หลังจากเจ้าลูกกระรอกกระโดดออกจากหน้าต่างห้องพักไป เมิ่งเจียวซินก็ลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นนางก็พยายามดำเนินชีวิตของตัวเองให้ไม่ต่างไปจากทุกวันที่ผ่านมา
โดยวันนี้นางเลือกออกไปร่วมรับสำรับเช้าพร้อมกับจูมี่และซุนเย่ผิง แล้วหลังจากที่ทุกคนรับสำรับร่วมกันเสร็จ เมิ่งเจียวซินจึงทำเป็นเดินไปนั่งรอสองพี่น้องตระกูลหมิงที่ห้องโถง
ผ่านไปเพียงไม่นาน...ซุนเย่ผิงเดินเข้ามานั่งคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าเมิ่งเจียวซิน จากนั้นเจ้าตัวก็ยื่นถุงเงินสองใบมาให้นางพร้อมกับกล่าวลา เมิ่งเจียวซินที่ได้เตรียมใจสำหรับเหตุการณ์นี้เอาไว้แล้ว นางจึงหันไปมองทางจูมี่ ซึ่งอีกฝ่ายเพิ่งจะเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ฝั่งซ้ายมือของนาง
“บ่าวจะอยู่รับใช้คุณหนูต่อเจ้าค่ะ” พูดจบ จูมี่ก็ยื่นสัญญาทาสพร้อมกับส่งถุงเงินคืนให้ผู้เป็นนาย
“หากจะอยู่ต่อ ท่านป้าจูต้องรับเงินถุงนี
“เฮ้อ!” เมิ่งเจียวซินถอนหายใจออกมาอย่างแรงหนึ่งครั้ง ก่อนจะล้มตัวลงไปนอนบนเตียง ช่วงนี้นางรู้สึกเหงาในใจแปลก ๆ บางครารู้สึกราวกับว่าชีวิตในแต่ละวันของนางมันเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง ทั้ง ๆ ที่ยามนี้ภายในเรือนของนางก็หาได้เงียบเหงาเหมือนช่วงแรก ๆ ที่นางเพิ่งจะทะลุมิติเข้ามา... ซึ่งเมิ่งเจียวซินก็รู้ว่า อาการที่นางเป็นอยู่หาใช่อาการเจ็บป่วยทางร่างกายไม่ แล้วอาการแปลก ๆ ที่ว่าเหล่านี้ มันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกคราที่นางกลับเข้ามายังห้องพักของตัวเอง เมิ่งเจียวซินนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง จากนั้นนางก็หันไปมองพื้นที่ว่างข้างกาย จะว่าไป...คืนนี้ก็เข้าสู่คืนที่สี่แล้วสินะ ที่เจ้าลูกกระรอกเดินทางกลับเผ่าของตัวเอง ไม่รู้ว่ายามนี้เจ้าตัวจะได้พบกับคนในครอบครัวหรือยัง? แล้วไม่รู้ว่า... เมิ่งเจียวซินรีบสะบัดศีรษะ ดึงสายตา และดึงสติของตัวเองกลับมา นางไม่รู้ว่าเหตุใดจึงห่วงหาเจ้าลูกกระรอกได้ถ
“คุณหนูเมิ่งเจ้าคะ คุณหนูไม่รังเกียจที่ข้าน้อยขาย...” “ข้าไม่รังเกียจ แต่ก็ใช่ว่าข้าจะเห็นด้วย ซุนเย่ผิงยามนี้เส้นทางที่เจ้าเลือกเดิน อาจจะทำให้เจ้าได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่า พอเวลาผ่านล่วงเลยไปสักพัก...ทุกสิ่งที่เจ้าครอบครองอยู่ไม่ว่าจะสุขภาพที่ดี ความงดงามทางร่างกายที่เจ้าภาคภูมิใจ ความรู้สึกว่าตัวเองโดดเด่น การดูแลเอาใจใส่จากผู้คนในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่เงินทองที่เจ้าได้รับมาจากการแลกเปลี่ยน มันจะเริ่มลดลง เสื่อมลง แม้วันนี้เจ้าอาจจะยังไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพูด...” “เชื่อเจ้าค่ะ ข้าน้อยเชื่อที่คุณหนูพูดเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นความสั่นไหวในแววตาของอีกฝ่าย ยามนี้ซุนเย่ผิงน่าจะเริ่มเข้าใจวิถีชีวิตของสตรีในหอโคมเขียวบ้างแล้ว เมิ่งเจียวซินจึงกล่าวต่อว่า “เจ้าจำที่ข้าเคยพูดได้หรือไม่ ยามนี้ข้าก็ยังคงยืนยันคำเดิมอยู่นะ ดังนั้
