บทที่ 7 ข่าวลือ“พระสนมเพคะ เพราะวันนั้นที่พระสนมเจอกับองค์ชายทำให้เกิดข่าวลือ ลือกันไปทั่วทั้งพระราชวังชั้นนอกและชั้นในแล้วนะเพคะ” จูหลิงสาวใช้คนสนิทเอ่ยพลางมองจางกุ้ยเฟยด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะครั้งก่อนที่เป็นเช่นนี้นายหญิงของนางเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนไม่กินไม่นอนจนเป็นไข้ไปหลายวัน แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป“ข้ารู้ดี” เฟยเฟยตอบอย่างเรียบเฉย “แต่ข้าไม่มีเวลาจะไปสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก เรื่องที่ควรสนใจคือราชองครักษ์คนนั้นเอาของคืนกลับมาให้พวกเราได้หมดหรือยังต่างหาก” จูหลิงถึงกลับถอนหายใจ “ก็มีบ้างที่ถูกทำลายไปจึงเอากลับมาไม่ได้ แต่ตามที่ข้าเขียนไปเขาก็ช่วยตามกลับมาให้จนเกือบครบแล้วเพคะ”“ดี ดีมาก อะไรแตกหักไปแล้วก็ช่าง แต่อะไรที่เป็นสิทธิของเราต้องไม่ให้ใครเอาไปรู้ไหม” กุ้ยเฟยพูดก่อนจะหันกลับไปจัดตำหนักของตนเองตามปกติ หญิงสาวเลือกของใช้ต่าง ๆ ที่สามารถหามาได้เพื่อปรับปรุงให้ห้องของนางสะดวกสบายและสวยงามมากยิ่งขึ้นในแบบที่นางชอบ นางสั่งให้สาวใช้ช่วยหาผ้าไหมเนื้อดีมาตกแต่งประตูและหน้าต่าง จัดดอกไม้สดใหม่ไว้ตามมุมห้อง และจัดเตรียมชุดน้ำชาชั้นดีไว้รับแขกยามจำเป็น ซึ่งก็แทบจะไม่มีแขกกุ้ยเฟย
บทที่ 8 รักแต่เอื้อมไม่ถึงตั้งแต่วันที่หลี่อวิ๋นได้พบกับจางกุ้ยเฟยอีกครั้ง เขาก็เริ่มแอบมาหานางที่ตำหนักกุ้ยเฟยอยู่บ่อย ๆ ด้วยการปลอมตัวเป็นราชองครักษ์ เพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามองจากทุกคนถึงอีกฝ่ายจะมองเขาเป็นเพียงแค่คนรู้จักหรือจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ในใจของเขาหญิงสาวก็ยังเป็นคนที่เขาต้องการมาเป็นชายา หากวันนั้นเขากลับมาจากชายแดนทัน เสด็จพ่อก็คงจะไม่รับนางเข้าวัง แต่ในเมื่อรับเข้ามาแล้ว เขาจึงทำได้เพียงแค่แอบมองเท่านี้แม้จะรักอีกฝ่ายมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่คิดที่จะแย่งของของบิดาตน แต่ไม่นึกว่าเพียงแค่มอง พบหรือพูดคุยบ้างก็ทำให้อีกฝ่ายต้องลำบากเสียแล้วที่จริงก็ผิดที่เขาตั้งแต่ต้น เขาแค่ยึดติดกับคำพูดที่เคยเอ่ยเล่น ๆ ยามเป็นเด็ก ที่บอกจะรับอีกฝ่ายเป็นชายา และตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพระสนมก็ตั้งใจจะตัดใจแล้วแท้ ๆ แต่เมื่อวันก่อนตอนที่ได้เจอ ใจของเขากลับดังจนแทบจะทะลุอกออกมา หากตอนนี้เสด็จพ่อถามเขาอีกครั้งว่ารักนางหรือไม่ เขาคงตอบได้เต็มปากกว่าครั้งก่อนทางด้านกุ้ยเฟย แม้จะไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับองค์ชายหลี่อวิ๋น ถึงจะรู้สึกคุ้นเคยแต่ก็เท่านั้น นางคิดว่านี่คงเป็นเพราะร่างกายเจ้าของเด
