“ได้ๆ เจ้าเข้ามาก่อน ข้าจะให้คนไปเชิญหมอโจวเดี๋ยวนี้เลย”กู้ชิงเจ๋อรีบให้คนประคองกู้อวิ๋นเวยเข้าโถงส่วนหน้า อีกทั้งยังสั่งคนไปเชิญหมอ มองใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดของน้องสาวบ้านตน ภายในสายตาเปี่ยมความตกตะลึงผ่านไปไม่นาน หมอโจวก็มาแล้ว“ท่านหมอ ใบหน้าของข้ายังสามารถฟื้นฟูกลับมาเหมือนตอนแรกได้หรือไม่?”ก่อนหน้านี้กู้อวิ๋นเวยอยู่ภายในคุกรู้เพียงว่าใบหน้าของตนได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาหัสมากเพียงใดกลับไม่รู้จนกระทั่งมาที่สกุลกู้ ได้เห็นตนเองภายในคันฉ่องถึงรู้ว่าหลินรั่วหลานนางหญิงคนนั้นเสียสติมากเพียงใด บาดแผลน่ากลัวถึงเพียงนี้กรีดลงบนใบหน้าครึ่งหนึ่งของนาง!หมอโจวเองก็คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะรับมือไม่ทันเช่นนี้ เผชิญหน้ากับสายตาบีบคั้นของกู้อวิ๋นเวย พูดด้วยท่าทางซับซ้อน “แผลนี้ลึกมากเหลือเกิน ต้องการให้ไม่ทิ้งรอยไว้เลยนั่นเป็นไปไม่ได้”สีหน้ากู้อวิ๋นเวยเปลี่ยนไป ตวาดเสียงเฉียบ “เป็นไปไม่ได้อะไรกัน? เห็นได้ชัดว่าเจ้าเป็นหมอต้มตุ๋นไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์!”“พี่สาม ข้าไม่ต้องการให้หมอคนนี้รักษาข้า ท่านรีบไปเปลี่ยนหมอให้ข้าเถอะ!”“ไม่ ข้าจะเชิญหมอหลวง ท่านรีบช่วยข้าไปเชิญหมอหลวงมา”หมอโจวเป็นหม
กู้ชิงซิวมีรอยยิ้มเกลื่อนหน้า เทียบกับตอนที่ไปสกุลซ่งด้วยความกังวล ตอนนี้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมากด้านหนึ่งคือเขาได้ยาของมารดาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอิงตามที่แม่นางซ่งบอกไว้ อีกเจ็ดวันค่อยมาถามอาการ ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ร่างกายมารดาของเขาดีขึ้นบ้างเล็กน้อยอีกด้านหนึ่งคือพวกเขาไม่ได้ไปมาหาสู่กับสกุลซ่งมานานหลายปี ตอนนี้นับว่าทำลายกำแพงน้ำแข็งได้แล้ว ภายภาคหน้าทั้งสองครอบครัวจะสามารถพบกันได้อย่างเปิดเผย นึกถึงซ่งหลินสหายที่ไม่ได้ดื่มเหล้าด้วยกันมานาน ภายในใจก็เปี่ยมไปด้วยความดีใจอย่างบอกไม่ถูก“เด็กในตระกูลซ่งต่างเป็นเด็กดี ทุกคนมีความสามารถไม่แพ้กันเลย” กู้ชิงเหยี่ยนชื่นชมอย่างอดไม่ได้ภายในเมืองหลวง น่ากลัวว่ามีไม่กี่ครอบครัวที่สามารถเทียบได้ เด็กแต่ละคนล้วนมีความสำเร็จ นี่เป็นวาสนามากเพียงใดกัน“อีกไม่กี่วันก็เป็นวันแต่งงานของซ่งเยี่ยนโจวแล้ว พวกเราต้องเตรียมของขวัญแต่งงานให้ชิ้นหนึ่ง” กู้ชิงซิวพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อกู้อวิ๋นเวยได้ยินว่าพี่ชายทั้งสองมาถึงก็รู้สึกดีใจมาก ขณะกำลังคิดว่าเมื่อพวกเขาเห็นอาการบาดเจ็บของนงจะต้องใจอ่อนอยู่นั้น กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินพวกเขาชื่นชมตระกูลซ่งอย่างม