เมิ่งเจียวซินพอเห็นสองพี่น้องตระกูลปิงพากันเดินออกไปซื้อของ ส่วนจูมี่ก็แยกไปจัดการงานที่ทำค้างเอาไว้ต่อ นางจึงกลับเข้ามาในห้องพักของตัวเอง จากนั้นก็จัดการยัดหีบที่เพิ่งได้รับมาเก็บเข้าไปไว้ใต้เตียงรวมกับหีบใบอื่น ๆ ของนาง เมื่อจัดการยัดหีบเก็บเข้าใต้เตียงหมดแล้ว เมิ่งเจียวซินก็เดินหยิบกล่องไม้แกะสลักใบเล็กขึ้นไปนั่งเปิดดูบนเตียง เนื่องจากเมื่อครู่นางสังเกตเห็นจดหมายอีกหนึ่งฉบับอยู่ใต้ปิ่นหยก ยามนี้นางจึงตั้งใจหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน โดยด้านในมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า... (ซินซิน ข้าอาจจะไม่ได้มาร่วมในพิธีปักปิ่นของเจ้า แต่ข้าก็แอบคาดหวังว่า...ปิ่นหยกอันนี้ของข้า จะมีโอกาสถูกเจ้าเลือกใช้ในวันนั้น) เมิ่งเจียวซินรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางไม่รู้ว่า เจ้าลูกกระรอกจะรู้หรือไม่ การที่สตรีเข้าพิธีปักปิ่นโดยใช้ปิ่นที่มีบุรุษอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมอบให้...นั่นก็คล้ายก
เมิ่งเจียวซินเดินไปหยิบตำราพิษมาเปิดดู...ยาพิษหนี่หลิว คือ ยาพิษที่มีฤทธิ์คล้ายกับยาชา แต่หนักกว่าตรงที่ผู้ได้รับพิษจะถูกระงับความรู้สึกไปทั่วทั้งร่างกาย ไม่มียาถอนพิษ เนื่องจากยาพิษตัวนี้จะหมดฤทธิ์ไปเองเมื่อถึงเวลา แต่หากได้รับยาพิษตัวนี้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่อการหายใจ การทำงานของหัวใจ หรือการทำงานของสมองได้ ซึ่งยาพิษตัวนี้มีผลกับทั้งมนุษย์ธรรมดา มนุษย์ที่มีวรยุทธ คนเผ่ามาร และพวกเผ่าปีศาจ แต่ทว่ามนุษย์ที่มีวรยุทธ คนเผ่ามาร และพวกเผ่าปีศาจจะได้รับผลกระทบหนักกว่ามนุษย์ธรรมดา เพราะเมื่อได้รับยาพิษตัวนี้เข้าไปจะใช้พลัง หรือเดินลมปราณในช่วงที่ยาพิษออกฤทธิ์ไม่ได้เลย คราแรกที่เปิดเจอ...เมิ่งเจียวซินคิดจะปรุงยาพิษหนี่หลิวมาใช้แทนยาชา แต่ทว่าในบันทึกของเมิ่งเจียวฉือ อีกฝ่ายเคยลองปรุงยาพิษตัวนี้ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยมาแล้ว ซึ่งผลรับที่ได้ก็คือ ยาพิษตัวนี้ไม่อาจเพิ่มหรือลดปริมาณสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงได้ และยาพิษหนี่หลิ
“คุณหนู” เมิ่งเจียวซินก้มหน้าลงเล็กน้อย เพื่อรับการคำนับจากซุนเย่ผิง แม้นางจะบอกกับสตรีตรงหน้าและคนอื่น ๆ ในเรือนแล้วว่า ให้ใช้คำพูด และวางตัวกับนางแบบคนในครอบครัวคนหนึ่งอย่างไร แต่ทว่าคนทั้งสี่ก็ยังคงใช้คำพูด และยังคงปฏิบัติตัวต่อนางไม่ต่างไปจากที่เคยทำเลยแม้แต่น้อย “ข้าบอกหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องเรียกข้าว่า‘คุณหนู’ และให้วางตัวกับข้าแบบคนในครอบครัวคนหนึ่งก็พอ เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ยอมทำตามที่ข้าพูดบ้างเลยเนี่ย” “ให้ข้าเรียกแบบเดิม และวางตัวอย่างที่เคยเถิดนะเจ้าคะ” ซุนเย่ผิงตอบพร้อมกับยกยิ้มให้กับอดีตผู้เป็นนาย ซึ่งยามนี้นางทั้งรัก และเคารพอีกฝ่ายมากกว่าตอนที่มีสัญญาทาสผูกมัดตัวนางเอาไว้เสียอีก “ก็คงต้องตามนั้นแล้วกระมัง ว่าแต่...” เมิ่งเจียวซินกดเสียงพูดลงเล็กน้อยในช่วงท้ายประโยค&
