาถึงงาน หยางไท่จงจัดงานชมบุปผาที่จวนเจ้าเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้หยางจื่อได้ทำความรู้จักกับแม่ทัพ เห็นแววตาวูบไหวแม้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นปฏิกิริยาครั้งแรกที่เขาเห็นจากบุรุษชายชาติทหารคนนี้ ไม่ว่าเขาจะหาหมากตัวใดมาหลอกล่อ ก็ไม่เคยทำให้คนผู้นี้เอนเอียงมาได้ ผู้เฒ่าซ่อนรอยยิ้มกริ่มเอาไว้หยางจื่อเมื่อได้ยินหยางไท่จงเรียกชื่อบุรุษผู้นั้นชัดเจน จึงคลี่ยิ้มส่งให้อย่างเปิดเผย ไม่สนใจว่าคนในงานจะมองว่านางนั้นไร้อย่างอายแต่อย่างใด คนที่นางตกหลุมรักเมื่อแรกพบ กับคนที่หยางไท่จงสั่งให้นางทำให้เขามาสนใจนั้นคือคนเดียวกัน งานนี้ต่อให้ยากแค
บทที่13ร่างสูงก้าวเดินออกจากเก๋ง เขาเพิ่งร่วมสนทนากับหยางไท่จงเสร็จ มองดูทิวทัศน์ในสระบัวเพลิน รู้ตัวอีกที่คนอื่นก็หายไปหมดแล้ว เขาจำเป็นต้องมาเข้าร่วมประชุมกับเจ้าเมืองหยางไห่และข้าราชการประจำเมืองทุกอาทิตย์ กองทัพของเขาตั้งอยู่ห่างจากเมืองไม่กี่หลี่ มีทหารตั้งค่ายรักษาการอยู่ 3 หมื่นนาย ตัวเขาเองก็พักอาศัยเฉกเช่นเดียวกับทหารทั้งหมด ไม่ได้มีจวนอาศัยอยู่ภายในเมือง อาศัยหลับนอนในกระโจมใหญ่เท่านั้นแม่ทัพซ่งเวย ปรายตามองสตรีนางหนึ่งเพียงนิด ด้วยความเป็นนักรบ อยู่ในสนามรบมาตั้งแต่เยาว์วัย เพียงมีสายตาจับจองเพียงนิดก็รู้สึกได้ สตรีนางนั้นยืนจ้องมองเขาราวกับตกอยู่ในพวัง แต่เขาไม่หลงกลตื้อเขินของหยางไท่จงหรอกเพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่เขาตัดสินใจนำทหารมาประจำการที่เมืองท่าหยางไห่ หลังจากที่องค์หญิงจ้าวเว่ยสิ้นพระชนม์ เจ้าเมืองเฒ่าผู้นั้นก็นำพาสตรีที่ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับจ้าวเว่ยมาให้ใกล้ชิดกับเขามาตลอด 5 ปี หากให้นับนางคือคนที่ 7 แล้วเขารู้ดีว่าเจ้าเมืองต้องการเกี่ยวดองผูกสัมพันธ์กับเขาดั่งเก่า แต่เป็นเขาเองที่ไม่อาจรับพวกนางเอาไว้ได้ ทุกห้องของหัวใจถูกสะกดเอาไว้
บทที่12ในที่สุดหยางจื่อก็ได้พบฮูหยินเฒ่า ทั้งที่อายุไล่เลี่ยกันกับแม่เฒ่าม่านม่าน แต่ฮูหยินเฒ่ากลับดูชรากว่ามาก สภาพร่างกายผอมแห้ง นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ริมหน้าต่าง ผมดอกสีดอกเลาถูกผูกด้วยผ้าแถบสีขาวเท่านั้น ไม่ได้หมวยปักปิ่นเขกเช่นฮูหยินตระกูลอื่นๆ“ท่านยายเจ้าค่ะ ข้าชื่อหยางจื่อ ต่อไปนี้จะมาคอยดูแลท่านยายทุกวัน” หยางจื่อเดินเข้าไปใกล้ แต่ฮูหยินเฒ่ากลับไม่แม้แต่ชายตาหันมามอง จึงต้องเอ่ยแนะนำตัว“ฮูหยิน ท่านหันมาดูซักนิดว่าใครมาหาท่าน” แม่เฒ่าม่านม่านน้ำตาคลอ เดินไปข้างแล้วคุกเข้าลง กุมมือเหี่ยวย่นเอาไว้แน่น ฮูหยินเฒ่าตรมใจเหลือกิน อยู่ก็เหมือนไม่อยู่ ฮูหยินเฒ่าปรายตามองเล็กน้อยจำได้ว่าพี่เลี้ยงคนสนิทเพิ่งมาเยี่ยมเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้เหตุใดจึงมาอีก“ม่านม่านเจ้าเพิ่งมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มาอีกแล้วหรือหลานสาวเจ้าไม่บ่นแย่เหรอ”“ฮูหยินข้าน้อยมาเมื่อเดือนก่อนไม่ใช่อาทิตย์ก่อน”“ฮ่าๆ อย่างงั้นหรือ ข้าก็หลงลืมๆ” ฮูหยินเฒ่าหัวเราะออกมา แต่ดวงตากลับไม่ยิ้ม พลันสายตามองเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง ตาฝ้าฟางเบิกโพลง พึมพำออกมาเบาๆ “จ้าวเหว่ย” น้ำตาคลอเต็มไปทั้งหน่วย เห็นนางอีกแล้ว จ้า
บทที่11“ทำไมต้องเป็นข้า” หรือเพราะนางไม่มีญาติพี่น้องหรือครอบครัวงั้นเหรอ“เพราะเจ้ามีใบหน้าคล้ายคู่หมั้นของแม่ทัพซ่ง”“หากข้าทำไม่สำเร็จล่ะ ใจคนมันบังคับกันไม่ได้”อ้อมิน่า นอกจากจะมีใบหน้าคล้ายหลานสาวแล้ว ยังคล้ายคู่หมั้นแม่ทัพด้วย“ข้าก็แค่หาคนอื่นมาทำแทนเจ้า” เจ้าเมืองหยางไห่ยิ้มเหี้ยม น้อยคนหนักที่จะมีคนเห็นใบหน้าในด้านนีเของเขาโอบอ้อมอารี ปกครองเมืองดุจบิดาดูแลบุตร เขาต้องการอำนาจชี้เป็นชี้ตายกองทัพ เขารู้ดีว่าแม่ทัพซ่งสามารถสั่งการกองทัพได้ เพราะอดีตแม่ทัพ บิดาของแม่ทัพซ่งสร้างกองทัพมากับมือ เพียงแต่แท่ทัพซ่งไม่คอดที่จะทำมันมากกว่า เขาจมปลักอยู่กับสตรีที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว เขาก็ไม่คิดว่าแม่ทัพซ่งจะรักมั่นขนาดนี้ บุรุษสามารถรักสตรีได้หลายคน“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” หยางจื่อถามหากทำไม่สำเร็จถอดตัวได้ใช่ไหม“หลานรัก หมากที่ทำงานไม่สำเร็จ ตาจะปล่อยให้มาแวงกัดข้าอย่างนั้นหรือ”“แค่ทำให้ชอบก็พอใช่ไหม” ไม่ได้สินะ เอาว่ะ ไม่ลองไม่รู้ ถ้าไม่ทำก็ตาย ไหนจะแม่เฒ่าที่เคยช่วยเหลือนางอีก“อาทิตย์หน้าข้าจะจัดงานชมดอกไม้ เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน ข้าจะแนะนำว่าเจ้าคือหลานสาวจากตระกูลสายร
บทที่10หยางจื่อตามแม่เฒ่าม่านม่านเข้ามาอยู่ที่จวนของเจ้าเมือง ตลอด 1 เดือน นางไม่เคยพบฮูหยินเฒ่าหรือเจ้าเมืองเลยซักครั้ง กลับถูกกักตัวเอาไว้ภายในเรือนท้ายจวน ไม่ให้พบผู้ใดเลย โดยมีนางกำนัลเก่าแก่ที่เคยอยู่ในวังมาค่อยสอนมารยาทต่างๆ ซึ่งหยางจื่อก็ทำได้ดี ดีจนนางกำนัลไม่รู้จะสอนอะไรแล้ว“คุณหนูหยาง ข้าน้อยไม่มีอะไรจะสอนท่านอีกแล้ว “ นางกำนัลชราถูกจ้างวานให้มาสอนคุณหนูของจวนเจ้าเมืองมาตลอดหลายปี ผ่านการเคี่ยวเข็ญคุณหนูมาหลายคน หยางจื่อคือคนแรกที่นางสอนเพียงครั้งเดียวก็ทำได้ทั้งหมด กริยาดุจดังหงส์ ทวงท่ามิผิดกับองค์หญิงหรือเชื้อพระวงค์ในวังเลยสักนิด“ถ้าอย่างนั้น ข้าคงพบท่านแม่เฒ่าได้แล้าสิน่ะ” หยางจื่อแทบจะจบหมดความอดทนอยู่หลายครั้งไม่ใช่ในเรื่องของการฝึกฝนมารยาท แต่นางรู้สึกเหมือนถูกหลอกมากักขังเอาไว้ ก่อนมาบอกจะให้มาเป็นหลานบุญธรรม แต่พอย่างกายเข้าจวนเจ้าเมืองมากลับถูกขังเอาไว้ท้ายจวน ไม่เคยได้พบใครเลย น้องจากแม่เฒ่าม่านม่านและสาวใช้อีกหนึ่งคนเท่านั้นหากไม่เห็นแต่แม่เฒ่าบอกเลยว่านางคงจะไม่ทนอยู่“เจ้าค่ะ ข้าจะเรียนนายท่านว่าไม่มีอะไรจะสอนคุณหนูแล้ว” นางกำนัลชราค้อมศีรษะ และวออกจากเรือน