กู้ชิงเหยี่ยนเองก็ไม่อยากใส่ใจ อย่างไรเสียก็มีกู้ชิงเจ๋ออยู่ คาดว่าเชิญหมอมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องให้พวกเขาใส่ใจ“รอพบหมอแล้วก็ส่งนางออกไปเถอะ ข้าไม่หวังให้ยามท่านพ่อกลับมาได้เห็นนางแล้วจะทำให้เสียอารมณ์”กู้ชิงเจ๋อมองทั้งสองคนเดินผ่านหน้าเขาไปเช่นนี้ อวิ๋นเวยได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ พวกเขาไม่สนใจใยดี ครุ่นคิดภายในใจว่าทั้งสองคนเลือดเย็นเกินไปแล้ว“นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพวกเรานะ! เหตุใดพวกท่านเย็นชาถึงเพียงนี้?”“ข้ารู้ข้าไม่มีความสามารถเหมือนพวกท่าน ปกติพวกท่านพูดอะไรข้าล้วนเชื่อฟัง แต่ข้าไม่อาจเลือดเย็นเหมือนพวกท่านได้”“บัดนี้คนได้รับบาดเจ็บก็คืออวิ๋นเวย พวกท่านใจร้ายถึงเพียงนี้ หากภายภาคหน้าเกิดเรื่องขึ้นกับข้า พวกท่านก็จะให้ข้าใสหัวไปอย่างไร้เยื่อใยใช่หรือไม่?” กู้ชิงเจ๋อถามไล่เรียงอย่างเหลือจะเชื่อกู้ชิงเหยี่ยนได้ยินถ้อยคำของน้องชายโง่งมคนนี้ก็เกลียดที่ไม่สามารถตบเขาจนบินหายไปได้ มองเห็นก็รู้สึกรำคาญฝีเท้ากู้ชิงซิวชะงักเบาๆ หันมองใบหน้าที่ได้รับบาดเจ็บของน้องชายบ้านตน เอ่ยปากอย่างอดไม่ได้ “น้องสาม หากเป็นเมื่อยี่สิบปีก่อน ท่าทางเช่นนี้ของเจ้าข้าสามารถให้อภัยเจ้าได้ อีก
ณ สกุลฉินฉินเจิงเพิ่งได้รับข่าวว่ากู้อวิ๋นเวยออกจากคุกมาแล้วก็รู้สึกตกตะลึงอย่างอดไม่ได้ ครั้งนี้กลับคำนวณผิดไป ทีแรกคิดว่ากู้อวิ๋นเวยไม่มีโอกาสออกมา ไม่แน่ว่ายังเดือดร้อนเขา นี่ถึงหย่าภรรยาอย่างไม่ลังเล ประเดี๋ยวจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องฉินจื้อหย่วนสองพี่น้องได้รู้ข่าวนี้ รู้สึกหนักอึ้งภายในใจ ไล่กู้อวิ๋นเวยออกจากบ้านได้อย่างยากลำบาก ท่านพ่อคงไม่รับคนกลับมาอีกกระมัง?“ท่านพ่อ ได้ยินมาว่าทางฝั่งสกุลกู้ส่งคนมาแจ้งข่าว ให้เซี่ยงเหิงไปเที่ยวหนึ่ง นี่ใช่หรือไม่ว่าได้รับการยอมรับจากสกุลกู้อีกครั้งแล้ว?” ฉินจื้อหย่วนถามหยั่งเชิงเขาฉินเจิงเอ่ยถามบ่าวที่มาส่งข่าว “ผู้มาใช่นายท่านสามสกุลกู้ส่งมาหรือไม่?”“ใช่แล้ว”ได้ยินดังนั้น ภายในสายตาฉินเจิงก็เผยแววหมิ่นแคลน “คนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดของสกุลกู้ก็คือเจ้าสาม หากเจ้าใหญ่และเจ้ารองส่งคนมา กลับสามารถแสดงออกถึงท่าทีของสกุลกู้ได้”“เจ้าสามส่งคนมา เดิมทีก็ไร้ประโยชน์ กระนั้นเซี่ยงเหิง เจ้ายังไปสักเที่ยวเถอะ”หลายปีมานี้เขาไม่ใช่ไม่เคยเห็นวิธีการของกู้อวิ๋นเวย เขามิได้เร่งเร้าเพียงครั้งเดียว หากสกุลกู้ยอมช่วยเหลือเขา เขาจะต้องสามารถขึ้นสู่จุ