จิ่นสือนึกไปถึงคำสั่งก่อนที่องค์ชายสามหลี่อวิ้นกุยจะเดินทางกลับ...ถึงแม้ยามนี้เขาจะรู้แล้วว่า ยาที่เมิ่งเจียวซินแอบปรุงในช่วงที่ผ่านมา คือ ยาลดความกำหนัด แต่ทว่าเขาก็ไม่อาจรายงานสิ่งที่ตัวเองรู้กลับไปบอกผู้เป็นนายได้ เพราะหลังจากที่องค์ชายสามออกเดินกลับไปยังวังราชาปีศาจได้เพียงแค่ห้าวัน ผู้เป็นนายก็ได้ให้คนนำสารมาบอกกับพวกเขาว่า...ให้ดูแลความปลอดภัยของว่าที่พระชายาให้ดีที่สุด แล้วหลังจากนี้ก็ห้ามเปิดเผยการมีอยู่ของตัวเอง ห้ามส่งสาร และห้ามติดต่อกลับไปหาองค์ชายสาม พวกพ้อง หรือแม้แต่ญาติพี่น้องของตัวเองในวังราชาปีศาจทุกช่องทาง หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงองค์ชายสามจะส่งคนนำสารมาแจ้งอีกครั้ง หลังจากได้รับสารฉบับนั้น...จิ่นสือ รวมไปองครักษ์คนอื่น ๆ ก็รู้ทันทีว่า ที่วังราชาปีศาจต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่! แต่ถึงจะรู้...พวกเขาทั้งห้าที่ถูกย้ายมาดูแลความปลอดภัยให้กับว่าที่พระชายา กับเหล่าองครักษ์ที่อยู่รอส่งมอบสิ่งของตอบแทน ก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง และอยู่รอรับคำสั่งอื่นจากผู้เป็นนายเท่านั้น
พอได้กลับเข้ามาอยู่เพียงลำพังในห้องพัก เมิ่งเจียวซินก็คิดไปถึงเรื่องที่ซุนเย่ผิงต้องออกเดินทางข้ามเขตแดนไปทำงานในฝั่งของเผ่ามารและเผ่าปีศาจ แล้วเมื่อนึกไปถึงท่าที และคำพูดของท่านเจ้าของหอโคมเขียวเมื่อสองวันก่อน... ในวันนั้นท่านเจ้าของหอเดินทางมาซื้อยาด้วยตัวเอง แล้วได้บ่นให้เมิ่งเจียวซินฟังว่า...ทุกปีในคืนวันพระราชสมภพของราชาปีศาจกับคืนข้ามปี ทางหอโคมเขียวของท่านจะต้องจัดเตรียมเหล่านางคณิกา เพื่อไปร่ายรำ และปรนเปรอมอบความสุขให้กับเหล่าชนชั้นสูงในเผ่ามาร ซึ่งในช่วงเวลานี้ของทุกปีทางวังราชาปีศาจจะต้องส่งคนมารับเหล่านางคณิกาไปจากหอโคมเขียวแล้ว แต่ทว่าปีนี้ทางนั้นกลับเงียบ แล้วตอนนี้...ก็เหลือไม่ถึงยี่สิบวันจะถึงคืนข้ามปี ทางวังราชาปีศาจยังไม่มีข่าวคราว หรือส่งผู้ใดมาแจ้งข่าวอะไรกับท่านเจ้าของหอเลย แล้วท่านเจ้าของหอก็ยังแอบบ่นให้เมิ่งเจียวซินฟังด้วยว่า ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาพวกชน
หลังจากซุนเย่ผิงกลับไป เมิ่งเจียวซินก็นำข่าวการเดินทางของพวกนางไปแจ้งให้กับจูมี่ และสองพี่น้องตระกูลปิงได้รับรู้ แล้วก็เป็นไปตามคาด คนทั้งสามรีบร้องขอติดตามไปกับนางทันที เมิ่งเจียวซินก็ได้ปฏิเสธคำขอนั้นกลับไปทันทีเช่นกัน จนเวลาผ่านล่วงเลยไปเกือบครึ่งชั่วยาม คนในเรือนทั้งสามก็ยื่นคำขาดมาว่า เมิ่งเจียวซินจะต้องพาปิงหลงร่วมเดินทางไปกับนางด้วย จูมี่กับปิงเหยาถึงจะยอมอยู่รอการกลับมาของพวกนางอยู่ที่เรือนหลังนี้ เมิ่งเจียวซินแม้จะรู้สึกลำบากใจ เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้สำหรับนาง...มันอาจจะมีเพียงแค่ขาไปเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อได้เห็นถึงความห่วงใยที่แสดงออกผ่านสีหน้า และสายตาของคนทั้งสาม แล้วด้วยความที่ปิงหลงเป็นเด็กชาย ความอันตรายจากสถานที่แห่งนั้นกับปิงหลงน่าจะมีไม่มาก ซึ่งหากนางยังอยู่...ตัวนางก็น่าจะพอปกป้อง และคุ้มครองความปลอดภัยให้กับเด็กชายได้ และถ้าหากเดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้น แล้วเม