บทที่ 9 สงบสุขที่ไม่ได้แปลว่าสงบสุขข่าวการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่สนข่าวลือของจางกุ้ยเฟยเริ่มกระจายไปทั่ววังหลวง และมันทำให้สนมเจินไม่พอใจอย่างมาก นางเก็บความโกรธไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มหันมามองกุ้ยเฟยในแง่ดีซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่สนมเจินต้องการทั้งที่เคยคิดว่าจางกุ้ยเฟยคงจะเป็นหญิงสาวอ่อนแอและอยู่ได้ไม่นานนักในวังหลัง ดูเหมือนตอนนี้ที่เคยคิดเอาไว้จะผิดไปเสียทั้งหมด “ถ้าแค่นี้ทนได้ก็ทนต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน” เช้าวันถัดมาขณะที่เฟยเฟยกำลังนั่งอยู่ในสวน สนมเจินก็เข้ามาหาโดยมีนางกำนัลคนสนิทและขันทีเดินตามเข้ามาติด ๆ หญิงสาวกรีดยิ้มอย่างน่ากลัวก่อนจะเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตรแต่แฝงไปด้วยคำพูดจาเหน็บแนม"ตำหนักของจางกุ้ยเฟยช่างเงียบเหงาเสียจริง ๆ นะ นางกำนัลและขันทีหายไปไหนกันหมดหรือ นี่พระสนมคงไม่ต้องกวาดถูตำหนักเองกระมัง” สนมเจินเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่แฝงความเยาะเย้ยแต่เฟยเฟยที่ได้ฟังกลับยิ้มเรียบๆ "ตำหนักของข้าเงียบก็จริง แต่ก็สงบใจดีไม่วุ่นวายเท่านั้น อ้อ แต่ก็เพิ่งวุ่นวายเมื่อครู่ เสียงคล้ายนกร้องบาดแก้วหู ดูเหมือนจะเป็นตอนที่พระสนมเข้ามากระมัง" แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ปากคอแบ
บทที่ 10 นางเปลี่ยนไปค่ำคืนที่เงียบสงบ เหล่าข้าราชบริพารต่างทำหน้าที่ของตน นางกำนัลและขันทีไม่ได้เดินกันขวักไขว่เท่ากับตอนกลางวัน จึงทำให้หลี่อวิ๋นที่อยู่ในชุดราชองครักษ์เดินไปมาได้อย่างสบายใจและไม่มีใครสังเกตและสงสัยตัวเขาแน่นอนว่าหลี่อวิ๋นรู้ว่าราชองครักษ์ตัวจริงจะเดินมาถึงตรงนี้เมื่อไร ในเมื่อตารางการตรวจตราอยู่ในมือจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะใช้ช่วงเหล่านั้นแอบเข้าไปในตำหนักจางกุ้ยเฟยชายหนุ่มแอบเดินเข้าไปข้างในตำหนักที่ค่อนข้างเงียบกว่าตำหนักอื่น ชายหนุ่มคอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้างให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตาม หลี่อวิ๋นขยับตัวเข้าไปใกล้เฟยเฟยที่นั่งอยู่ในสวนริมน้ำของตนอย่างแผ่วเบา รอบกายของนางไม่มีแม้แต่นางกำนัลหรือขันที ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่จูหลิงและขันทีน้อยจะประกบติดนายหญิงของตนเสมอเมื่อมั่นใจว่าที่ตรงนี้มีเพียงแค่เขากับหญิงสาวอยู่กันตามลำพัง หมวกราชองครักษ์ก็ถูกถอดออกเพื่อให้เห็นใบหน้าของคนด้านในชัดเจนขึ้น"มาอีกแล้วหรือ มีธุระอันใดจึงมาหาข้าถึงตำหนักเช่นนี้เล่า"หลี่อวิ๋นยิ้มและก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น เฟยเฟยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแม้แววตาของนางจะสงบนิ่งแต่ก็มีความสงสัยแฝง
