ร่างบางเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านด้วยชุดเดรสลายดอกไม้แขนตุ๊กตาสั้นเหนือเข่าเพียงเล็กน้อย ผมถูกรวบครึ่งหัวแล้วปล่อยยาวลงมาปลายดัดลอนเพียงเล็กน้อย ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มสีสันส่งให้เธอดูน่ามองมากยิ่งขึ้น กว่าจะลงมาได้ก็หมุนดูตัวเองในกระจกหลายรอบจนอดหัวเราะในความตื่นเต้นครั้งนี้ไม่ได้ เขาชวนเธอไปกินข้าวด้วยกันเป็นครั้งแรกมันเหมือนกับเดตแรกของเราสองคน“สวยจริงลูกแม่ ทานอาหารให้อร่อยนะจ๊ะคุณวรรณภาลูบศีรษะลูกสะใภ้ด้วยความเอ็นดู เหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดีในทางที่ควร จะเป็น“ค่ะ หนูไปก่อนนะคะ” ไม่อยากไปสายเธอจึงเลือกที่จะไปรอเขาก่อนเวลานัดลุงแซมเปิดประตูให้ส่งยิ้มพร้อมชมคุณผู้หญิงคนเล็กของบ้าน“วันนี้คุณนิทสวยมากเลยครับ” “ขอบคุณค่ะ” ได้รับคำชมก็เก้อเขินเล็กน้อยขึ้นไปนั่งบนรถรอจนกระทั่งลุงแซมออกรถไปยังที่หมายคือโรงแรมระดับห้าดาวรถติดมากเป็นพิเศษกว่าจะถึงก็ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งทั้งที่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก หล่อนยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาหกโมงครึ่งแล้วจึงรีบลงจากรถด้วยความรีบ เธอนำบัตรวีไอพีที่เขาให้ไว้กับเธอยื่นให้พนักงานดูเขาจึงได้นำไปยังชั้นดาดฟ้าเมื่อถึงสถานที่ดินเนอร์เธอก็ตกตะ
รถคันหรูขับเข้ามาจอดภายในโรงรถในเวลาห้าทุ่มครึ่ง เขาหยิบของลงมาพอดีกับที่รถอีกคันมาจอดเทียบ พสุหันไปมองพี่ชายที่ลงมาจากรถด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า“พึ่งกลับมาหรือพี่” คำทักทายทำให้ภมรแปลกใจไม่คิดว่าน้องจะกลับมาพูดราวกับไม่เคยมีเรื่องเคืองขุ่นต่อกัน“ใช่ แล้วนายไปไหนมาทำไมกลับเอาป่านนี้”“พอดีไปเคลียร์อะไรนิดหน่อยน่ะ” สองพี่น้องเดินเข้ามาภายในบ้านพร้อมกันก่อนจะแยกไปห้องของตนเองก่อนเข้าห้องพสุเรียกกำลังใจให้กับตนเองราวกับกลัวนักหนาทั้งที่ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด เข้าห้องได้ก็มืดไปหมดเขาจึงเปิดไฟหลอดเล็กเห็นนิทรานอนหลับอยู่บนเตียง ร่างหนานำชุดที่เปียกแยกไว้เดินกลับมานั่งบนเตียง“ขอโทษนะ” มือหนาค่อยๆ แตะที่หน้าผากมนแผ่วเบา เขารู้สึกผิดต่อเธอยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายรอนานขนาดไหนก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่แย่ที่สุด เขาจัดผมให้เธอนอนสบายมากขึ้นแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดมานอนข้างกายภรรยาของตนเอง“อือ” มือหนากอดเอวบางเอาไว้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวนิทราลืมตามาก็เห็นพสุที่มองตนอยู่ก่อนแล้วยังมือหนาที่โอบกอดเอาไว้อีก เธอขืนตัวออกหากเขากลับรัดแน่นขึ้น“ปล่อยนะ”“อากาศมันหนาว กอดกันจะได้อุ่น” เขายิ้มให้ราวกลับไปเป็