เมิ่งเจียวซินเผลอมองท่าทียั่วยวนของหลี่อวิ้นกุยไปชั่วขณะ จากนั้นนางก็รีบดึงสติของตัวเองกลับมา แล้วกล่าวว่า “ไม่!” “เจ้าไม่ลองคิดก่อนตอบสักหน่อยหรือ...ซินซิน?” “กุยกุย เจ้านี่ช่าง!” เมิ่งเจียวซินพยายามปรับลมหายใจ และปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ แต่ทว่าในขณะนั้น... “หึ ๆ” “เจ้าหัวเราะ! กุยกุย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ข้าได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้า” กล่าวจบ เมิ่งเจียวซินก็เห็นบุรุษตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ แล้วเจ้าตัวก็เบือนหน้าหลบสายตา จากนั้นนางก็ได้เห็นริ้วสีแดงพาดผ่านใบหน้า และใบหูของหลี่อวิ้นกุย ก่อนที่อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นว่า “ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เพิ่งเคยหัวเราะแบบนี้เป็นครั้งแรก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งเจียวซินก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพราะนางนึกไปถึงบทบรรยายในนิยายของอาหวง... ซึ่งเป็นช่วงที่หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้รู้ตัวแล้วว่า ไม่อาจถอนยาพิษค่ำคืนเหมันต์ออกจากร่างกายได้ แต่เขาก็โชคดีที่ในระหว่างการเดินทางกลับมายังวังราชาปีศาจ เขาได้พบกับหมอท่านหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายสามารถปรุงยาที่มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษให้กับเขาได้ หลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้จึงเชิญหมอท่านนั้นเข้ามาพักที่ตำหนัก ในระหว่างที่เจ้าตัวลงมือปรุงยาให้กับเขา แต่ทว่าหมอท่านนั้นกลับถูกนักฆ่าลอบเข้ามาทำร้ายถึงในตำหนัก แล้วก่อนที่เจ้าตัวจะสิ้นใจจากไป ก็ได้มอบสูตรปรุงยาลดอาการเจ็บปวดจากยาพิษค่ำคืนเหมันต์ให้กับหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ โดยแลกกับการที่อีกฝ่ายจะต้องรับบุตรเพียงคนเดียวของเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในความดูแล โดยในยามนั้นหลี่อวิ้นกุยพระเอกของนิยายเรื่องนี้ก็ได้ตกปา
เมิ่งเจียวซินพอเดินเข้าไปในห้องพักของหลี่อวิ้นกุย นางก็เลือกไปนั่งที่เก้าอี้ของชุดโต๊ะกลมกลางห้อง จากนั้นหลี่อวิ้นกุยก็ตามมาคุกเข่าทั้งสองข้างลงอยู่ตรงหน้านาง แล้วยังไม่ทันที่เมิ่งเจียวซินจะได้เอ่ยห้าม อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้ามาโอบกอดช่วงเอวของนาง แล้วกล่าวว่า “ซินซิน ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษที่ล่วงเกินเจ้าทั้งทางร่างกาย และทางวาจา ข้าขอโทษที่ตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าก่อน แล้วข้าก็ขอโทษที่ยัดเยียดตัวเองให้กับเจ้าเช่นนั้น แต่ข้าต้องทำ เพราะข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ อย่างที่เจ้ารับรู้ไปเมื่อครู่...ทางวังได้ฤกษ์วันทำพิธีอาบแสงจันทร์ของข้ามาแล้ว ซึ่งมันก็เท่ากับว่า ได้ฤกษ์วันมงคลสมรสของข้ามาด้วย ชีวิตนี้ข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะมีเพียงหนึ่งภรรยา ซึ่งภรรยาของข้าก็ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วก็ด้วยเพราะคำพู