บทที่ 11 ช้าไปแสงจันทร์ส่องผ่านม่านบังลมในตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาท ผู้ที่เพิ่งกลับมาหลังจากปลอมตัวเพื่อออกไปหาจางกุ้ยเฟยในยามดึก ชายหนุ่มถอนหายใจพลางปลดชุดราชองครักษ์ออกและสวมชุดรัชทายาทเช่นเดิม เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะไม้แกะสลักที่ติดกับบานหน้าต่างใต้ต้นไม้ใหญ่ มองดูใบไม้ร่วงหล่นลงมาตามสายลมที่พัดผ่าน ราวกับเป็นสัญญาณแห่งความผันแปรที่เขาไม่อาจควบคุมได้หลี่อวิ๋นคิดถึงคำพูดของเฟยเฟยอีกครั้ง ‘ท่านเองก็ระวังตนด้วย อย่าให้ใครจับได้ว่ามาหาข้าถึงตำหนักในยามดึกดื่นเช่นนี้ จะได้ไม่ต้องลำบากตัวเองเพราะข้าอีก ลำพังข้าเคยชินเสียแล้ว’ คำเตือนของนางก้องอยู่ในความคิด ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ เขารู้สึกยินดีที่หญิงสาวเป็นห่วง แม้ในใจลึก ๆ จะรู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ทุกครั้งที่ได้พบกับเฟยเฟย เขากลับรู้สึกเหมือนความรู้สึกที่เคยแสนอ้างว้างกลับมีสีสันขึ้นมาอีกครั้งมือแกร่งเอื้อมไปหยิบสุราในไหเล็กขึ้นมาเทใส่จอก ก่อนจะยกดื่มช้า ๆ เขาปล่อยให้รสขมและร้อนแผ่ซ่านไปในลำคอ ขณะเดียวกันปล่อยให้ความคิดความทรงจำในอดีตย้อนกลับคืนมา ภาพของหญิงสาวในวัยเด็กที่พูดคุยวิ่งเล่นกับเขามันบริสุทธิ์และสดใส
บทที่ 12 แผนการใส่ร้ายขันทีของสนมเจินยอบกายเข้าหาหญิงสาวอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยกระซิบอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ "สนมเจินพ่ะย่ะค่ะ มีข่าวที่อาจจะทำให้พระสนมสนใจทีเดียว มีนางกำนัลหลายคนเริ่มพูดกันว่ามีราชองครักษ์ที่เข้าออกตำหนักของจางกุ้ยเฟยบ่อยนัก ได้ยินมาว่าเขาคนนั้นมีหน้าที่จัดการเรื่องสิ่งของที่ถูกขโมยไปจากตำหนักจางกุ้ยเฟย ทั้งที่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เขากลับทำให้ข้าราชบริพารในพระราชวังเริ่มหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าเข้าไปกลั่นแกล้งหรือแตะต้องของในตำหนักนั้นอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ"สนมเจินยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ราชองครักษ์หนุ่มถึงขั้นออกหน้ารับแทนนางเช่นนั้นหรือ ช่างน่าสนใจจริง ๆ เป็นถึงราชองครักษ์แต่กลับยอมลดตัวลงมาดูแลเรื่องเล็กน้อยของสนมที่ถูกลืมในวังหลัง ดูคล้ายว่าจะเป็นคนรับใช้มากกว่าจะเป็นองค์รักษ์ในวังหลวง แต่ก็น่าชื่นชมจริง ๆ เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่ น่าชื่นชมจนควรทำให้คนทั้งวังหลวงได้รู้เรื่องนี้กันให้ทั่ว"ขันทีพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "พ่ะย่ะค่ะ ที่จริงการที่ราชองครักษ์ผู้หนึ่งยอมเสียเกียรติไปทำหน้าที่เช่นนั้น และเขายังดูแลตำหนักจางกุ้ยเฟยอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ หลายคนก็เร
บทที่ 13 ปกป้องแม้มิได้ครอบครองราชองครักษ์หนุ่มยังคงก้มหน้าลงต่ำ ใจเต้นแรงจากทั้งความกลัวและความชื่นชมและประทับใจในฝีมือขององค์รัชทายาท เขาตระหนักได้ทันทีว่าไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะองค์รัชทายาทได้เลยแม้แต่น้อยองค์รัชทายาทมองราชองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจหนัก "เจ้าลุกขึ้น แล้วตามข้ามาที่ตำหนักบูรพา