เพียะ“เธอกล้าทำแบบนี้ได้ยังไงพสุ เธอทำกับผู้หญิงที่รักเธอได้ยังไง” คำพูดห่างเหินที่กล่าวกับลูกชายพร้อมกับแรงที่กระทบใบหน้ายิ่งสร้างความรู้สึกผิดให้กับพสุมากขึ้นร่างสูงไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไปเพียงแค่กล่าวคำสั้นๆ“ผมขอโทษ” คุณวรรณนภากำมือแน่นอดสงสารลูกชายไม่ได้เมื่อเห็นแววตาแดงก่ำที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไหล่หนาลู่ลงอย่างน่าสงสาร“ขอโทษไปมันก็เอาลูกของเธอกลับมาไม่ได้แล้ว” พสุมองหน้ามารดาแม้ใจจะเต้นระรัวไปด้วยความกลัวแต่มันกลับแฝงความหวังเอาไว้ เขาจับไหล่มารดาแน่นพยายามยึดเป็นหลักในการยืน“แม่หมายความว่ายังไง” คุณวรรณนภาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ตอนแรกที่เธอรู้ก็แทบเป็นลมไปเหมือนกัน แม้ภายนอกพสุจะดูแข็งแกร่งแต่แท้จริงแล้วเขายังแฝงความเป็นเด็กชายที่ยังรับเรื่องหนักไม่ไหว“หนูนิทแท้ง” มือหนาทิ้งลงข้างลำตัวทันทีเมื่อรู้ข่าว เขาแทบยืนไม่ได้จนต้องเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างคุณยลลดาที่ไม่พูดจาเลยสักคำทั้งที่เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูกหากแต่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ต้องมารับรู้ว่าลูกได้จากเขาไปแล้ว น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาเขาซบหน้าลงบนฝ่ามือตัวเองไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาแต่หากให้กลั้นไว้คงทำไม่ได้ มัน
วันต่อมาพสุเดินทางมาที่โรงพยาบาลเขาตรงไปยังห้องพักพิเศษซึ่งภรรยาของตนเองนอนอยู่ ร่างสูงผลักประตูเข้าไปพบเพียงนิทราที่นั่งทานอาหารอยู่บนเตียงคนเดียว ใบหน้าหวานเงยหน้ามาสบสายตาคมที่จ้องกลับมา ร่างสูงเดินเข้าหาหญิงสาว“กินข้าวหรือ” มันเป็นคำทักทายที่ดูไม่ได้เรื่องที่สุดเลย เขาก่นด่าตัวเองในใจขณะยืนข้างร่างบางนิทราหันมามองแล้วก้มลงทานอาหารที่ทางโรงพยาบาลจัดหามาให้โดยไม่ได้พูดอะไรกับเขา“น่าอร่อยจังเลย ให้ป้อนไหม” มือหนาจะหยิบช้อนจากเธอแต่อีกฝ่ายก็หันมามองนิ่งพร้อมกับขยับมือหนีนั้นเป็นการปฏิเสธทางอ้อมอย่างชัดเจน“ออกไป” หล่อนกล่าวคำสั้นๆ ที่ทำเอาชายหนุ่มนิ่งไป..แต่เขาไม่ยอมแพ้หรอก“ไม่ไป จะนั่งมองหน้าเธออยู่แบบนี้ทั้งวัน”..คราวที่อยากให้เขาอยู่ข้างกายกลับไม่พบหากในวันนี้ที่ต้องการตัดใจอีกฝ่ายกลับมาตอแยนิทราไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากรับประทานอาหารตรงหน้าจนหมดแม้ว่ามีพสุนั่งมองหน้าอยู่ทำให้อึดอัดก็ตาม“เดี๋ยวเอาไปเก็บให้”ภายในใจของนิทราภาวนาเพียงให้มารดารีบมาเพราะดูท่าพสุจะรุกหนักเหลือเกินแม้จะบอกว่าไม่ให้เขาเข้ามาก็ตามร่างสูงจัดการเก็บอาหารให้กับนิทราและเปิดทีวีกลัวเธอเบื่อ“กินผลไม้ไหม”