เดิมทีกู้อวิ๋นเวยไม่พอใจฉินเซี่ยงเหิงที่สองวันนี้ไม่ยอมเคลื่อนไหวมาโดยตลอด บัดนี้ได้ยินก็เข้าใจแล้ว รู้สึกสงสารอย่างอดไม่ได้“ข้าก็รู้พี่น้องฉินจื้อหย่วนล้วนไม่ใช่คนดี หวังเพียงให้ข้าจะสามารถถูกไล่ออกจากบ้านได้ พ่อของเจ้าหย่าข้า ล้วนเป็นพวกเขายุแยง!”ฉินเซี่ยงเหิงลอบพรูลมหายใจยาวเหยียดเฮือกหนึ่ง “ครั้งนี้ซวงซวงปรักปรำผู้อื่นและโยนความผิดเป็นความผิดใหญ่หลวง หากอยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็ช่างเถอะ แต่นี่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท ข้าย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย”สีหน้ากู้อวิ๋นเวยไม่สบอารมณ์ “ข้าเองก็คิดไม่ถึงเลยว่าน้องสาวของเจ้าจะโง่งมถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยปรึกษาข้า ทุกครั้งล้วนคิดว่าทำได้อย่างแยบยลดุจท้องฟ้าตะเข็บ กลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซ่งรั่วเจิน”“หากข้ารู้ตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีวันอนุญาตให้นางทำเช่นนี้!”“เรื่องมาถึงขั้นนี้ น่ากลัวว่าข้าคงสิ้นหวังแล้ว...” ฉินเซี่ยงเหิงก้มหน้า คล้ายเสียใจอย่างมาก สิ้นหวังอย่างสุดซึ้งกู้อวิ๋นเวยร้อนใจในทันใด หันมองทางกู้ชิงเจ๋อ “พี่สาม ท่านรู้เซี่ยงเหิงเป็นเด็กมีความสามารถมาโดยตลอด ทั้งหมดล้วนถูกพวกเราทำให้เดือดร้อน ท่านสามารถช่วยพวกเราคิดหาทางได้หรือ
นายหญิงของบ้านเสียโฉมคนหนึ่ง กลับไปแล้วยังไม่ขายหน้าอีกหรือ บัดนี้บิดากลัวที่สุดก็คือขายหน้า จะต้องไม่เห็นด้วยแน่“ท่านเป็นหมอหลวงนะ มิใช่ว่าควรจะมีหนทางรักษามากมายหรอกหรือ? ไม่ว่ายาล้ำค่าเพียงใดก็ใช้กับข้าเถอะ จะต้องหาทางทำให้ใบหน้าข้ากลับมาเป็นเหมือนก่อน!”เสียงกู้อวิ๋นเวยแหลมสูง นางไม่สามารถยอมรับได้ว่าใบหน้าของตนจะถูกทำลายไปเช่นนี้!“ข้าเป็นหมอหลวง ไม่ใช่เทพเซียน หากเจ้าอยากให้ข้ารักษา ข้าสามารถรักษาได้ถึงขั้นนี้ หาไม่แล้วพวกเจ้าก็ไปเชิญคนมีฝีมือคนอื่นเถอะ”ใบหน้าหมอหลวงเคร่งขรึม เขาเห็นแก่หน้าสกุลกู้ถึงมา บัดนี้เกือบด่าเขาเป็นหมอต้มตุ๋นไปแล้ว เขาเองก็ไม่อยากปรนนิบัติอีก“อวิ๋นเวย ใบหน้าเจ้านี้เสียเวลาไม่ได้ เลิกโวยวายได้แล้ว” กู้ชิงเจ๋อพูดเสียงเครียดกู้อวิ๋นเวยรู้สึกอึดอัดใจอย่างมากภายในใจ ทว่าความเจ็บปวดบนใบหน้าส่งมาไม่หยุด หากยังไม่ใส่ยา น่ากลัวว่าใบหน้าของนางก็ยิ่งหมดหนทางรักษา ทำได้เพียงรับปากยามหมอหลวงรักษาบาดแผล เสียงร้องโอดครวญของกู้อวิ๋นเวยดังขึ้นไม่หยด สุดท้ายเขียนตำรับยา หลังสั่งว่าต้องจัดการดูแลเยี่ยงไรแล้วก็รีบจากไป“อวิ๋นเวย บัดนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว อุปนิสัยข
คืนนี้ สำหรับหลินรั่วหลานและหลินจือเยว่ทรมานมากเป็นพิเศษ“จือเยว่ พรุ่งนี้แม่ก็ต้องตายแล้ว เจ้าจะต้องฟังคำพูดของแม่”หลินรั่วหลานร้องไห้จนตาบวม น้ำตาไหลจนเหือดแห้งแล้ว “สกุลฉินเหล่านี้ล้วนเป็นตัวหายนะ ไม่มีคนดี ลูกในท้องของซวงซวงไม่ใช่ลูกของเจ้า นางเองก็มิได้อยู่กับเจ้าด้วยความจริงใจ”“เมื่อแรกข้าเคยพูดมาก่อน นางคิดเพียงอยากเกาะมังกรพึ่งพาหงส์ เพียงเพราะไม่สามารถเกาะฉู่อ๋องได้สำเร็จจึงมาอยู่กับเจ้า”“บัดนี้เจ้าถูกตัดสินเนรเทศ น่ากลัวว่านางจะต้องคิดหาทางจับเหยาจิ่นเฉิง เจ้าอย่าปล่อยให้นางมีชีวิตที่ดีเป็นอันขาด!”