ข้ามั่นใจว่าเจ้าคงเห็นบางอย่างที่ตำหนักจางกุ้ยเฟย"ราชองครักษ์หนุ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ใจเต้นแรงด้วยความตื่นตระหนกและก็เพิ่งนึกได้ตอนนี้ว่าเขาได้เข้าไปรู้เรื่องไม่ควรรู้เข้าเสียแล้วแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นยืนตามคำสั่งขององค์รัชทายาท ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไปยังตำหนักบูรพาโดยไม่ขัดขืนเมื่อไปถึงตำหนักบูรพา องค์รัชทายาทก็นั่งลงและจ้องราชองครักษ์ตรงหน้าอย่างพิจารณา นัยน์ตาเฉียบคมของพระองค์บ่งบอกว่าไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดรอดสายตานั้นได้"เจ้าคงสงสัยว่าข้าไปตำหนักจางกุ้ยเฟยทำไมใช่หรือไม่" องค์รัชทายาทเอ่ยเสียงเรียบราชองครักษ์หนุ่มก้มหน้าลง "กระหม่อมไม่กล้าคิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่ปฏิบัติตามหน้าที่"องค์รัชทายาทพยักหน้าเล็กน้อย "ดี หากเจ
บทที่ 14 ความหวังดีจากพ่อหลังจากที่หลี่อวิ๋นออกจากห้องทรงงานไป ฮ่องเต้ก็ไอหนักออกมา อาการที่เขาเป็นยิ่งเหมือนเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับตัวของเขา สายตาของคนมีอายุเหลือบมองไปที่สวนด้านนอกที่ดอกไม้เบ่งบานสะพรั่งแต่ใจของคนมองกลับไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความสวยงามของมันเลย เพราะความวิตกกังวลแทรกซึมเข้าสู่วิญญาณไปแล้ว เวลาที่เหลือก็ไม่รู้ว่าจะเพียงพอต่อการจัดการทุกอย่างหรือเปล่าขันทีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป จึงพยายามทำให้เจ้านายของตนผ่อนคลายมากขึ้น“ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นห่วงรัชทายาทหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะไม่ตอบแต่ท่าทางคิดหนักนั่นก็มากเพียงพอที่จะตอบแล้ว “ทั้งหลี่อวิ๋นและจางกุ้ยเฟย...” คนมีอายุไอและเริ่มพูด “ไม่รู้ว่าภาระหน้าที่นี้จะเร็วไปไหมสำหรับคนทั้งสอง อีกทั้งสถานการณ์ตอนนี้มันก็ซับซ้อนเกินไป จะแก้ไขให้ไม่ผิดเพี้ยนก็คงจะไม่ได้”“อย่าทรงกังวลพระทัยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ในสถานการณ์ตอนนั้นการรับคุณหนูจางเข้ามาในพระราชวังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากนางยังอยู่ข้างนอกคงจะวุ่นวายกว่านี้อีก”“เรารู้...เพราะรู้ดีถึงได้ทำเช่นนี้ลงไป” ฮ่องเต้ถอ
บทที่ 15 จากลาอีกครั้งเมื่อเฟยเฟยได้ยินข่าวว่าหลี่อวิ๋นต้องออกไปรบอีกครั้ง หัวใจของนางก็รู้สึกหน่วงขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ถึงแม้จะรู้ดีว่าในฐานะของกุ้ยเฟย การแสดงความกังวลอย่างเปิดเผยต่อรัชทายาทของแผ่นดินนั้นไม่เหมาะสม ทว่าส่วนหนึ่งในใจกลับบีบคั้นจนทำให้หญิงสาวต้องหาทางส่งความรู้สึกนี้ออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้เฟยเฟยรีบเขียนข้อความสั้น ๆ ลงในจดหมายด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ก่อนจะมอบมันให้กับจูหลิงสาวใช้ที่อยู่เคียงข้างนางมาตลอด “จูหลิง ช่วยส่งจดหมายฉบับนี้ไปให้...