วันต่อมานิทราตื่นเช้ามาใส่บาตรกับมารดาแต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบพสุกับคุณวรรณนภายืนอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว แม้ใจจะอยากเดินเข้าบ้านแต่ก็คิดว่าเธอไม่ควรจะหนีเขาจึงทำหน้านิ่งเดินไปกางโต๊ะและนำของใส่บาตรวางไว้ ร่างสูงเดินมายืนข้างนิทราโดยที่มารดาไม่ต้องบอกเหมือนครั้งก่อนแล้ว“ใส่บาตรด้วยนะคะพี่ลดา”“มาสิวรรณ” หญิงสูงวัยทั้งสองเดินไปข้างกันปล่อยให้สามีภรรยาใส่บาตรด้วยกัน“ตื่นเช้ามารับอากาศบริสุทธิ์แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ คงต้องตื่นเช้าบ่อยๆ เสียแล้ว” ร่างสูงชวนคุยแต่นิทราก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไร เขาถอดรองเท้าตามหญิงสาวเพราะเห็นพระเดินมาก่อนนั่งลงใส่บาตร เมื่อเสร็จแล้วพสุก็เริ่มคิดหนักเพราะนิทราไม่ได้กล่าวอะไรกับตนแถมทำท่าจะเดินเข้าบ้านอีกด้วย“หิว หิวข้าวจังเลยครับแม่ ผมขอเข้าไปกินข้าวด้วยได้ไหมครับ” เขาเดินไปหาคุณยลลดาแล้วเอ่ยถามจนนิทราหันมามองด้วยความไม่ชอบใจ“นายก็ไปกินบ้านตัวเองสิ” ยังไม่ทันที่มารดาจะตอบนิทราก็เอ่ยขึ้นมาขัด“แต่ว่าบ้านเรายังทำอาหารไม่เสร็จใช่ไหมครับแม่” พูดคนเดียวไม่พอยังหาตัวร่วมคุณวรรณนภาเพียงแค่ยิ้มเท่านั้นไม่ได้พูดอะไร“ผมขออนุญาตไปกินข้าวเช้าด้วยนะครับแม่ลดา” ใบหน้าคมยิ้ม
เช้าวันต่อมาชายหนุ่มตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันจัดกระเป๋าออกเดินทางไปยังสนามบินโดยให้เลขาจองตั๋วไว้ให้ ตอนนี้เขาได้สั่งให้นักสืบที่จ้างไปตามหานิทราจากข้อมูลที่ได้มาก็ทราบว่าเธอเช่ารีสอร์ตเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่กับเพื่อน แต่เขาก็ยังสงสัยว่าเหตุใดหญิงสาวจึงบอกมารดาว่าอยู่บ้านเพื่อนพสุถึงสนามบินจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงเข้าไปนั่งรอภายในเกท และไม่นานเขาก็ได้ขึ้นเครื่องที่พร้อมจะทะยานไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อปรับความเข้าใจกับภรรยาของตนเอง ครั้งนี้เขาจะไม่ทำให้พลาดอีกแล้วเขาพักผ่อนสายตาจนกระทั่งเครื่องบินลงจอด ดีที่เคยติดต่องานกับเจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดนี้จึงแจ้งความประสงค์ใช้รถอีกฝ่ายก็หามาให้อย่างดีโดยมีคนขับรถมารอรับถึงหน้าสนามบิน“เธออยู่คนเดียวหรือ” หลังจากนั่งรถมาไม่นานเขาก็โทรศัพท์หานักสืบที่ตนได้ว่าจ้างทันทีด้วยความร้อนใจ“ครับ เพื่อนของเธอเก็บกระเป๋าออกไปกับผู้ชายคนหนึ่งตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ หากก็ยินดีที่เธออยู่คนเดียวอาจจะทำให้การง้อของเขาครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี“เฝ้าเธอไว้ถ้าเธอไปไหนให้รายงานผมด้วย” เขากดวางสายทันทีพลาง