ใบหน้าหลินจือเยว่เผยความลังเล สายตาทอดมองฉินซวงซวงที่อยู่ห้องขังทางด้านข้างอย่างไม่รู้ตัว ซวงซวงจะทรยศเขาจริงหรือ?“เจ้าอย่าโง่อีกเลย พวกเขาก็แค่เห็นเจ้าซื่อสัตย์มีเมตตารังแกง่ายถึงหมายตาเจ้า นางและแม่ที่ขาดมโนสำนึกของนางก็เหมือนกัน น่ากลัวว่าถึงตอนนั้นยังจะเหยียบเจ้าแรงๆ อีกด้วย!”หลินรั่วหลานเกลียดหลินจือเยว่ที่ไม่ได้เรื่อง “ตอนนี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ ต้องรอให้แม่ตายตาไม่หลับกระนั้นหรือ?”“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านวางใจเถอะ ข้าจะต้องทำตามที่ท่านพูดแน่”“ภายภาคหน้า
“รนหาที่ตาย” ซ่งจืออวี้เอ่ยปากซ่งจิ่งเซินถอนหายใจพูดว่า “ไม่รู้บัดนี้หลินจือเยว่จะนึกเสียใจภายหลังหรือไม่? เสียดายเหลือเกินที่เขาไม่ได้เห็นเองกับตา”“ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เห็นว่าหลินจือเยว่ทำให้น้องหญิงห้าอับอายเยี่ยงไร เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงฉานหยุดหน้าประตู เขาเป็นฝ่ายออกตัวรับฉินซวงซวงลงเกี้ยว กลับโมโหออกคำสั่งใส่น้องหญิงห้า”“จุดจบในวันนี้ ก็เป็นพวกเขารนหามาด้วยตนเองมิใช่หรือ? แม้แต่ลูกก็ไม่ใช่ของเขา น่าขันมากเพียงใด?”ซ่งจืออวี้ถ่มน้ำลาย ไม่ว่าใครรังแกน้องสาว ล้วนสมน้ำหน้าแล้ว!“ช่างน่าเสียดายตอนนั้นข้าไม่อยู่ หาไม่แล้วข้าจะตีเขาแรงๆ!” ซ่งจิ่งเซินเกิดโทสะขึ้นมาในทันใดซ่งจืออวี้เลิกคิ้วอย่างลำพองใจ “ข้าตีไปแล้ว พูดไปแล้วในอดีตเจ้าก็ดีไปกว่าหลินจือเยว่ไม่มาก คล้ายถูกทำเสน่ห์ก็มิปาน”ซ่งจิ่งเซิน “ไม่รู้จะพูดอะไร อันที่จริงสามารถไม่พูดได้”ซ่งจืออวี้ “ข้ากลับอยากพูด”ซ่งจิ่งเซิน “...”จากนั้นเหยาจิ่นเฉิงได้รู้ว่าฉินซวงซวงตั้งครรภ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นไปได้มากว่าจะเป็นลูกของเขา สีหน้าเปลี่ยนไป“ท่านแม่ ท่านพูดจริงหรือ?”“ได้ยินมาว่าโวยวายใหญ่โตในคุก หลินรั่วหลานโมโหจนทำลายใบหน้า
“ข้าว่าเรื่องนี้ก็เลิกแล้วต่อกันเพียงเท่านี้จะดีกว่า ถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปเชิญเช่ออ๋องมาแล้วละ”หลังนางกลับบ้านเดิม เช่ออ๋องก็มารับนางเป็นการเฉพาะ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีขึ้นอย่างหาได้ยากถ้าเช่ออ๋องรู้ว่าตนเองมาหาเรื่องถึงตระกูลซ่งจะต้องพิโรธมากเป็นแน่!“นั่นจะได้อย่างไรกัน?” ฉู่จวินถิงเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “พี่สะใภ้ถึงขั้นตั้งใจมาคาดคั้นถึงตระกูลซ่ง เห็นได้ชัดว่าเข้าใจผิดมากเพียงใด ถ้าข้าไม่มาเห็นเข้าพอดี เกรงว่าป่านนี้ซ่งรั่วเจินคงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้แล้ว”“นอกจากนี้ อีกสองวันข้าก็จะลงใต้แล้ว ถ้าไม่อธิบายเรื่องเข้าใจผิดกันให้ชัดเจน พอข้ากลับมาก็ไม่ได้เห็นซ่งรั่วเจินแล้วน่ะสิ?”ซ่งรั่วเจินพยักหน้าติดต่อกัน กล่าวด้วยสีหน้าเจ็บช้ำใจว่า “ท่านอ๋องพูดถูกเพคะ หม่อมฉันหวาดกลัวยิ่งนัก!”