องค์ชายด้วย…แต่ระวังอย่าให้ใครจับได้เด็ดขาดเข้าใจไหม”“พระสนม” จูหลิงมองนายหญิงของตัวเองด้วยสายตาไม่เข้าใจ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นนางก็รับจดหมายมาจากมือของหญิงสาวเฟยเฟยมองตามหลังนางกำนัลของนางที่ต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ออกไปจากตำหนักก็คิดในใจว่า บางทีความรู้สึกของนางที่มีต่อหลี่อวิ๋นคงลึกซึ้งเกินกว่าที่จะมองข้ามไปเสียแล้วเฟยเฟยรู้สึกได้ว่าในระยะหลัง ๆ ความสะดวกสบายในพระราชวังหรูหราแห่งนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อทั้ง ๆ ที่เคยชอบแท้ ๆ แต่ทุกสิ่งที่เคยให้ความสำราญกลับไม่อาจเติมเต็มใจของนางได้อีกต่อไป เพราะในใจของเฟยเฟยนั้น มีเพีย
บทที่ 14 ความหวังดีจากพ่อหลังจากที่หลี่อวิ๋นออกจากห้องทรงงานไป ฮ่องเต้ก็ไอหนักออกมา อาการที่เขาเป็นยิ่งเหมือนเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับตัวของเขา สายตาของคนมีอายุเหลือบมองไปที่สวนด้านนอกที่ดอกไม้เบ่งบานสะพรั่งแต่ใจของคนมองกลับไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความสวยงามของมันเลย เพราะความวิตกกังวลแทรกซึมเข้าสู่วิญญาณไปแล้ว เวลาที่เหลือก็ไม่รู้ว่าจะเพียงพอต่อการจัดการทุกอย่างหรือเปล่าขันทีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป จึงพยายามทำให้เจ้านายของตนผ่อนคลายมากขึ้น“ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นห่วงรัชทายาทหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะไม่ตอบแต่ท่าทางคิดหนักนั่นก็มากเพียงพอที่จะตอบแล้ว “ทั้งหลี่อวิ๋นและจางกุ้ยเฟย...” คนมีอายุไอและเริ่มพูด “ไม่รู้ว่าภาระหน้าที่นี้จะเร็วไปไหมสำหรับคนทั้งสอง อีกทั้งสถานการณ์ตอนนี้มันก็ซับซ้อนเกินไป จะแก้ไขให้ไม่ผิดเพี้ยนก็คงจะไม่ได้”“อย่าทรงกังวลพระทัยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ในสถานการณ์ตอนนั้นการรับคุณหนูจางเข้ามาในพระราชวังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากนางยังอยู่ข้างนอกคงจะวุ่นวายกว่านี้อีก”“เรารู้...เพราะรู้ดีถึงได้ทำเช่นนี้ลงไป” ฮ่องเต้ถอ
บทที่ 13 ปกป้องแม้มิได้ครอบครองราชองครักษ์หนุ่มยังคงก้มหน้าลงต่ำ ใจเต้นแรงจากทั้งความกลัวและความชื่นชมและประทับใจในฝีมือขององค์รัชทายาท เขาตระหนักได้ทันทีว่าไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะองค์รัชทายาทได้เลยแม้แต่น้อยองค์รัชทายาทมองราชองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจหนัก "เจ้าลุกขึ้น แล้วตามข้ามาที่ตำหนักบูรพา ข้ามั่นใจว่าเจ้าคงเห็นบางอย่างที่ตำหนักจางกุ้ยเฟย"ราชองครักษ์หนุ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ใจเต้นแรงด้วยความตื่นตระหนกและก็เพิ่งนึกได้ตอนนี้ว่าเขาได้เข้าไปรู้เรื่องไม่ควรรู้เข้าเสียแล้วแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นยืนตามคำสั่งขององค์รัชทายาท ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไปยังตำหนักบูรพาโดยไม่ขัดขืนเมื่อไปถึงตำหนักบูรพา