เมิ่งเจียวซินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำตอบของหลี่อวิ้นกุย แต่ทว่าคำตอบต่อมาของอีกฝ่าย ทำให้นางแทบอยากจะหายไปจากตรงนี้! “ส่วนเรื่องพิธีอาบแสงจันทร์ ที่ลูกยินยอมเข้าทำพิธี ก็เพียงเพราะต้องการทำให้เสด็จพ่อ และคนอื่น ๆ สบายใจเท่านั้น ลูกหาได้สนใจเรื่องเพิ่มพลังหยางจากพิธีนั้นไม่ อีกอย่างพลังที่ลูกมีอยู่ในกายยามนี้ มันก็เพียงพอที่จะใช้ปกป้องคุ้มครองคนที่ลูกรักได้แล้ว นี่ยังไม่รวมวรยุทธ และความสามารถด้านอื่น ๆ ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งลูกขอบอกกับเสด็จพ่อตามตรง หลังจากผ่านเหตุการณ์โดนวางยาพิษครั้งล่าสุด มันสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ควรทุ่มเวลาไปกับการเพิ่มฐานพลังในร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะยามที่เรียกใช้พลังไม่ได้ ลูกก็ไม่ต่างไปจากบุรุษมนุษย์ธรรมดา หลังจากนี้ลูกจึงคิดจะแบ่งเวลาให้กับการฝึกวรยุทธ และการฝึกความสามารถด้านอื่น ๆ เพิ่มพ่ะย่ะค่ะ แล้วที่จริงเมื่อครู่...หากคุณหน
หลังจากได้ยินคำพูดของสตรีตรงหน้า หลี่อวิ้นกุยก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะขยับเข้าไปถามนางใกล้ ๆ “ซินซิน เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เมิ่งเจียวซินมองไปที่หลี่อวิ้นกุย ก่อนจะยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่า ข้ายินดีแต่งงานกับเจ้า” คงด้วยเพราะคำถามเมื่อครู่ของหลี่อวิ้นกุย จึงทำให้เมิ่งเจียวซินนึกไปถึงช่วงเวลาที่นางเผชิญหน้ากับโรคระบาดในโลกใบเดิม... โดยช่วงแรกที่โรคระบาดแพร่เข้ามาในประเทศ ยามนั้นผู้ป่วยทุกคนต้องแยกจากคนรัก แยกจากคนในครอบครัว แล้วต้องไปกักตัวตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งสำหรับผู้ป่วยบางคนการแยกออกมากักตัวในครั้งนั้น มันคือ...การลาจากตลอดกาล ในช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ป่วยบางคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นหน้า หรือบอกลาคนที่ตัวเองรักเลยด้วยซ้ำ พอเมิ่งเจียวซินมองย้อนกลับมาที่เรื่องของนางกั
หลี่อวิ้นกุยจ้องมองตะกร้าใบใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมามองเมิ่งเจียวซิน เมื่อคืนที่ไฟในห้องพักของนางไม่ดับ เป็นเพราะนางทำของที่อยู่ในตะกร้าให้เขาเช่นนั้นหรือ? ความรู้สึกหงุดหงิดใจที่ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองห้องพักของนาง และความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสตรีตรงหน้าทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับเขาเมื่อคืน ก็ดูเหมือนจะทุเลาลง แต่พอหลี่อวิ้นกุยนึกไปถึงองครักษ์ของโจวหลิวอิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จนทำให้เขาไม่อาจลอบเข้าไปพูดคุยกับสตรีตรงหน้าได้ ถึงแม้ว่า...ในยามนี้จำนวนองครักษ์จะลดลงไปบ้างแล้ว เพราะส่วนหนึ่งต้องตามโจวหลิวอิงไปเข้าเฝ้าราชาปีศาจ ซึ่งที่จริงหลี่อวิ้นกุยได้วางแผนเอาไว้ว่า พอโจวหลิวอิงออกไปเข้าเฝ้าผู้เป็นบิดา ตัวเขาก็จะลอบเข้าไปหาเมิ่งเจียวซินในห้องพัก จากนั้นเขาก็จะ... แต่ในเมื่อคนที่หลี่อวิ้นกุยจะลอบเข้าไปหา ได้ออกมายืนอยู่ที่นี่กับเขาแล้ว