ซ่งจืออวี้เห็นน้องสาวของตนเองแสดงละครร่วมกับฉู่อ๋อง ใบหน้าพระชายาเช่ออ๋องเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงแล้วเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาว จนเขาอดตะลึงไม่ได้ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้านี้ช่างรวดเร็วมากจริงๆ!หลังจากอวิ๋นหยางไปเชิญเช่ออ๋อง พระชายาเช่ออ๋องก็กระวนกระวายอย่างเห็
น้ำเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้คนทั้งสองภายในห้องต่างนิ่งอึ้งไป ซ่งรั่วเจินเห็นฉู่จวินถิงที่เดินเข้ามาในห้องอย่างแช่มช้า ดวงตางามก็ฉายแววตกใจเขามาถึงตั้งแต่เมื่อไร?คงไม่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของตนเองหรอกนะ?ซ่งจืออวี้อ่านสายตาน้องสาวตนเองออกจึงเหยียดริมฝีปากอย่างอ่อนใจ หัวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ของซ่งรั่วเจินจึงหยุดเต้นไปในที่สุดได้ยินแล้วจริงๆ ด้วย!ชั่วขณะที่พระชายาเช่ออ๋องเห็นว่าฉู่อ๋องมาแล้ว ใบหน้าก็พลันถอดสี คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญถึงเพียงนี้!ความลนลานวาบผ่านดวงตานาง แต่ก็กลับไปเป็นปกติอย่างรวดเร็ว นางเอ่ยว่า “ที่แท้ก็ฉู่อ๋องมานี่เอง”“ข้าเพิ่งมาถึงก็ได้ยินว่าพี่สะใภ้กำลังข่มขู่คนอยู่ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้นหรือถึงได้มาขู่เอาชีวิตคนในจวนสกุลซ่งเช่นนี้?”ใบหน้าหล่อเหลาของฉู่จวินถิงมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ใดๆ เลยสักนิด น้ำเสียงผ่อนคลายเรียบเรื่อยราวกับเป็นการถามไถ่ธรรมดาทั่วไป ทว่าความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างรวมถึงสายตาเย็นเฉียบทำให้คนเข้าใจว่า เขามีโทสะแล้ว“ซ่งรั่วเจินไม่เคารพข้า...”พระชายาเช่ออ๋องยังพูดไม่จบ ฉู่จวินถิงก็กล่าวขึ้นว่า “อ้อ? พี่สะใภ้มาถึงตระก
“ซ่งรั่วเจิน เจ้าอย่าทำตัวไม่รู้ดีชั่วเช่นนี้ วันนี้ข้าให้โอกาสเจ้ารักษาก็คือให้เกียรติเจ้า!”“ถ้าฉู่อ๋องรู้ว่าเจ้าไปยั่วยวนเช่ออ๋องลับหลังเขา เจ้าคิดว่าฉู่อ๋องยังจะชอบเจ้าอยู่งั้นรึ?”ซ่งรั่วเจินได้ยินอย่างนั้นก็แทบจะหัวเราะออกมา นางยั่วยวนเช่ออ๋อง?“พระชายาเช่ออ๋อง ท่านคิดว่าหม่อมฉันสมองไม่ดีหรือสายตามีปัญหาหรือเพคะ?”“ฉู่อ๋องยังไม่แต่งงาน กล้าหาญชาญศึกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงามของเมืองหลวง ไยหม่อมฉันจะต้องปล่อยมือจากฉู่อ๋องไปยั่วยวนเช่ออ๋องด้วยเพคะ?”เมื่อซ่งจืออวี้มาหาน้องหญิงห้าเป็นเพื่อนฉู่อ๋อง ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ก็ได้ยินคำพูดเช่นนี้ดังออกมาจากข้างใน เขาเบิกตากว้างอย่างอดไม่อยู่เหตุใดสตรีวิปลาสผู้นี้จึงมาใส่ร้ายน้องหญิงห้าส่งเดชเช่นนี้!“เช่ออ๋องไม่ดีตรงไหน? ฉู่อ๋องเย็นชาเสียขนาดนั้น เหมือนก้อนหินไม่มีผิด ถ้าไม่ระวังก็อาจเสียชีวิตเอาได้ ไหนเลยจะอ่อนโยนเหมือนเช่ออ๋อง?”พระชายาเช่ออ๋องแย้งกลับมาอีกประโยค “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้ามันไม่รู้จักพอ!”“ฉู่อ๋องหน้าตาหล่อเหลาปานนั้น ถึงเขาจะตีหน้าเย็นชาทั้งวันแต่ก็เป็นชายรูปงามที่หาได้ยากนักในโลกนี้ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่