องค์รัชทายาทก็นั่งลงและจ้องราชองครักษ์ตรงหน้าอย่างพิจารณา นัยน์ตาเฉียบคมของพระองค์บ่งบอกว่าไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดรอดสายตานั้นได้"เจ้าคงสงสัยว่าข้าไปตำหนักจางกุ้ยเฟยทำไมใช่หรือไม่" องค์รัชทายาทเอ่ยเสียงเรียบราชองครักษ์หนุ่มก้มหน้าลง "กระหม่อมไม่กล้าคิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่ปฏิบัติตามหน้าที่"องค์รัชทายาทพยักหน้าเล็กน้อย "ดี หากเจ
บทที่ 12 แผนการใส่ร้ายขันทีของสนมเจินยอบกายเข้าหาหญิงสาวอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยกระซิบอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ "สนมเจินพ่ะย่ะค่ะ มีข่าวที่อาจจะทำให้พระสนมสนใจทีเดียว มีนางกำนัลหลายคนเริ่มพูดกันว่ามีราชองครักษ์ที่เข้าออกตำหนักของจางกุ้ยเฟยบ่อยนัก ได้ยินมาว่าเขาคนนั้นมีหน้าที่จัดการเรื่องสิ่งของที่ถูกขโมยไปจากตำหนักจางกุ้ยเฟย ทั้งที่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เขากลับทำให้ข้าราชบริพารในพระราชวังเริ่มหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าเข้าไปกลั่นแกล้งหรือแตะต้องของในตำหนักนั้นอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ"สนมเจินยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ราชองครักษ์หนุ่มถึงขั้นออกหน้ารับแทนนางเช่นนั้นหรือ ช่างน่าสนใจจริง ๆ เป็นถึงราชองครักษ์แต่กลับยอมลดตัวลงมาดูแลเรื่องเล็กน้อยของสนมที่ถูกลืมในวังหลัง ดูคล้ายว่าจะเป็นคนรับใช้มากกว่าจะเป็นองค์รักษ์ในวังหลวง แต่ก็น่าชื่นชมจริง ๆ เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่ น่าชื่นชมจนควรทำให้คนทั้งวังหลวงได้รู้เรื่องนี้กันให้ทั่ว"ขันทีพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "พ่ะย่ะค่ะ ที่จริงการที่ราชองครักษ์ผู้หนึ่งยอมเสียเกียรติไปทำหน้าที่เช่นนั้น และเขายังดูแลตำหนักจางกุ้ยเฟยอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ หลายคนก็เร
บทที่ 11 ช้าไปแสงจันทร์ส่องผ่านม่านบังลมในตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาท ผู้ที่เพิ่งกลับมาหลังจากปลอมตัวเพื่อออกไปหาจางกุ้ยเฟยในยามดึก ชายหนุ่มถอนหายใจพลางปลดชุดราชองครักษ์ออกและสวมชุดรัชทายาทเช่นเดิม เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะไม้แกะสลักที่ติดกับบานหน้าต่างใต้ต้นไม้ใหญ่ มองดูใบไม้ร่วงหล่นลงมาตามสายลมที่พัดผ่าน ราวกับเป็นสัญญาณแห่งความผันแปรที่เขาไม่อาจควบคุมได้หลี่อวิ๋นคิดถึงคำพูดของเฟยเฟยอีกครั้ง ‘ท่านเองก็ระวังตนด้วย อย่าให้ใครจับได้ว่ามาหาข้าถึงตำหนักในยามดึกดื่นเช่นนี้ จะได้ไม่ต้องลำบากตัวเองเพราะข้าอีก ลำพังข้าเคยชินเสียแล้ว’ คำเตือนของนางก้องอยู่ในความคิด ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ เขารู้สึกยินดีที่หญิงสาวเป็นห่วง แม้ในใจลึก ๆ จะรู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ทุกครั้งที่ได้พบกับเฟยเฟย เขากลับรู้สึกเหมือนความรู้สึกที่เคยแสนอ้างว้างกลับมีสีสันขึ้นมาอีกครั้งมือแกร่งเอื้อมไปหยิบสุราในไหเล็กขึ้นมาเทใส่จอก ก่อนจะยกดื่มช้า ๆ เขาปล่อยให้รสขมและร้อนแผ่ซ่านไปในลำคอ ขณะเดียวกันปล่อยให้ความคิดความทรงจำในอดีตย้อนกลับคืนมา ภาพของหญิงสาวในวัยเด็กที่พูดคุยวิ่งเล่นกับเขามันบริสุทธิ์และสดใส