เมิ่งเจียวซินกัดริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ พร้อมกับกำมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อทั้งสองข้างจนแน่น ในขณะที่ยืนมองหลี่อวิ้นกุยเดินห่างออกไปจากนางเรื่อย ๆ แม้ว่าภายในใจอยากจะกล่าวบางคำ และอยากจะเอ่ยรั้ง แต่ทว่า...การปล่อยให้ทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ปล่อยมือกันเสียตั้งแต่ในตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับนางกับหลี่อวิ้นกุย แล้วพอเมิ่งเจียวซินดึงสายตาของตัวเองกลับมา นางก็เห็นว่า ยามนี้โจวหลิวอิงกับปิงหลงกำลังจ้องมองมาที่นาง เมิ่งเจียวซินจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับอารมณ์ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา จากนั้นนางก็เดินออกจากศาลา เพื่อไปกล่าวคำอวยพรคนทั้งคู่ รวมไปถึงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักชั่วคราวด้วย เนื่องจากยามนี้ได้ล่วงเลยเข้าสู่วันแรกของปีใหม่แล้ว ‘วันแรกของปี!’ เมิ่งเจียวซินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงรีบหันไปมองยังทิศทางที่
หลี่อวิ้นกุยกัดฟันกรอด แล้วรีบขยับตัวเข้าไปบังร่างกายของเมิ่งเจียวซินเอาไว้ คราแรกเขาคิดว่า ไม่เป็นไรหากเจ้านั่นทำเพียงได้แค่มอง...แต่พอหันกลับไปเห็นสายตา และท่าทีของหลี่อวิ้นหยางเมื่อครู่! ยานนี้หลี่อวิ้นกุยจวนเจียนจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว พอหันกลับมา...เขาก็ได้เห็นสายตาที่คล้ายกับกำลังรู้สึกสงสัยของเมิ่งเจียวซิน หลี่อวิ้นกุยจึงได้แต่ข่มใจของตัวเอง ก่อนจะฝืนยกยิ้มให้กับนาง จากนั้นเขาก็หันไปถามโจวหลิวอิงว่า “ท่านอาหญิงโจว พวกท่านจะกลับเรือนแล้วหรือ?” “ใช่เพคะ แล้วนี่องค์ชายสามก็กำลังจะกลับตำหนักหรือเพคะ?” “ข้า...พวกท่านไม่อยู่ดูดอกไม้ไฟด้วยกันก่อนหรือ?” “กลับไปนั่งดูที่เรือนพักชั่วคราวก็เห็นเช่นกันเพคะ” ตอนนี้โจวหลิวอิงอยากจะพาเมิ่งเจียวซิน ตัวนางเอง และปิงหลงกลับเรือนพักชั่วครา
เมิ่งเจียวซินมองหลี่อวิ้นกุยที่กำลังแสดงท่าทีไม่พอใจขุนนางคนหนึ่ง เนื่องจากอีกฝ่ายได้เอ่ยพาดพิงมาถึงนาง แล้วในขณะนั้นโจวหลิวอิงก็ขยับเข้ามากระซิบบอกกับนางว่า ให้สังเกตสีหน้าขุนนางคนนั้น พอเมิ่งเจียวซินสังเกต...ก็เห็นว่า ยามนี้ใบหน้าของขุนนางคนนั้นซีดเผือด มีเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า จากนั้นเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินโจวหลิวอิงอธิบายต่อว่า ตอนนี้หลี่อวิ้นกุยกำลังใช้พลังสายหนึ่งกดข่มให้ขุนนางคนนั้นต้องนั่งคุกเข่า แล้วยังใช้บรรยากาศกดดันที่มีเฉพาะในตัวของคนเผ่ามารโอบล้อมรอบตัวขุนนางคนนั้นเอาไว้ ซึ่งโจวหลิวอิงยังกล่าวติดตลกทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า หากหลี่อวิ้นกุยไม่ชิงลงมือตัดหน้า เมื่อครู่นางคงใช้พลังหักขา และฉีกปากปีศาจเสือตนนั้นไปแล้ว ผ่านไปสักพักเมิ่งเจียวซินก็ได้ยินราชาปีศาจสั่งให้ขุนนางที่กำลังถูกหลี่อวิ้นกุยเล่นงานอยู