ซ่งรั่วเจินเพิ่งมาถึงโถงหน้าก็เห็นพระชายาเช่ออ๋องที่แต่งกายอย่างหรูหราอาภรณ์สีชมพูตัดเย็บจากผ้าแพรชั้นดี คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว รูปโฉมนางเหมือนสาวน้อยที่งดงามน่ารัก ผิวพรรณขาวบริสุทธิ์ ดวงตาชั้นเดียวเชิดขึ้นเล็กน้อยทอประกายคมกริบแม่นมสี่คนกับสาวใช้สี่คนยืนอยู่ข้างกาย กล่าวได้ว่าวางมาดใหญ่โตยิ่งนัก“คารวะพระชายาเช่ออ๋องเพคะ”ซ่งรั่วเจินแสดงคารวะ นางรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามจับจ้องตนเองตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว แต่การจ้องมองเช่นนี้...แสดงท่าทีของผู้เหนือกว่าอย่างชัดเจน ในใจก็เข้าใจขึ้นมาหลายส่วนเห็นที...จะไม่ได้มาดีสินะ!“เจ้าก็คือซ่งรั่วเจิน?”พระชายาเช่ออ๋องมองประเมินซ่งรั่วเจิน ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าแม่นางผู้นี้เป็นหญิงงามผู้หนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สามารถอาศัยสถานะหญิงที่เคยถอนหมั้นไปเข้าตาฉู่อ๋องได้แล้วสายตาฉู่อ๋องสูงส่งมาแต่ไหนแต่ไร หลายปีมานี้ไม่เคยต้องตาแม่นางคนใดมาก่อน แต่กลับถูกนางล่อลวงจนลุ่มหลงหัวปักหัวปำ ชั่วขณะนี้เมื่อได้เห็นแล้วก็จำต้องยอมรับว่างดงามจริงดังกล่าว“เพคะ” ซ่งรั่วเจินตอบรับ “ไม่ทราบว่าพระชายาเช่ออ๋องมาหาหม่อมฉันด้วยธุระอันใดหรือเพคะ?”“ข้าไ
พี่ใหญ่ถูกลอบโจมตีจนเกือบไม่รอดชีวิตกลับมา หลังกลับมาแล้วขาทั้งสองข้างยังพิการ ท่านพ่อก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยถ้ามีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้...“ส่วนจิ่งเซิน เขาได้ทำการค้าบ่อยๆ เชี่ยวชาญการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน พวกเจ้าเดินไปทางไปด้วยกันสามารถปลอมเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ไปค้าขาย ผู้คนจะได้ไม่สงสัยโดยง่าย” ซ่งเยี่ยนโจวกล่าวซ่งจิ่งเซินพยักหน้ารัวๆ “ใช่แล้ว มีข้าอยู่ด้วย สามารถตัดความยุ่งยากไปได้มากที่สุดแล้ว!”ทุกคนล้วนเข้าใจเรื่องนี้ดี ยามออกไปข้างนอก การมีไหวพริบในการจัดการเรื่องราวเฉพาะหน้าสามารถลดปัญหาได้ นอกจากนี้ ซ่งจิ่งเซินก็ยังมีประสบการณ์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องแสดงละครด้วยซ้ำ แค่นำกลุ่มพ่อค้าออกเดินทางก็สามารถตบตาผู้คนได้อย่างง่ายดายกู้หรูเยียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าปลอดภัยขึ้นมากจึงกล่าวว่า “เจินเอ๋อร์ ทำตามที่พี่ใหญ่เจ้าพูดเถอะนะ? เช่นนี้พวกข้าจะได้คลายใจ”ซ่งรั่วเจินเหลือบมองพวกซ่งจืออวี้สองฝาแฝดก็เห็นพวกเขาพยักหน้าเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนลูกไก่จิกข้าวสารกระนั้น นางกล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าค่ะ งั้นประเดี๋ยวค่อยมาดูกันว่าต้องเตรียมสิ่งใดไปบ้าง”“น้องหญิงห้า เรื่องนี้เจ้ายกให้เป็นหน้าที