บทที่ 10 นางเปลี่ยนไปค่ำคืนที่เงียบสงบ เหล่าข้าราชบริพารต่างทำหน้าที่ของตน นางกำนัลและขันทีไม่ได้เดินกันขวักไขว่เท่ากับตอนกลางวัน จึงทำให้หลี่อวิ๋นที่อยู่ในชุดราชองครักษ์เดินไปมาได้อย่างสบายใจและไม่มีใครสังเกตและสงสัยตัวเขาแน่นอนว่าหลี่อวิ๋นรู้ว่าราชองครักษ์ตัวจริงจะเดินมาถึงตรงนี้เมื่อไร ในเมื่อตารางการตรวจตราอยู่ในมือจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะใช้ช่วงเหล่านั้นแอบเข้าไปในตำหนักจางกุ้ยเฟยชายหนุ่มแอบเดินเข้าไปข้างในตำหนักที่ค่อนข้างเงียบกว่าตำหนักอื่น ชายหนุ่มคอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้างให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตาม หลี่อวิ๋นขยับตัวเข้าไปใกล้เฟยเฟยที่นั่งอยู่ในสวนริมน้ำของตนอย่างแผ่วเบา รอบกายของนางไม่มีแม้แต่นางกำนัลหรือขันที ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่จูหลิงและขันทีน้อยจะประกบติดนายหญิงของตนเสมอเมื่อมั่นใจว่าที่ตรงนี้มีเพียงแค่เขากับหญิงสาวอยู่กันตามลำพัง หมวกราชองครักษ์ก็ถูกถอดออกเพื่อให้เห็นใบหน้าของคนด้านในชัดเจนขึ้น"มาอีกแล้วหรือ มีธุระอันใดจึงมาหาข้าถึงตำหนักเช่นนี้เล่า"หลี่อวิ๋นยิ้มและก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น เฟยเฟยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแม้แววตาของนางจะสงบนิ่งแต่ก็มีความสงสัยแฝง
บทที่ 9 สงบสุขที่ไม่ได้แปลว่าสงบสุขข่าวการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่สนข่าวลือของจางกุ้ยเฟยเริ่มกระจายไปทั่ววังหลวง และมันทำให้สนมเจินไม่พอใจอย่างมาก นางเก็บความโกรธไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มหันมามองกุ้ยเฟยในแง่ดีซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่สนมเจินต้องการทั้งที่เคยคิดว่าจางกุ้ยเฟยคงจะเป็นหญิงสาวอ่อนแอและอยู่ได้ไม่นานนักในวังหลัง ดูเหมือนตอนนี้ที่เคยคิดเอาไว้จะผิดไปเสียทั้งหมด “ถ้าแค่นี้ทนได้ก็ทนต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน” เช้าวันถัดมาขณะที่เฟยเฟยกำลังนั่งอยู่ในสวน สนมเจินก็เข้ามาหาโดยมีนางกำนัลคนสนิทและขันทีเดินตามเข้ามาติด ๆ หญิงสาวกรีดยิ้มอย่างน่ากลัวก่อนจะเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตรแต่แฝงไปด้วยคำพูดจาเหน็บแนม"ตำหนักของจางกุ้ยเฟยช่างเงียบเหงาเสียจริง ๆ นะ นางกำนัลและขันทีหายไปไหนกันหมดหรือ นี่พระสนมคงไม่ต้องกวาดถูตำหนักเองกระมัง” สนมเจินเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่แฝงความเยาะเย้ยแต่เฟยเฟยที่ได้ฟังกลับยิ้มเรียบๆ "ตำหนักของข้าเงียบก็จริง แต่ก็สงบใจดีไม่วุ่นวายเท่านั้น อ้อ แต่ก็เพิ่งวุ่นวายเมื่อครู่ เสียงคล้ายนกร้องบาดแก้วหู ดูเหมือนจะเป็นตอนที่พระสนมเข้ามากระมัง" แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ปากคอแบ