ตกเย็นร่างบางที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใส่ชุดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขาสามส่วนเดินมานั่งที่ระเบียงมองบรรยากาศยามเย็นที่ตะวันลาลับฟ้าถูกแต้มให้กลายเป็นสีเข้มก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูเธอจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ประตูเปิดออกเจอพนักงานหญิงถือกล่องขนาดกลางยื่นมาให้ตนเอง“คุณผู้ชายห้องข้างๆ ฝากมาให้ค่ะ บอกให้คุณใส่แล้วเขาจะมารับไปดินเนอร์ตอนเย็น” รอยยิ้มของพนักงานหญิงที่ดูเหมือนจะมีความสุขกับภารกิจนี้เธอจึงไม่กล้าปฏิเสธยื่นมือไปรับของมาแล้วเอ่ยขอบคุณปิดประตูทันทีกล่องถูกวางบนเตียงเมื่อเปิดออกก็พบชุดเดรสผ้าฝ้ายแขนตุ๊กตายาวกรอมเท้าสีชมพู ลวดลายถูกปักเป็นรูปดอกไม้ มีเครื่องประดับเป็นสร้อยเล็กๆ รูปดาวพร้อมโน้ตที่แนบมาด้วย“เจอกันนะ”..อะไรของเขากันนะหล่อนคิดอย่างสงสัยหากก็ไปเปลี่ยนชุดแล้วออกมาแต่งหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผมยาวถูกมัดเป็นหางม้าอย่างเรียบร้อยมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาทุ่มว่าแล้ว..เขาจะให้เธอไปหาหรืออย่างไรทำไมไม่มาสักทีก๊อก ก๊อก ก๊อก..นึกถึงก็มาพอดีนิทราเดินไปเปิดประตูก็พบพสุอยู่ในเสื้อผ้าฝ้ายพื้นเมืองอีสานสีเทาเข้มกับกางเกงขาก๊วยสีน้ำเงินอดหัวเราะไม่ได้เพราะไม่ค่อยเห็นเขาในลักษ
ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ถึงกำหนดที่นิทราต้องบินไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ร่างบางเอาเสื้อผ้าไปเยอะพอสมควรเพราะไม่อยากเสียเงินซื้อใหม่ที่ต่างประเทศ สองแม่ลูกช่วยกันยกกระเป๋าออกมาจากบ้านโดยมีกระเป๋าทั้งหมดสองใบ แม้จะกังวลที่ลูกไปอยู่ไกลแต่เพราะอนาคตของลูกสาวคุณยลลดาจึงอยากให้นิทราได้ไป“หนูช่วยค่ะ” สองแม่ลูกหันไปมองก็พบลินดาที่เดินเข้ามาภายในบ้านพร้อมกับภมรและพสุ หญิงสาววิ่งมาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถพร้อมกับภมรที่ยกอีกใบใส่หลังรถเหลือเพียงพสุที่ยืนมองเธอนิ่ง แววตาเขาฉายความเศร้าอย่างชัดเจนจนนิทราต้องยิ้มให้“ใจหายเหมือนกันนะที่นิทต้องไปนานขนาดนี้” ลินดาเดินมายืนตรงหน้าเพื่อนข้างบ้านที่แม้จะไม่ได้สนิทมากแต่เธอก็ชอบนิสัยของนิทรา อีกทั้งอาหารที่บางครั้งคนตัวเล็กกว่าเธอชอบเอาไปให้กินก็แสนจะอร่อย“เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” หญิงสาวพยักหน้าแล้วโอบกอดนิทราเอาไว้ก่อนผละออก ในขณะที่ภมรก็เดินมายืนข้างแฟนสาวของตนเอง“เดินทางดีๆ นะ” ชายหนุ่มเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของน้องทั้งสามมองเธอมาด้วยสายตาที่อบอุ่นเหมือนเดิมนิทรายิ้มให้ภมร“ขอบคุณค่ะพี่ภมร” สองหนุ่มสาวล่ำลาเสร็จก็ผละออกมาให้พสุเดินมายืนตรงหน้านิทรา เขายิ้มให้เธอแม้