ซ่งรั่วเจินตัดสินใจไปรับบิดากลับมา ก่อนออกเดินทางย่อมต้องเตรียมสิ่งของมากมาย แต่ก่อนหน้านั้นยังต้องบอกคนในครอบครัวเสียก่อนหลังนางบอกเรื่องที่จะเดินทางไปชายแดน คนในจวนล้วนอึ้งตกใจกันหมด“เจินเอ๋อร์ เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าจะไปชายแดนด้วยตัวเอง?” กู้หรูเยียนมีสีหน้าตกตะลึง “ก่อนนี้ไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อนเลย”“น้องหญิงห้า ถ้าเจ้าเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านพ่อก็ให้พี่ชายอย่างพวกข้าไปดีกว่า ผู้หญิงแบบเจ้าไปสถานที่ห่างไกลปานนั้นจะอันตรายเกินไปแล้ว” ซ่งจืออวี้เอ่ยอย่างร้อนใจซ่งจิ่งเซินพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเขารับราชการอาจไม่สะดวก ข้ามีประสบการณ์เดินทางโชกโชน ให้ข้าไปดีกว่า!”“ความจริงสาเหตุที่ข้าจะเดินทางไปเป็นเพราะข้าทำนายดวงชะตาให้ท่านพ่อ”เมื่อซ่งรั่วเจินเอ่ยวาจาประโยคนี้ออกมา สีหน้าทุกคนในห้องล้วนเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หรือว่าจะเกิดปัญหาอันใด?“ก่อนนี้ข้าก็เคยทำนายเหมือนกัน ดวงชะตาของท่านพ่อปลอดภัยไร้อันตราย สามารถกลับมาได้อย่างราบรื่น แต่ช่วงนี้เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้น น่าจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก”“ถ้าไม่ไป ข้ากังวลว่าอาจมีอันตราย ดังนั้นจึงคิดว่าจะไปด้วยตั
“ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันได้ค้นตัวไต้ซือเทียนจีใช่หรือไม่?” ซ่งรั่วเจินถามซ่งเยี่ยนโจวพยักหน้า “ก่อนหน้านี้คนผู้นั้นรีบร้อนเกินไป พวกข้าไม่เปิดโอกาสให้เขา แต่ว่ากันตามปกติแล้ว ของที่มีค่ามากมักจะไม่พกติดตัวไว้”“สิ่งสำคัญที่สุดมักไม่พกติดตัวก็จริง แต่คนในวงการพวกข้า โดยเฉพาะคนชั่วร้ายอย่างเขา จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเก็บจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ข่มขู่อย่างแน่นอน”คิ้วบางของซ่งรั่วเจินเลิกขึ้นน้อยๆ ต่อให้เคยเจอไต้ซือเทียนจีเพียงครั้งเดียว แต่ก็ทราบว่าเป็นจิ้งจอกเฒ่าผู้หนึ่งกระทำเรื่องชั่วช้ามาหลายปีขนาดนี้แต่ก็ยังอยู่รอดปลอดภัย แล้วจะไม่มีวิธีปกป้องตัวเองเลยได้อย่างไร?กู้ชิงฉือได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปข้างกายไต้ซือเทียนจีแล้วเริ่มค้นหาอย่างละเอียด การค้นตัวครั้งนี้พบว่านอกจากยันต์ที่อ่านไม่ออกพวกนั้นแล้วยังมียาลูกกลอนอีกสองเม็ด“ไม่มีของอย่างอื่น แต่มีหินก้อนหนึ่ง นี่คือหยิบติดตัวมาด้วยงั้นรึ?”กู้ชิงฉือมองก้อนหินในมือ หินก้อนนี้แม้พอจะนับได้ว่ามนเกลี้ยง แต่ก็ดูแตกต่างจากก้อนหินที่พบเห็นได้ทั่วไปบริเวณริมแม่น้ำมากเกินไป“ข้าขอดูหน่อย”ซ่งรั่วเจินก้าวเร็วๆ เข้ามาหา มองก้อนหินในมือแ