บทที่9 ⚠️ Trigger Warning มีเนื้อหาอ่อนไหวทางอารมณ์ยามห้าย (คือ 21.00 – 22.59 น.) แม่เฒ่าม่านม่านเรียก หยางจื่อมาพบที่ห้องนอน วันนี้แม่เฒ่าถูกเจ้าเมืองตามให้ไปคุย แม้เรื่องที่เจ้าเมืองขอร้องนางนั้นจะยาก แต่แม่เฒ่าคิดไตร่ตรองดูแล้ว แม้บางคำพูดของท่านเจ้าเมืองจะสะกิดใจแม่เฒ่า แต่การที่ท่านยื่นข้อเสนอมาทั้งหมดนั้นก็ดีสำหรับหยางจื่อไม่น้อย“ท่านยายมีเรื่องอะไรจะคุยกับข้า” หยางจื่อมานั่งได้ซักพักแล้ว แต่แม่เฒ่าม่านม่านก็ยังไม่ปริปากพูดจึงเอ่ยถามขึ้นมาก่อน“วันนี้ข้าไปพบท่านเจ้าเมืองมา ท่านอยากรับเจ้าเป็นหลานบุญธรรม”“ห๊า” หยางจื่อตกใจดีดตัวลุกจากเก้าอี้“คนในสมัยนี้รับบุตรบุญธรรมหรือหลานบุญธรรมเป็นเรื่องปกติ ท่านเจ้าเมืองเสียหลานสาวไปเมื่อหลายปีก่อน ฮูหยินเฒ่าของท่านเจ้าเมืองเสียใจมากจนตรมใจ เพราะนางมีหลานสาวสายตรงเพียงคนเดียว พอท่านเจ้าเมืองเห็นเจ้าแล้วก็นึกถึงหลานสาวที่จากไปแล้ว จึงอยากขอให้เจ้าไปช่วยดูแลฮูหยินเฒ่า ข้าก็เห็นว่าเป็นการดีกับตัวเจ้าเอง เจ้าก็ไม่มีใคร อีกทั้งไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้ ข้าหลับตาดูก็รู้ว่าเจ้าไม่เคยทำงานแบบนี้ ไปเป็นหลานเจ้าเมืองเจ้าจะสุขสบาย” แม่เฒ่าม่านม่านพย
บทที่8หยางจื่อช่วยม่านเจียวทำงานอยู่ที่ร้านเต้าหู้ แม้จะไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากแม่เฒ่าไปด้วย แต่แปลกที่นางกลับมีความสุขกว่าการใช้ชีวิตอย่างคุณหนูที่เกาะกับครอบครัว“เจ้ายิ้มหน่อยเถอะ แม้เจ้าจะมีใบหน้างดงามเพียงใดแต่ถ้าหากไม่ยิ้มแย้มเลยก็ไม่มีใครชอบเจ้าหรอกนะ” ม่านเจียวตักเต้าหู้ใส่ถ้วยยื่นให้ลูกค้า ตั้งแต่หยางจื่อมาช่วยงานที่ร้าน ลูกค้าหนุ่มๆ ที่มานั่งทานเต้าหู้ที่ร้านก็มีมากขึ้น แต่นางกลับไม่เคยยิ้มหรือชายตาให้ชายใดเลย อีกไม่นานคนก็คงเลิกเห่อใบหน้างามแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้มของนาง“หน้าข้าก็เป็นแบบนี้ล่ะ ข้าไม่เห็นมีความจำเป็นต้องยิ้มหวานให้บุรุษที่ข้าไม่ชอบ” นางมีหน้าที่เก็บล้างและช่วยทำเต้าหู้ งานก็หนักมากเรียกว่าเกินกำลังคุณหนูแบบนางไปมากโข แล้วยังจะให้มานั่งปั้นหน้ายิ้มอีกคงทำไม่ได้และไม่เคยทำและจะไม่ทำด้วยม่านเจียวพรูลมหายใจ สั่งให้หยางจื่อทำอะไร นางทำโดยไม่อิดออด ท่าทางเงอะงะมือบางอ่อนนุ่มนิ่มดูก็รู้ว่าไม่เคยหยิบจับทำงานหนักมาก่อน แต่นางก็พยายามช่วยงานในร้านทุกอย่าง การให้นางยิ้มมันกลายไปเป็นเรื่องยากไปซะอย่างงั้น