บทที่ 8 รักแต่เอื้อมไม่ถึงตั้งแต่วันที่หลี่อวิ๋นได้พบกับจางกุ้ยเฟยอีกครั้ง เขาก็เริ่มแอบมาหานางที่ตำหนักกุ้ยเฟยอยู่บ่อย ๆ ด้วยการปลอมตัวเป็นราชองครักษ์ เพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามองจากทุกคนถึงอีกฝ่ายจะมองเขาเป็นเพียงแค่คนรู้จักหรือจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ในใจของเขาหญิงสาวก็ยังเป็นคนที่เขาต้องการมาเป็นชายา หากวันนั้นเขากลับมาจากชายแดนทัน เสด็จพ่อก็คงจะไม่รับนางเข้าวัง แต่ในเมื่อรับเข้ามาแล้ว เขาจึงทำได้เพียงแค่แอบมองเท่านี้แม้จะรักอีกฝ่ายมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่คิดที่จะแย่งของของบิดาตน แต่ไม่นึกว่าเพียงแค่มอง พบหรือพูดคุยบ้างก็ทำให้อีกฝ่ายต้องลำบากเสียแล้วที่จริงก็ผิดที่เขาตั้งแต่ต้น เขาแค่ยึดติดกับคำพูดที่เคยเอ่ยเล่น ๆ ยามเป็นเด็ก ที่บอกจะรับอีกฝ่ายเป็นชายา และตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพระสนมก็ตั้งใจจะตัดใจแล้วแท้ ๆ แต่เมื่อวันก่อนตอนที่ได้เจอ ใจของเขากลับดังจนแทบจะทะลุอกออกมา หากตอนนี้เสด็จพ่อถามเขาอีกครั้งว่ารักนางหรือไม่ เขาคงตอบได้เต็มปากกว่าครั้งก่อนทางด้านกุ้ยเฟย แม้จะไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับองค์ชายหลี่อวิ๋น ถึงจะรู้สึกคุ้นเคยแต่ก็เท่านั้น นางคิดว่านี่คงเป็นเพราะร่างกายเจ้าของเด
บทที่ 7 ข่าวลือ“พระสนมเพคะ เพราะวันนั้นที่พระสนมเจอกับองค์ชายทำให้เกิดข่าวลือ ลือกันไปทั่วทั้งพระราชวังชั้นนอกและชั้นในแล้วนะเพคะ” จูหลิงสาวใช้คนสนิทเอ่ยพลางมองจางกุ้ยเฟยด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะครั้งก่อนที่เป็นเช่นนี้นายหญิงของนางเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนไม่กินไม่นอนจนเป็นไข้ไปหลายวัน แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป“ข้ารู้ดี” เฟยเฟยตอบอย่างเรียบเฉย “แต่ข้าไม่มีเวลาจะไปสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก เรื่องที่ควรสนใจคือราชองครักษ์คนนั้นเอาของคืนกลับมาให้พวกเราได้หมดหรือยังต่างหาก” จูหลิงถึงกลับถอนหายใจ “ก็มีบ้างที่ถูกทำลายไปจึงเอากลับมาไม่ได้ แต่ตามที่ข้าเขียนไปเขาก็ช่วยตามกลับมาให้จนเกือบครบแล้วเพคะ”“ดี ดีมาก อะไรแตกหักไปแล้วก็ช่าง แต่อะไรที่เป็นสิทธิของเราต้องไม่ให้ใครเอาไปรู้ไหม” กุ้ยเฟยพูดก่อนจะหันกลับไปจัดตำหนักของตนเองตามปกติ หญิงสาวเลือกของใช้ต่าง ๆ ที่สามารถหามาได้เพื่อปรับปรุงให้ห้องของนางสะดวกสบายและสวยงามมากยิ่งขึ้นในแบบที่นางชอบ นางสั่งให้สาวใช้ช่วยหาผ้าไหมเนื้อดีมาตกแต่งประตูและหน้าต่าง จัดดอกไม้สดใหม่ไว้ตามมุมห้อง และจัดเตรียมชุดน้ำชาชั้นดีไว้รับแขกยามจำเป็น ซึ่งก็แทบจะไม่มีแขกกุ้ยเฟย