เมื่อซ่งเยี่ยนโจวเอ่ยปากสอบถาม สายตาทุกคนก็ต่างจับจ้องมายังซ่งรั่วเจิน พวกเขาในตอนนี้ไม่กล้าบุ่มบ่ามรบกวนแล้วฉู่จวินถิงก็เป็นห่วงดุจเดียวกัน เขารู้ว่าวิชาแพทย์ของรั่วเจินนั้นไม่ธรรมดา เก่งกาจกว่าหมอหลวงในวังหลวงมากนัก ถ้านางบอกว่าช่วยไม่ได้ก็แสดงว่าหมดหนทางแล้วจริงๆ“ยังช่วยได้”ซ่งรั่วเจินพูดโดยที่มือยังเคลื่อนไหวไม่หยุด นางลังเลไปชั่วครู่ก็หยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมายัดเข้าไปในปากของชายผู้นั้นซ่งเยี่ยนโจว “...” อีกแล้ว?ซ่งรั่วเจินรู้ว่าตนเองนำสิ่งของมากมายติดตัวมาเช่นนี้จะทำให้คนสงสัย แต่ช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า อย่างไรเสียแค่พูดจาส่งเดชไม่กี่ประโยคก็สามารถกลบเกลื่อนเรื่องนี้ได้แล้วตั้งแต่นางทะลุมิติมาก็มีมิติขนาดเล็กเป็นของตัวเอง ยาเอย ยันต์เอย ยามปกติล้วนเก็บไว้ในนั้น นับว่าสะดวกมากทีเดียวหลังจากชายหนุ่มที่มีท่าทางอ่อนแอสุดขีดกลืนยาเม็ดนั้นลงไปก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดแต่เดิมบรรเทาลงบ้าง การหายใจก็ไม่ได้ยากลำบากถึงเพียงนั้นอีกแล้ว“ส่งคนไปหารถม้าหรือยัง?” ฉู่จวินถิงถามจ้าวเจียงพยักหน้า “เรียนท่านอ๋อง ส่งคนไปจัดการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ข้าฟัง
“หม่อมฉันได้ยินมาว่าบนบัญชีรายชื่อมีอยู่สิบกว่าคน ไม่รู้อาการของคนอื่นร้ายแรงหรือไม่?” ซ่งรั่วเจินเอ่ยถาม“ในหมู่คนเหล่านั้นมีลูกสะใภ้ไม่เคารพแม่สามี คนแก่อายุมากแล้ว คนจึงตายไป แต่มากที่สุดยังเป็นความขัดแย้งของอนุภรรยาและภรรยาเอก”“คนส่วนใหญ่ล้วนคล้ายพระชายาเซียงอ๋อง ตกอยู่ในฝันร้าย ยังป่วยหนักอีกด้วย อนุอวิ๋นนับว่าลงทุนลงแรงมากทีเดียว” ฉู่จวินถิงพูด“อนุอวิ๋นเป็นคนโหดเหี้ยมไม่ผิดไปดังคาด แต่ยังเสแสร้งใจดีมีเมตตา ปรากฎว่ามีเพียงใต้เท้าอวิ๋นตัวโง่งมคนนี้ถึงจะหลงเชื่อ”ซ่งรั่วเจินไม่แปลกใจ ความยากในการเลี้ยงดูผีทวงชีวิตนั้นมากกว่าผีน้อยตนอื่นมาก แม้ว่าไต้ซือเทียนจีมีความสามารถอยู่บ้าง กลับไม่สามารถเลี้ยงผีทวงชีวิตหลายตนได้ตนนี้เป็นเขาใส่ใจเลี้ยงดู ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่จึงสนิทสนมกันมากจากนั้นยามทั้งคู่เดินผ่านอุโมงค์ไปจนถึงฝั่งหนึ่ง กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นสายหนึ่งชำแรกจมูกพวกซ่งเยี่ยนโจวยืนอยู่ข้างหน้า สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างมาก ส่วนซ่งรั่วเจินเองก็สังเกตเห็นศพแต่ละร่างใต้พื้น หนึ่งในนั้นมีนักพรตเต๋าคนหนึ่ง เห็นชัดว่าคือไต้ซือเทียนจี“นี่คือ...ตายทั้งหมดแล้ว?”“เดิมที